KCC EdTech
ความรู้ ข้อสอบ แนวข้อสอบ แบบทดสอบ
16/11/2019
#การเตรียมพร้อมเป็นนักเรียนเตรียมทหารทั้ง4เหล่าทัพ
#มีวิธีการเริ่มต้นดังนี้..
น้อง ๆ ที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะเป็น "รั้วของชาติ" หรือเป็น "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ก็ต้องติดตามข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด เพราะช่วงเวลาของการใกล้จะประกาศรับสมัคร "นักเรียนเตรียมทหาร" ของทั้ง 4 เหล่าทัพคือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ นั้นจะประกาศรับในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีและมีช่วงเวลาในการรับสมัครทางอินเตอร์เนต(วิธีที่สะดวกที่สุด) ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ในห้วงเดือนมีนาคมจะเป็นการรับสมัครโดยการไปยื่นใบสมัครด้วยตนเองเป็นการเก็บตกน้องๆที่ไม่ได้สมัครทางอินเตอร์เน็ต
โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้สถานที่ รร.นายเรืออากาศ ในการรับสมัคร ห้วงเดือนมีนาคมนถึงจะเป็นการสอบรอบแรกภาควิชาการ และตามมาด้วยรอบสองพลศึกษา ตรวจร่างกายและสัมภาษณ์ และเริ่มเข้าเรียนใน รร.เตรียมทหารประมาณปลายเดือนพฤษภาคม เป็นการก้าวเข้าสู่ชีวิตนักเรียนทหารอย่างภาคภูมิ
#เทคนิคในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักเรียนเตรียมทหาร
R-top = Ready TO be Pre-cadet
1. ใช้ระยะเวลาในการเตรียมตัว 1 ปีขึ้นไป ทั้งทางด้านวิชาการและร่างกาย
2. เริ่มต้นตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ทบทวนพื้นฐานทุกวิชาทุกเรื่องตั้งแต่ ม.1 – ม.4 จนเทอมแรกทุกคนจะต้องมีพื้นฐานที่ดีแล้ว ใช้เวลาช่วงเสาร์-อาทิตย์ ในการไปเรียนกวดวิชาตามสถานบันต่างๆ ช่วง จันทร์ – ศุกร์ หาแบบฝึกหัดจากสถาบันต่าง (ไม่ใช่แค่ข้อสอบเก่าเตรียมทหาร) มาทำทุกวัน ให้เวลากับการอ่านหนังสือเพื่อเข้าเตรียมทหารวันละ 2-3 ชั่วโมง (เนื้อหา 70% แบบฝึกหัด 30%)
3. ช่วงปิดเทอมตุลาคมเข้าคอร์สติวเข้ม ทบทวนเนื้อหาและและแบบฝึกหัด (เนื้อหา 50% แบบฝึกหัด 50%) เป็นช่วงที่จะได้มีโอกาสฝึกระเบียบวินัยไปพร้อมๆ กับเพื่อนๆ
4. ช่วงเทอมสองเป็นช่วงที่ต้องทำแบบฝึกหัดจากสถาบันต่างๆ ให้มากๆเกณฑ์ (เนื้อหา 30% แบบฝึกหัด 70%) คะแนนจากการทดสอบในแต่ละครั้งจะต้องไม่เกิน 60% ถึง จะมีแนวโน้มที่จะสอบติด เมื่อวิชาการผ่านเกณฑ์แล้วร่างกายก็ต้องอย่าให้ดรอปลง ต้อง วิ่ง ว่ายน้ำ ดึงข้อ เป็นประจำ คุมน้ำหนักและความสูงให้อยู่ใน ต้องมีวินัยในการเรียนและออกกำลังกายเหมือนกับเทอมแรกนะครับ
5. ช่วงโค้งสุดท้าย พื้นฐานต้องแน่นแล้วครับ ทำโจทย์ทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 200 ข้อเป็นอย่างน้อยในทุกๆ วิชา ตลอดระยะเวลา 1 เดือนนะครับ (เนื้อหา 10% แบบฝึกหัด 90%) ร่างกายต้องพร้อมอยู่เสมอด้วยนะครับ เตรียมการสำหรับท่าต่างๆที่ต้องใช้ในการสอบรอบสองไว้แต่เนิ่น
" ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้ หอมยวลชวนจิตไซร้ บ่มี "
มีน้องๆหลายคนถามถึงว่าพี่มีเทคนิคยังไงในการอ่านหนังสือ เทคนิคเหล่านี้น่าจะช่วยน้องๆในการเตรียมตัวสอบเตรียมทหารได้บ้าง
1. ตั้งเป้าหมาย(Goal) สร้างแรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่น คิดถึงอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้าที่จะได้แต่งเครื่องแบบอันทรงเกียรติ์ หน้าที่และความรับผิดชอบที่จะตามมาต่อครอบครัวและประเทศชาติ ก้าวเดินไปด้วยความมุ่งมั่นแล้วน้องๆจะสำเร็จตามที่หวัง
2. มีวินัย(Discipline) คือ น้องต้องวางแผนว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่ากับจำนวนหน้าหรือจำนวนบทที่น้อง ได้กำหนดไว้ ในแต่ละวัน ถ้าทำได้ก็ให้รางวัลกับตนเอง เช่น ได้ดูละครหนึ่งเรื่องตอนกลางคืน อ่านการตูนสักเล่ม หรือพักผ่อนด้วยการเล่นเกมส์นิดหน่อย เป็นต้น
3. วางแผน(Plan) การวางแผนที่ดีนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้เราเดินไปถูกทาง และเป็นการประหยัดเวลาในระยะยาวยกตัวอย่าง การสอบเตรียมทหารถ้าแบ่งทุกวิชาออกเป็นเปอร์เซนต์น่าจะได้ดังนี้ คณิต 30% วิทย์ 30% อังกฤษ 25% ไทย 7.5% สังคม 7.5% โดยประมาณ น้องอาจจะแบ่งเวลา ในหนึ่งสัปดาห์ คณิต 2 วัน วิทย์ 2 วัน อังกฤษ 2 วัน ไทยสังคม 1 วัน เป็นต้น
4. ไม่หักโหม(Not over) น้องๆ ไม่สามารถอ่านหนังสือได้เยอะเกินกำลังภายในเวลาอันสั้น อย่าวางตารางการอ่านให้แน่นเกินไป นอกจากจะทำไม่ได้ตามแผน ยังเป็นการกดดันตัวเองอีกด้วย แนะนำว่าอ่านทุกวัน วันละ 3 ชม. ส่วนเสาร์อาทิตย์ อาจจะเพิ่มเติมแล้วแต่เวลาที่ว่าง แต่ควรจะหาที่เรียนพิเศษเพิ่มเติม
5. ที่สงบเงียบและนั่งสบาย(Calm) บรรยากาศเหมาะกับการอ่านหนังสือ ไม่มีคนรบกวนซึ่งต้องแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล เตรียมน้ำอัดลมกับขนมไว้ข้างกาย ก็ช่วยให้อ่านได้ดีขึ้นนะครับ
6. การขีดเส้น(Highlight)หรือเน้นข้อความที่สำคัญจะทำให้ช่วยจำได้ดีขึ้น เมื่อกลับมาอ่านทวน น้องก็จะรู้ว่าจุดไหนเป็นข้อมูลสำคัญ และใช้ทบทวนก่อนสอบได้ด้วย ใช้ปากกาสักสามสี เข้ามาช่วยให้การเน้นข้อความ บันทึกหรือโน๊ตส่วนสำคัญ
7. จัดเวลาอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่เราพร้อมที่สุด(Time) บางคนจะจำได้ดีถ้าอ่านตอนเช้า บางคนเป็นตอนเย็น ก็ต้องสังเกตตัวเองดูกำหนดเป็นเวลาประจำทุกวัน เช่น ทุกวันเวลา 2 ทุ่ม – 5 ทุ่ม เป็นต้น
เพียงเท่านี้ ถ้าน้องทำได้
ได้เป้นนักเรียนเตรียมทหารแน่นอน
#ข้อมูล #ความรู้ #การศึกษา #โรงเรียน
#ข้อสอบ #แนวข้อสอบ #แบบทดสอบ
#ข่าวเปิดสอบ #งานราชการ #รัฐวิสาหกิจ
#กพ #สอบทหาร #สอบตำรวจ #ติวสอบ
#ทหารบก #ทหารอากาศ #ทหารเรือ #ตำรวจ
#นายสิบ #นายร้อย #4เหล่า
15/11/2019
#ตกงาน
#สละเวลาอ่านสักนิด
#เพื่อปรับเปลี่ยนชีวิตคุณ..
