Money Reset
ประวัติการเงิน สารคดีการเงิน
14/09/2026
🔥 **สงคราม AI กำลังเปิดหน้าแลกกันแล้ว**
ทรัมป์ออกมาโพสต์โจมตีแนวคิดการ “ชะลอ” การพัฒนา AI อย่างรุนแรง พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า
> **“WHOEVER WINS AI, WINS!”**
ทรัมป์มองว่า AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป
แต่มันคือ **การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน**
เขายังบอกด้วยว่า AI ไม่จำเป็นต้องมี “Guardrails” มากมาย เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ มีทั้งอำนาจทางกฎหมาย อำนาจกำกับดูแล และอำนาจทางอาญาเหนือบริษัทเหล่านี้อยู่แล้ว
และคนที่โดนพาดพิงตรงๆ คือ **Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic**
เพราะก่อนหน้านี้ Amodei เรียกร้องให้โลกพิจารณา **ชะลอความเร็วของการพัฒนา AI** เพื่อให้ระบบความปลอดภัยและการกำกับดูแลตามให้ทัน
นี่จึงกลายเป็นการปะทะกันของ 2 แนวคิด
🚀 **ฝั่ง “GO FASTER”**
สหรัฐฯ ต้องเร่งสร้าง AI, Data Center, Compute และโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วที่สุด เพราะถ้าสหรัฐฯ ชะลอ แต่จีนเดินหน้าต่อ ความได้เปรียบอาจหายไป
⚠️ **ฝั่ง “SLOW DOWN”**
AI กำลังพัฒนาเร็วมากจนระบบความปลอดภัยและกฎระเบียบอาจตามไม่ทัน และการเร่งโดยไม่มีกรอบที่เพียงพออาจสร้างความเสี่ยงที่ย้อนกลับมาควบคุมไม่ได้
ส่วนเรื่อง **“จีนอยู่เบื้องหลังกระแสต่อต้าน AI และ Data Center”**
ต้องแยกให้ออกว่า มีรายงานเกี่ยวกับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับจีนพยายามสร้างกระแสต่อต้านบางประเด็นจริง
แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า
**การต่อต้าน AI หรือ Data Center ทั้งหมดในสหรัฐฯ เป็นฝีมือจีน**
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำด่าของทรัมป์คือ...
# # # **AI กำลังถูกยกระดับจาก “เทคโนโลยี” เป็น “อาวุธทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์”**
ใครมี AI
ต้องมีชิป
ใครมีชิป
ต้องมี Data Center
ใครมี Data Center
ต้องมีไฟฟ้า
และใครควบคุม Compute ได้มากกว่า
อาจมีความได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงในระยะยาว
ดังนั้นคำถามสำคัญอาจไม่ใช่
**“เราควรหยุด AI หรือไม่?”**
แต่คือ...
# # # **“เราจะเร่ง AI ได้เร็วแค่ไหน โดยไม่สร้างสิ่งที่เราเองควบคุมไม่ได้?”**
และอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน...
**ถ้า Trump เดิมพันว่า “ใครชนะ AI คนนั้นชนะทุกอย่าง” แล้วตลาดหุ้นตัวไหนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้?** 👀
14/09/2026
ถ้า Fed ลดดอกเบี้ยตามที่ Trump ต้องการ…
**ตลาดจะดีใจจริงไหม?**
ตอนแรก หุ้น Growth อาจพุ่ง
เพราะต้นทุนเงินลดลง และ Valuation ได้แรงหนุน
แต่ปัญหาอาจอยู่ที่ **Bond Market**
ถ้าเงินเฟ้อยังสูง
น้ำมันยังแพง
และ 10-Year Yield ยังอยู่ในระดับสูง
แล้ว Fed กลับเลือก “ลดดอกเบี้ย”
ตลาดอาจไม่ได้ถามแค่ว่า
**“ดอกเบี้ยลดหรือยัง?”**
แต่อาจถามว่า…
**“Fed กำลังทำตามข้อมูลเศรษฐกิจ
หรือกำลังยอมแรงกดดันทางการเมือง?”**
ถ้าตลาดเริ่มสงสัยเรื่อง **Fed Independence**
เราอาจเห็นภาพที่น่าสนใจมาก:
**Fed Funds Rate ↓
แต่ Bond Yield ↑**
และถ้าเกิดแบบนั้นจริง…
หุ้น Growth อาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่หลายคนคิด
เพราะสุดท้ายแล้ว
**ตลาดไม่ได้เชื่อคำพูดของ Fed อย่างเดียว**
ตลาดเชื่อสิ่งที่เงินเฟ้อ
พันธบัตร
และราคาสินทรัพย์กำลังบอกมัน
แล้วคุณคิดว่า…
**ถ้า Fed ลดดอกเบี้ย แต่ Yield กลับพุ่ง
ตลาดหุ้นจะไปทางไหน?** 👇
#หุ้นสหรัฐ #หุ้นGrowth #เงินเฟ้อ #ตลาดหุ้น
ทรัมป์อยากให้ดอกเบี้ยลง…
แต่ตลาดกำลังคิดอีกแบบ
น้ำมันกำลังสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่ Bond Yield พุ่งขึ้น และสิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่เรื่องของ Fed
แต่มันคือการ **Re-price หุ้น Growth**
เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดคาด
หุ้นที่มี Valuation สูงและกำไรอยู่ไกลในอนาคต จะถูกกดดันมากเป็นพิเศษ
คำถามจึงไม่ใช่แค่
**“Fed จะลดดอกเบี้ยไหม?”**
แต่คือ…
**Fed จะเชื่อว่าเงินเฟ้อกำลังคลายลง
หรือจะเลือกป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อก่อน?**
คืนนี้ตลาดอาจไม่ได้รอฟังแค่ “ตัวเลขดอกเบี้ย”
แต่มันกำลังรอฟังว่า **Fed มองอนาคตอย่างไร**
คุณคิดว่า Fed จะเลือกทางไหน? 👇
#หุ้นสหรัฐ #หุ้นGrowth #เงินเฟ้อ #ตลาดหุ้น
13/09/2026
🚨 **LLY ลงจาก $1,260+…แต่ธุรกิจกำลังชะลอจริงหรือ?**
Eli Lilly หรือ **LLY** ล่าสุดอยู่แถว **$1,115**
หุ้นกำลังพักฐานแรงจากบริเวณ **$1,260+**
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ…
**ราคาหุ้นกำลังพัก ขณะที่ตัวเลขธุรกิจยังโตแรง**
นี่จึงเป็นหุ้นที่เราควรแยกให้ชัดระหว่าง
**“บริษัทกำลังแย่”**
กับ
**“ตลาดกำลังปรับความคาดหวังต่อ valuation”**
💊 Fundamental ยังแรงมาก
Q2/2026 ของ Lilly:
📌 Revenue ประมาณ **$22.97B**
📌 โต **48% YoY**
📌 Non-GAAP EPS **$8.38**
📌 บริษัทปรับเพิ่ม Revenue Guidance ปี 2026 เป็นประมาณ **$85–87B**
ตัวขับเคลื่อนหลักยังเป็น
🔥 **Mounjaro +91%**
🔥 **Zepbound +46%**
และ Lilly ยังมี pipeline รุ่นต่อไปอย่าง **orforglipron** และ **retatrutide**
ดังนั้นนี่ไม่ใช่บริษัทที่รายได้กำลังหยุดโต
⚠️ แต่มีรายละเอียดหนึ่งที่ผมอยากให้ดู
แม้ Revenue จะโตถึง 48%
แต่ใน Q2 บริษัทระบุว่า
**Volume +60%**
ขณะที่
**Realized Price -13%**
นี่สำคัญมาก
เพราะมันบอกเราว่า
**การเติบโตส่วนใหญ่กำลังมาจากปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การขึ้นราคาที่แรงขึ้น**
ถ้าการแข่งขันในตลาด GLP-1 รุนแรงขึ้นต่อไป
เรื่อง **pricing power** จะเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ต้องติดตาม
📊 แล้วกราฟกำลังบอกอะไร?
