SUTCivil & SHM Hub
Structural Health Monitoring Learning Hub @ SUT Civil
28/04/2025
🎉 ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษา มทส.
มีสิทธิ์ได้รับการส่งชื่อเข้าระบบ Clearing House ปีการศึกษา 2568
รอบ 2 : QUOTA (โควตาพื้นที่) 🥳🧡
📌ตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษา Online
https://reg4.sut.ac.th//registrar/ApplicationRound/ConfirmEntry/mainpage.asp?v=0
*ทั้งนี้ ไม่รวมหลักสูตรแพทย์ พยาบาล ทันตะ
โปรดติดตามข่าว รับสมัคร – ประกาศผล ตามตารางกำหนดการของตนเอง
⚠️ ผู้ผ่านการคัดเลือก ดำเนินการยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House ที่เว็บไซต์ ทปอ. https://student.mytcas.com (ระหว่างวันที่ 2 – 3 พ.ค. 68)
🧡โปรดติดตามประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาที่ยืนยันสิทธิ์ Clearing House แล้ว ในวันที่ 7 พ.ค. 68 ที่เว็บ http://sutgateway.sut.ac.th
ผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาที่ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ Clearing House
ดำเนินการชำระเงินค่ายืนยันสิทธิ์เข้าศึกษา ตามขั้นตอน
ระหว่างวันที่ 7 – 12 พ.ค. 68 ซึ่งจะประกาศรายละเอียดให้ทราบต่อไป
#ประชาสัมพันธ์เพื่อการรับนักศึกษามทส #มทส
25/04/2025
24 เมษายน 2568
สาขา #วิชาวิศวกรรมโยธา สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมหารือแนวทางรับมือภัยพิบัติ ร่วมกันกับมหาวิทยาลัยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ องค์กรภาครัฐ และเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (Thai Network for Disaster Resilience : TNDR) ณ โรงแรมบายาสิตา โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งนี้
ในงานนี้ ได้จัดให้มีการระดมสมองหาโดยบูรณาการความรู้จากทุกภาคส่วน มีการนำเสนอนวัตกรรมป้องกันภัยพิบัติภัยจากมหาวิทยาลัยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (นครราชสีมา) รวมถึงองค์กรภาครัฐ ได้แก่ ปภ.เขต 6 ขอนแก่น ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ชลประทาน สำนักงานเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UNDRR) นายกเทศมนตรี และได้มีการจัดตั้งเครือข่ายนักวิชาการภาคตะวันออกเฉียงเหนือในการทำงานร่วมกันแลกเปลี่ยนบุคลากรในการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้ชุมชน รู้รับ ปรับ ฟื้น ได้ทันท่วงที กระตุ้นให้เกิดงานวิจัยให้กับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตลอดจนร่วมกันวิเคราะห์ความเสี่ยง วางแผนให้มีการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงภัยใน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมีการทำแผนเผชิญเหตุ เป็นต้น
เพิ่มเติมเอกสารได้ที่... https://drive.google.com/drive/folders/1Qh3VmXaic6jxqMCzbUR7Dk6i9-dyWT6_?usp=drive_link
19/04/2025
EP4 Structural Health Monitoring (SHM) ไม่ใช่แค่ติดเซนเซอร์ แต่ยังรวมไปถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย
เราทราบกันแล้วว่า SHM หรือ การตรวจสอบสุขภาพโครงสร้าง เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบสภาพของอาคารและโครงสร้าง เช่นถ้าระบบ SHM ของเราใช้เซ็นเซอร์วัดความเร่ง (acceleration sensors)อยู่ที่โครงสร้างตลอดเวลา ระบบ SHM นี้ก็จะวัดค่าการสั่นสะเทือนของโครงสร้างในแต่ละช่วงขณะได้ เราอาจจะออกแบบให้จะเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ หรือประมวลผลบนคลาวด์ก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับทางผู้ออกแบบระบบ หลังจากที่ระบบเก็บข้อมูลแล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะต้องนำไปวิเคราะห์ต่อถึงจะสามารถแปรผลได้ ดังนั้นเราจะเห็นว่า องค์ประกอบของ SHM ไม่ใช่การตรวจวัดเท่านั้น แต่รวมไปถึงการประเมินผล วิเคราะห์ และแนวทางการตัดสินใจด้วย
การวิเคราะห์ในโดเมนความถี่ (Frequency Domain Analysis) เป็นเทคนิคที่สำคัญในการประเมินสุขภาพโครงสร้างที่ได้รับความนิยมสูงวิธีหนึ่งเนื่องจากเป็นเทคนิคพัฒนามานานแล้ว และสามารถพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบการประมวลผลแบบเรียลไทม์ได้ เทคนิคที่นิยมใช้กันเช่น การแปลงฟูเรียร์ (Fourier Transform) เช่น Fast Fourier Transform (FFT) เพื่อแปลงข้อมูลจากโดเมนเวลา (Time Domain) ไปยังโดเมนความถี่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นสเปกตรัมความถี่ (Frequency Spectrum) ที่แสดงพลังงานหรือความเข้มของสัญญาณในแต่ละความถี่ ซึ่งพีค (peaks) ในสเปกตรัมที่ชัดเจนก็จะหมายถึงความถี่ธรรมชาติ (natural frequencies) ของโครงสร้าง และหากโครงสร้างเกิดความเสียหาย ความถี่ธรรมชาติก็จะเปลี่ยนแปลงไป
การวิเคราะห์นี้มีหลากหลายแนวทางมาก เช่นการใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงสถิติ หรือ Machine Learning (ML) เพื่อประเมินความผิดปกติของสัญญาณที่รับมาก็ได้ ในปัจจุบัน ML ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสำคัญและมุ่งมั่นพัฒนา
แต่ไม่ใช่ acceleration sensors ที่มีความนิยมนำมาใช้ในระบบ SHM เราสามารถใช้กล้องวีดีโอรวมกับเทคนิค Computer Vision (CV) ในการวัดการสั่นสะเทือนได้ ยกตัวอย่างวิธีการที่มีความนิยมในหลายๆป๊ที่ผ่านมาก็เช่น Digital Image Correlation (DIC) และ Sampling Moiré Method
เมื่อพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาระบบ In-house structural health monitoring (SHM) systems ที่สามารถพัฒนา ปรับปรุงได้ด้วยเราเองจะเห็นว่า เราอาจจะต้องมีการศึกษาข้ามศาสตร์อยู่บ้าง เช่น เราอาจนำเทคโนโลยีไร้สายมาช่วยในการส่งข้อมูล อาจมีระบบไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ หรือแม้ว่าระบบประมวลผลอัจฉริยะบนคลาวด์ ซึ่งจะลดต้นทุนของเทคโนโลยีและเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับปรุงโปรแกรมได้เหมาะกับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น
ฝากประชาสัมพันธ์สักหน่อย.....
เร็วๆนี้ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต และ ปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2568) จะรับสมัครแล้ว โดยเน้นบูรณาการวิศวกรรมโครงสร้าง วิศวกรรมปฐพี วิศวกรรมวัสดุ ต้านทานแผ่นดินไหว ร่วมกับ การตรวจสุขภาพของโครงสร้าง (Structural Health Moninoring) (พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยี Drone LiDAR, Low-cost SHM system, Computer Vision และการช่อมแซมโครงสร้าง เพื่องานวิศวกรรมโยธาโดยเฉพาะ) โดยทีมคณาจารย์ ของสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มทส.
หากท่านใดมีความสนใจกดติมตามไว้ได้เลย เราจะมาอัพเดทข้อมูลการับสมัครให้อย่างแน่นอน....
This is why we must monitor our infrastructures!