อนาคตกำลังใกล้เข้ามา อีก 2-3 ปี ข้างหน้าชัดเจนขึ้นแน่นอน
โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์
ผมเรียนจบช่างกล ผมได้ทำงานโรงงานรถยนต์อันดับ 1 ของโลก
ผมมีประสบการณ์ทำงานมา 15 ปี รู้จักทุกซอกทุกมุมของเครื่องยนต์
ผมได้รับจดหมายสมัครใจให้ออก โรงงานบอกว่าต่อไปเราจะให้หุ่นยนต์
ต่อไปรถยนต์จะไม่มีระบบเครื่องยนต์แบบเดิม แบบที่คุณเรียนยานยนต์มามันใช้ไม่ได้…!! ต่อไปรถยนต์จะไปใช้ไฟฟ้ากันหมด
ผมขยันทำงาน สั่งสมประสบการณ์การทำงานมา 15 ปี ผมไม่เคยขาด ลา มาสาย เป็นพนักงานยอดเยี่ยมมาตลอด แต่ผมกำลังจะ ต ก ง า น…!! ผมโคตรงง
ขับรถ Taxi…
30 ปีก่อนคุณพ่อซื้อรถมา 1 คัน เพื่อใช้หาเลี้ยงครอบครัว ขับวันละสองกะ จนสามารถเก็บเงินซื้อรถคันที่สองได้ และ ให้ผมช่วยขับ
10 ปี ต่อมา เรามีบริษัทรถ Taxi เป็นร้อยคัน เราทำงานหนัก เราต่อสู้เราใช้ไฟแนนซ์ จนขยายกิจการได้ใหญ่โต
เมื่อไม่นานนี้ มีคนสร้างอะไรไม่รู้กดปุ่มเดียว รถ Taxi ทั้งโลกก็อยู่ในมือถือ ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีรถสักคัน
มันถูกเรียกว่า Uber… ใครก็สามารถเอารถตัวเอง มาขับส่งผู้โดยสารได้เหมือน Taxi
โดยรับลูกค้าจากการแจ้งเตือนผ่านแอป ครอบครัวเราขยัน เราสู้งาน แต่เรากำลังโดนแย่งลูกค้า
ร้านขายเสื้อผ้า
ครอบครัวเราเปิดร้านขายเสื้อผ้าในตัวเมือง สมัยก่อนเราขายดีมากๆ วันรุ่นที่ชอบแต่งตัวตามกระแสชอบมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านเรา
ช่วงนั้นกิจการร้านขายเสื้อผ้ากำลังไปได้ดี คุณพ่อส่งผมเรียนมหาวิทยาลัยดี พอเรียนจบมาก็มาบริหารงานต่อจากที่บ้าน เราขายดีมาก จนต้องขยายร้าน และ ขยายสาขาออกไปตามตัวเมืองใหญ่ๆ
วันดีคืนดีโลกเปลี่ยนไป มีระบบการซื้อแบบใหม่ ไม่ต้องไปห้าง ไม่ต้องมาร้าน กดปุ่มเดียวเช็คราคาเสื้อผ้าได้ทุกร้าน
มีบริการส่งถึงบ้าน มีโรงงาน และ ฐานการผลิตอยู่ที่ต่างประเทศ ต้นทุนถูกมาก จึงขายได้ราคาถูกกว่าผม
ผมขยัน ผมเรียนจบเกียรตินิยม แต่กิจการที่บ้านผมกำลังลดสาขา และ ทยอยปิดตัวลง
พนักงานธนาคาร
ผมเรียนจบบัญชี ทำงานเป็นพนักงานธนาคาร งานเกี่ยวกับตัวเลข ได้ใส่สูทเท่ๆ นั่งทำงานในห้องแอร์
ผมทำงานในธนาคารที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ชีวิตกำลังก้าวหน้าไปได้ดี ดูเป็นชีวิตที่โคตรน่าภูมิใจ
แต่แล้ว.. ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป คนเดินทางมาธนาคารน้อยลง คนใช้แอพ โอนเงินกันผ่านโทรศัพท์มากขึ้น
ธนาคารมีการแข่งขันกันสูงขึ้น ต้องลดภาระค่าใช้จ่าย จึงทยอยปิดสาขาลง ป ล ด พ นั ก ง า น อ อ ก
ผม ต ก ง า น ทั้งๆที่ยังมีภาระต้องรับผิดชอบอีกมากมาย ไหนจะค่าบ้าน ค่ารถ เลี้ยงดูครอบครัว ลูกก็ยังเรียนไม่จบ
หากในตอนนี้คุณกำลังย่ำอยู่กับที่ ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นเรื่อยเปื่อยไปวันๆ
ไม่คิดที่จะพัฒนาตัวเอง ไม่ทันเหตุการณ์บ้านเมือง อนาคตของคุณลำบากแน่
โลกกำลังหมุนไปข้างหน้า คนที่ตามไม่ทันก็มักจะถูกลืมไว้ข้างหลัง
คุณเตรียมตัวกันแล้วหรือยัง…? ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะชัดเจนมากขึ้นกว่านี้แน่นอน
แบบที่คนในยุคก่อนไม่เชื่อว่าทุกๆอย่างจะถูกยัดเข้ามาไว้ในโทรศัพท์เครื่องเดียวได้
จำไว้… แท็กซี่ที่ไม่ซื่อสัตย์ จะถูกอูเบอร์แย่งงาน
พนักงานที่ไม่ขยัน และ ไม่พัฒนาตัวเอง จะถูกหุ่นยนต์แย่งงาน
เถ้าแก่ที่ไม่ขยัน จะถูกแย่งลูกค้าโดยคู่แข่งที่ขยันกว่า
บริษัทลดรายจ่าย และ ปัญหา ด้วยการปรับลดจำนวนคน
ทุกบริษัทจะมีพนักงานเท่าที่จำเป็น เพราะ หุ่นยนต์ และ ระบบจะเข้ามาแทนที่
ขอขอบคุณ : Rich Infinity, ดร.วชิรศักดิ์ จึงสถาพร
#ข้อมูล #ความรู้ #การศึกษา #โรงเรียน
#ข้อสอบ #แนวข้อสอบ #แบบทดสอบ
#ข่าวเปิดสอบ #งานราชการ #รัฐวิสาหกิจ
#กพ #สอบทหาร #สอบตำรวจ #ติวสอบ
#ทหารบก #ทหารอากาศ #ทหารเรือ #ตำรวจ
#นายสิบ #นายร้อย #4เหล่า
14/11/2019
#ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยต้องเปลี่ยนไปจากเดิม
การศึกษารูปแบบเดิม
“ประเทศไทยจะไม่เปลี่ยน ถ้าการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน” คือคำพูดของเจ้าพ่อสตาร์ทอัพแห่งเมืองไทย กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล
ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยต้องเปลี่ยนไปจากเดิม เตรียมพบกับโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพสาย EdTech ครั้งแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเปลี่ยนการศึกษาของคนไทยให้ได้ภายในปี 2020
ถึงเวลาต้อง Disrupt การศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยี
กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ผู้จัดการการกองทุน 500 TukTuks และ Disrupt ประกาศเปิดตัวโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้าน EdTech ในชื่อ StormBreaker Venture ซึ่งถือเป็น Edtech Accelerator แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
EdTech (Education Technology) คือเทคโนโลยีการศึกษา ที่จะเข้ามา disrupt การศึกษารูปแบบเดิม เช่น ไม่ต้องนั่งฟังคุณครูบรรยายในห้องเรียนอีกต่อไป เพราะนักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านเครื่องมือและแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ส่วนคุณครูก็ผันบทบาทไปเป็น facilitator หรือผู้ที่คอยอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนแทน
กระทิง บอกว่า การศึกษาไทยอยู่ในขั้นโคม่า และการศึกษาแบบเดิมไม่ตอบโจทย์โลกแห่งเทคโนโลยีที่เติบโตแบบก้าวกระโดดอีกต่อไป “ประเทศไทยจะไม่เปลี่ยน ถ้าการศึกษายังไม่เปลี่ยน เด็กนักเรียนไทยกว่าครึ่งอ่านหนังสือไม่แตก เรียนภาษาอังกฤษมาทั้งชีวิตแต่พูดไม่ได้ หรือเมื่อทำการทดสอบคะแนนคณิตศาสตร์กลับไม่ถึงครึ่ง ส่วนในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาของคุณครูไทย คือต้องใช้เวลาส่วนมากไปกับงานเอกสาร ทำให้ประสิทธิภาพในการสอนลดลง และปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี“
โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้าน EdTech ในครั้งนี้จะถือเป็นโครงการแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเกิดจากความร่วมมือกันของ LINE Thailand, Learn Capital (VC ด้าน EdTech เบอร์ 1 ของโลก), 500 TukTuks II, Beacon Ventures Capital และ TDRI
สัดส่วนการลงทุนใน StormBreaker Venture เบื้องต้นมี Angel Investor และบริษัทใหญ่ 1 บริษัท ส่วนรายละเอียดจะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้
เป้าหมายคือ เปลี่ยนแปลงการศึกษาของคนไทย 1 ล้านคน ภายในปี 2020
กระทิง บอกชัดเจนว่า เป้าหมายของโครงการนี้ คือความต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านการศึกษาของคนไทยจำนวน 1 ล้านคนภายในปี 2020 โดยหัวใจหลักคือการปฏิวัติการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยี.