ตอนนี้ LLY อยู่ประมาณ **$1,115**
แนวต้าน:
🔴 **$1,125–1,135**
🔴 **$1,145–1,160**
🔴 **$1,180–1,190**
แนวรับ:
🟢 **$1,110–1,115**
🟢 **$1,075–1,095**
🟢 **$1,040–1,060**
ดังนั้นจุดที่ผมจับตาที่สุดตอนนี้คือ
*$1,110–1,115*
ถ้ายืนได้และเริ่มสร้าง Higher Low
→ มีโอกาสเริ่มฟื้นตัว
แต่ถ้าหลุด
→ ต้องระวังการพักฐานลึกขึ้น
🕵️ Insider กำลังทำอะไร?
ตรงนี้ต้องดู **ทั้งสองฝั่ง**
ล่าสุดมีผู้บริหารหลายรายขายหุ้น เช่น
**Patrik Jonsson** ประมาณ $7.64M
**Donald Zakrowski** ประมาณ $2.37M
**Anat Hakim** ประมาณ $5.95M
แต่ธุรกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ **10b5-1 plans**
ดังนั้นผมจะไม่ตีความง่าย ๆ ว่า
**“ผู้บริหารรู้ว่าหุ้นจะลง”**
ขณะเดียวกัน…
ผมก็ยังไม่เห็น **open-market insider buying ขนาดใหญ่** ที่ชัดเจนพอจะใช้เป็น bullish signal
Insider Signal: 🟡 **Neutral → Slightly Bearish**
🏦 แล้วสถาบันขนาดใหญ่ล่ะ?
นี่แหละครับที่น่าสนใจ
ข้อมูล Q2/2026 แสดงว่า
🟢 ประมาณ **2,613 สถาบันเพิ่ม position**
เทียบกับ
🔴 ประมาณ **1,471 สถาบันลด position**
และจำนวนหุ้นที่สถาบันถือเพิ่มขึ้นประมาณ **2.98% QoQ**
มีการเพิ่มน้ำหนักจากผู้เล่นรายใหญ่ เช่น
**Norges Bank**
**FMR**
**Sixth Street**
**Jupiter Topco**
แต่ก็มีสถาบันบางรายลด เช่น
**Capital Research**
**Wellington**
**JPMorgan**
ดังนั้นผมไม่เรียกว่า
**“สถาบันทั้งหมดกำลังซื้อ”**
แต่ภาพรวมคือ
🟢 **Institutional Flow: Bullish Accumulation + มี Distribution ปะปน**
และต้องจำไว้ว่า **13F เป็นข้อมูลย้อนหลัง ณ 30 มิ.ย. 2026** ไม่ใช่ข้อมูลซื้อขายแบบ real-time
🎯 แล้วผมมอง LLY อย่างไร?
ผมยังชอบ **ธุรกิจของ Lilly**
เพราะ Growth ยังแรง
Pipeline ยังลึก
GLP-1 ยังเป็นเครื่องยนต์ใหญ่
และสถาบันโดยรวมยังมีการเพิ่ม exposure
แต่ผมยัง **ไม่รีบบอกว่า “ลงแล้วต้องช้อน”**
เพราะกราฟยังไม่ยืนยันการกลับตัว
🐂 Bull Case
ถ้ายืนเหนือ **$1,125–1,135**
→ เริ่มฟื้น momentum
ผ่าน **$1,145–1,160**
→ โครงสร้าง bullish แข็งแรงขึ้น
จากนั้นมอง **$1,180–1,190**
🐻 Bear Case
ถ้าหลุด **$1,110**
→ ระวัง **$1,075–1,095**
และถ้ารับไม่อยู่
→ **$1,040–1,060**
จะเป็นแนวรับสำคัญถัดไป
🧠 สรุป
**LLY ไม่ได้กำลังถูกขายเพราะธุรกิจพัง**
แต่ตอนนี้ตลาดกำลังพยายามหาคำตอบว่า
**“การเติบโตระดับ 40–50% จะสามารถดำเนินต่อไปได้นานแค่ไหน และราคาหุ้นที่เคยวิ่งแรงไปแล้วกำลังสะท้อนอนาคตไปมากแค่ไหน?”**
นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้แยกออกจากกัน
**Fundamental 🟢**
**Institutional Flow 🟢**
**Insider 🟡**
**Technical 🟡**
ดังนั้นสำหรับผม…
**LLY ยังเป็นบริษัทที่น่าสนใจมาก แต่ผมอยากเห็น “ฐานราคา” ก่อนจะเรียกว่าจังหวะซื้อที่ดี**
🔥 **คุณมอง LLY แถว $1,110 ว่าเป็น “โซนสะสม” หรือ “ยังเร็วเกินไปที่จะรับมีด”?** 👇
https://www.facebook.com/61572041345108/subscribe/
13/09/2026
🔥 **TSM ยังเป็นหัวใจของ AI…แต่หุ้นกำลังเจอกับคำถามสำคัญ**
**TSM — Taiwan Semiconductor Manufacturing**
ล่าสุดอยู่แถว **$433**
บริษัทกำลังได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของ AI แต่ราคาหุ้นเองกำลังเข้าใกล้โซนที่ต้องพิสูจน์ว่า **กำไรจะโตทันกับความคาดหวังของตลาดหรือไม่**
🤖 พื้นฐานยังแรงแค่ไหน?