ภาพเหตุการณ์จริงเมื่อถนนถูกน้ำกัดเซาะจนเกิดการวิบัติ
เรียนรู้เพื่อเข้าใจ และป้องกันให้ไม่เกิดการสูญเสียถึงชีวิต
11/04/2025
📢📢ท่านสามารถรับชมสัมมนาย้อนหลัง📢📢
🏚️🫨เรื่อง ผลกระทบของแผ่นดินไหว ขนาด 7.7 ต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล และแนวทางการป้องกันภัยจากแผ่นดินไหว ได้ที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) Engineering Institute of Thailand
ลิ้งค์
https://www.facebook.com/share/v/1CXwN11zM3/
07/04/2025
EP3 วันนี้เราจะมาพูดถึงความจำเป็นของ SHM ในช่วงการเกิดแผ่นดินไหวกัน.....
ทำยังไงเราถึงจะรู้ว่า หลังจากเกิดแผ่นดินไหวแล้วสร้างความเสียหายให้กับตัวอาคาร อาคารจะยังคงสามารถใช้งานได้หรือไม่
ณ ปัจจุบัน เครื่องมือที่ผู้ประเมินอาคารใช้กันคือ visual inspection ซึ่งสามารถประเมินความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากว่ารอยแตก (crack) ของคอนกรีตเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย ตั้งแต่คอนกรีตยังไม่เซ็ตตัว จนกระทั่งถึงเมื่ออาคารใช้งาน และเมื่อมีการใช้งานอาคารอาจเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาคารมีรอยแตกร้าวที่กว้างมากขึ้นและชัดเจนขึ้นเช่น มีการทรุดตัวของดินใต้อาคาร แต่หากเราไม่ monitor อาคารอย่างสม่ำเสมอ เราจะไม่สามารถทราบความเสียหายของอาคารอันเกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้อย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน เราสามารถวิเคราะห์หา Global health จาก vibration based SHM โดยการวัด vibration response ของอาคารได้ เช่น เมื่อเราวัดความเร่ง (acceleration response) จากผลตอบสนองของอาคารก่อนและหลังการเกิดแผ่นดินไหว ร่วมกับ visual inspection เราสามารถบอกได้ว่าคาบการสั่น(natural period, T)ของอาคารเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ stiffness ของอาคารเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ถึงแม้ว่าการหาค่า stiffness ที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจะหาโดยตรงทันทีเลยไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงของคาบการสั่นของอาคาร สามารถทำให้เราบอกสุขภาพโดยรวมของโครงสร้างได้
ทีนี้....เราควรจะทราบก่อนว่า การเกิดแผ่นดินไหวกระทบอะไรต่อตัวอาคารบ้าง (ผู้เขียนขอนำเสนอแบบวิชาการนิดนึง เพื่อผู้อ่านจะได้เกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น) เมื่ออาคารได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนของอาคารจะคล้ายกับฮาร์มอนิก(harmonic) โดยมีการเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูด(amplitude) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ถึงแม้ว่าการสั่นของอาคารจะเปลี่ยนแปลงตามรูปแบบการเกิดแผ่นดินไหวในแต่ละครั้ง แต่อาคารยังคงสั่นสะเทือนตามคาบธรรมชาติ (natural period, T)ของตัวอาคารเองเสมอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเรียกว่าคาบ “ธรรมชาติ” หากเราสามารถวัดการสั่นของตัวอาคารภายใต้แรงแผ่นดินไหวเช่นการวัดความเร่ง (acceleration response) และคำนวณหาความถี่ธรรมชาติ (natural frequency, f =1/T) ซึ่งเป็นส่วนกลับของคาบธรรมชาติ เราก็จะสามารถทราบได้ว่าอาคารของเรามีรูปแบบการสั่น ความถี่หรือคาบเท่าไหร่