การแก้ไขปัญหาการศึกษาจะทำใน 2 ด้าน ด้านแรกคือการเรียนรู้และพัฒนา เช่น การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ (English For All) ที่จะเข้าไปช่วยเหลือทั้งนักเรียนและคุณครูให้มีศักยภาพในการสื่อสารภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการศึกษาในกลุ่มวิชา STEM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) คณิตศาสตร์ (Mathematics) และการเขียนโค้ด (STEM and Coding for All) ที่ถือเป็นทักษะสำคัญอย่างมากในโลกอนาคต
อีกด้านคือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อมาช่วยทำให้งานของคุณครูไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจข้อสอบ หรือจัดการงานเอกสารจำนวนมาก ส่วนในด้านการสอนอาจะใช้เทคโนโลยีคลาวด์มาเป็นพื้นที่กลางเพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้แบบแบ่งปัน เช่น มีการแชร์แผนการสอนกันบนคลาวด์ ทำให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ของคุณครูไทย เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้จะทำให้คุณครูไทยกลายเป็น Teacher Of The Future เพราะใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน
#ข้อมูล #ความรู้ #การศึกษา #โรงเรียน
#ข้อสอบ #แนวข้อสอบ #แบบทดสอบ
#ข่าวเปิดสอบ #งานราชการ #รัฐวิสาหกิจ
#กพ #สอบทหาร #สอบตำรวจ #ติวสอบ
#ทหารบก #ทหารอากาศ #ทหารเรือ #ตำรวจ
#นายสิบ #นายร้อย #4เหล่า
13/11/2019
ทำไมต้องมี EdTech...?
#ปฏิรูปก่อนระบบการศึกษาจะถูก disrupt
รู้หรือไม่? ระบบการศึกษาทั่วโลก
อย่างการเข้าห้องเรียน 5 วันต่อสัปดาห์
เพื่อนั่งฟังครูบรรยายบทเรียนอย่างน้อยๆ 6 ชั่วโมงต่อวัน
ภายใต้กรอบเกณฑ์การวัดผลที่เกรด 0-4 หรือ A-F
และถูกปกครองด้วยความกลัวแทนความกระหายอยากรู้ สิ่งหลายๆเหล่านี้
ยังคงเดิมมาตั้งแต่ปี 1900 จนกระทั่งปัจจุบัน
ถึงแม้จะมีการตั้งคำถามต่อระบบการศึกษาเหล่านี้มาตลอดระยะเวลายาวนาน แต่ก็ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัดเจนขนาดนั้น
จนมาถึงในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันที่เรียกกันว่ายุค 4.0 เหล่าสตาร์ทอัพทั่วทั้งโลกก็ได้ริเริ่มที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาขึ้นมา และเรียกสิ่งนั้นว่า “EdTech”
ยุคแห่งการเติบโตของ AI ที่ระบบการศึกษาแบบเดิมใช้ไม่ได้ ภายใต้การตั้งคำถามและการพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อระบบการศึกษา จึงเป็นที่มาของคลาสเรียนทางเลือกมากมายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันผ่าน digital platform การพยายามแสวางหาชุดความรู้สักเรื่องหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเข้าห้องสมุดอีกต่อไป แต่จะปรากฎในโลกดิจิตอล ทั้งเอกสารเผยแพร่ตาม google, YouTube, TED Talk, Duolingo และอื่นๆอีกมากมาย
นอกจากชุดความรู้สำหรับการสืบค้นแล้ว ก็ได้มีการต่อยอดความคิดไปถึงว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันจะเข้ามาบรรจบกับการพัฒนาระบบการศึกษาได้อย่างไร และคำตอบที่ได้ก็คือ AI (Artificial Intelligence) ที่จะเข้ามาช่วยในระบบการเรียนการสอนเฉพาะปัจเจกบุคคล