Q2/2026 ของ TSMC:
📌 Revenue โตประมาณ **34% YoY**
📌 EPS โตประมาณ **77% YoY**
📌 Gross Margin ประมาณ **67.7%**
📌 Operating Margin ประมาณ **60.3%**
และที่สำคัญคือ
🔥 **Advanced technologies คิดเป็นประมาณ 77% ของ wafer revenue**
ขณะที่ 2nm กำลังเริ่ม ramp และ AI/HPC ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของคำสั่งซื้อ
TSMC ยังเพิ่ม CapEx ปี 2026 เป็นประมาณ
**$60–64B**
เพื่อรองรับความต้องการด้าน AI และ advanced semiconductor
ดังนั้นเรื่องหนึ่งที่พูดได้ค่อนข้างชัดคือ
**AI ไม่ได้เป็นแค่ story สำหรับ TSMC — มันกำลังสะท้อนออกมาในรายได้และกำไรจริง**
⚠️ แต่มีอีกด้านที่ต้องมอง
การเติบโตระดับนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
การ ramp 2nm และการขยายโรงงานต่างประเทศจะกด Margin ในช่วงแรก
TSMC ระบุว่าการ ramp 2nm จะกด Gross Margin ราว **3–4 จุดเปอร์เซ็นต์**
และ overseas fabs ก็มี dilution ต่อ margin เช่นกัน
ดังนั้นคำถามไม่ได้มีแค่
**“AI demand ยังโตไหม?”**
แต่คือ
**“TSMC ลงทุนมากแค่ไหน เพื่อรองรับ demand ที่ตลาดคาดว่าจะโตต่อ และผลตอบแทนจากเงินลงทุนจะสูงพอหรือไม่?”**
📊 แล้วกราฟกำลังบอกอะไร?
TSM ล่าสุดประมาณ **$433**
ผมจับตาโซนนี้:
🔴 **$439–444** = แนวต้านแรก
🔴 **$455–460** = แนวต้านถัดไป
🔴 **$475–479** = High สำคัญ
ด้านล่าง:
🟢 **$428–430** = แนวรับแรก
🟢 **$417–420** = แนวรับสำคัญ
🟢 **$405–410** = แนวรับถัดไป
ดังนั้นตอนนี้ผมยังไม่เรียกว่า breakout
เพราะตลาดยังต้องพิสูจน์ว่า
**$439–444 จะกลายเป็นฐานใหม่ หรือเป็นจุดที่แรงขายกลับเข้ามา**
🕵️ แล้ว Insider ล่ะ?
TSM มีโครงสร้างบริษัทและการรายงานต่างจากบริษัทสหรัฐฯ ทั่วไป เพราะเป็นบริษัทไต้หวันที่มี ADR ซื้อขายในสหรัฐฯ
ดังนั้นผมไม่อยากหยิบธุรกรรมบางรายการมาแปลว่า
**“วงในกำลังซื้อ”**
หรือ
**“วงในกำลังขาย”**
โดยไม่มีบริบท
จากข้อมูลล่าสุดที่ผมตรวจสอบได้
🟡 ยังไม่มี **Open-Market Insider Buying ขนาดใหญ่** ที่ผมคิดว่าแรงพอจะใช้เป็น bullish signal หลัก
แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานแข็งแรงพอที่จะบอกว่า insider กำลังเทหุ้นเช่นกัน
# # # Insider Signal: **🟡 Neutral**
🏦 แล้วสถาบันกำลังทำอะไร?
ตรงนี้น่าสนใจมากกว่า
ข้อมูล 13F Q2/2026 มีทั้งสองฝั่ง
🟢 มีสถาบันเพิ่ม position และเปิด position ใหม่
แต่ก็มี
🔴 สถาบันบางส่วนลด exposure รวมเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์
ดังนั้นผมจะไม่ใช้คำว่า
**“Institutional buying กำลังถล่มเข้า TSM”**
แต่จะเรียกว่า
🟢🟡 **Institutional Flow = Positive แต่มี Distribution**
และต้องจำไว้ว่า
**13F เป็นข้อมูลย้อนหลัง ณ 30 มิ.ย. 2026**
ไม่ใช่ข้อมูลการซื้อขายแบบ real-time
📰 อีกเรื่องที่ผมจับตา
ยอดขาย TSMC เดือนสิงหาคมโตประมาณ **53% YoY**
ตัวเลขนี้แข็งแรงมาก
แต่ราคาหุ้นไม่ได้ตอบสนองรุนแรงตามตัวเลข
นี่เป็นเรื่องที่นักลงทุนควรคิดให้ดี
เพราะมันสะท้อนหลักการสำคัญของตลาดว่า
**“ข่าวดี ไม่ได้แปลว่าหุ้นต้องขึ้น ถ้าตลาดคาดหวังข่าวดีไว้แล้ว”**
🎯 มุมมองของผม
TSM เป็นหนึ่งในบริษัทที่ผมมองว่า **แข็งแรงที่สุดในห่วงโซ่ AI**
เพราะไม่ได้ขายแค่ “AI story”
แต่เป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงที่บริษัท AI รายใหญ่ต้องพึ่งพา
ดังนั้นผมยังมอง:
**Fundamental 🟢**
**AI Demand 🟢**
**Technical 🟡**
**Insider 🟡**
**Institutional Flow 🟢🟡**
สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อไปคือ
🐂 Bull Case
ผ่าน **$439–444 พร้อม Volume**
→ มีโอกาสไปทดสอบ **$455–460**
ถ้าผ่านอีก
→ **$475–479**
🐻 Bear Case
หลุด **$428**
→ ระวัง **$417–420**
และถ้าหลุด **$405–410**
→ ผมจะลดมุมมอง bullish ระยะสั้นลงอย่างจริงจัง
🧠 สรุป
**TSM ไม่ได้มีปัญหาที่ธุรกิจ**
สิ่งที่ตลาดกำลังทดสอบคือ
**“AI โตจริง…แต่กำไรของ TSMC จะโตเร็วพอที่จะรองรับความคาดหวังที่ฝังอยู่ในราคาหุ้นหรือไม่?”**
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
**บริษัทที่ดี**
กับ
**หุ้นที่ซื้อในราคาที่ดี**
และสำหรับ TSM…
🔥 **ผมสนใจ $439–444 มากกว่าการเดาว่าหุ้นจะไป $500 ก่อนหรือไม่**
เพราะถ้าผ่านได้พร้อมแรงซื้อ เราจะได้หลักฐานจากตลาดจริง
แต่ถ้าผ่านไม่ได้…
