สวท.เพชรบูรณ์

สวท.เพชรบูรณ์

ความคิดเห็น

เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ขอเชิญผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา COVID-19 #อ่านทางนี้ค่ะ
รวมพลังสตรีไทย ในโครงการวันสตรีไทย" พลังสตรีไทย ร้อยดวงใจ แต่งกายผ้าไทยพื้นถิ่น สดุดีพระแม่ไทย"
วันที่ 26 สิงหาคม 2562 เวลา 10.00 น. คณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดโครงการ วันสตรีไทย “ พลังสตรีไทย ร้อยดวงใจ แต่งกายผ้าไทยพื้นถิ่น สดุดีพระแม่ไทย “โดยมีนายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ณ หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์
นางวาสนา ธีรนิติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ในนามผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าว่า เนื่องในวันสตรีไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม ของทุกปี โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ เนื่องในวันมหามงคล 12 สิงหาคม ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงเมตตา พระองค์มีพระวิริยะ อุตสาหะ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีอาชีพ และได้พระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคม เป็น “วันสตรีไทย” เพื่อให้ผู้หญิงไทยมีโอกาสแสดงถึงความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันสังคมให้สามารถเทียบเท่าสตรีสากล
โดยคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดเพชรบูรณ์ มีภารกิจและหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน เพื่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่นด้านการแต่งกายผ้าไทยพื้นถิ่นเพชรบูรณ์ การนุ่งซิ่นแดงตีนก่าน เป็นต้น ซึ่งถือว่า เป็นการให้โอกาสกับสตรี สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถพัฒนาเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ลดความเครียดในการดำรงชีวิต พร้อมทั้งเป็นการยกย่อง สร้างขวัญและกำลังใจให้กาสตรีที่ปฏิบัติงานเพื่อชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้นำสตรีจากทุกอำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอ และจังหวัด จำนวน 320 คน
จากนั้น รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบประกาศเกียรติคุณผู้นำสตรีดีเด่น ด้านผู้ทำคุณประโยชน์ จำนวน 11 อำเภอ , มอบประกาศเกียรติคุณครัวเรือนสัมมาชีพชุมชนตัวอย่างประจำปี 2562 และคนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีดีเด่นระดับจังหวัด โดยมีกิจกรรมการเสวนาหัวข้อ “ ธรรมะกับสตรี ยุค 4.0 “, การแสดงนิทรรศการ “ผ้าไทยพื้นถิ่นเพชรบูรณ์ “ และการสาธิตอาชีพ , การจำหน่ายสินค้ากลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จำนวน 15 กลุ่ม และสินค้า OTOP 11 อำเภอ
งานนี้คนเยอะไหมครับ
อ.หล่มเก่า พช. แห่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สืบเนื่องจากกรมบัญชีกลาง พร้อมโอนเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปีให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยจำนวน 500 บาทต่อคนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างวันที่ 8 ถึงวันที่ 10 ธันวาคมนั้น
อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีผู้มารับบริการกดเงินที่ตู้ atm เพื่อที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนมากทำให้ตู้ atm ในสาขาหนึ่งของอำเภอหล่มเก่าเงินหมดตู้ไม่สามารถให้บริการได้
สำหรับตู้ atm กรุงไทยในตลาดหล่มเก่ามีให้บริการ 3 ที่ และได้แจ้งรายละเอียดการกดเงินเพื่อขอรับบริการได้อย่างถูกต้องเช่นวันที่ 8 วันที่ 9 วันที่ 10 ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกดเงินได้ 500 บาททุกคนเพียงครั้งเดียววันที่ 12 ธันวาคม 2561 ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอายุ 60 ปีขึ้นไป กดเพิ่มได้ 400 บาทเฉพาะผู้ที่เช่าบ้านเท่านั้นวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป กดเพิ่มได้ 1,000 บาทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ส่วนยอดการซื้อสินค้า 200-300 บาทยังสามารถกดใช้บริการได้ตามปกติและถ้าหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสำนักงานกรุงไทยได้ที่หมายเลข 02 1 09 2345 ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ในวันนี้จะจ่ายเงินให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยหมายเลข 31 35 36 37 38 และ 39 รวมจำนวน 4,230,491 คน ทั่วประเทศ

สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ http://www.phetchabunradio.net ส่งกระจายเสียงด้วยระบบ FM ความถี่ 102.75 MHz