AI อย่างแรกที่ถูกนำมาพูดถึงก็คือ Conversational User Interfaces หรือระบบตอบโต้ผ่านเสียง เหมือน siri ในระบบ ios นั่นเอง ซึ่งมีแนวคิดในการพัฒนาไปเป็น chatbot ที่จะคอยตอบโต้ในระดับบุคลคล โดยเน้นไปที่การเรียนการสอน ซึ่งก็น่าสนใจมากว่าถ้าหากมีการบรรจุบทเรียนที่เหมาะสมสำหรับยุคสมัย และสามารถพัฒนาระบบตอบโต้ให้แก้ไขปัญหา มีความเสมือนจริง จะทำให้บทเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาควิชาบรรยาย อย่าง ประวัติศาสตร์ วรรณคดี การอบรม และสัมมนา ที่ไม่ได้ปริญญาบัตรแต่ได้ใเป็นใบรับรองการจบการศึกษา เป็นต้น
รูปแบบของระบบการศึกษาที่น่าจะเปลี่ยนไปในอนาคต ความตื่นตัวเรื่องการปรับปรุงระบบการศึกษาเริ่มแพร่หลายในทั่วโลก โดยเว็บไซต์ medium.com ได้มีการพูดถึงอนาคตของรูปแบบระบบการศึกษา ที่น่าจะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากการพัฒนา AI หรือ EdTech ซึ่งระบบการเรียนการสอนที่จะช่วยให้เกิด Big Data สำหรับการพัฒนา น่าจะมาจากการเรียนรู้ 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดความรู้เฉพาะบุคคล : การเรียนรู้เฉพาะบุคคลในแง่นี้หมายถึง การนำข้อมูลความสามารถเฉพาะด้าน ความสนใจเฉพาะกลุ่ม และวัฒนธรรมเฉพาะในแต่ละพื้นที่
ซึ่งผลลัพธ์ของข้อมูลเหล่านี้จะสามารถช่วยสร้างบทเรียนและการเรียนรู้ที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยในระบบการศึกษาปัจจุบัน นักเรียนจะได้รับบทเรียนตามหลักสูตรการสอน วัดผลและประเมินตามเกณฑ์
ซึ่งมีการวิจัยมาว่า บทเรียนในลักษณะนี้ ไม่ช่วยให้เกิดความทรงจำในระยะยาว จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อสอบเสร็จแล้ว เราถึงจำบทเรียนที่เพิ่งท่องมาไม่ได้ ชุดความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ : ข้อมูลจากการเรียนรู้ในรูปแบบนี้ก็เหมือนกับความเข้าใจทางณิตศาสตร์ ที่จะต้องเข้าใจการบวกลบ
ก่อนที่จะเรียนรู้การคูณหาร เป็นต้น ซึ่งจะเปลี่ยนการวัดผลจากแต่ที่ต้องมีความรู้ 85% จึงจะได้เกรด A เป็นความเข้าใจในระดับเกรด C-B หรือเพียง 60%-70% ก็เพียงพอสำหรับความเข้าใจขั้นพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในระดับต่อไป ซึ่งการเรียนรู้ในรูปแบบนี้ จำเป็นจะต้องวิเคราะห์ให้แน่ชัดก่อนว่าความเข้าใจในระดับไหน จึงจะเพียงพอต่อการเรียนรู้ในระดับขั้นต่อไป ชุดความรู้เชิงประสบการณ์ : การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ คือรูปแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้สมองมีการจดจำมากกว่าบทเรียนทั่วไป โดยในปัจจุบันการเรียนรู้เชิงประสบการณ์มักพบแค่ในชั่วโมงวิชาศิลปะ, แล็ปวิทยาศาสตร์ หรือการบ้านที่ครูสั่งให้ไปทำเท่านั้น และเป็นที่รู้กันว่าเด็กส่วนใหญ่ล้วนเกลียดการบ้าน
ซึ่งการจะรวบรวมข้อมูลจากชุดความรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อพัฒนา EdTech คือการตั้งคำถามว่า ประสบการณ์การเรียนรู้แบบใด ที่จะสามารถส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอลได้ ทำไมระบบการศึกษาไทยถึงควรปฏิรูป?
กระทิง พูนผล ผู้ก่อตั้ง Disrupt ได้บอกเล่าว่าทักษะเด็กไทยในยุค Digital Disruption นั้นค่อนข้างน่าเป็นห่วง อ้างอิงจาก ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 50% ของเด็กไทยสอบตกด้านการอ่าน เพราะไม่สามารถจับใจความและทำความเข้าใจได้, 53.8% สอบตกคณิตศาสตร์และไม่สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และ 46.7% สอบตกวิทยาศาสตร์เพราะไม่สามารถเข้าใจและประยุกต์ใช้ได้ ในขณะที่ปัจจุบัน 47% ของการจ้างงานกำลังจะหายไป และ 90% ของตำแหน่งงานดั้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยตำแหน่งงานใหม่ๆภายในปี 2030
โดยยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ระบบการศึกษาไทยยังผลิตบุคลากรในรูปแบบ Dump Pipe หรือการเดินตามท่อ คืออุตสาหกรรมมีความต้องการอาชีพอะไร ก็ผลิตป้อนออกมาแบบนั้น ยังขาดการเรียนการสอนแบบ Strategic And Systems Thinking อีกทั้งยังขาดแรงกระตุ้นและความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาระบบการศึกษาอย่างจริงจัง โดยในกลุ่มสตาร์ทอัพด้านการศึกษา (EdTech) ในประเทศไทยสามารถระดมทุนเพียงไม่กี่สิบล้านบาท ในขณะที่ต่างประเทศสามารถระดมทุนรวมกันได้ 3,000-4,000 ล้านเหรียญ ผลสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากรไทยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ รวบรวมโดย TDRI พบว่ามีประชากรทั้งหมด 65.75 ล้านคน โดยเป็นประชากรวัยแรงงานจำนวน 56.05 ล้านคน โดยจำนวนผู้อยู่นอกวัยแรงงาน กำลังเรียนหนังสือ 4.44 ล้านคน ใช้งบประมาณมากกว่า 20.3% ของรายจ่ายทั้งประเทศ แต่คุณภาพของผู้เรียนที่ผ่านมาจนปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากในยังมีจำนวนผู้เรียนที่ตกระบบตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 และ ปวช.3 รวมกันถึง 7.4 แสนคน คิดเป็น 16% ของผู้เรียนที่อยู่นอกวัยแรงงานทั้งหมด อีกทังยังมีประชากรวัยแรงงานที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศอีกถึง 1.19 ล้านคน ได้แก่ ผู้มิได้เรียนต่อทุกชั้นเรียน/ปี, จำนวนผู้ว่างงาน (ณ ตุลาคม), พระและเณร, ผู้ต้องขัง และผู้อยู่ในสถานพินิจเด็ก/เยาวชน
การเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงด้านระบบการศึกษาในไทย สำหรับเรื่องดีเกี่ยวกับการพัฒนาด้านการศึกษาในไทยก็มีเหมือนกัน ปัจจุบันมีการจัดตั้งองค์กรอิสระและมูลนิธิเพื่อการพัฒนาการศึกษาหลายแห่ง โดยเริ่มกระจายไปต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย ได้แก่ เครือข่ายโรงเรียนนอกกะลา (PBL และ PLC), การใช้ IT ในการเรียนรู้, มูลนิธิสดศรี-สฤษด์วงศ์ (พัฒนาโรงเรียน), สยามกัมมาจล(ปรับการสอน) และ sQip พัฒนาระบบคุณภาพ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่สำคัญของการเริ่มต้นพัฒนาระบบการศึกษาไทย
นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพ, ธุรกิจด้านการศึกษาที่ไม่แสวงกำไร และบุคคลทั่วไปที่มีทีมงานและอยากทำเทคโนโลยีด้านการศึกษา สมัครเข้างานเพื่อนำเสนอไอเดียด้านนวัตกรรมทางการศึกษาในงาน EdTech Hackathorn ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของ EdTech ในประเทศไทย
#ข้อมูล #ความรู้ #การศึกษา #โรงเรียน
#ข้อสอบ #แนวข้อสอบ #แบบทดสอบ
#ข่าวเปิดสอบ #งานราชการ #รัฐวิสาหกิจ
#กพ #สอบทหาร #สอบตำรวจ #ติวสอบ
#ทหารบก #ทหารอากาศ #ทหารเรือ #ตำรวจ
#นายสิบ #นายร้อย #4เหล่า
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
70000