ตลาดอาจกำลังบอกเราว่า
**“AI story ยังดี แต่ราคานี้…ขอคิดก่อน”** 👀
**คุณมอง TSM ตอนนี้เป็น “หุ้น AI ที่ควรสะสม” หรือ “หุ้นดีที่ต้องรอจังหวะ”?** 👇
13/09/2026
🚨 **LMT ลงแรง…ทั้งที่พื้นฐานไม่ได้แย่ แล้วตลาดกำลังกังวลอะไร?**
Lockheed Martin หรือ **LMT** ล่าสุดอยู่แถว **$524**
ราคาหุ้นลงจากโซนเกือบ **$600+** ในช่วงเดือนสิงหาคม กลับลงมาทดสอบบริเวณ $520
แต่เรื่องที่น่าสนใจคือ…
**พื้นฐานของบริษัทกลับไม่ได้แย่ตามราคาหุ้น**
🧠 พื้นฐานยังแข็งแรง
Q2/2026
📌 Revenue ประมาณ **$20.1B** โต **11% YoY**
📌 Adjusted EPS **$7.94** สูงกว่าคาด
📌 Backlog แตะประมาณ **$230B**
📌 บริษัทปรับเพิ่ม guidance
📌 และยังได้สัญญา Defense ใหม่ต่อเนื่อง
พูดง่าย ๆ คือ
**ธุรกิจยังมีงานในมือมหาศาล**
ดังนั้นการที่หุ้นลงไม่ได้แปลว่า
**“Lockheed กำลังมีปัญหา”**
📊 แต่กราฟกำลังบอกอีกเรื่อง
ตอนนี้ผมจับตา 4 ระดับ:
🔴 **$534–544** = แนวต้านแรก
🔴 **$558–565** = แนวต้านสำคัญ
🔴 **$590–606** = โซน major resistance
ส่วนด้านล่าง:
🟢 **$521–524** = แนวรับใกล้สุด
🟢 **$500–506** = แนวรับสำคัญ
🟢 **$480–490** = แนวรับถัดไป
ดังนั้นตอนนี้ LMT ยังอยู่ในสถานะ
**“Fundamental แข็งแรง แต่ Technical ยังอยู่ในช่วงพักฐาน”**
ถ้ายังไม่กลับขึ้นเหนือ **$534–544**
ผมยังไม่เรียกว่าการกลับตัวสำเร็จ
🕵️ แล้วคนวงในกำลังทำอะไร?
ตรงนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง
**ซื้อจริงด้วยเงินตัวเอง**
กับ
**ขาย/โอนหุ้นจาก compensation หรือแผน 10b5-1**
เพราะความหมายไม่เหมือนกัน
จากข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผย ผมยังไม่เห็น **open-market insider buying ขนาดใหญ่** ที่ชัดเจนพอจะเรียกว่า insider กำลังสะสม LMT
ขณะเดียวกันก็มีธุรกรรมขาย/โอนของผู้บริหาร แต่ไม่ควรนำมารวมกันแล้วสรุปทันทีว่า
ผู้บริหารกำลังหนีหุ้น”**
Insider Signal: 🟡 **Neutral**
---
🏦 แล้วสถาบันล่ะ?
ตรงนี้น่าสนใจมากกว่า
ข้อมูล 13F Q2/2026 แสดงว่ามีทั้งสองฝั่ง
🟢 ฝั่งเพิ่มน้ำหนัก
มีสถาบันหลายรายเพิ่ม position เช่น
**T. Rowe Price** เพิ่มประมาณ **$737M**
และมีสถาบันจำนวนมากเพิ่มน้ำหนักหรือเปิด position ใหม่
🔴 ฝั่งลดน้ำหนัก
ในเวลาเดียวกัน
**D.E. Shaw** ลดประมาณ **$322M**
**Fidelity** ลดประมาณ **$315M**
**VanEck** ลดประมาณ **$276M**
**Bank of America** ลดประมาณ **$222M**
**UBS** ลดประมาณ **$171M**
และมีจำนวนกองทุนที่ **ปิด position มากกว่าจำนวนที่เปิดใหม่**
ดังนั้นผมจะไม่เรียกว่า
**“สถาบันกำลังสะสม LMT”**
แบบเต็มปาก
แต่จะเรียกว่า
# # # 🟡 **Institutional Flow: Mixed**
และต้องจำไว้ว่า 13F คือข้อมูล ณ **30 มิ.ย. 2026**
มันไม่ได้บอกว่าสถาบันเหล่านี้กำลังซื้อหรือขายในสัปดาห์นี้
# 🎯 แล้วผมมอง LMT อย่างไร?
ผมยังชอบ **ธุรกิจของ LMT**
เพราะมี
**Backlog สูง**
**Defense spending เป็น tailwind ระยะยาว**
**Earnings แข็งแรง**
**สัญญารัฐบาลยังไหลเข้าต่อเนื่อง**
แต่ผมยัง **ไม่รีบไล่ซื้อ**
เพราะราคาไม่ได้แพงจากพื้นฐานอย่างเดียว
มันต้องพิสูจน์ด้วยว่า
**“แรงขายหมดแล้วหรือยัง?”**
🐂 Bull Case
ถ้า LMT กลับขึ้นเหนือ
**$534–544**
และมี Volume สนับสนุน
→ momentum เริ่มฟื้น
ถัดไปคือ
**$558–565**
และถ้าผ่านได้จริง
→ ค่อยกลับมามอง **$590–606**
# # # 🐻 Bear Case
ถ้าหลุด
**$521**
→ ระวังลงไปหา **$500–506**
และถ้าหลุด $500
→ ผมจะเริ่มลดมุมมอง bullish ทางเทคนิคอย่างชัดเจน
🧠 บทสรุป
**LMT ไม่ใช่หุ้นพื้นฐานพัง**
แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่หุ้นที่ผมจะบอกว่า
**“เห็นลงแล้วต้องรีบช้อน”**
เพราะ
**Fundamental = 🟢**
แต่
**Technical = 🟡**
และ
**Institutional Flow = 🟡**
ดังนั้นเกมของ LMT ตอนนี้ไม่ใช่การเดาว่า
**“หุ้นจะลงต่อไหม?”**
แต่คือการรอดูว่า
**“โซน $500–524 จะกลายเป็นฐานสะสม หรือเป็นเพียงจุดพักก่อนลงต่อ?”**
เพราะหุ้นดี…
**ไม่ได้แปลว่าทุกจุดราคาจะเป็นจุดซื้อที่ดี**
🔥 **คุณคิดว่า LMT แถว $520 คือ “โอกาสสะสม” หรือ “ยังเร็วเกินไปที่จะช้อน”?** 👇
13/09/2026
INTC ปิดวันที่ 11 ก.ย. 2026 ที่ $102.92 เพิ่มขึ้น 2.59% โดยวันนั้นแกว่งระหว่าง $101.18–$104.86 และ volume ประมาณ 75.87 ล้านหุ้น. After-hours อยู่ราว $103.06.
จุดที่ผมจับตาทางเทคนิคคือ:
🔴 $104.5–105 — resistance ระยะสั้นจาก high ล่าสุด
🔴 $110–115 — โซนต้านถัดไปหาก breakout สำเร็จ
🟢 $100–101 — support แรก
🟢 $94–96 — support สำคัญกว่า
🔴 ถ้าหลุด $94 ผมจะเริ่มมองว่า momentum ที่เพิ่งกลับมาเริ่มเสีย
🧠 Fundamental
Q2/2026 ของ Intel ดีขึ้นอย่างชัดเจน: รายได้ $16.1B โต 25% YoY, gross margin 40.4% จาก 27.5% และ non-GAAP EPS $0.42 ขณะที่ Data Center & AI revenue โตถึง 59% เป็น $6.3B. บริษัทคาด Q3 revenue $15.8–16.8B และ non-GAAP EPS $0.38.
แต่ อย่าเพิ่งเรียก Intel ว่า turnaround สำเร็จ เพราะบริษัทยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน Foundry และการระดมทุนขนาดใหญ่
Intel ประกาศเพิ่มทุนรวม $20B ในเดือนสิงหาคม และยังอยู่ภายใต้ภารกิจเร่งลงทุนด้าน manufacturing/AI infrastructure.
ข่าวล่าสุดอีกตัวที่ผมมองว่าน่าสนใจคือ Altera ซึ่ง Intel ยังถือ 49% กำลังเตรียม IPO ที่อาจระดมเงินมากกว่า $2B ซึ่งอาจช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ที่ Intel ถืออยู่ แต่รายละเอียดและมูลค่า IPO ยังไม่แน่นอน.
🕵️ Insider — รอบนี้มี “ซื้อ” จริง และนี่สำคัญ
นี่เป็นจุดที่ต่างจาก GOOGL อย่างชัดเจน
ข้อมูล Form 4 ที่รวบรวมจาก SEC พบว่าในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา INTC มี 2 open-market purchases และ 3 open-market sales และธุรกรรมที่โดดเด่นที่สุดคือ:
🟢 CEO Lip-Bu Tan
ซื้อ INTC ในตลาดเปิดประมาณ $10 ล้าน วันที่ 11 ส.ค. 2026 ผ่าน family trust.
🟢 CFO David Zinsner
ซื้อหุ้นในตลาดเปิดประมาณ $250,000 วันที่ 26 ม.ค. 2026.
ดังนั้นฝั่ง insider ของ Intel มี open-market buying ที่มีความหมายจริง ไม่ใช่แค่รับหุ้นจาก compensation
แต่ก็ยังมีธุรกรรมประเภท exercise/vesting และรายการขายอื่น ๆ ซึ่งผมไม่ควรเหมารวมว่าเป็น bearish conviction. ตัวอย่างเช่น Form 4 ของผู้บริหารฝ่าย Foundry ในเดือน ก.ค. มีรายการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ต้องดู code และรายละเอียดประกอบก่อนตีความ.
🟢 Insider Signal: Bullish
โดยเฉพาะ CEO ใช้เงินจริงซื้อ $10M — ผมให้น้ำหนักกับข้อมูลนี้มากกว่าการเห็น insider ขายเล็ก ๆ หลายรายการรวมกัน
🏦 Institutional Flow — และนี่ก็ไม่ใช่แค่ “เขาถือเยอะ”
ข้อมูล Q2/2026 แสดงการเคลื่อนไหวของสถาบันอย่างมาก
ฝั่ง เพิ่มน้ำหนัก มี:
Fidelity +ประมาณ $3.73B
Capital International Investors +ประมาณ $3.17B
JPMorgan +ประมาณ $1.79B
Wellington +ประมาณ $1.44B
Coatue +ประมาณ $1.22B
และมี new positions ขนาดใหญ่ เช่น Norges Bank ประมาณ $8.62B และ Sixth Street ประมาณ $4.65B ตามการรวบรวม 13F.
แต่ฝั่ง ลดน้ำหนัก ก็มี:
Capital World Investors -ประมาณ $2.49B
BlackRock -ประมาณ $2.13B
VanEck -ประมาณ $1.25B
Barclays -ประมาณ $1.0B
Amundi -ประมาณ $877M
ข้อมูลอีกชุดระบุว่า Q2 มีประมาณ 1,131 กองทุนเปิด position ใหม่ และ 1,009 เพิ่ม position เดิม ขณะที่ 1,171 ลด position และ 114 ปิด position. ภาพรวมจึงเป็น institutional accumulation ที่มี distribution ปะปนอยู่ ไม่ใช่การซื้อพร้อมกันทุกสถาบัน.
และแน่นอน 13F มี lag — ตัวเลขนี้เป็นสถานะ ณ 30 มิ.ย. 2026 ไม่ใช่ธุรกรรมสดในสัปดาห์นี้
🔥 สิ่งที่ทำให้ INTC น่าสนใจตอนนี้
ตลาดกำลังเริ่มเปลี่ยน narrative จาก
“Intel บริษัทเก่าที่กำลังเสียตลาด”
ไปเป็น
“Intel กำลังพยายามสร้างทั้ง CPU + AI + Foundry ใหม่”
แต่ผมจะยังไม่กระโดดไปสุดทาง
เพราะ Foundry คือบทพิสูจน์ใหญ่ที่สุด
Intel กำลังพยายามทำให้ 18A และ advanced manufacturing กลายเป็นธุรกิจระดับโลก ขณะที่ ASML เพิ่งประกาศร่วมมือกับ Intel และผู้ผลิตชิปรายอื่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ High-NA EUV.
🎯 บทสรุปที่ผมมอง
INTC ตอนนี้น่าสนใจกว่า “หุ้น turnaround ธรรมดา”
เพราะเราเริ่มเห็นพร้อมกัน 3 อย่าง:
1. Earnings ดีขึ้น 🟢
Revenue +25%, DCAI +59%, margin ดีขึ้นอย่างมาก.
2. Insider มีการซื้อจริง 🟢
CEO Lip-Bu Tan ซื้อประมาณ $10M ในตลาดเปิด.
3. สถาบันมีการเพิ่ม exposure จำนวนมาก 🟢
แต่มีอีกฝั่งขายเช่นกัน จึงยังเป็น Mixed Accumulation ไม่ใช่ unanimous bullish.
แต่สิ่งที่ทำให้ผมยังไม่ให้ 9/10 คือ:
Foundry economics ยังต้องพิสูจน์
Dilution จากการเพิ่มทุนมีจริง
และราคาหุ้นเองขึ้นมาไกลมากแล้วเมื่อเทียบกับอดีต
ดังนั้นผมจะจัด INTC ตอนนี้เป็น:
🟢 Bullish Turnaround — แต่ต้องพิสูจน์ด้วย ex*****on
และ $105 คือด่านแรกที่ผมอยากเห็น
ผ่านพร้อม volume → bullish ขึ้นอีกขั้น
ยืนเหนือไม่ได้ → อย่าไล่ราคา
หลุด $100 → ระวัง pullback ไป $94–96
ถ้าคุณต้องการทำเป็นโพสต์ Money Reset ผมมองว่า หัวข้อที่แรงที่สุดไม่ใช่ “Intel กำลังกลับมาไหม?” แต่เป็น “CEO Intel ซื้อหุ้นตัวเอง $10M ขณะที่สถาบันกำลังแห่เพิ่มน้ำหนัก — ตลาดรู้บางอย่างที่เรายังไม่รู้หรือเปล่า?” 🔥
13/09/2026
🚨 **GOOGL กำลังเดิมพันกับ AI เกือบ $200B…แต่คำถามสำคัญกว่าคือ เงินก้อนนี้จะสร้างกำไรกลับมาได้แค่ไหน?**
Alphabet ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ต้องพิสูจน์ว่า AI สำคัญหรือไม่แล้ว
สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาคือ…
**“Google จะเปลี่ยนการลงทุนมหาศาลใน AI ให้กลายเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้เร็วแค่ไหน?”**
เพราะตัวเลขของ GOOGL ตอนนี้ไม่ได้แย่เลย
📌 รายได้ Q2/2026 โตประมาณ **24% YoY**
📌 Google Cloud โตประมาณ **82%**
📌 Search ยังเติบโต
📌 Operating income โตประมาณ **30%**
และ Google มี ecosystem ที่คู่แข่งจำนวนมากไม่มี
**TPU → Cloud → Gemini → Search → YouTube → Android**
ถ้า AI ของ Google ประสบความสำเร็จ
บริษัทไม่จำเป็นต้องสร้างตลาดใหม่ทั้งหมด
มันสามารถเอา AI ไปเพิ่มมูลค่ากับธุรกิจที่มีอยู่แล้วได้ทันที
แต่มีอีกด้านหนึ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม…
⚠️ เงินลงทุนกำลังมหาศาลขึ้นเรื่อย ๆ
Alphabet วางแผนลงทุนด้าน Capex ปี 2026 ราว **$195–205B**
ปัญหาจึงไม่ใช่
**“Google มี AI ที่ดีหรือไม่?”**
แต่คือ
**“ผลตอบแทนจากเงินลงทุนก้อนนี้จะสูงพอหรือไม่?”**
เพราะต่อให้ Revenue โตแรง
ถ้า CAPEX โตเร็วกว่าการสร้างกระแสเงินสด
ตลาดก็สามารถเริ่มตั้งคำถามกับ valuation ได้
🕵️ แล้วคนวงในกำลังทำอะไร?
นี่เป็นจุดที่ผมอยากให้ดู **ทั้งสองด้าน** ไม่ใช่เห็นผู้บริหารขายแล้วรีบสรุปว่า “วงในมองหุ้นลง”
ล่าสุดมีธุรกรรมของผู้บริหาร Alphabet ทั้งฝั่ง **รับหุ้น/ได้หุ้นจาก compensation และธุรกรรมอื่น ๆ** รวมถึงฝั่งขายด้วย
ตัวอย่างเช่น Form 4 ของ **Sundar Pichai** วันที่ 25 ส.ค. 2026 แสดงรายการเปลี่ยนแปลงการถือครองของ CEO ขณะที่เอกสารของผู้บริหารรายอื่นมีทั้งรายการ acquisition และ disposal เช่นกัน
ที่สำคัญคือ **ธุรกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเท่ากันทั้งหมด**
การได้รับหุ้นจาก RSU / compensation หรือการขายตาม **10b5-1 plan** ไม่ควรถูกนับเป็น conviction trade แบบเดียวกับการใช้เงินสดซื้อหุ้นในตลาด
ดังนั้นตอนนี้ผมยังไม่ตีความว่า
**“Insider กำลังเท GOOGL”**
แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนของ **open-market insider buying ขนาดใหญ่** ที่จะใช้เป็น bullish signal ได้
**Insider Signal: 🟡 Neutral
🏦 แล้วสถาบันขนาดใหญ่ล่ะ?
อันนี้น่าสนใจกว่าที่เห็นจากราคาหุ้นอย่างเดียว
ข้อมูล 13F สำหรับ Q2/2026 ซึ่งสะท้อนสถานะ ณ **30 มิ.ย. 2026** พบว่ามีสถาบันขนาดใหญ่เพิ่ม GOOGL ขณะที่อีกหลายแห่งลด position เช่นกัน
ฝั่งที่ **เพิ่มน้ำหนัก** มีตัวอย่างสำคัญอย่าง:
🟢 **Berkshire Hathaway** เพิ่ม GOOGL อย่างมาก โดยข้อมูลที่ติดตาม 13F ระบุว่าเพิ่มประมาณ **45.2%**
🟢 **FMR/Fidelity** เพิ่มการถือครอง
🟢 **State Street** และผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่อีกหลายรายเพิ่ม position
แต่ฝั่ง **ลดน้ำหนัก** ก็มีเช่นกัน
🔴 **Oakmark / Bill Nygren** ลดประมาณ **25.4%**
🔴 ผู้จัดการกองทุนรายอื่นบางรายก็ลดหรือปิด position เช่นกัน
ภาพรวมของ Q2 จึงไม่ใช่
**“สถาบันทั้งหมดกำลังซื้อ”**
แต่เป็นภาพของ **การหมุน position และการเพิ่ม/ลดน้ำหนักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน**
ข้อมูลหนึ่งระบุว่าใน Q2 มีประมาณ **2,992 สถาบันที่เพิ่ม position เทียบกับ 2,823 ที่ลด position** และจำนวนหุ้นที่สถาบันถือเพิ่มขึ้นประมาณ **5.8%**
นั่นทำให้ Institutional Flow ตอนนี้ผมให้น้ำหนักเป็น
**🟢 Mildly Bullish / Accumulation แต่ไม่ใช่ unanimous**
และต้องจำไว้ว่า **13F มี lag**
ข้อมูล Q2 ไม่ได้หมายความว่าสถาบันเหล่านี้กำลังซื้อ GOOGL ในวันที่ 13 ก.ย. 2026
📊 แล้วกราฟกำลังบอกอะไร?