เปิดเหมือนปกติ

Photos from สวท.เพชรบูรณ์'s post 08/11/2021

ประกาศคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเพชรบูรณ์
เรื่อง มาตรการเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2010 (COVID-19) จังหวัดเพชรบูรณ์ ฉบับที่ 34

08/11/2021

ประเด็นข่าวเด่น 8 พ.ย.64
รายการเพชรบูรณ์บ้านเรา
ออกอากาศ เวลา 06.00-07.00 น.
"การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์"

08/11/2021

🔴🎥[Facebook Live] 🌐 วันที่ 8 พ.ย. 64 เวลา 13.30 น.

08/11/2021

Live แถลงสถานการณ์ COVID-19 8 พ.ย.64

08/11/2021

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง 11 จังหวัดภาคใต้ ให้เฝ้าระวังอุทกภัยในช่วงระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2564 ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ระนอง ภูเก็ต และตรัง

โดยแบ่งเป็น

พื้นที่เฝ้าระวังน้ำหลาก ดินถล่ม ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

.พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 และ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้น กระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ระนอง ภูเก็ต และตรัง.

พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำ
แม่น้ำตาปี ได้แก่ สุราษฎร์ธานี
คลองท่าดี ได้แก่ นครศรีธรรมราช
ทะเลสาบสงขลา และคลองอู่ตะเภา ได้แก่ สงขลา
แม่น้ำปัตตานี ได้แก่ ยะลา และปัตตานี
แม่น้ำโก-ลก ได้แก่ นราธิวาส

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทั้ง 11 จังหวัดขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำ พยากรณ์อากาศ และข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง 11 จังหวัดภาคใต้ ให้เฝ้าระวังอุทกภัยในช่วงระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2564 ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ระนอง ภูเก็ต และตรัง

โดยแบ่งเป็น

พื้นที่เฝ้าระวังน้ำหลาก ดินถล่ม ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

.พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 และ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้น กระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ระนอง ภูเก็ต และตรัง.

พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำ
แม่น้ำตาปี ได้แก่ สุราษฎร์ธานี
คลองท่าดี ได้แก่ นครศรีธรรมราช
ทะเลสาบสงขลา และคลองอู่ตะเภา ได้แก่ สงขลา
แม่น้ำปัตตานี ได้แก่ ยะลา และปัตตานี
แม่น้ำโก-ลก ได้แก่ นราธิวาส

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทั้ง 11 จังหวัดขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำ พยากรณ์อากาศ และข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

08/11/2021

ประยุทธ์ ทุ่ม 2,805 ล้านบาท หนุนทุนวิจัย-พัฒนาวัคซีน
โฆษกรัฐบาล เผย ครม.อนุมัติ 2,806 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ ส่งเสริมไทยเป็น “ฮับวัคซีน” ของภูมิภาค

วันที่ 5 มิถุนายน 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนให้คนไทยมีศักยภาพในการคิดค้นและผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้เอง

จึงได้จัดสรรงบประมาณกว่า 2,806 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ และสำหรับเป็นทุนหนุนในการเพิ่มศักยภาพประเทศของไทย พร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันและการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐบาลได้อุดหนุนงบประมาณวงเงิน 1,810.68 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 995.03 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินกว่า 2,805.71 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนในการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ

ตั้งแต่การพัฒนาวัคซีนต้นแบบตั้งแต่ต้นน้ำ การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตวัคซีน รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการผลิตวัคซีน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว เป็นทุนสนับสนุนการวิจัยให้แก่หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ดังนี้

บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด (650 ล้านบาท) เพื่อการพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด DNA
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (200 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ต้นแบบที่พร้อมทดสอบทางคลินิกและการเตรียมพร้อมผลิตวัคซีนต้นแบบสำหรับการระบาดของเชื้อที่มีการกลายพันธุ์
บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด (160 ล้านบาท) เพื่อการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตในประเทศโดยใช้พืชเป็นแหล่งผลิตในมนุษย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (562 ล้านบาท) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นสถานที่ผลิตวัคซีนโควิด-19 ตามความต้องการของประเทศ โดยใช้โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ และพัฒนาห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ด้านการวิเคราะห์และทดสอบคุณสมบัติของยาชีววัตถุและวัคซีนรองรับการผลิตวัคซีนโควิด-19 ขึ้นใช้เองในประเทศ
องค์การเภสัชกรรม (156.8 ล้านบาท) เพื่อเตรียมความพร้อมการแบ่งบรรจุวัคซีนโควิด-19 ภายในประเทศ
บริษัท องค์การเภสัชกรรม – เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด (81.88 ล้านบาท) เพื่อขยายศักยภาพการผลิตวัคซีนในระดับอุตสาหกรรมรองรับการผลิตวัคซีนสำหรับประชาชนไทยด้วย

นายอนุชากล่าววว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่: กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 995.03 ล้านบาท ให้แก่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อเป็นทุนสำหรับการวิจัยพัฒนาวัคซีน และการสร้างศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยหน่วยงานผู้รับทุน มีดังนี้

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (365 ล้านบาท)
บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด (596.24 ล้านบาท) ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลจะได้รับทุนคืนทั้งหมด โดยได้มีการระบุไว้ในสัญญาการรับทุนว่า เมื่อบริษัทฯ สามารถผลิตวัคซีนได้ตามมาตรฐานของแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว จะส่งมอบวัคซีนให้รัฐบาลไทยในจำนวนที่มีมูลค่าเท่ากับทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนฯ จึงไม่ใช่เป็นการให้เปล่า แต่เป็นการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในขั้นต้นเพื่อให้เป็นผลสำเร็จเท่านั้น
ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (33.79 ล้านบาท) “วงเงินงบประมาณกว่า 2,806 ล้านบาทนี้ จะช่วยในการสร้างรากฐานและพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยวัคซีนของประเทศเพื่อรับมือการระบาดในครั้งนี้และการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและวิสัยทัศน์ของ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางสุขภาพ พึ่งพาตนเองด้านวัคซีนได้ในอนาคต รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนของภูมิภาคในอนาคตด้วย” นายอนุชากล่าว

ประยุทธ์ ทุ่ม 2,805 ล้านบาท หนุนทุนวิจัย-พัฒนาวัคซีน
โฆษกรัฐบาล เผย ครม.อนุมัติ 2,806 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ ส่งเสริมไทยเป็น “ฮับวัคซีน” ของภูมิภาค

วันที่ 5 มิถุนายน 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนให้คนไทยมีศักยภาพในการคิดค้นและผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้เอง

จึงได้จัดสรรงบประมาณกว่า 2,806 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ และสำหรับเป็นทุนหนุนในการเพิ่มศักยภาพประเทศของไทย พร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันและการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐบาลได้อุดหนุนงบประมาณวงเงิน 1,810.68 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 995.03 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินกว่า 2,805.71 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนในการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ

ตั้งแต่การพัฒนาวัคซีนต้นแบบตั้งแต่ต้นน้ำ การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตวัคซีน รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการผลิตวัคซีน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว เป็นทุนสนับสนุนการวิจัยให้แก่หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ดังนี้

บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด (650 ล้านบาท) เพื่อการพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด DNA
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (200 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ต้นแบบที่พร้อมทดสอบทางคลินิกและการเตรียมพร้อมผลิตวัคซีนต้นแบบสำหรับการระบาดของเชื้อที่มีการกลายพันธุ์
บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด (160 ล้านบาท) เพื่อการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตในประเทศโดยใช้พืชเป็นแหล่งผลิตในมนุษย์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (562 ล้านบาท) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นสถานที่ผลิตวัคซีนโควิด-19 ตามความต้องการของประเทศ โดยใช้โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ และพัฒนาห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ด้านการวิเคราะห์และทดสอบคุณสมบัติของยาชีววัตถุและวัคซีนรองรับการผลิตวัคซีนโควิด-19 ขึ้นใช้เองในประเทศ
องค์การเภสัชกรรม (156.8 ล้านบาท) เพื่อเตรียมความพร้อมการแบ่งบรรจุวัคซีนโควิด-19 ภายในประเทศ
บริษัท องค์การเภสัชกรรม – เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด (81.88 ล้านบาท) เพื่อขยายศักยภาพการผลิตวัคซีนในระดับอุตสาหกรรมรองรับการผลิตวัคซีนสำหรับประชาชนไทยด้วย