โดยทั่วไปอาคารสูงตอบสนองต่อการเคลื่อนตัวของแผ่นดินไหวแตกต่างกันจากอาคารเตี้ย ทั้งนี้ขนาดของแรงเฉื่อยที่ถูกเหนี่ยวนำในขณะเกิดแผ่นดินไหวจะขึ้นอยู่หลายองค์ประกอบเช่นกับมวลอาคาร ความเร่งภาคพื้นดิน (ground acceleration) ลักษณะของฐานราก และลักษณะทางพลศาสตร์ของโครงสร้าง อาคารสูงมักจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าอาคารเตี้ย และโดยทั่วไปแล้วจะมีอัตราเร่งที่ต่ำกว่ามาก และอาคารที่มีความยืดหยุ่นสูงซึ่งอยู่ภายใต้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเป็นเวลานานอาจได้รับแรงที่มากขึ้นหากช่วงเวลาธรรมชาติใกล้เคียงกับความเร่งภาคพื้นดิน (ground acceleration)
ค่าของคาบธรรมชาติพื้นฐาน (first natural period, T1) ของอาคารสูงขึ้นอยู่กับ Stiffness มวลของอาคาร และลักษณะการหน่วง (damping characteristics) สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงตั้งแต่ 0.05 ถึง 0.30 เท่าของจำนวนชั้นของอาคาร โดยช่วงคาบการสั่นของโหมดที่สูงกว่าสองโหมดถัดไปคือ T2 และ T3 เท่ากับประมาณ 1/3 และ1/5 ของ T1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและระบบโครงสร้างที่ใช้
โดยปกติแล้ว เราออกแบบอาคารโดยการคำนึงถึงพารามิเตอร์ Stiffness, Strength และ Ductility ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการทำความเข้าใจและควบคุมการตอบสนองต่อแผ่นดินไหว
-Stiffness คือความสามารถของส่วนประกอบหรือชุดส่วนประกอบที่จะต้านทานการเสียรูปเมื่อถูกกระทำ
-Strength คือความสามารถของส่วนประกอบหรือชุดส่วนประกอบในการต้านทานการรับน้ำหนัก ณ จุดนั้นๆ เช่น yield strength คือค่าความต้านทานที่เกิดขึ้นเมื่อวัสดุถูกแรงกระทำจนถึงจุดครากเป็นต้น
-Ductility ความสามารถของส่วนประกอบหรือชุดส่วนประกอบที่จะเสียรูปเกินขีดจำกัดความยืดหยุ่น ซึ่งเมื่อพิจารณาพารามิเตอร์ต่างๆภายใต้แรงแผ่นดินไหว
Stiffness เป็นพารามิเตอร์ที่สำคัญที่สุดที่ต้องควบคุมภายใต้แผ่นดินไหวขนาดเล็กที่เกิดบ่อยครั้ง กล่าวคือวัสดุหรือองค์อาคารสามารถต้านทานการเสียรูปได้ ในขณะที่ Strength จะถูกใช้เพื่อควบคุมระดับความไม่ยืดหยุ่นภายใต้แผ่นดินไหวขนาดกลางที่เกิดไม่บ่อยครั้ง กล่าวคือหากอาคารมีการเสียรูปภายใต้แรงๆหนึ่ง แต่องค์อาคารยังสามารถต้านทานแรงนั้นได้โดยไม่เกิดการวิบัติ และเมื่อพิจารณาสภาวะภายใต้แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิดไม่บ่อย อาคารควรออกแบบให้มี Ductility เพื่อป้องกันการพังทลายขององค์อาคารถึงแม้ว่าองค์อาคารจะเสียรูปจนไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะเดิมได้แล้ว ดังนั้นหากเกิดความเสียหายของโครงสร้างอาคารจนทำให้ Stiffness เปลี่ยนแปลงไป ก็จะส่งผลให้ vibration response ของอาคารเปลี่ยนแปลงไปด้วย การที่เราตรวจวัด vibration ของอาคารอย่างสม่ำเสมอทำให้เราทราบถึงสุขภาพของอาคารภาพใต้แรงกระทำต่างๆได้อย่างทันท่วงที
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Textbook: Fundamentals of Earthquake Engineering
เมื่อช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 ประเทศไทยเราผ่านวิกฤตดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ทำให้เสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ลาดชัน ทั้งทางภาคเหนือและภาคใต้
28 มีนาคม 2568 เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทย โดยเฉพาะอาคารสูงในกรุงเทพฯและปริมณฑล เกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่มี Epicenter ในประเทศเมียนมาร์
เวลาใกล้เคียงกันในอีกด้านหนึ่งของโลก ก็กำลังเผชิญหน้ากับพายุทอร์นาโดถล่มพื้นที่ตอนกลางและใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ...