GOOGL ล่าสุดอยู่แถว **$339**
แนวต้านสำคัญ:
🔴 **$343–345**
🔴 **$350–352**
ถ้าผ่าน $350–352 พร้อมแรงซื้อที่ยืนยัน
ภาพจะเริ่มเป็น breakout และมีโอกาสกลับไปทดสอบ High เดิม
แต่ถ้าย่อลงมา:
🟢 **$335–337** = Support แรก
🟢 **$328–333** = Support สำคัญ
และถ้าหลุด **$328**
ภาพการฟื้นตัวระยะสั้นจะเริ่มมีปัญหา🎯 มุมมองของผม
ผมยังมอง **GOOGL เป็นหุ้นพื้นฐานแข็งแรง**
และข้อมูล Institutional Flow ล่าสุดก็ไม่ได้ชี้ว่ากำลังเกิดการเทขายพร้อมกันทั้งระบบ
แต่ผมไม่อยากให้คำว่า
**“AI กำลังโต”**
กลายเป็นเหตุผลเดียวที่เราใช้ซื้อหุ้น
เพราะสุดท้ายแล้ว…
**AI ต้องสร้างรายได้
รายได้ต้องสร้างกำไร
และกำไรต้องกลายเป็นกระแสเงินสด**
ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องจับตา
**บริษัทดี ≠ ราคาถูก**
และ
**สถาบันบางรายซื้อ ≠ หุ้นจะขึ้นแน่นอน**
คำถามสำหรับ GOOGL ตอนนี้จึงไม่ใช่
**“Google จะชนะ AI ไหม?”**
แต่คือ…
🔥 **“Google จะเปลี่ยนเงินลงทุนมหาศาลใน AI ให้กลายเป็นผลตอบแทนที่คุ้มกับราคาหุ้นได้หรือไม่?”**
คุณมองยังไงครับ?
**ถ้า GOOGL ผ่าน $352 ได้ คุณคิดว่า ATH เดิมจะถูกทดสอบอีกครั้งหรือเปล่า? 👇**
13/09/2026
🔥 **AMD กำลังแรง…แต่ตรงนี้อาจเป็นจุดที่ต้องระวังที่สุด**
AMD ปิดล่าสุดแถว **$516**
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หุ้นเด้งขึ้นแรงจากโซน $450+ กลับขึ้นมาเหนือ $500 ได้อีกครั้ง
แต่คำถามสำคัญไม่ใช่…
**“AMD จะขึ้นต่อไหม?”**
คำถามที่ควรถามคือ
> **“ราคาตรงนี้ ตลาดกำลังคาดหวังอะไรจาก AMD ไปแล้วบ้าง?”**
เพราะพื้นฐานของ AMD ดีขึ้นจริง
📌 Q2/2026 รายได้โตประมาณ **50% YoY**
📌 Data Center โตถึงประมาณ **107% YoY**
📌 Data Center กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญของบริษัท
📌 AI infrastructure ยังคงเป็นโอกาสเติบโตขนาดใหญ่
ดังนั้นนี่ไม่ใช่หุ้นที่ขึ้นเพราะ “เรื่องเล่า” อย่างเดียว
**แต่ปัญหาคือ…ราคาหุ้นเองก็รู้เรื่องนี้แล้ว**
---
# # # 📊 จุดที่ผมจับตา
**แนวต้านสำคัญ:**
🔴 **$521–522**
ถ้าสามารถปิดเหนือโซนนี้ได้พร้อม Volume ที่สนับสนุน
ตลาดอาจเปิดทางไปแถว
➡️ **$536–540**
➡️ และถัดไปคือบริเวณ **$584** ซึ่งเป็น High สำคัญ
แต่ถ้า AMD ขึ้นไปชน $520+ แล้วโดนขายกลับลงมา…
ต้องจับตา
🟢 **$501–504** = Support แรก
🟢 **$477–480** = Support สำคัญกว่า
และถ้าหลุดโซน **$451–456**
ภาพทางเทคนิคจะเริ่มเปลี่ยนจาก “พักตัว” ไปเป็น **การเสียโครงสร้างขาขึ้น**
---
# # # ⚠️ สิ่งที่ผมไม่อยากให้ทำ
**อย่าเห็นหุ้นขึ้นแรง แล้วรีบกระโดดตาม**
เพราะบริษัทที่ดี
ไม่ได้แปลว่า
**ราคาปัจจุบันเป็นจุดซื้อที่ดีเสมอไป**
AMD วันนี้มี Fundamental ที่แข็งแรงมาก
แต่ในเวลาเดียวกัน
Valuation ก็ไม่ได้ถูกเหมือนตอนที่หุ้นอยู่แถว $400 กว่า
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องดูต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีของ AMD
แต่คือ…
**“AMD จะสามารถสร้างผลประกอบการให้ทันกับความคาดหวังของตลาดหรือไม่?”**
นี่ต่างหากคือเกมจริง
**บริษัทดี + ราคาถูก = น่าสนใจ**
**บริษัทดี + ราคาแพง = ต้องเลือกจังหวะ**
---
🎯 **มุมมองของผมตอนนี้**
**AMD = Bullish แต่ไม่ใช่จุดที่ผมจะไล่ราคา**
ผมจะรอดู 2 อย่าง:
**1️⃣ Breakout เหนือ $521 พร้อมแรงซื้อที่ยืนยัน**
หรือ
**2️⃣ Pullback กลับมาแถว $501–504 แล้วเห็นแรงซื้อกลับ**
เพราะการลงทุนที่ดีไม่ใช่การทายว่า
**“หุ้นจะขึ้นหรือจะลง”**
แต่คือการรู้ว่า
> **“ตรงไหนเราผิด และตรงไหน Risk/Reward เริ่มคุ้ม”**
แล้วคุณล่ะ?
**ถ้า AMD ผ่าน $521 ได้ คุณคิดว่ารอบนี้จะไปทดสอบ $584 หรือไม่?** 👇
13/09/2026
🍎 เจาะลึกหุ้น Apple (AAPL)
Apple กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนตัว CEO และการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่รอคอยมานาน สรุปทุกมิติให้ครบในโพสเดียวครับ
💼 พื้นฐานธุรกิจ
รายได้ปีงบประมาณ 2025 (FY2025) อยู่ที่ 416.16 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 6.43% กำไรสุทธิ 112.01 พันล้านดอลลาร์ โต 19.50% รายได้ 12 เดือนล่าสุด (TTM) แตะ 466.82 พันล้านดอลลาร์แล้ว
ตัวเลขสำคัญ:
Gross Margin: 48.65% / Net Margin: 27.51%
ROE (TTM): 148.19% (สูงมาก สะท้อนการบริหารทุนที่มีประสิทธิภาพ)
P/E (TTM): ~38 เท่า / Forward P/E: ~36 เท่า
Debt to Equity: 78.44%
เหตุการณ์ใหญ่ล่าสุด: วันที่ 1 กันยายน 2026 Tim Cook ส่งไม้ต่อตำแหน่ง CEO ให้ John Ternus หลังนั่งเก้าอี้มา 15 ปี (2011-2026) ในยุคของ Cook หุ้น Apple พุ่งขึ้นกว่า 2,275% จากมูลค่าบริษัทต่ำกว่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เป็นกว่า 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วน Cook เองไม่ได้ออกจากบริษัท แต่ขยับไปเป็นประธานบริหาร (Executive Chairman)
Ternus เข้าทำงานที่ Apple มา 25 ปี คุมสายฮาร์ดแวร์มาโดยตลอด ความท้าทายใหญ่ที่สุดคือการพา Apple ตามทันคู่แข่งด้าน AI รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานจากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่ยังกดดันมาร์จิ้นต่อเนื่อง
มุมมองนักวิเคราะห์: จาก 44 สำนัก ให้เรตติ้งเฉลี่ยเป็น "Buy" ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ $324 ซึ่งใกล้เคียงหรือต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันเล็กน้อย สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังมากกว่าหุ้นเทคโนโลยีตัวอื่น
📉 ภาพทางเทคนิค
ราคาปัจจุบัน: ประมาณ $326-332 (ข้อมูลล่าสุด ณ 10-11 กันยายน 2026) 52-week range: $226.65 - $344.57 เทรนด์: ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น (ราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันชัดเจน) แต่ระยะสั้นเริ่มมีความผันผวนสูงจากเหตุการณ์เปลี่ยน CEO และการเปิดตัว iPhone Duo
🎯 แนวรับ-แนวต้านสำคัญ
แนวต้านใกล้:
$333-337 — โซนแนวต้านสำคัญที่ราคาเคยเจอแรงขาย
$344.57 — จุดสูงสุดตลอด 52 สัปดาห์ (All-Time High)
แนวรับใกล้:
$315-316 — แนวรับแรกที่ต้องจับตา
$304-311 — แนวรับถัดไปหากหลุดโซนแรก
$226-247 — แนวรับลึกในกรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา
📌 หุ้นกำลังแกว่งตัวอยู่ในกรอบ consolidation ใกล้จุดสูงสุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากอีเวนต์เปิดตัวสินค้าและการเปลี่ยนผู้นำ นักวิเคราะห์บางรายมองว่าควรรอสัญญาณยืนยันทิศทางที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
🔍 คนในบริษัทซื้อขายวันไหนบ้าง?
วันที่ ผู้บริหาร รายการ
1 ก.ย. 2026 John Ternus (CEO คนใหม่) ได้รับ RSU 7,690 หน่วย (ทยอย vest ถึงปี 2030)
28 พ.ค. 2026 Tim Cook (CEO ขณะนั้น) ตั้งแผน 10b5-1 ขายได้สูงสุด 16,250 หุ้น + บริจาคได้สูงสุด 37,104 หุ้น (แผนหมดอายุ 30 ต.ค. 2026)
📌 ข้อสังเกต: ช่วงนี้ยังไม่มีการขายหุ้นก้อนใหญ่ผิดปกติจากผู้บริหารระดับสูง ส่วนใหญ่เป็นการรับ RSU ตามรอบปกติของ Ternus ในฐานะ CEO ใหม่ ส่วนแผนของ Cook เป็นแผนที่ตั้งไว้ล่วงหน้าตามมาตรฐาน ไม่ใช่สัญญาณผิดปกติ
🏦 สถาบันขนาดใหญ่ถือหุ้นเท่าไหร่?
ผู้ถือหุ้นสถาบันรายใหญ่ที่สุด: ต้องยกให้ตำนาน Warren Buffett / Berkshire Hathaway ที่ยังคงถือ AAPL เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดในพอร์ต แม้จะเคยลดสัดส่วนลงไปมากในช่วงปีที่ผ่านมา
Berkshire Hathaway: ถือประมาณ 238 ล้านหุ้น มูลค่ากว่า $57.8 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น ~22% ของพอร์ตทั้งหมดของ Berkshire (เป็นตำแหน่งใหญ่อันดับ 1 แซง American Express และ Coca-Cola)
Geode Capital Management, T. Rowe Price, Legal & General, CalPERS ก็ติดอันดับผู้ถือรายใหญ่เช่นกัน
📌 ข้อสังเกต: แม้ Buffett จะลดพอร์ต AAPL ลงไปมากในปี 2024 แต่ก็ยังคงเป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดของ Berkshire ต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่าผู้สืบทอดตำแหน่งอย่าง Greg Abel จะปรับพอร์ตนี้เพิ่มเติมหรือไม่ในปี 2026 ส่วนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (ตาม Insider Monkey) ถือ AAPL น้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Microsoft ค่อนข้างชัดเจน (169 กองทุน เทียบกับ 273 กองทุนของ Microsoft) สะท้อนความกังวลเรื่องความล่าช้าด้าน AI ของ Apple
📌 สรุปสั้นๆ
AAPL ยังเป็นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งระดับตำนาน มาร์จิ้นสูง กระแสเงินสดมหาศาล และยังเป็นหุ้นตัวโปรดของ Buffett แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ ทั้งผู้นำใหม่ (Ternus) และสินค้าใหม่ (iPhone Duo) ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะพา Apple กลับมาเป็นผู้นำด้าน AI ได้หรือไม่ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย
⚠️ บทความนี้เป็นการสรุปข้อมูลสาธารณะเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ควรตรวจสอบราคาแบบเรียลไทม์และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจลงทุน
😅ป.ล. เรื่องเบาๆ ท้ายโพส: iPhone Duo เปิดราคาเริ่มต้น $1,999 — แพงกว่า iPhone 18 Pro Max ถึง $700 ผ่อน 24 เดือนก็ยังตกเดือนละ $83 กว่าบาท (เอ้ย ดอลลาร์!) แต่ผลสำรวจบอกว่า 36% ของคนที่ใช้ iPhone Pro Max อยู่แล้ว บอกว่าจะซื้อทันทีที่วางขาย และ Goldman Sachs คาดยอดขายปีนี้สูงถึง 14 ล้านเครื่อง งั้นก็สรุปว่า... คนที่กำลังจะซื้อคือคนที่มี iPhone Pro Max อยู่แล้วนั่นแหละครับ 😂 (ใครยังไม่มี Pro Max ก็เตรียมเก็บเงินเพิ่มอีกรอบ)
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Nakhon Ratchasima
30380