ตามรอยธุดงค์

ศาสนา สาระธรรม เพื่อเผยแพร่พระศาสนา และ พ่อแม่ครูอาจารย์

03/12/2021

เตรียมจิตสุดท้ายอย่างไร?

03/12/2021
Photos from พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต's post 14/11/2021

Photos from พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต's post

Mobile uploads 29/09/2021

Mobile uploads

ถ้าเราระลึก "พุทโธ" คราวใด บุญก็เกิดขึ้นคราวนั้น ไม่ต้องหาไกล คนมีปัญญาไม่ต้องหาไกล หาอยู่ในกาย หาอยู่ในวาจา หาอยู่ในจิต

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

18/09/2021

" วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล "

๑. เริ่มต้นอริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก
ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว

รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป

ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง

ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว

เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้

ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที

เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ

เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ

เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย

เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้น ๆ

บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)

ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ

๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน)

ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ

คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด

๕. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้

คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง

๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่างๆ อยู่เป็นอิสระ ปราศจากสิ่งใดๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น

เรียกว่า "สมุจเฉทธรรมทั้งปวง"

๗. ใช้หนี้--ก็หมด พ้นเหตุเกิด เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมกันอีก เพราะ กรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีก ไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า "พ้นเหตุเกิด"

๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้น่ะจริง แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)

เมื่อจิตว่างจาก "พฤติ" ต่างๆ แล้ว จิตก็จะถึง ความว่างที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป จึงทราบได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุกๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน

เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มีความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะของอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร

เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง" จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของ จักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า "นิพพาน"

โดยปกติ คำสอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น เป็นแบบ "ปริศนาธรรม" มิใช่เป็นการบรรยายธรรม ฉะนั้น คำสอนของท่านจึงสั้น จำกัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายหลายอย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำว่า "พฤติของจิต" แทนกิริยาทั้งหลายเหล่านั้น

คำว่า "ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำญาณให้เห็นจิต" เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมดตลอดองค์ภาวนา แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำดับกระแสการเจริญจิตแต่อย่างใดไม่

ท่านผู้มีจิตศรัทธาในทางปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำสอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้ปฏิบัติจะค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำดับๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำหนดรู้ "พฤติแห่งจิต" อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างการปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระโดยเร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำว่า "มรรคปฏิปทา" นั้น จะต้องอยู่ใน "มรรคจิต" เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่างๆ นานาเลย

การเจริญจิตเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น จะต้องถึงพร้อมด้วย วิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

หนังสือ.. การเจริญสมาธิด้วยการกำหนดรู้และละอารมณ์

ภาพ วัดห้วยตะแกละ จ.เพชรบุรี

08/09/2021
08/09/2021
02/08/2021
27/07/2021

ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาส

อริยสัจจ์4 เพื่อสันติสุขของโลก 29/06/2021

อริยสัจจ์4 เพื่อสันติสุขของโลก

อริยสัจจ์4 เพื่อสันติสุขของโลก การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวงสำเร็จได้ด้วยความรู้จากครูบาอาจารย์ทั้งหลายและความช่วยเหลือของเพื่อนๆของช...

16/06/2021

นับตั้งแต่ที่ท่านเกิดมาจนเติบโตเป็นหนุ่ม-สาว กายเนื้อของท่านจะเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ จะบังคับไม่ให้โต หรือบังคับให้เติบโตเท่านั้นเท่านี้ก็ไม่ได้ เมื่อร่างกายของท่านเติบโตขึ้นจนถึงขีดหนึ่งของวัยกลางคน ประมาณอายุได้สัก 35-40 ปี ร่างกายของท่านก็จะเริ่มแก่ มีอาการเจ็บปวดบ่อย ๆ ปวดหลัง ผิวหนังเหี่ยวย่น จะทำอะไรให้เร็วเหมือนคนเด็กหนุ่มเด็กสาวก็ทำไม่ได้ เพราะร่างกายของเราชราภาพ อายุยิ่งมากเข้า ก็ยิ่งทำงานช้าลง ตามองเห็นไม่ชัดเจน หูฟังได้ยินไม่ถนัด เท้าทั้งสองข้างพาเดินไปไหนมาไหนไม่สะดวก เตะโน่นเตะนี่ ไม่เหมือนตอนหนุ่ม – สาว ส่วนมือและแขนหมดกำลังไป จนถึงวันตาย

การกำเนิดของสัตว์โลกมี ๔ อย่าง
...............................................................
๑. อัณฑชะกำเนิด สัตว์ที่เกิดในไข่
๒. ชลาพุชะกำเนิด สัตว์ที่เกิดในมดลูก
๓. สังเสทชะกำเนิด สัตว์ที่เกิดในเถ้าไคร (ของสกปรก)
๔. โอปปาติกกำเนิด สัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นโตทันที
ในกำเนิด ๔ นั้น อัณฑชะกำเนิดและชลาพุชะกำเนิด ๒ กำเนิดนี้ รวมเรียกว่า คัพภไสยยกกำเนิด คือเป็นสัตว์ที่ต้องอาศัยครรภ์มารดาเกิด
ส่วนสังเสทชะกำเนิดและโอปปาติกกำเนิด ไม่ต้องอาศัยครรภ์มารดาเกิด
สัตว์ที่เป็นอัณฑชะกำเนิด ได้แก่ นก กา และเป็ด ไก่ เป็นต้น
สัตว์ที่เป็นชลาพุชะกำเนิด ได้แก่ มนุษย์ และ ช้าง ม้า เป็นต้น
สัตว์ที่เป็นสังเสทชะกำเนิด ได้แก่ หนอนในปลาเน่า และมอดในข้าวสาร เป็นต้น
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกกำเนิด ได้แก่ สัตว์นรก สัตว์ดิรัจฉานบางจำพวก เปรตบางจำพวก มนุษย์ในสมัยต้นกัป และเทวดา เป็นต้น
(คู่มือการศึกษาพระอภิธรรม)
คนเราเกิดมาอยู่ในโลกนี้ อยู่ด้วยความทุกข์ นับตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคนมีแต่ความทุกข์ เช่น เป็นทุกข์ว่าจะไม่สวย ไม่รวย ไม่มีชื่อเสียง มีความเจ็บไข้ได้ป่วย จะทำอะไรก็ไม่สมหวัง มีแต่ความผิดพลาดทำให้เกิดความย่อท้อ หมดกำลังใจ ลองทำไปหลาย ๆ ครั้ง ก็ไม่สมหวังสักครั้ง ยิ่งทำให้เสียใจ เศร้าใจ หมดกำลังใจ คิดว่าตัวเรานี้มีเวรกรรมอะไรนะ ได้พยายามทำดีแล้ว ทำหลายหนแล้วก็ยังเอาดีไม่ได้ เหมือนมีอะไรมาปิดบัง ไม่มีใครเห็นว่าเราทำดี ไม่มีใครชอบ

เมื่อเป็นมนุษย์ ได้พยายามทำดีแล้วไม่ได้ดี ถ้าถึงเวลาตายแล้ว จิตวิญญาณจะไปไหน ไปเป็นอะไร จะได้รับความทุกข์ทรมานอย่างไร อยากรู้อยากเห็น แต่เรื่องอย่างนี้คนรุ่นใหม่เขาไม่เชื่อ เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวใหลไร้สาระ ไม่จริงจัง ไม่ยอมปฏิบัติตาม เราลองมาฟังเรื่องของภูมิวิถีหก กันดูบ้าง ว่าภูมิวิถีหก คืออะไร มีที่มา ที่ไปอย่างไรกัน

ก่อนอื่นท่านต้องทราบก่อนว่า ร่างกายของท่านที่เป็นอยู่นี้ เป็นกายเนื้อที่ท่านอาศัยอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง ท่านไม่สามารถบังคับ ให้เป็นไปตามที่ท่านต้องการได้ นับตั้งแต่ที่ท่านเกิดมาจนเติบโตเป็นหนุ่ม-สาว กายเนื้อของท่านจะเจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ จะบังคับไม่ให้โต หรือบังคับให้เติบโตเท่านั้นเท่านี้ก็ไม่ได้ เมื่อร่างกายของท่านเติบโตขึ้นจนถึงขีดหนึ่งของวัยกลางคน ประมาณอายุได้สัก 35-40 ปี ร่างกายของท่านก็จะเริ่มแก่ มีอาการเจ็บปวดบ่อย ๆ ปวดหลัง ผิวหนังเหี่ยวย่น จะทำอะไรให้เร็วเหมือนคนเด็กหนุ่มเด็กสาวก็ทำไม่ได้ เพราะร่างกายของเราชราภาพ อายุยิ่งมากเข้า ก็ยิ่งทำงานช้าลง ตามองเห็นไม่ชัดเจน หูฟังได้ยินไม่ถนัด เท้าทั้งสองข้างพาเดินไปไหนมาไหนไม่สะดวก เตะโน่นเตะนี่ ไม่เหมือนตอนหนุ่ม – สาว ส่วนมือและแขนหมดกำลังไป จนถึงวันตาย พอตายแล้ว ท่านก็ต้องทิ้งร่างกายเนื้อนี้ไว้บนโลกนี้ สิ่งที่จะต้องไปคือ จิตวิญญาณของท่าน จิตวิญญาณที่ท่านมีอยู่มีที่ไป 6 ทางด้วยกัน เรียกว่าภูมิวิถี หก
1. พอตายแล้วจิตวิญญาณออกทางตา ไปรับโทษในยมโลกแล้ว กลับมาเกิดเป็นสัตว์ประเภทมีปีก มี 2 เท้า ออกลูกเป็นไข่ เช่น เป็ด ไก่ นก

2. พอตายแล้วจิตวิญญาณออกทางจมูก ไปรับโทษในยมโลกแล้ว กลับมาเกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เช่น หนอน มด งู แมลง

3. พอตายแล้วจิตวิญญาณออกทางปาก ไปรับโทษในยมโลกแล้ว กลับมาเกิดเป็นสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา

4. พอตายแล้วจิตวิญญาณออกทางหู ไปรับโทษในยมโลกแล้ว กลับมาเกิดเป็นสัตว์ 4 เท้า เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข หมู

5. พอตายแล้วจิตวิญญาณออกทางสะดือ ไปรับโทษในยมโลกแล้ว กลับมาเกิดเป็นคนจน เช่น คนขอทาน คนทำงานหนัก เช่น กรรมกร คนทำสวน ทำนา ทำไร่ เป็นเปรต อสุรกายต่าง ๆ

6. พอตายแล้วจิตวิญญาณออกทางกระหม่อม ไปรับโทษในยมโลก แล้วกลับมาเกิดเป็นคนรวย เป็นเศรษฐี เป็นพระราชา เป็นข้าราชการ หรือที่เรียกว่า ภูมิวิถี 6 อีกอย่างหนึ่งมี

1. นรกภูมิ 2. ภูมิเปรตอสุรกาย 3. สัตว์ภูมิ
4. ยักษ์คนธรรพ์ 5. มนุษยภูมิ 6. เทวาภูมิ

เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้ก่อกรรมดี ได้ให้ทาน เคยทำบุญ เคยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เป็นนิจ ได้ปฏิบัติตนอยู่ในศีลห้า เมื่อท่านตายแล้ว จิตวิญญาณของท่านจะไปสู่เทวาภูมิ หรือธรรมภูมิ เสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมิตสวัสดี เทวดาที่อยู่ในสวรรค์ 6 ชั้นนี้ เป็นเทวดาที่มาจากกการบำเพ็ญทาน บำเพ็ญศีล ฝึกจิตให้ทำแต่ความดีตลอดเวลา ถ้าหากท่านได้ทำความดีอย่างนี้ไว้มาก มากแล้วไม่ยึดติดในความดีที่ช่วยเขา จิตวิญญาณของท่านจะไปถึงอนุตตรธรรมหรือนิพพาน

ใครที่เกิดมาแล้ว มัวยุ่งอยู่ในความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อถึงคราวตาย จิตวิญญาณก็จะไปสู่การเป็นเดรัจฉาน แต่ถ้าหากขณะที่มีชีวิตอยู่ ได้ทำคุณงามความดีไว้บ้าง แต่ทำความดีไว้ไม่มาก ทำความชั่วไว้ไม่ร้ายแรง พอหักกลบลบกันได้ พอตาย จิตวิญญาณก็จะไปเกิดเป็นมนุษย์อีก ทีนี้หากมามองกันให้ละเอียดอีกที ถ้าหากจิตวิญญาณไปสู่นรก นรกนั้นมีอยู่ 18 ขุม จิตวิญญาณของผู้ที่ตายไป ต้องถูกทรมา รับโทษทัณฑ์อยู่ในแต่ละขุมที่ต้องโทษนานเท่านาน ตลอดเวลาเหล่านั้น จะมีนายนิรยบาลมาคอยควบคุม เอาอาวุธทิ่มแทง ฆ่า ฟันตัวจิตวิญญาณทำให้ได้รับแต่ความทุกข์ทรมานตลอดเวลา

ถ้าหากจิตวิญญาณไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน จะเป็นสัตว์ประเภทใดก็ตาม ก็จะต้องได้รับความทุกข์ เป็นผู้รับใช้มนุษย์บ้าง เป็นอาหารของมนุษย์บ้าง มีที่อยู่ มีการยังชีพด้วยความยากลำบาก ถูกมนุษย์คอยรังแกข่มเหง เฆี่ยนตี ทารุณ สัตว์ตัวเล็กก็ถูกสัตว์ตัวใหญ่ข่มเหง แย่งอาหารกิน ไม่มีที่พักหลับนอน ต้องคอยหาที่ซุกหัวนอน ไปแต่ละที่แต่ละวัน ตามที่ที่พอจะซุกหัวนอนได้ ยามหนาวเหน็บก็ต้องหาที่กำบังเอาเอง ตามแต่จะหาได้ หากเจอผู้ใจบุญนำไปเลี้ยงก็ดีไป ถ้าเจอผู้เลี้ยงไม่ดีได้กินบ้าง ไม่ได้กินบ้าง อดบ้างบางมื้อ จนกว่าจะตายลง

ถ้าหากไปเกิดเป็นอสุรกาย ซึ่งมีกายทิพย์ ใครมองไม่เห็น แต่ก็ต้องอยู่ด้วยความหวาดผวา มีแต่ความทุกข์ ต้องลอยไปลอยมาหาที่อยู่เป็นที่ไม่ได้ มีอาหาร มีน้ำ ได้กินบ้างในบางคราว แต่ก็กินด้วยความยากลำบาก เมื่อตายจากอสุรกายแล้ว จึงจะไปเกิดเป็นเปรต

เปรตเป็นสัตว์นรกอีกประเภทหนึ่ง ที่มีกายทิพย์ มีรูปร่างสูงใหญ่โต แต่มีปากเล็กเท่ารูเข็ม จะกินอาหาร หรือกินน้ำก็กินไม่ได้ ต้องใช้ดูดเอา เลียเอาแต่เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ เมื่อเป็นมนุษย์อยู่จะทำอะไรก็ตาม มีแต่อุปสรรค ทำอะไรไม่ราบรื่น เป็นเพราะกฎแห่งกรรม หรือหลักกรรมที่ทำไว้ มีว่า บุคคลใดทำกรรมไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เขาย่อมต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น แต่กรรมบางอย่าง หรือการกระทำบางคราว ไม่มีผลปรากฏชัดในทันที ผู้มีปัญญาน้อยจึงมองไม่เห็นผลกรรมของตน ทำให้สับสน ไขว้เขว เพราะบางทีกำลังทำความชั่วอยู่แท้ ๆ แต่มีผลดีมากมาย ได้ลาภ ได้ยศ ได้ความสุข มีคนสรรเสริญเยินยอ แต่บางคนกำลังทำความดีอยู่ แต่กลับได้รับทุกข์ทรมานต่าง ๆ ถูกกล่าวร้ายป้ายสี เจ็บไข้ได้ป่วย

02/06/2021
02/06/2021

เตรียมจิตสุดท้ายอย่างไร?

15/05/2021

สถาบันครอบครัวมันแตก
สถาบันการศึกษาของเราก็เสียไปเยอะแล้ว
ตอนหลังๆ สอนอะไรกันก็ไม่รู้
สถาบันชาติก็ดูถูกชาติ
ศาสนาก็จะไม่เอา
พระมหากษัตริย์ก็ตำหนิ อะไรแบบนี้
สถาบันทั้งหลายที่มันเป็นรากของสังคม
คนรุ่นถัดๆ ไปก็อาจจะไม่เอาก็ได้
เดี๋ยวก็สำนึกเอง ความทุกข์มันจะเกิด กลียุคมันจะเกิด
เพราะทุกคนทำตามกิเลส ไม่มีเหตุมีผล
แล้วไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น
ถือว่าทำอะไรก็ได้นี่คือเสรีภาพ
ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์ ไม่ได้รู้อะไรไม่ใช่เสรีภาพ
ไม่ใช่ประชาธิปไตย
เราไม่รู้ว่าศาสนาจะหมดเมื่อไหร่ รีบภาวนาไว้
ภาวนาให้เราเข้าใจ เราจะได้สอนคนรอบๆ ตัวของเรา
สืบทอดออกไป ค่อยๆ ฝึกนะ
อะไรๆ มันก็ไม่เที่ยง
ศาสนาเองก็อยู่ได้ชั่วคราวก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน"
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
31 ตุลาคม 2563

15/05/2021

สถาบันครอบครัวมันแตก
สถาบันการศึกษาของเราก็เสียไปเยอะแล้ว
ตอนหลังๆ สอนอะไรกันก็ไม่รู้
สถาบันชาติก็ดูถูกชาติ
ศาสนาก็จะไม่เอา
พระมหากษัตริย์ก็ตำหนิ อะไรแบบนี้
สถาบันทั้งหลายที่มันเป็นรากของสังคม
คนรุ่นถัดๆ ไปก็อาจจะไม่เอาก็ได้
เดี๋ยวก็สำนึกเอง ความทุกข์มันจะเกิด กลียุคมันจะเกิด
เพราะทุกคนทำตามกิเลส ไม่มีเหตุมีผล
แล้วไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น
ถือว่าทำอะไรก็ได้นี่คือเสรีภาพ
ไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์ ไม่ได้รู้อะไรไม่ใช่เสรีภาพ
ไม่ใช่ประชาธิปไตย
เราไม่รู้ว่าศาสนาจะหมดเมื่อไหร่ รีบภาวนาไว้
ภาวนาให้เราเข้าใจ เราจะได้สอนคนรอบๆ ตัวของเรา
สืบทอดออกไป ค่อยๆ ฝึกนะ
อะไรๆ มันก็ไม่เที่ยง
ศาสนาเองก็อยู่ได้ชั่วคราวก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน"
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
31 ตุลาคม 2563

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

09-12-60 เช้า ออกรับบิณฑบาต
ก่อนฉันภัตตาหารเช้า 09-12-60
ย้อนรอย จาริกธุดงค์เฉลิมพระเกียรติ์ อุทยานธรรมดงยาง 60/61
ย้อนรอยธุดงค์ จันทบุรี นครพนม 60/61
ขอให้โชคดี มีสุข ร่ำรวยๆๆ คุณพระคุ้มครอง บุญรักษา
เพลง นึ่งข้าวเฝ้าหมา ขับร้องโดย เสถียร ทำมือ
นานาสาระธรรม เสียงธรรมจากดงยาง หลังฟ้าสนธยา วันพุธ ที่ 6 กันยา...
โครงการเผยแผ่ธรรมเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 60/61 (COVER เพลง นึ่...
โครงการเผยแผ่ธรรมเฉลิมพระเกียรติ  ประจำปี 60/61
หลวงปู่พุธ ฐานิโย
หลวงปู่พุธ ฐานิโย

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


14/66
Pathum Thani
12110

Pathum Thani บริการคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
ขาย Filament  3D Printer คุณภาพดี ราคาถูก ขาย Filament 3D Printer คุณภาพดี ราคาถูก
222/100 หมู่ 3 หมู่บ้านเมททาวน์ ต.บ้านฉาง
Pathum Thani, 12000

ขายเส้นพลาสติก Filament ABS PLA 3D Printer ราคา 490 บาท เป็น Filament คุณภาพดีในราคาเกินคุ้ม โดยเอกอิเล็กทรอนิกส์

ซ่อมคอมพิวเตอร์ ปรินท์เตอร์ MG Computer ซ่อมคอมพิวเตอร์ ปรินท์เตอร์ MG Computer
95/279 ม.3 ถ.ลำลูกกา ต.คูคต อ.ลำลูกกา
Pathum Thani, 12130

ซ่อมคอมพิวเตอร์ ปรินเตอร์ บริการถึงบ้าน เริ่มต้น 399 บาท

Computer Game and Esport, มหาวิทยาลัยรังสิต Computer Game and Esport, มหาวิทยาลัยรังสิต
Pathum Thani, 12000

สาขาวิชาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต ม.รังสิต

เอคอน พลัส หัวล่อฟ้า กล้องวง เอคอน พลัส หัวล่อฟ้า กล้องวง
คูคต ลำลูกกา
Pathum Thani, 12130

Acon Plus is Lightning protection system, CCTV, Solar cell, Wind turbine, Alternative energy, IoT and Electrical equipment

Elec-Creations Partnership Elec-Creations Partnership
Pathum Thani, 12110

รับทำโปรเจค นักศึกษา บริษัท และบุคคลทั่วไป

ร้านต้นคอมเซอร์วิส-ZomcomKlong6 ร้านต้นคอมเซอร์วิส-ZomcomKlong6
ร้านต้นคอม (ZomcomKlong6) 199/60 ซอย12 หมู4 หมู่บ้านเบญจทรัพท์ ต.รังสิต อ.ธัญบุรี
Pathum Thani, 12110

รับติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบWifi Hotspot ซ่อมคอมพิวเตอร์ วางระบบNetwork รับเดินสายแลนสายโทรศัพท์

ศูนย์ประสานงาน NSC ภาคกลาง (SIIT) ศูนย์ประสานงาน NSC ภาคกลาง (SIIT)
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์บางกะดี)
Pathum Thani, 12000

ศูนย์ประสานงาน NSC ภาคกลาง (SIIT)

เลย์เอาท์ เลย์เอาท์
1/1 ม.2 ถ.รังสิต​-ปทุมธานี​ ต.บ้านกลาง
Pathum Thani, 12000

เครื่องเสียงติดรถยนต์ ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ในราคาย่อมเยาว์

สอนอาชีพ ตัดสติ๊กเกอร์แต่งร สอนอาชีพ ตัดสติ๊กเกอร์แต่งร
MJ Design 28/5 ม.5 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี รหัสไปรษณีย์ 12130
Pathum Thani, 12130

สอนอาชีพตัดสติ๊กเกอร์แต่งรถ และต่อยอดงานป้าย ครอบคลุมธุรกิจ สติีกเกอร์

รักงานเขียน Plc , Hmi Automation รักงานเขียน Plc , Hmi Automation
ม. 5 ต. คลองสอง อ. คลองหลวง
Pathum Thani, 12120

PLC,HMI ระบบ Automation OMRON, MITSUBISHI, KEYENCE, SCHNEIDER, PANASONIC, Pro-face PC Visual Studio , PC data tracking , PC database

K.E.N Computer K.E.N Computer
ลำลูกกา
Pathum Thani, 12130

รับซ่อมโน๊ตบุค แมคบุคทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

PBSA รับทำโปรเจคจบนักศึกษา PBSA รับทำโปรเจคจบนักศึกษา
Pathum Thani, 12110

รับทำโปรเจคจบ นักศึกษา | ด้าน software, programming, web application