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เราต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับพิบัติภัยในทุกรูปแบบ Early Warning System เป็นระบบหนึ่งที่ช่วยป้องกันและลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
03/04/2025
EP2 วันนี้เราจะพูดถึงเครื่องมือในงาน SHM กันต่อ...
อย่างที่เล่าไป EP ที่แล้ว SHM คือเครื่องมือสำหรับตรวจสุขภาพโครงสร้างของเรา ดังนั้นเราควรจะรู้ก่อนว่าเป้าหมายของเราต้องการอะไร ถ้าพูดให้เข้าใจกันง่ายๆก็เหมือนการตรวจสุขภาพของมนุษย์เรานั่นแหละ.... ถ้าตรวจสุขภาพประจำปี ก็ตรวจข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แต่สามารถเพิ่มรายการเสริมตามอายุที่มากขึ้นได้ จะได้รู้เท่าทัน การตรวจสุขภาพของโครงสร้างไม่ว่าจะเป็น อาคาร สะพาน เขื่อน หรือบ้านพักอาศัยทั่วไป เราสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆคือ Global กับ Local ซึ่งก็จะมีอุปกรณ์เครื่องมือวัดแตกต่างกัน
การตรวจวัดแบบ Global monitoring ที่นิยมกันในปัจจุบันคือ vibration based SHM นั่นหมายถึงว่าเราวัดผลของการสั่นของโครงสร้างเมื่อมีแรงต่างๆมากระทำ แล้วทำให้โครงสร้างเกิดการสั่นไหว หากโครงสร้างนั้นมีความเสียหาย รูปแบบการสั่นจะเปลี่ยนแปลงไป vibration based SHM จึงอาศัยการวัดผ่านเซนเซอร์เป็นหลัก อาจจะใช้ Accelerometer Piezometer Vibrometer sensor ก็ได้ และยังสามารถใช้เป็น Long-term monitoring สำหรับแจ้งเตือนพิบัติภัยสำหรับผู้ใช้งานได้ด้วย ใน EP ถัดๆไปค่อยกลับมาเล่าถึง vibration based SHM แบบละเอียดอีกครั้งนึง
เอาละ.... มาถึง Local monitoring กันบ้าง แบบที่เราโดยทั่วๆไปเลยก็คือ visual inspection หลักๆเลยก็คือการตรวจสอบรอยแตกร้าวในอาคาร ซึ่งรอยแตกร้าวนี้เองจะบอกได้ว่า แรงประเภทใดมากระทำต่อโครงสร้าง ถ้าเรายังจำวิชาความแข็งแรงของวัสดุกันได้อยู่ เราจะทราบว่าเมื่อมีแรงภายนอกกระทำต่อโครงสร้างแล้ว โครงสร้างก็จะเกิดแรงต้านทานภายใน และหากแรงต้านทานภายในนี้เองเกินค่าที่วัสดุรับได้ ก็จะเกิดรอยแตกร้าว เราเรียกลักษณะรอยแตกร้าวตามการเกิดของมัน เช่น Shear crack Flexural crack อันนี้สำหรับโครงสร้างที่แตกร้าวไม่มาก หลังจากเกิดแผ่นดินไหวในไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เราอาจจะพอเห็นแนวทาง visual inspection มากันบ้างแล้ว แต่ก็ถือเป็นงานยากสำหรับวิศวกรเหมือนกันที่ต้องเข้าไปตรวจในจุดที่อาจจะเข้าถึงได้ลำบาก ในปัจจุบันเราก็มีเทคนิค computer vision เข้ามาช่วยสำรวจอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถดแทนวิศวกรได้
สำหรับ Local monitoring ไม่ได้มีแต่ visual inspection เท่านั้น เพราะความเสียหายอาจจะเกิดแบบที่เรามองไม่เห็นก็ได้ แบบนี้เราจำเป็นต้องใช้คลื่นต่างๆเช่น Acoustic Emission มาช่วยตรวจสอบ ใน EP ถัดๆไปค่อยกลับมาเล่าแบบละเอียดๆเช่นกัน
02/04/2025
EP1 วันนี้เราจะมาคุยกันสักเล็กน้อยว่า Structural Health Monitoring หรือที่เรียกกันว่า SHM คืออะไร เริ่มจากจุดไหน ไปจบที่จุดไหน
นิยามของ SHM ในเชิงงานวิจัยนานาชาติมีคำนิยามหลากหลายกันไป และ SHM นี้เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพื่ออธิบายระบบต่างๆ ที่นำมาใช้กับการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ และมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือและแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานทราบเกี่ยวกับ "ความเหมาะสมต่อวัตถุประสงค์ (fitness for purpose)" ของโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสถานะแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือฉับพลัน พูดให้เข้าใจอย่างง่ายคือ SHM เป็นระบบที่ใช้สำหรับช่วยประเมินผลเมื่อโครงสร้างต่างๆเช่น อาคาร สะพาน มีแรงกระทำในรูปแบบต่างๆ โดยส่วนมากแล้วจะประเมินจากผลการตอบสนอง (response) ของโครงสร้างต่อแรงกระทำนั้นๆ ดังนั้น SHM จึงสามารถพูดอีกนัยนึงได้ว่า มีเป้าหมายเพื่อระบุความเสียหายของโครงสร้างและประเมินความสมบูรณ์ของโครงสร้างโดยใช้ข้อมูลที่ได้รับจากผลการตอบสนองของโครงสร้าง