นายอนุชากล่าววว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่: กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 995.03 ล้านบาท ให้แก่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อเป็นทุนสำหรับการวิจัยพัฒนาวัคซีน และการสร้างศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยหน่วยงานผู้รับทุน มีดังนี้

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (365 ล้านบาท)
บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด (596.24 ล้านบาท) ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลจะได้รับทุนคืนทั้งหมด โดยได้มีการระบุไว้ในสัญญาการรับทุนว่า เมื่อบริษัทฯ สามารถผลิตวัคซีนได้ตามมาตรฐานของแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว จะส่งมอบวัคซีนให้รัฐบาลไทยในจำนวนที่มีมูลค่าเท่ากับทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนฯ จึงไม่ใช่เป็นการให้เปล่า แต่เป็นการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในขั้นต้นเพื่อให้เป็นผลสำเร็จเท่านั้น
ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (33.79 ล้านบาท) “วงเงินงบประมาณกว่า 2,806 ล้านบาทนี้ จะช่วยในการสร้างรากฐานและพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยวัคซีนของประเทศเพื่อรับมือการระบาดในครั้งนี้และการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและวิสัยทัศน์ของ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางสุขภาพ พึ่งพาตนเองด้านวัคซีนได้ในอนาคต รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนของภูมิภาคในอนาคตด้วย” นายอนุชากล่าว

08/11/2021

ศธ.ยันไม่เลื่อนเปิดเทอม 1 พ.ย. ให้ทยอยเปิด-ยกเลิกสุ่มตรวจ ATK
ศธ.ยันไม่เลื่อนเปิดเทอม on site 1 พ.ย. ให้ทยอยเปิดแต่ละพื้นที่ กำชับสถานศึกษาประเมิน 6 หลักเกณฑ์ คาดสัปดาห์นี้คลอดคู่มือปฏิบัติ เหลือเจรจายกเลิกสุ่มตรวจ ATK ย้ำเปิดเรียน 2 สัปดาห์แรกเน้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู-นักเรียน

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงการเตรียมเปิดภาคเรียนที่ 2 ในที่ประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ว่า จะไม่มีการเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 2 ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายจะเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบายต้องการเปิดเรียนแบบ On Site ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาเปิดเรียน คือ
1.ให้แต่ละโรงเรียนประเมินโรงเรียนตนเองอย่างเคร่งครัดว่ามีความพร้อมแค่ไหน โดย ผอ.โรงเรียนต้องเป็นผู้ประเมินด้วยตนเอง

2.ครูแต่ละโรงเรียนจะต้องได้รับวัคซีนแล้ว 100%

วันนี้ภาพรวมครูฉีดวัคซีนไปแล้วเกือบ 90% แต่เมื่อดูรายละเอียดเชิงลึกก็พบว่าบางโรงเรียนฉีดยังไม่ถึง 30% เพราะฉะนั้นหน้าที่ของ ผอ.แต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ก็ต้องมีข้อมูลจำแนกเป็นรายโรงเรียนว่า ในแต่ละโรงเรียนนั้นมีการฉีดวัคซีนไปจำนวนเท่าใด มีใครฉีดแล้วบ้าง ใครยังไม่ฉีด และไม่ฉีดด้วยสาเหตุอะไร ต้องมีข้อมูลในเชิงตัดสินใจ และหาวิธีการแก้ไขปัญหา

3.การฉีดวัคซีนของนักเรียน

วันนี้เรามีนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน 80% ก็จริง แต่ก็ยังมีหลายโรงเรียนที่เปอร์เซ็นต์ไม่ถึง 50% ก็ต้องประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ

เพราะภาพรวมขณะนี้พบว่าตอนแรกมีนักเรียนไม่สมัครใจฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมากกว่าล้านคน แต่ช่วงหลังเริ่มมีวอล์กอินเข้ามาเป็นจำนวนหลายแสนคนที่ประสงค์จะฉีด เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของเขตกับโรงเรียนจะต้องจำแนกเป็นรายโรงเรียนว่า โรงเรียนใดที่ยังฉีดไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนด สาเหตุคืออะไร แล้วจะมีวิธีการรณรงค์ส่งเสริมอย่างไร

4.การฉีดวัคซีนของผู้ปกครอง

โดยเฉพาะผู้ปกครองของนักเรียนอนุบาล-ป.6 ที่อายุยังไม่ถึง 12 ปี และยังไม่ได้รับวัคซีน โรงเรียนจะต้องรณรงค์ให้ผู้ปกครองรับวัคซีน เพราะเด็กนักเรียนวัยนี้ส่วนใหญ่มีความใกล้ชิดกับผู้ปกครองมากกว่าเพื่อน ดังนั้นถ้าหากทั้งผู้ปกครอง ครู ได้รับวัคซีนครบถ้วน ก็จะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย

5.การเปิดภาคเรียนที่ 2 จะยึดพื้นที่ตำบล อำเภอ เป็นฐานในการเปิด เพราะฉะนั้นเขตพื้นที่แต่ละเขตจะต้องกำหนด พื้นที่สีขาว ส้ม แดง แดงเข้ม ภายในเขตพื้นที่ของตนเอง แม้อยู่ในจังหวัดสีแดงเข้มก็ตาม แต่ในบางพื้นที่ก็จะมีเขตที่ปลอดภัย-ไม่ปลอดภัย เพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมายในการเปิดเรียนก่อนได้

6.เมื่อประเมินตามเกณฑ์ทุกข้อแล้ว ก็ต้องเสนอขออนุญาตเปิดเรียนไปยังศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ ประจำจังหวัด

“ตอนนี้เราเหลือเวลาในการเตรียมการอยู่ 2 สัปดาห์ แต่ละพื้นที่ต้องจัดทำไทม์ไลน์สำหรับการประเมินรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อจะนำเข้าคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน และต้องทำแผนเปิดเรียน มาตรการต่าง ๆ เช่น การเตรียมห้องเรียน ต้องมีจำนวนนักเรียนเท่าไหร่ ต้องกำหนดรูปแบบว่า ถ้าจำนวนนักเรียนต่อห้องเกินกว่า 25 คน หรือระยะห่างกันไม่ถึง 2 เมตร ตามเกณฑ์กำหนดต้องมีรูปแบบการจัดการ

เช่น สลับชั้นมาเรียน หรือสลับเลขที่มาเรียน จะออกแบบอย่างไร ทุกอย่างต้องมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน ที่สำคัญหากเกิดเหตุมีการระบาดติดเชื้อในโรงเรียน ก็ต้องมีแผนเผชิญเหตุร่วมกับโรงพยาบาล อสม. จังหวัด เดิมทีเมื่อติดเชื้อมักจะปิดทั้งโรงเรียน แต่ปัจจุบันถ้านักเรียนห้องใดติดเชื้อ จะให้กักตัวเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง หรือหยุดเฉพาะห้องนั้น ส่วนห้องเรียนอื่น ๆ ก็มาเรียนปกติ”

ทั้งนี้นายอัมพร กล่าวต่อว่า การเปิดเรียนแบบ on site อาจไม่ได้เปิดพร้อมกันในวันที่ 1 พฤศจิกายนทั้งหมดแต่เป็นการทยอยเปิด บางโรงเรียนอาจเปิดได้วันที่ 5 หรือวันที่ 10 พฤศจิกายน หรือบางแห่งอาจจะเปิดได้ 1 ธันวาคม ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละจังหวัด แต่ระหว่างรอมาเรียนแบบ on site อาจมีรูปแบบอื่น ๆ รองรับ เช่น เรียนออนไลน์

“ซึ่งโดยสรุป แม้จะประกาศเปิด on site ก็ยังมีผู้ปกคครองบางท่านยังกลัว เราไม่ได้บังคับว่าจะต้องมาโรงเรียน สามารถเรียนที่บ้านได้ผ่านรูปแบบออนไลน์ จนกว่าผู้ปกครองจะมีความเชื่อมั่นค่อยกลับมาเรียนที่โรงเรียน

และผมขอย้ำว่าในช่วง 2 สัปดาห์แรก ไม่อยากให้โรงเรียนมุ่งเน้นการเรียนการสอนมากเกินไป อยากให้เป็นช่วงเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียนมากกว่า เพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกว่ามาโรงเรียนมีความสุขกว่าอยู่ที่บ้าน อยากให้จัดการเรียนการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะอย่าลืมว่า 2 ปีที่ผ่านมา เราผูกนักเรียนไว้กับคอมพิวเตอร์ มือถือ บางรายอาจไม่เคยพบครูประจำชั้นด้วยซ้ำ จึงขอย้ำตรงนี้ และสุดท้ายหากโรงเรียนใดประเมินแล้วยังไม่สามารถเปิด on siteได้ ก็ขอให้ ผอ.เขต ช่วยแก้ไขว่ามีความบกพร่องในเกณฑ์ใด”

แต่อย่างไรก็ตาม นายอัมพรกล่าวอีกว่า สำหรับคู่มือหรือแนวปฏิบัติตามรายละเอียดที่กล่าวมาเบื้องต้น คาดจะออกได้เร็ว ๆ นี้ ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังเผยแพร่ไม่ได้ เนื่องจากใน 2 วันนี้มีการต่อรองใน 2 เรื่องคือ 1.ATK (Antigen test kit) ที่เคยรายงานว่า จะมีการสุ่มตรวจในโรงเรียน ซึ่งติดปัญหาเรื่องงบประมาณในการจัดซื้อจัดหาจึงต้องยกเลิก แต่จะใช้เฉพาะบางพื้นที่ที่มีการติดเชื้อ 2.วัคซีนที่กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องฉีดให้ได้ 85% ก่อนเปิดเรียน ขอเฉพาะพื้นที่สีแดงเข้มได้หรือไม่ ส่วนพื้นที่สีแดง ส้ม ก็อาจจะไม่ต้องถึง 85% ก็ได้ อยู่ในขั้นตอนเจรจา เราจึงออกคู่มือตอนนี้ไม่ได้ แต่คาดว่าจะคลอดและส่งถึงโรงเรียนภายในสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน

ศธ.ยันไม่เลื่อนเปิดเทอม 1 พ.ย. ให้ทยอยเปิด-ยกเลิกสุ่มตรวจ ATK
ศธ.ยันไม่เลื่อนเปิดเทอม on site 1 พ.ย. ให้ทยอยเปิดแต่ละพื้นที่ กำชับสถานศึกษาประเมิน 6 หลักเกณฑ์ คาดสัปดาห์นี้คลอดคู่มือปฏิบัติ เหลือเจรจายกเลิกสุ่มตรวจ ATK ย้ำเปิดเรียน 2 สัปดาห์แรกเน้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู-นักเรียน

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงการเตรียมเปิดภาคเรียนที่ 2 ในที่ประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ว่า จะไม่มีการเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 2 ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายจะเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการก็มีนโยบายต้องการเปิดเรียนแบบ On Site ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาเปิดเรียน คือ
1.ให้แต่ละโรงเรียนประเมินโรงเรียนตนเองอย่างเคร่งครัดว่ามีความพร้อมแค่ไหน โดย ผอ.โรงเรียนต้องเป็นผู้ประเมินด้วยตนเอง

2.ครูแต่ละโรงเรียนจะต้องได้รับวัคซีนแล้ว 100%

วันนี้ภาพรวมครูฉีดวัคซีนไปแล้วเกือบ 90% แต่เมื่อดูรายละเอียดเชิงลึกก็พบว่าบางโรงเรียนฉีดยังไม่ถึง 30% เพราะฉะนั้นหน้าที่ของ ผอ.แต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ก็ต้องมีข้อมูลจำแนกเป็นรายโรงเรียนว่า ในแต่ละโรงเรียนนั้นมีการฉีดวัคซีนไปจำนวนเท่าใด มีใครฉีดแล้วบ้าง ใครยังไม่ฉีด และไม่ฉีดด้วยสาเหตุอะไร ต้องมีข้อมูลในเชิงตัดสินใจ และหาวิธีการแก้ไขปัญหา

3.การฉีดวัคซีนของนักเรียน

วันนี้เรามีนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน 80% ก็จริง แต่ก็ยังมีหลายโรงเรียนที่เปอร์เซ็นต์ไม่ถึง 50% ก็ต้องประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ

เพราะภาพรวมขณะนี้พบว่าตอนแรกมีนักเรียนไม่สมัครใจฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมากกว่าล้านคน แต่ช่วงหลังเริ่มมีวอล์กอินเข้ามาเป็นจำนวนหลายแสนคนที่ประสงค์จะฉีด เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของเขตกับโรงเรียนจะต้องจำแนกเป็นรายโรงเรียนว่า โรงเรียนใดที่ยังฉีดไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนด สาเหตุคืออะไร แล้วจะมีวิธีการรณรงค์ส่งเสริมอย่างไร

4.การฉีดวัคซีนของผู้ปกครอง

โดยเฉพาะผู้ปกครองของนักเรียนอนุบาล-ป.6 ที่อายุยังไม่ถึง 12 ปี และยังไม่ได้รับวัคซีน โรงเรียนจะต้องรณรงค์ให้ผู้ปกครองรับวัคซีน เพราะเด็กนักเรียนวัยนี้ส่วนใหญ่มีความใกล้ชิดกับผู้ปกครองมากกว่าเพื่อน ดังนั้นถ้าหากทั้งผู้ปกครอง ครู ได้รับวัคซีนครบถ้วน ก็จะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย

5.การเปิดภาคเรียนที่ 2 จะยึดพื้นที่ตำบล อำเภอ เป็นฐานในการเปิด เพราะฉะนั้นเขตพื้นที่แต่ละเขตจะต้องกำหนด พื้นที่สีขาว ส้ม แดง แดงเข้ม ภายในเขตพื้นที่ของตนเอง แม้อยู่ในจังหวัดสีแดงเข้มก็ตาม แต่ในบางพื้นที่ก็จะมีเขตที่ปลอดภัย-ไม่ปลอดภัย เพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมายในการเปิดเรียนก่อนได้

6.เมื่อประเมินตามเกณฑ์ทุกข้อแล้ว ก็ต้องเสนอขออนุญาตเปิดเรียนไปยังศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ ประจำจังหวัด

“ตอนนี้เราเหลือเวลาในการเตรียมการอยู่ 2 สัปดาห์ แต่ละพื้นที่ต้องจัดทำไทม์ไลน์สำหรับการประเมินรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อจะนำเข้าคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน และต้องทำแผนเปิดเรียน มาตรการต่าง ๆ เช่น การเตรียมห้องเรียน ต้องมีจำนวนนักเรียนเท่าไหร่ ต้องกำหนดรูปแบบว่า ถ้าจำนวนนักเรียนต่อห้องเกินกว่า 25 คน หรือระยะห่างกันไม่ถึง 2 เมตร ตามเกณฑ์กำหนดต้องมีรูปแบบการจัดการ

เช่น สลับชั้นมาเรียน หรือสลับเลขที่มาเรียน จะออกแบบอย่างไร ทุกอย่างต้องมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน ที่สำคัญหากเกิดเหตุมีการระบาดติดเชื้อในโรงเรียน ก็ต้องมีแผนเผชิญเหตุร่วมกับโรงพยาบาล อสม. จังหวัด เดิมทีเมื่อติดเชื้อมักจะปิดทั้งโรงเรียน แต่ปัจจุบันถ้านักเรียนห้องใดติดเชื้อ จะให้กักตัวเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง หรือหยุดเฉพาะห้องนั้น ส่วนห้องเรียนอื่น ๆ ก็มาเรียนปกติ”

ทั้งนี้นายอัมพร กล่าวต่อว่า การเปิดเรียนแบบ on site อาจไม่ได้เปิดพร้อมกันในวันที่ 1 พฤศจิกายนทั้งหมดแต่เป็นการทยอยเปิด บางโรงเรียนอาจเปิดได้วันที่ 5 หรือวันที่ 10 พฤศจิกายน หรือบางแห่งอาจจะเปิดได้ 1 ธันวาคม ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละจังหวัด แต่ระหว่างรอมาเรียนแบบ on site อาจมีรูปแบบอื่น ๆ รองรับ เช่น เรียนออนไลน์

“ซึ่งโดยสรุป แม้จะประกาศเปิด on site ก็ยังมีผู้ปกคครองบางท่านยังกลัว เราไม่ได้บังคับว่าจะต้องมาโรงเรียน สามารถเรียนที่บ้านได้ผ่านรูปแบบออนไลน์ จนกว่าผู้ปกครองจะมีความเชื่อมั่นค่อยกลับมาเรียนที่โรงเรียน

และผมขอย้ำว่าในช่วง 2 สัปดาห์แรก ไม่อยากให้โรงเรียนมุ่งเน้นการเรียนการสอนมากเกินไป อยากให้เป็นช่วงเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียนมากกว่า เพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกว่ามาโรงเรียนมีความสุขกว่าอยู่ที่บ้าน อยากให้จัดการเรียนการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะอย่าลืมว่า 2 ปีที่ผ่านมา เราผูกนักเรียนไว้กับคอมพิวเตอร์ มือถือ บางรายอาจไม่เคยพบครูประจำชั้นด้วยซ้ำ จึงขอย้ำตรงนี้ และสุดท้ายหากโรงเรียนใดประเมินแล้วยังไม่สามารถเปิด on siteได้ ก็ขอให้ ผอ.เขต ช่วยแก้ไขว่ามีความบกพร่องในเกณฑ์ใด”

แต่อย่างไรก็ตาม นายอัมพรกล่าวอีกว่า สำหรับคู่มือหรือแนวปฏิบัติตามรายละเอียดที่กล่าวมาเบื้องต้น คาดจะออกได้เร็ว ๆ นี้ ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังเผยแพร่ไม่ได้ เนื่องจากใน 2 วันนี้มีการต่อรองใน 2 เรื่องคือ 1.ATK (Antigen test kit) ที่เคยรายงานว่า จะมีการสุ่มตรวจในโรงเรียน ซึ่งติดปัญหาเรื่องงบประมาณในการจัดซื้อจัดหาจึงต้องยกเลิก แต่จะใช้เฉพาะบางพื้นที่ที่มีการติดเชื้อ 2.วัคซีนที่กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องฉีดให้ได้ 85% ก่อนเปิดเรียน ขอเฉพาะพื้นที่สีแดงเข้มได้หรือไม่ ส่วนพื้นที่สีแดง ส้ม ก็อาจจะไม่ต้องถึง 85% ก็ได้ อยู่ในขั้นตอนเจรจา เราจึงออกคู่มือตอนนี้ไม่ได้ แต่คาดว่าจะคลอดและส่งถึงโรงเรียนภายในสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

รายการ เพชรบูรณ์บ้านเรา
รายการ เพชรบูรณ์บ้านเรา
'กฐินหลวง' และ 'กฐินพระราชทาน' แตกต่างกันอย่างไร
กว่าจะมาเป็นโลโก้เอเปค 2022
รายการ ผู้ว่าฯ พบประชาชน
รายการ บอกข่าวเล่าเรื่องเกษตรและสหกรณ์
รายการ เพชรบูรณ์บ้านเรา

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


98 หมู่10 ถนนสระะบุรี-หล่มสัก ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง
Phetchabun
67000
Phetchabun บริษัท สื่ออื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
Lucky 17 Studio Lucky 17 Studio
240 ถ. บูรกรรมโกวิท
Phetchabun, 67000

Photography & Cinematography. Contact : 084-227-2881(ทอย) , 056-722404 ,0958318263(เต้ย) Facebook : Http://www.facebook.com/Lucky17Th

คนรักเทปวินเทจ คนรักเทปวินเทจ
Phetchabun

เพจของคนสะสมเทป cassette หายากน่าสะสม ราคากลาง ราคาซื้อขาย และ จัดอันดับม้วนเทปยอดนิยม

คนเล่าขาน คนเล่าขาน
อำเภอเมืองเพชรบูรณ์
Phetchabun, 67000

คนเล่าขาน นำเสนอสื่อต่างๆ ทางช่องทาง Youtube:คนเล่าขาน ติดต่อได้ที่: 083 4885501

Effects Art Effects Art
Phetchabun, 67160

วาดรูปแบบสไตล์ Effects Art ติดต่อสปอนเซอร์ Tel 096-724-1159 Mail [email protected]

สมาคมอาสาสมัครร่วมกตัญญูเพ สมาคมอาสาสมัครร่วมกตัญญูเพ
Phetchabun, 67140

สมาคมอาสาสมัครร่วมกตัญญูเพชรบูรณ์

เยาวลักษณ์ คนไทหล่ม เยาวลักษณ์ คนไทหล่ม
Phetchabun, 67110

การเลี้ยงกุ้งก้ามแดง เครื่องจักรสานหัตกรรมการทอผ้า

สติ๊กเกอร์ ฉลากสินค้า เพชรบู สติ๊กเกอร์ ฉลากสินค้า เพชรบู
โรงพิมพ์ เคพีซี เทศบาลพัฒนา
Phetchabun, 67000

ออกแบบ พิมพ์ สติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า PVC และPP กันน้ำ ด้วยระบบเลเซอร์และอีโคเซอเว้น