บริษัทสินเชื่อ Credit Plus

บริษัทสินเชื่อ Credit Plus

บริการสินเชื่อสำหรับเจ้าของธุรกิจ

29/10/2023
10/10/2023

สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบกิจการ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว โรงงาน บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด รีสอร์ท โรงแรม กิจการขนาดกลาง และขนาดใหญ่
✅ สมัครออนไลน์ รู้ผลเบื้องต้นทันที
✅ อนุมัติวงเงินภายใน 3 ชั่วโมง
✅ วงเงินสูง
✅ มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
------------------------------------
📞โทร : 085-534-2163 คุณเบส
📲Line : bestcredit69
#สินเชื่อผู้ประกอบการ #ทุนหมุนเวียน #สินเชื่อธุรกิจ

09/10/2023

ถ้าบริษัทเหล่านี้ อยู่ในตลาดหุ้น อาจมีมูลค่า เป็นหมื่น เป็นแสนล้าน

09/10/2023

ตัวอย่างสินค้าใน “ชุดสังฆทาน” ธุรกิจมีรายได้เท่าไหร่

#สังฆทาน #ทำบุญ #ธุรกิจ

09/10/2023

Airbnb มูลค่าเท่าไร เมื่อเทียบกับเชนโรงแรมระดับโลกเหล่านี้
- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก ที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็นต่อ หุ้นรายตัว ทั้งหุ้นไทย หุ้นอเมริกา ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download เลือกแถบเมนู Invest

07/10/2023

“ชีวิตเปรียบเสมือนกันขี่จักรยาน ต้องรักษาการทรงตัว และคุณต้องเคลื่อนที่ไปข้างหน้า”

… Albert Einstein ….

#คำคม #แรงบันดาลใจ #สร้างแรงบันดาลใจ

07/10/2023

ด่วน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ คณาจารย์ รวมตัวคัดค้าน รัฐบาลแจกเงิน /โดย ลงทุนแมน
“ไม่มีใครเสกเงินได้ ไม่มีเงินที่งอกจากต้นไม้ ไม่มีเงินที่ลอยมาจากฟ้า ไม่ว่าจะแอบซ่อนมาในรูปแบบใดก็ตาม สุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องจ่ายคืนเสมอ”

นี่อาจเป็นข้อสรุปของเรื่องนี้ ที่เป็นข่าวใหญ่วันนี้

แถลงการณ์นำโดย ดร.วิรไท สันติประภพ และ ดร.ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนักวิชาการ และคณาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ที่เราเห็นชื่อแล้วต้องอึ้ง เพราะล้วนแต่เป็นครูบาอาจารย์ชื่อดังที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยทั้ง ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ เกษตรศาสตร์ เชียงใหม่ สงขลานครินทร์

เรียกได้ว่าแทบจะยกอาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์ทั่วประเทศมาแล้ว..

ตัวแถลงการณ์ มีใจความหลักคือ เรียกร้องให้รัฐบาล ยกเลิก นโยบายแจกเงินดิจิทัล 560,000 ล้านบาท เพราะมองว่าเป็นนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยได้ ไม่คุ้มเสีย และการที่ผู้กําหนดนโยบายหวังว่า นโยบายนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจ “เป็นสิ่งที่เลื่อนลอย”

ใช่แล้ว อ่านไม่ผิด ในแถลงการณ์ ผู้ที่มีประสบการณ์อย่างอดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ และนักวิชาการ คณาจารย์ทั้งหลายกล้าใช้คำนี้ ก็คงต้องมั่นใจมาก ว่า มันเลื่อนลอยจริง ๆ

แล้วแถลงการณ์นี้ ให้เหตุผลว่าอะไรบ้าง ลงทุนแมนจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

1) คำแถลงการณ์นี้ได้ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยกําลังอยู่ในภาวะฟื้นตัว โดยสํานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณร้อยละ 2.8 ในปีนี้ และร้อยละ 3.5 ในปีหน้า จึงไม่มีความจําเป็นที่รัฐจะต้องใช้จ่ายเงินจํานวนมากเพื่อกระตุ้น การบริโภคภายในประเทศ

สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมามี “การบริโภคส่วนบุคคล” เป็นตัวจักรสําคัญอยู่แล้ว..

โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ การบริโภคขยายตัวถึงร้อยละ 7.8 ซึ่งสูงที่สุด ใน 20 ปี คิดเป็นกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ย 10 ปี คาดว่าปีนี้ทั้งปี การบริโภคจะขยายตัวร้อยละ 6.1 และร้อยละ 4.6 ในปีหน้า

ดังนั้นแถลงการณ์จึงระบุว่า ไม่มีความจําเป็นที่รัฐจะกระตุ้นการบริโภคส่วนบุคคลในตอนนี้

สิ่งที่รัฐต้องทำ ควรจะเน้นการใช้จ่ายของภาครัฐในการสร้างศักยภาพในการลงทุน และการส่งออกมากกว่า

นอกจากนี้ การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศยังอาจจะเป็นปัจจัยให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นมาอีก

หลังจากที่เงินเฟ้อได้ลดลงจากร้อยละ 6.1 มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.9 ในปีนี้ ท่ามกลางราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะหลัง

การกระตุ้นการบริโภคในช่วงเวลานี้ จะทําให้เงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) สูงขึ้น และอาจนําไปสู่ภาวะที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยในที่สุด..

2) เงินงบประมาณของรัฐที่มีจํากัด ย่อมมีค่าเสียโอกาสเสมอ

เงินจํานวนมากถึงประมาณ 560,000 ล้านบาทนี้ ทําให้รัฐเสียโอกาสที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในการสร้าง Digital Infrastructure หรือในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งล้วนแต่จะสร้างศักยภาพในการเจริญเติบโตในระยะยาว แทนการใช้เงินเพื่อการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ๆ ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ต่อการสร้างภาระหนี้สาธารณะให้เป็นภาระแก่คนรุ่นต่อไป

“ค่าเสียโอกาสสําคัญ” คือ การใช้เงินสร้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชน

3) การกระตุ้นเศรษฐกิจให้รายได้ประชาชาติ (GDP) ขยายตัว โดยรัฐแจกเงินจํานวน 560,000 ล้านบาท เข้าไปในระบบ เป็นการคาดหวังที่เกินจริง

เพราะปัจจุบัน ข้อมูลเชิงประจักษ์จากงานวิจัย ทําให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ เชื่อว่าตัวทวีคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่เกิดจากการใช้จ่ายของรัฐในลักษณะเงินโอน หรือการแจกเงิน “มีค่าต่ำกว่า 1” และต่ำกว่าตัวทวีคูณทางการคลังสําหรับการใช้จ่ายโดยตรง และการลงทุนของภาครัฐ

การที่ผู้กําหนดนโยบายหวังว่า นโยบายนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจ “จึงเป็นสิ่งที่เลื่อนลอย”

ไม่มีใครเสกเงินได้ ไม่มีเงินที่งอกจากต้นไม้ ไม่มีเงินที่ลอยมาจากฟ้า ไม่ว่าจะแอบซ่อนมาในรูปแบบใดก็ตาม สุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องจ่ายคืนเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นลักษณะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น และ/หรือราคาสินค้าแพงขึ้นเพราะเงินเฟ้อ อันเนื่องจากการเพิ่มปริมาณเงิน

4) เราอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น มาตั้งแต่ปี 2565 เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก

การก่อหนี้จํานวนมาก ไม่ว่ารัฐบาลจะออกพันธบัตรหรือกู้เงินจากรัฐวิสาหกิจ หรือกู้จากสถาบันการเงินของภาครัฐ ก็ล้วนแต่จะทําให้รัฐบาลและคนทั้งประเทศ ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทั้งสิ้น

หนี้สาธารณะของรัฐที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 10.1 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 61.6 ของรายได้ประชาชาติ (GDP) จะต้องมีภาระที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นในยามที่ต้องจ่ายคืนหรือกู้ใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อภาระเงินงบประมาณของรัฐในแต่ละปีอยู่แล้ว

นี่ยังไม่นับ จํานวนเงินค่าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการแจกเงิน Digital คนละ 10,000 บาทนี้ด้วย ถ้ารวมด้วยก็จะมีภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปอีก

5) ในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤติล็อกดาวน์ และภาวะเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลแทบทุกประเทศต่างก็จําเป็นที่จะต้องมีการขาดดุลการคลัง และสร้างหนี้จำนวนมาก เพื่อใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข กระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

แต่หลังจากวิกฤติล็อกดาวน์และภาวะเศรษฐกิจถดถอยผ่านไป หลายประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ที่ฉลาด รอบคอบ โดยลดการขาดดุลภาครัฐและหนี้สาธารณะลง (Fiscal Consolidation) ทั้งนี้เพื่อสร้าง “ที่ว่างทางการคลัง” (Fiscal Space) ไว้รองรับวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต

นโยบายแจกเงิน Digital 10,000 บาทนี้ ดูจะสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่มีอัตราส่วนรายรับจากภาษี เพียงร้อยละ 13.7 ของรายได้ประชาชาติ (GDP) ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ มาก

การทํานโยบายการคลังโดยไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง และไม่คํานึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยังจะส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ ซึ่งจะทําให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนไทย สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

6) การแจกเงินคนละ 10,000 บาท ให้ทุกคนที่อายุเกิน 16 ปี เป็นนโยบายที่สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างยิ่ง เศรษฐีและมหาเศรษฐี ที่อายุเกิน 16 ปี ล้วนได้รับเงินช่วยเหลือ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจําเป็น..

7) สําหรับประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างประเทศไทย การเตรียมตัวทางด้านการคลัง เป็นสิ่งจําเป็น

ขณะที่จํานวนคนในวัยทํางานลดลง แต่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระการใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการและสาธารณสุข จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ผู้บริหารประเทศที่มองการณ์ไกลจึงควรใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รักษาวินัยและเสถียรภาพทางด้านการคลังอย่างเคร่งครัด

ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้น บรรดานักวิชาการและคณาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก “นโยบายแจกเงิน Digital 10,000 บาท” แก่ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพราะประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับนั้นน้อยกว่าต้นทุนที่เสียไปอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้มีการแจก เงิน เพื่อกระตุ้นให้คนจับจ่ายใช้สอยในระยะสั้น ๆ โดยไม่คํานึงถึงวินัย และเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

แม้รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่ทําลายความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว หากจําเป็นที่จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนรายได้น้อย ก็ควรทําแบบเฉพาะเจาะจงแทนการเหวี่ยงแหครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

เพราะเสถียรภาพทางการคลังของไทย และความสามารถในการจัดเก็บภาษี ไม่เอื้อให้ประเทศทําเช่นนั้น..
---
หลังจากอ่านบทความนี้จบ ก็ทำให้ลงทุนแมนคิดได้ว่า

มนุษย์เราเกิดมา ถ้าให้แบ่งเป็น 2 ขั้ว

ขั้วที่ 1 คือ กล้าทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์

ขั้วที่ 2 คือ กล้าทำในสิ่งที่ให้สังคมโดยรวมได้ผลประโยชน์

มนุษย์ขั้วที่ 2 นั้น เขามักจะไม่มองถึงแค่ปัจจุบัน แต่จะมองถึง หลักความยั่งยืน ที่ผลรวมทั้งหมดในอนาคตที่จะเกิดขึ้น มันจะได้มากกว่า สิ่งที่จ่ายไปในวันนี้

ส่วนมนุษย์ขั้วแรกนั้น ไม่สนใจหรอก ว่าในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร เพราะเขามักจะคิดว่า เขาอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงวันนั้น ไม่ต้องสนใจอนาคต สิ่งที่มนุษย์ขั้วนี้จะทำก็คือ ทำอะไรก็ได้ให้ผลประโยชน์วนกลับมาที่ตัวเขาให้เร็วที่สุดในปัจจุบัน..

สำหรับแถลงการณ์ในวันนี้ ของนักวิชาการ และคณาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย เชื่อว่าพวกเขาได้ใช้ความรู้ และประสบการณ์เท่าที่มีอยู่ ในการคิด วิเคราะห์ ถึงโอกาสที่น่าจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ และมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างสูง ว่ามันจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีในอนาคต

พวกเขาจึงกล้าที่จะเลือกเป็นมนุษย์ขั้วที่ 2 ถึงแม้ว่าคนที่เขากำลังคัดค้านจะมีอำนาจมากในตอนนี้

ที่เขากล้าก็อาจเป็นเพราะว่า เขาคิดว่าจะทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่ามันจะดีต่อสังคม และเขาอาจเติบโตมากับความเชื่อในความรับผิดชอบต่อสังคม

ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะดูเหมือนว่ามีโอกาสน้อยมาก ที่รัฐบาลจะเปลี่ยนใจในการแจกเงินดิจิทัล 560,000 ล้านบาท แต่ขอให้รู้ไว้ว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะกดปุ่มนี้จะเป็นผลการกระทำ ที่ทุกคนในประเทศต้องมารับการกระทำครั้งนี้ไปจนถึงรุ่นลูกหลาน

สุดท้ายนี้ คงต้องถามกลับไปที่คนมีอำนาจในการกดปุ่มอีกครั้ง
ว่าคุณอยากเป็นมนุษย์ขั้วที่ 1 หรือขั้วที่ 2..

“ถ้าแพทย์รักษาผู้ป่วยผิดพลาด อาจสร้างผลกระทบกับชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว

ถ้าวิศวกรสร้างตึกผิดพลาด อาจจะหมายถึงชีวิตคนหลายสิบหรือหลายร้อยคนที่ใช้งาน

แต่ถ้านักเศรษฐศาสตร์ทำนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดแล้ว อาจจะกระทบต่อชีวิตของคนหลายสิบล้านคนทั้งประเทศ”

- ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย..

---
รายชื่อผู้ที่อยู่ในแถลงการณ์ครั้งนี้ทั้งหมด

1) ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
2) ดร.ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
3) รศ. ดร.อัจนา ไวความดี อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
4) รศ. ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5) ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
6) รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
7) ศ. ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตรองอธิการบดีและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
8 ) ศ. ดร.ปราณี ทินกร อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9) รศ. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
10) ดร.วิญญู วิจิตรวาทการ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
11) ศ. ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
12) รศ. ดร.สุกัญญา นิธังกร อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
13) รศ. ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14) ดร.สินาด ตรีวรรณไชย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
15) ผศ. ดร.โสภิณ จิระเกียรติกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
16) ผศ. ดร.ประชา คุณธรรมดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
17) ผศ. ดร.ธีรวุฒิ ศรีพินิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
18) อาจารย์พงศ์พลิน ยิ่งชนม์เจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19) ผศ.ชล บุนนาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
20) ผศ. ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
21) ผศ.สุวรรณี วัธนจิตต์ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
22) อาจารย์พีรพัฒน์ เภรีรัตนสมพร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
23) ดร.พิชญา บุญศรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
24) ผศ.สุกําพล จงวิไลเกษม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
25) อาจารย์กุศล เลี้ยวสกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
26) ผศ. ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
27) ผศ. ดร.ธนาภรณ์ อธิปัญญากุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
28) รศ. ดร.กนกวรรณ จันทร์เจริญชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
29) รศ. ดร.โสมสกาว เพชรานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
30) ผศ. ดร.ธนสิน ถนอมพงษ์พันธ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
31) รศ. ดร.กัมปนาท วิจิตรศรีกมล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
32) รศ. ดร.เกรียงไกร เตชกานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
33) ผศ. ดร.สันติ แสงเลิศไสว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
34) อาจารย์พีรพัฒน์ เภรีรัตนสมพร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
35) รศ. ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
36) คุณวิรัตน์ วัฒนศิริธรรม อดีตเลขาสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
37) ผศ. ดร.จาริต ติงศภัทิย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
38) ดร.จิตริยา ปิ่นทอง อดีตเอกอัครราชทูต
39) คุณภัสสร เวียงเกตุ อดีตรองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
40) รศ.ชูศรี มณีพฤกษ์ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
41) ผศ.จรินทร์ พิพัฒนกุล อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
42) ผศ.จินตนา เชิญศิริ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
43) รศ. ดร.ดาว มงคลสมัย อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
44) รศ. ดร.โกวิทย์ กังสนันท์ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์
45) ผศ.ประภัสสร เลียวไพโรจน์ อดีตรองอธิการบดี และอดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
46) รศ. ดร.ภาวดี ทองอุไทย อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
47) รศ. ดร.ภิรมย์ จั่นถาวร อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
48) ศ. ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ
49) ผศ. ดร.วัชรียา โตสงวน อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
50) รศ.วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
51) ผศ. ดร.โอม หุวะนันทน์ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
52) รศ.พรพิมล สันติมณีรัตน์ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
53) รศ. ดร.เพลินพิศ สัตย์สงวน อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
54) รศ. ดร.ลิลี่ โกศัยยานนท์ อดีตรองอธิการบดีและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
55) รศ. ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
56) รศ.สุขุม อัตวาวุฒิชัย อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
57) ผศ. ดร.วิศาล บุปผเวส สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
58) รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
59) ผศ.มณีรัตน์ ภิญโญภูษาฤกษ์ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
60) ผศ. ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
61) ผศ. ดร.ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
62) รศ. ดร.สมนึก ทับพันธุ์ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
63) รศ. ดร.เยาวเรศ ทับพันธุ์ อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
64) อาจารย์สุพรรณ นพสุวรรณชัย อดีตอาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
65) ศ. ดร.วุฒิ ศิริวิวัฒน์นานนท์ คณะวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (University of Technology Sydney)
66) รศ. ดร.ธัชนันท์ โกมลไพศาล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
67) อ. ดร.จีราภา อินธิแสง โธฌีม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
68) อ. ดร.กติกา ทิพยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
69) รศ.ปิยะลักษณ์ พุทธวงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
70) ผศ. ดร.กรรณิการ์ ดวงเนตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
71) รศ. ดร.กรรณิการ์ ดํารงค์พลาสิทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
72) ผศ. ดร.พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
73) รศ.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต
74) รศ. ดร.เขมรัฐ เถลิงศรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
75) ผศ. ดร.อัจฉรา ปทุมนากุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
76) ดร.ธวัชชัย ยงกิตติกุล อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
77) ดร.ธัญญา ศิริเวทิน อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
78) ศ. นพ.เทพ หิมะทองคํา โรงพยาบาลเทพประทาน
79) คุณเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
80) รศ.จันทร์ทิพย์ บุญประกายแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Reference
-https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1092451

06/10/2023

ในวัย 35 คุณควรเข้าใจเรื่องเหล่านี้

1. เงียบไว้ ไม่ใช่ทุกอย่างที่จำเป็นต้องพูด

2. การเงียบ ดีกว่าเรื่องดร่ามาที่ไร้ประโยชน์

3. หากคุณได้พบใครที่ฉลาดกว่าคุณ จงทำงานร่วมกับเขา อย่าไปชิงดีกับเขา การแก่งแย่งคือจุดอ่อน

4. ครอบครัวที่คุณสร้าง มีความสำคัญกว่า ครอบครัวที่สร้างคุณมา

5. งานปัจจุบันของคุณไม่ได้ใส่ใจคุณ พวกเขาแค่จ่ายคุณให้มากพอที่จะทำลายความฝันของคุณเท่านั้น

6. จงทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากคำแนะนำของสังคม ส่วนใหญ่ของคนพวกนั้นไม่ได้เข้าใจว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ด้วยซ้ำ

7. จงมีอิทธิพลต่อผู้คนส่วนใหญ่ที่มีชีวิตล่องลอย พวกเขาไม่มีเป้าหมาย ไม่มีทิศทาง และมีความมุ่งหมายเป็นศูนย์ จงเรียนรู้ความต้องการของพวกเขา และชักนำพวกเขา

8. การมีเพื่อคนเดียวที่
- ทำให้คุณมีความสุข
- สนับสนุนชัยชนะของคุณ
- ปลุกเร้าความฝันของคุณ
ดีกว่าเพื่อนเป็นฝูงที่
- ขี้เกียจ
- เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
- อิจฉาความสำเร็จของคุณ

9. คุณจะมีความสุขมากขึ้น 10 เท่า หากคุณให้อภัยพ่อแม่ของคุณ และเลิกโทษพวกเขา

10. ไม่มีใครจะมาช่วยคุณหรอก ชีวิตของคุณอยู่ในความรับผิดชอบของคุณ 100%

11. แวดวงที่อยู่ใกล้ชิดคุณควรเป็นคนที่โฟกัสมากขึ้นในเรื่องการเงิน ความสำเร็จ และการเริ่มต้นครอบครัว

12. คุณไม่ได้ต้องการหนังสือพัฒนาตัวเอง 100 เล่ม ทั้งหมดที่คุณต้องการคือ การลงมือทำและมีวินัยต่อตนเอง

จงเชื่อมั่นในหัวใจและจิตวิญญาณของคุณ ว่าคุณสามารถที่จะมีสิ่งยิ่งใหญ่ในชีวิตได้

สิ่งเดียวที่ขวางทางของคุณคือตัวคุณเอง จงเอาเพดานแก้วของคุณออกไป

พิมพ์ “ใช่เลย” ถ้าคุณเห็นด้วย

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
*เนื้อหาในเพจนี้ จัดทำขึ้นเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม ที่ต้องการมีอิสรภาพทางการเงินและมีกรอบความคิดเติบโต (Growth Mindset) เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อทุกคน กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชมและแสดงออก

————

หากคุณชอบ Moneyland และอยากให้เราอยู่ไปนานๆ
สามารถเป็นผู้สนับสนุน MONEYLAND แบบรายเดือน ได้ที่ลิงค์นี้ (ตกวันละ 3 บาทนิดๆ)
https://facebook.com/becomesupporter/moneyland.biz/

หรือสนับสนุนรายครั้งตามจิตศรัทธา
https://ko-fi.com/moneylandbiz

สนใจโฆษณาติดต่อ
m.me/moneyland.biz

06/10/2023

ทำไมรัฐบาลไทย “ไม่ควรเสี่ยง” แจกเงิน 560,000 ล้านบาทในตอนนี้ /โดย ลงทุนแมน
รูปนี้ เป็นรูปที่อธิบายได้ ในตัวมันเอง ว่าทำไมรัฐบาลไทย “ไม่ควรเสี่ยง” แจกเงิน 560,000 ล้านบาทในตอนนี้
ถ้าอยากรู้ ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง แบบไม่อ้อมค้อม และเข้าใจง่ายที่สุด

1. โลกเรากำลังพบกับเหตุการณ์ที่ดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบกว่า 10 ปี นำโดยธนาคารกลางสหรัฐเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

2. เหตุการณ์นี้ มันเกิดขึ้นแบบรวดเร็ว จนหลายคนยังวนเวียนกับ QE สหรัฐพิมพ์เงินล้น และคิดว่าตอนนี้เรายังอยู่ในยุคที่เงินในระบบมีมหาศาล ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ แต่จริง ๆ มันเปลี่ยนไปแล้วในตอนนี้ ตอนนี้คนเอาเงินไปฝากที่สหรัฐ 1 ปี จะได้ดอกเบี้ย 5.4% ต่างจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ได้ดอกเบี้ย 0%

3. สำหรับในไทยที่ผ่านมาก็ขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐอเมริกามาบ้างแล้ว แต่ไทยก็ยังมีดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐเท่าตัว และแน่นอนเมื่อเป็นแบบนี้ เงินจึงไหลออกไปยังที่ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า และนั่นจึงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

มาจนถึงตอนนี้ เราคงเข้าใจตรงกันว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่ดอกเบี้ยไม่ต่ำแล้ว และถ้ามีเรื่องใหญ่มากระทบ ดอกเบี้ยก็จะสูงเพิ่มได้อีก

4. แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ แจกเงิน 560,000 ล้านบาท ?

คำตอบคือ การแจกเงินจำนวนมากขนาดนี้ รัฐบาลต้องกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นกู้โดยตรงผ่านรัฐบาลเอง หรือจะใช้เครื่องมือทางอ้อมผ่านทางธนาคารออมสินอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็จะมีการกู้เงินในตลาดที่มีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันอยู่ดี

ปกติแล้วรัฐบาลจะกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรให้ตลาด แล้วตลาดก็จะเอาเงินก้อนไปให้รัฐบาลเพื่อแลกกับดอกเบี้ย พร้อมการคืนเงินต้นในอนาคต

5. อัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตร จะไม่ได้ขึ้นกับดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความคาดหวังของนักลงทุนด้วย ซึ่งมันจะมาจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นก็คือความต้องการใช้เงินจากภาครัฐในอนาคต

6. เมื่อตลาดคาดหวังว่ารัฐบาลจะกู้เงิน 560,000 ล้านบาท มาแจก จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น หรือในทางการเงินเรียกว่า Yield เพิ่ม ซึ่ง Yield ของพันธบัตรระยะยาวของไทยเพิ่มขึ้นสูงตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลไทยจะเริ่มการแจกเงินจำนวนมาก

7. แปลว่าในตอนนี้ เมื่อรัฐบาลจะกู้เงิน รัฐบาลจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม ซึ่งแปลว่า ต้นทุนของรัฐบาล (ซึ่งมันก็เป็นของคนไทยทุกคน) จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ 560,000 ล้านบาท แต่มันจะต้องบวกค่าดอกเบี้ยเพิ่มไปด้วย ตัวอย่างเช่นดอกเบี้ย 2.5% ดอกเบี้ยก็ปีละ 14,000 ล้านบาท

8. รู้ไหมว่าจากเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง เมื่อ 26 ปีที่แล้ว ตอนนั้นรัฐบาลไทยก็มีหนี้แบบนี้ 1 ล้านล้านบาท ในกองทุนฟื้นฟู FIDF ผ่านมาเป็น 20 ปี ตอนนี้เงินต้นยังเหลือ 600,000 ล้านบาท ปีที่แล้วแค่ค่าดอกเบี้ยก็ 19,000 ล้านบาท และกว่าหนี้ก้อนนี้จะหมดคาดว่าต้องใช้เวลาอีกสิบปี

9. ที่สำคัญคือรู้ไหมว่ารัฐบาลเอาที่ไหนมาจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟู คำตอบก็คือ 0.46% ของเงินฝากพวกเราทุกคน

ใช่.. ถ้าไม่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในตอนนั้น วันนี้พวกเราทุกคนจะได้ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร “เพิ่มขึ้นอีก 0.46%” เงินจำนวนนี้ธนาคารทุกธนาคารจะหักและนำส่งกองทุนฟื้นฟู

ถ้าจะถามว่าวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 26 ปีที่แล้ว สร้างภาระให้ลูกหลานจนถึงวันนี้ และยังคงสร้างภาระต่อไปจนถึงวันหน้า ก็คงตอบว่า “มันเป็นแบบนั้น”

ทุกวันนี้คนไทยที่มีเงินฝากต้องเสมือนเสียค่า subscription 0.46% ต่อปี
ถ้าฝากเงิน 10,000 บาท ก็เสียค่าสมาชิกปีละ 46 บาท
ถ้าฝากเงิน 100,000 บาท ก็เสียค่าสมาชิกปีละ 460 บาท..

หลายคนคงเริ่มคิดว่า ลูกหลานของเราที่เกิดมา มีสิทธิ์ที่จะไม่ต้องมารับภาระจ่ายเงิน 0.46% จากเงินฝากของเขา แต่เขาก็ต้องจ่าย เพียงเพราะเขาเกิดมาอยู่ในประเทศไทย..

10. เรากำลังสร้างหนี้ก้อนมหึมา ที่ขนาดเกือบเท่าหนี้กองทุนฟื้นฟูอีกก้อนหนึ่ง หลายคนยังไม่รู้ว่ามันเยอะขนาดไหน ? เราลองมาเทียบขนาดกัน

งบประมาณสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ 120,000 ล้านบาท
ท่าเรือแหลมฉบัง เฟสสาม 110,000 ล้านบาท
รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ 100,000 ล้านบาท
รถไฟฟ้าสายสีแดง 96,000 ล้านบาท
รถไฟฟ้าสายสีชมพู 53,000 ล้านบาท
รถไฟฟ้าสายสีเหลือง 50,000 ล้านบาท
สถานีรถไฟกลางบางซื่อ 16,000 ล้านบาท

เงินที่รัฐบาลกำลังจะแจกนี้ สร้างโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่กล่าวมาทั้งหมด แถมยังเหลือเงินทอน

ในขณะที่รัฐบาลกำลังจะนำเงินจำนวนนี้มาแจกเพื่อกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น และคาดหวังให้เกิดการใช้จ่ายเป็น Multiplier ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการทำแบบนี้มันจะเหมาะสมในเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเกิดวิกฤติ เงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ

11. ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่มีความกดดันจากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง ดังนั้นเมื่อรัฐบาลแจกเงินจะยิ่งส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ และเพิ่มความกดดันที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามมา และเมื่อไหร่ก็ตามที่ดอกเบี้ยขึ้น ก็จะย้อนกลับมาเป็นต้นทุนการเงินของทุกธุรกิจในที่สุด ซึ่งตอนนี้ธุรกิจที่ต้องระดมทุนด้วยหุ้นกู้ก็ประสบปัญหาต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น บางธุรกิจถึงขนาดไม่มีเงินมาจ่ายดอกเบี้ยและเกิดปัญหาสภาพคล่องแล้ว

12. แน่นอนข้อดีของการแจกเงินที่ทุกคนคาดหวังคือจะให้เกิด Multiplier Effect ที่มากกว่า 1 ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะได้มากกว่า 1 หรือไม่ แต่ถึงทำได้ผลจริง การกระตุ้นการบริโภคนี้มันก็จะอยู่ได้เพียงไม่กี่ปี และมีความเสี่ยงที่ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ จะเพิ่มกำลังการผลิตเพราะคิดว่ามีความต้องการ แต่เมื่อความต้องการนั้นหมดแรงกระตุ้น กำลังการผลิตที่เพิ่มมานั้น ก็จะเป็นส่วนเกินในระบบ และจะเป็นปัญหาตามมาในระบบเศรษฐกิจ

13. อีกประเด็นก็คือ การพัฒนาระบบบล็อกเชนเพื่อมารองรับการแจกเงิน ถ้าหากทำจริงก็จะต้องใช้เวลา เงินทุนในการพัฒนา และความเสถียรของระบบการจ่ายเงินด้วยบล็อกเชนสำหรับการใช้งาน 50 ล้านคนทั่วประเทศ ไม่เคยมีประเทศไหนทำมาก่อน แปลว่าประเทศเรากำลังจะเป็นหนูทดลองตัวใหญ่ ซึ่งแปลกดีเหมือนกัน ทั้งที่ประเทศไทยก็มีระบบการจ่ายเงินด้วยพร้อมเพย์ในเป๋าตังอยู่แล้ว

14. สุดท้ายคงต้องฝากถึงรัฐบาล การแจกเงินมันก็เหมือนฉีดยากระตุ้น แต่เราก็คงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นต้องกระตุ้นในตอนนี้เพื่อให้คึกคัก แล้วทิ้งภาระให้ลูกหลานอีกสิบปี มาคอยใช้หนี้ที่สร้างขึ้น

หรือเราจะนำเงินก้อนนี้มาทำอย่างอื่น ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ลูกหลานแข่งขันกับประเทศอื่นได้

หรือเราจะเลือกอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องสร้างหนี้แล้วค่อยไปสร้างหนี้ในช่วงเวลาวิกฤติ และมีความจำเป็นมากกว่าตอนนี้ ก็อาจเป็นทางเลือกที่ไม่แย่นัก

26 ปีที่แล้ว บรรพบุรุษของเราสร้างภาระ 0.46% ให้กับเงินฝากของลูกหลาน และตอนนี้เราอาจกำลังกดปุ่มเพิ่มตัวเลขนี้ทางอ้อม ให้กับลูกหลานของเรา โดยที่พวกเขาน่าจะมีสิทธิ์เลือกว่าจะเกิดมาโดยที่ไม่ต้องมีภาระหนี้ก้อนนี้..

26 ปีที่แล้ว รัฐบาลจัดให้เรามีหนี้จากวิกฤติการเงิน 1 ล้านล้านบาท
เราคืนเงินต้นจนเหลือ 6 แสนล้านบาท

ระหว่างทางเราก็มีโครงการต่าง ๆ สร้างหนี้เรื่อยมา ทีละหลายแสนล้านบาท เยอะที่สุดก็ตอนช่วงล็อกดาวน์ที่กู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท

และในตอนนี้เรากำลังสร้างหนี้อีก 5.6 แสนล้านบาท ทั้งที่ไม่เกิดวิกฤติอะไร

อดคิดไม่ได้ว่า
เรากำลังเดินทางไกลมา 26 ปี เพียงเพื่อย้อนกลับไป เริ่มต้นใหม่ที่จุดเดิม อีกครั้ง..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman

14/09/2023

🙏 วันนี้วันพระ 🙏
------------------------------------------------------------------------
🌸 ดอกไม้บานเอง เมื่อถึงเวลา ความดีที่สั่งสมมา เมื่อถึงเวลาก็ส่งผลเอง
------------------------------------------------------------------------
ขอให้บุญทั้งหลายที่ทำ ขอให้บุญนั้นจะเป็นมิตรในสัมปรายภพ สาธุ
😈🧡
#พญายมราช #พญายม #ธรรมะ #สิ่งศักดิ์สิทธิ์ #ความเชื่อ #ความศรัทธา #วันพระ #ธรรมะ

16/08/2023

ทำไม บางคนรวยแล้ว ยังต้องกู้เงิน | MONEY LAB
หลายคนอาจเคยสงสัย ว่าทำไมบางคน ที่มีรายได้สูง หรือมีทรัพย์สินมากมาย กลับยังคงเลือกที่จะมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไม่ต่างกับคนทั่วไป

ซึ่งขัดกับความเข้าใจของหลาย ๆ คน ที่คิดว่าถ้าเป็นคนรวยแล้ว ก็คงจะซื้อบ้านหรือซื้อรถ ราคาหลายล้านบาท ด้วยเงินสด เพื่อให้ตัวเองปลอดหนี้

แล้ว เพราะอะไร คนรวยหลาย ๆ คน ถึงยังต้องกู้เงิน ?
MONEY LAB จะเล่าเรื่องการเงิน ที่โรงเรียนไม่เคยสอนให้เข้าใจ

เหตุผลที่คนรวยบางคน ยังเลือกที่จะกู้เงิน แม้จะมีสินทรัพย์จำนวนมากแล้ว ก็มาจาก..

- นำเงินไปหมุนก่อนได้

การใช้เงินสดเพื่อซื้อสิ่งของ แม้จะมีข้อดี จากการที่ไม่ต้องมีภาระหนี้ ที่ต้องจ่ายในทุก ๆ เดือน และสินทรัพย์นั้น ก็เป็นของตัวเองจริง ๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมายึดไป

แต่ถึงอย่างนั้น การซื้อบ้าน, รถ หรือที่ดิน ในราคาหลายล้านบาท ก็ย่อมต้องทำให้เงินในบัญชีของเรา หายไปเป็นจำนวนมากในทีเดียว และทำให้สภาพคล่องของเรา ลดลงเป็นอย่างมาก

ซึ่งสภาพคล่องนั้น ก็เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญ สำหรับการเงินส่วนบุคคล เพราะถ้าหากเรานำเงินหลายล้านบาท ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ แล้วอีกไม่กี่เดือนต่อมา กลับมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวนนั้นขึ้นมา

เราก็อาจมีเงินสดให้ใช้ไม่เพียงพอ ในขณะที่เราก็ไม่สามารถแปลงสินทรัพย์เหล่านั้น มาเป็นเงินสดได้ในทันที

นอกจากนี้ การมีสภาพคล่องอยู่ในมือ บางครั้งก็สามารถ นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดเป็นประจำ อย่างหุ้นกู้ หรือพันธบัตรรัฐบาล แล้วนำเงินที่ได้ มาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อลดภาระหนี้ ก็ได้เช่นกัน

เหมือนอย่างเช่น ในช่วงปี 2540 ดร.นิเวศน์นำดอกเบี้ยที่ได้ จากหุ้นกู้ธนาคารธนชาต ซึ่งสูงถึง 34% มาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน ที่มีดอกเบี้ย 17% จนทำให้ผลสุดท้าย ดร.นิเวศน์ ไม่เพียงแค่ชำระหนี้ได้หมดเท่านั้น แต่ยังได้กำไรกลับมาอีกด้วย

- ยืมเงินคนอื่นได้ง่ายกว่า

สินทรัพย์มหาศาลของคนรวยนั้น ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ เป็นเครื่องมือแสดงฐานะเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เหล่าเจ้าหนี้ อย่างเช่น ธนาคารต่าง ๆ เห็นด้วยว่า พวกเขามีความเสี่ยง ที่จะเบี้ยวหนี้ต่ำ

นั่นจึงทำให้ เวลาที่คนรวยกู้ยืมเงิน ก็มักจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า เมื่อเทียบกับคนที่มีรายได้น้อย ที่มีโอกาสจะชำระหนี้ไม่ไหวมากกว่า

และนอกจากนี้ สินทรัพย์มากมายเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น เงินฝากในบัญชี, บ้าน หรือที่ดิน ก็สามารถนำมาเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน และทำให้ได้รับดอกเบี้ยถูกลงไปอีก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเราอยากจะกู้สินเชื่อส่วนบุคคล โดยไม่มีหลักประกัน เราอาจจะต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่ 16% ถึง 23% ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ากู้เงินโดยนำบ้านหรืออาคารชุด มาค้ำประกัน ดอกเบี้ยที่เสีย จะอยู่ที่ 6.3% ถึง 8.8% เท่านั้น

นอกจากการกู้เพื่อซื้อสินทรัพย์แล้ว คนรวยหลาย ๆ คน ยังกู้เงินมาทำธุรกิจอีกด้วย เพราะสามารถกู้เงิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าคนอื่นได้

ซึ่งถ้าหากธุรกิจที่ทำประสบความสำเร็จ ก็จะทำให้ความมั่งคั่งของพวกเขา มีโอกาสเติบโตได้หลายเท่า ในขณะที่ถ้าหากธุรกิจเกิดเจ๊งขึ้นมา พวกเขาก็ยังเจ็บน้อยกว่าคนทั่วไป จากภาระหนี้ที่ไม่ได้สูงมาก

- ประหยัดภาษี

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย หรือดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านนั้น เป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ในแต่ละปี

ซึ่งถึงแม้ตัวเลขจะดูไม่มาก แต่สำหรับคนที่มีฐานภาษีเงินได้สูงมาก ๆ แล้ว การมีช่องทางให้ลดหย่อนภาระภาษี เพิ่มขึ้นมาอีกช่องทางหนึ่ง ก็ยังดีกว่าไม่มี

สรุปแล้ว สิ่งที่ทำให้คนรวยบางคน เลือกที่จะกู้เงิน แทนที่จะใช้เงินสดนั้น ก็คือการรักษาสภาพคล่อง เพื่อที่จะนำเงินไปหมุน หรือหาผลตอบแทนก่อนได้

นอกจากนี้ คนรวยยังสามารถกู้เงินได้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จากการมีสินทรัพย์ค้ำประกัน แถมดอกเบี้ยที่จ่ายไป ยังสามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

จากตรงนี้เองจะเห็นได้ว่า การเป็นหนี้นั้น ไม่ได้มีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในอีกด้านหนึ่ง ถ้าหากใช้อย่างถูกวิธี

การก่อหนี้ก็สามารถกลายเป็น ตัวช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่ง ให้ก้าวกระโดดขึ้นไปอีกได้ เช่นเดียวกัน..

ติดตาม MONEY LAB ช่องทางอื่นได้ที่
Website : www.moneylabstory.com/
Blockdit : blockdit.com/moneylab
Facebook : MONEY LAB
Twitter : twitter.com/moneylabstory
Instagram : instagram.com/moneylabstory
Youtube : youtube.com/

References
-หนังสือ ตีแตก กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต (2541) โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
-https://www.bangkokbank.com/th-TH/Personal/My-Family-and-Me/Personal-Loan/Installment-Personal-Loan
-https://www.bangkokbank.com/th-TH/Personal/My-Home/Home-Equity-Loan/Bualuang-Saan-Fun-Loans
-https://www.bot.or.th/th/statistics/interest-rate.html
-https://shorturl.at/yzBY9

16/08/2023

🙏วันนี้ วันพระ🙏

ขอให้ "มีความสุข"
สุภาพดี คิดหวังสิ่งใด
"ขอให้สมปรารถนา"

กดแชร์ไปหน้าเฟสตนเอง
ขอให้รับโชครับทรัพย์ตลอดปี🙏

#วันพระ #มงคล #วันนี้ #ทำบุญ
#ข้อคิดธรรมะ #วันดี #ข้อคิด #ข้อคิดสอนใจ

12/08/2023

"ความมั่นใจ"
คือ สิ่งที่ "ราคาแพง" ที่สุด
เมื่อไหร่ก็ตาม
ที่คุณ "สูญเสียความมั่นใจ"
คุณก็แทบจะ "เสียโอกาส"
มากมายในชีวิตไปเลย
เสียอะไรก็เสียได้
แต่อย่าสูญเสียความมั่นใจ
เขียนโดย #สมองไหล
#สังคมคนสร้างธุรกิจจากศูนย์

12/08/2023

😍12 สิงหาคม 2566 วันแม่แห่งชาติ💕
อย่าลืมบอกรักคุณแม่กันนะคะ
#วันแม่แห่งชาติ

05/08/2023

"หนี้สิน" ไม่ใช่ข้ออ้างในการไม่ลงทุน? เป็นหนี้ก็ลงทุนได้
aomMONEY เชื่อว่าเป้าหมายชีวิตของทุกคนคงไม่ต่างกัน เหตุผลที่อดทนทำงานหนัก สุดท้ายแล้วเราก็แค่อยากสบายในบั้นปลายชีวิต มีเงินใช้ยามเกษียณ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน
แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ “ระหว่างทาง” กว่าจะไปถึงจุดนั้นมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิด มีทั้งค่าใช้จ่ายมากมาย ไหนจะรายจ่ายฉุกเฉิน เจ็บป่วย ตกงานกะทันหัน ฯลฯ จากที่มีสภาพคล่อง ก็เริ่มหมุนเงินไม่ทัน จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิต
หนี้ก็ต้องจ่าย เงินก็ต้องเก็บ ไหนจะต้องลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่มอีก แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหน? ...aomMONEY จะเล่าให้ฟังครับ
ถ้าเปรียบการลงทุนเป็นการปลูกต้นไม้ การออมเงินเป็นน้ำในถัง หนี้ก็จะเป็นเหมือน “รูรั่ว” ที่จะทำให้น้ำไหลออกจากถังไปเรื่อยๆ เติมเท่าไรก็ไม่มีทางเต็มแน่นอน แล้วยังงี้เราจะเอาน้ำที่ไหนไปปลูกต้นไม้ล่ะครับ ดังนั้นก็ต้องจัดการอุดรูรั่วก่อน ด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้
(1) แยกประเภทของหนี้

✅ หนี้ดี คือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้กู้ยืมเพื่อทำธุรกิจ หนี้กู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หนี้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา

❌ หนี้เสีย คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครติด หนี้บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ
(2) แจกแจงหนี้ทีละรายการ

👉 ต้องจ่ายเดือนละเท่าไร
👉 เสียดอกเบี้ยเท่าไร
👉 เหลือเวลาผ่อนอีกนานแค่ไหน
(3) เคลียร์หนี้

เริ่มจากปิดหนี้เสียที่ดอกเบี้ยเยอะที่สุด หรือเหลือยอดค้างชำระน้อยที่สุดก่อน จะได้จบเป็นก้อนๆ ไป ส่วนหนี้ที่ดี จริงๆ แล้วถ้ามันสร้างรายได้ให้เรา เช่น กู้สินเชื่อมาทำธุรกิจ ต้องผ่อนคืนเดือนละ 10,000 บาท แต่เราได้กำไรจากการลงทุนเดือนละ 15,000 บาท แบบนี้ก็คุ้มค่ากับการเป็นหนี้อยู่นะ พอมีกำไรถึงจุดหนึ่งที่จะจ่ายหนี้ส่วนนี้ได้หมด ก็ค่อยจัดการปิดหนี้ แล้วใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน
📣 มีหนี้สิน จะเก็บเงินได้ไหม?
คำตอบก็คือ “ได้ครับ” อยู่ที่ว่าเราจะบริหารจัดการยังไง ระหว่างที่ทยอยใช้หนี้ ก็ลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายดู อาจตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และควรหารายได้เสริม ใช้ทักษะ/ความถนัดที่มีให้เกิดประโยชน์ เท่านี้ก็จะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นแล้ว
📣 เคลียร์หนี้+มีเงินเก็บแล้ว ต้องทำยังไงต่อ?
เมื่อเราเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย ทีนี้ก็เริ่มลงทุนได้อย่างสบายใจ อาจเลือกให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล หรือถ้ามีเวลาจะศึกษาข้อมูลเองก็ได้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง เสี่ยงน้อยก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนน้อย เสี่ยงมากก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก ถ้าเรารู้จักวางแผนดีๆ แผนเกษียณก็อาจไม่ต้องรอจนถึงอายุ 60 ก็ได้นะครับ
-
#ความรู้ทางการเงิน #หนี้สิน #ปลดหนี้ #ลงทุน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท เงินทุน ใน Nonthaburi?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


43/42
Nonthaburi
12120

Financial Consultants อื่นๆใน Nonthaburi (แสดงผลทั้งหมด)
ประกัน AIA ดูแลคุณ By CGame ประกัน AIA ดูแลคุณ By CGame
ต. ทวีวัฒนา อ. ไทรน้อย
Nonthaburi, 10330

วางแผนทางการเงิน ลดหย่อนภาษี ด้วยประกันชีวิต AIA สุขภาพ โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ สะสมทรัพย์

สำนักงานตัวแทน FWD ประกันชีวิต จ.นนทบุรี สำนักงานตัวแทน FWD ประกันชีวิต จ.นนทบุรี
Nonthaburi, 11130

สำนักงานตัวแทนFWD ราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี htt

เทคนิคเรื่องประกันง่ายๆ สไตล์เมย์ FWD เทคนิคเรื่องประกันง่ายๆ สไตล์เมย์ FWD
100/90 วิชั่นสมาร์ทซิตี้ ถนนนครอินทร์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี
Nonthaburi, 11000

ตัวแทนขายประกัน ประกันชีวิต ประกัน?

ประกันครบ จบที่เดียว by Aom ประกันครบ จบที่เดียว by Aom
Nonthaburi, 11140

รับปรึกษาเรื่องประกันชีวิตและประก?

ที่ปรึกษาด้านบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อscb by ชญาภรณ์ ที่ปรึกษาด้านบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อscb by ชญาภรณ์
Nonthaburi

ให้คำปรึกษาด้านบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อเงินก้อนไม่ใช้คนค้ำของธ.ไทยพาณิชย์

Scornrep Pornorgep Scornrep Pornorgep
Nonthaburi

เราเเนะนำคุณได้เสมอ

ตัวแทนประกันชีวิต AIA by Bank ตัวแทนประกันชีวิต AIA by Bank
Nonthaburi, 11120

MDRT 2024 (FA​ Prime​)ผู้แนะนำด้านการลงทุน​ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันบำนาญ และวางแผนลดหย่อนภาษี

Future Group - ฝ่ายขายมืออาชีพ Future Group - ฝ่ายขายมืออาชีพ
55/4-5 ถ. บางกรวย-ไทรน้อย ต. บางรักใหญ่ อ. บางบัวทอง
Nonthaburi, 11110

ขายประกัน

F Care by FWD Thailand F Care by FWD Thailand
159 อำเภอเมือง
Nonthaburi, 11000

ที่ปรึกษาและวางแผนทางการเงินและการลงทุนในประกันชีวิต

สินเชื่อสำหรับเจ้าของกิจการ Credit Plus สินเชื่อสำหรับเจ้าของกิจการ Credit Plus
43/42
Nonthaburi, 12120

credit company ฉีกกรอบสินเชื่อ SME อนุมัติเร็ว ?

โตเกียวมารีน ประกันสุขภาพ By.คุณมิน โตเกียวมารีน ประกันสุขภาพ By.คุณมิน
นนทบุรี
Nonthaburi, 11000

ที่ปรึกษาทางการเงิน ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ

Nod Netipoom Allianz Ayudhya : นต เนติภูมิ อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต Nod Netipoom Allianz Ayudhya : นต เนติภูมิ อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต
99/78
Nonthaburi, 11140

ประกัน "ที่พร้อมบอกคุณทุกเงื่อนไข"