โดยทั่วไปนิยามความเสียหายของโครงสร้าง (structural damage) คือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบโครงสร้างซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในปัจจุบันหรืออนาคต ดังนั้น เมื่อเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเพียงเล็กน้อย เช่น พอที่จะสังเกตเห็นรอยแตกร้าวเล็กๆแต่เราไม่ทราบสถานะของโครงสร้างปัจจุบัน การประเมินความสมบูรณ์ของโครงสร้างก็จะยากขึ้น นอกเสียจากว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง สังเกตเห็นได้ชัด
จากที่เล่ามานี้ ถ้าจะพูดให้เข้าใจอย่างง่ายๆว่า SHM เริ่มจากจุดไหน ไปจบที่จุดไหน ก็คงต้องบอกว่า ให้เริ่มจากตรวจวัดสุขภาพของโครงสร้างในยามปกติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพิจารณาว่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น พิบัติภัยในรูปแบบต่างๆ โครงสร้างของเราจะเกิดความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ลักษณะของความเสียหายเป็นอย่างไร มีความเสียหายตรงไหนบ้าง และจะส่งผลต่อการใช้งานหรือไม่ นอกจากนี้ยังรวมถึงเมื่อหากเราทราบแล้วว่าโครงสร้างของเราเกิดความเสียหาย จำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม SHM ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่บอกเราว่าเมื่อซ่อมแซมแล้ว สุขภาพของโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราซ่อมแซมตรงจุดแล้วหรือยัง
เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างในปัจจุบันมีมากมาย แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเนื่องจากยังมีราคาสูง และต้องการผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งาน ใน EP ถัดๆไป จะมาเล่าให้ฟังใหม่ว่าปัจจุบันมีเครื่องมืออะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง และพวกเราในฐานะ(ว่าที่)วิศวกรควรเริ่มเรียนรู้จากตรงไหน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://royalsocietypublishing.org/doi/abs/10.1098/rsta.2006.1925
ยินดีต้อนรับทุกท่าน....
เพจนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เนื่องจากในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราประสบพิบัติภัยหลายครั้ง ทั้งน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เราจึงเล็งเห็นความสำคัญของการให้องค์ความรู้ของการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure monitoring) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญในการตรวจสอบสุขภาพของโครงการ พร้อมทั้งเจาะลึกถึงวิธีการตรวจสอบ การใช้งาน และนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโครงสร้างเมื่อเกิดพิบัติภัย
ไม่ว่าคุณจะเป็นวิศวกร นักศึกษา หรือเพียงแค่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้ สาขาวิชาฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณจะได้องค์ความรู้ แนวทางงานวิจัย รวมทั้งแนวทางการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Nakhon Ratchasima
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |