ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบให

ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบให

ตำแหน่งใกล้เคียง สถานที่สักการะ

พุทธสถานสีมาอโศก นครราชสีมา
พุทธสถานสีมาอโศก นครราชสีมา
ต. หนองบัวศาลา, Nakhon Ratchasima
วัดหนองโสมง ตหนองบัวศาลา อเม
วัดหนองโสมง ตหนองบัวศาลา อเม
วัดหนองโสมง ตำบลหนองบัวศาลา, Ban Nong Samong
คริสตจักรพันธกิจ Zion Assembly Church of God in
คริสตจักรพันธกิจ Zion Assembly Church of God in
หมู่ 10 บ้านโตนด ต. หนองระเวีย, Nakhon Ratchasima
Full Blessing Church
Full Blessing Church
M3 Phet Matu Kha, Nakhon Ratchasima
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
ม. 7 บ. หัวถนน ถ. ชาติพัฒนา ต. หัวทะเล อ. เมือง จ. นครราชสีมา, Nakhon Ratchasima
Fashion case วัดบูรพ์
Fashion case วัดบูรพ์
Nakhon Ratchasima 30000
วัดเทพสถิตนิเวศ - วัดบ้านบุ
วัดเทพสถิตนิเวศ - วัดบ้านบุ
บ้านบุ ม. 8 ต. หนองพลวง อ. จักราช , Nakhon Ratchasima
บ้านฟ้าประทาน วังน้ำเขียว
บ้านฟ้าประทาน วังน้ำเขียว
ต. ไทยสามัคคี อ. วังน้ำเขียว จ, Nakhon Ratchasima
พ.รวมทรัพย์ รำวงคงกระพัน
พ.รวมทรัพย์ รำวงคงกระพัน
หมู่ 1 ตำบลบ้านเกาะ ซอย 17 ถ. สุนาราย อ. เมือง, Nakhon Ratchasima
กิจกรรมสามเณรวัดสุทธจินดา
กิจกรรมสามเณรวัดสุทธจินดา
Nakhon Ratchasima 30000
ร่มเย็น นครราชสีมา
ร่มเย็น นครราชสีมา
Mahadthai Road Tambon Naimaung, Nakhon Ratchasima
วัดสระบัวเกลื่อน
วัดสระบัวเกลื่อน
วัดสระบัวเกลื่อน บ้านเก่า ต, Nakhon Ratchasima
สำนักงาน จจ. นครราชสีมา วัดบึ
สำนักงาน จจ. นครราชสีมา วัดบึ
วัดบึง, Nakhon Ratchasima
K4C Korat Christian Church & Community Center คริสตจักรโค
K4C Korat Christian Church & Community Center คริสตจักรโค
Samsibkanya Road Mueng, Nakhon Ratchasima
ช.ห้วยบง
ช.ห้วยบง
ด่านขุนทด, Nakhon Ratchasima

สถานปฏิบัติธรรม ที่พักสงฆ์​ แก่นธรรมหุบใหญ่(ธ) บ.งิ้ว ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ​และเผยแพร่​ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า, พ่อแม่ครูอาจารย์​

Photos from ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai's post 12/11/2021

วันนี้ วันพระขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 ปีฉลู 2564
🌿 ขันติกถา (Khanti Katha)
(11) "ผู้อดทน" ชื่อว่าเป็นผู้นำประโยชน์มาให้ตนและชนเหล่าอื่นด้วย (A patient person is regarded as one who brings benefits to himself and others.)

🌿 ศิษย์วัดป่าแก่นธรรมหุบใหญ่ (ธ)
🍁 By the disciples of Wat Pah Kaentham Hupyai (Forest Monastery).
12/11/2021

04/11/2021

🌑วันนี้ วันพระแรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู 2564🌑

Photos from ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai's post 24/10/2021

🌿ภาพบรรยากาศรอบๆบริเวณ"ธรรมศาลามรรคแปด" ในวันงานกฐินประจำปี 2564 วัดป่าแก่นธรรมหุบใหญ่(ธ.) มีญาติธรรมทยอยเดินทางมากันเป็นจำนวนมาก

Photos from ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai's post 07/10/2021

✨การก่อสร้าง "ธรรมศาลามรรค 8" ณ วัดป่าแก่นธรรมหุบใหญ่(ธ) นั้น ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้แล้ว ณ โอกาสออกพรรษานี้ ก็จะได้ใช้งานและฉลองสมโภชน์ไปพร้อมกันกับงานบุญกฐินของวัดฯซึ่งตรงกับวันที่ 24​ต.ค.64 นี้ ในคราวเดียว

อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่รอบยังไม่เสร็จสมบูรณ์โดยถนนทางเข้าออก และบริเวณ​รอบๆยังเป็นดินถม เมื่อฝนตกลงมาถนนก็ถูกน้ำกัดเซาะเป็นร่องลึก รถวิ่งผ่านเข้าออกก็จะลื่นไถล ติดหล่มกันอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งเลอะเปื้อนโคลน การใช้เส้นทางจึงยังไม่สะดวกเท่าที่ควร

ทางวัดฯ โดยพระอาจารย์และคณะญาติธรรมลูกศิษย์วัดเห็นพ้องต้องกันว่าจะ "เทพื้นถนน" ในวันที่เสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2564 นี้....เพื่อความสะดวกต่อการเดินทางเข้าออกและเป็นการเตรียมการรับงานกฐินปีนี้ เบื้องต้นตามงบคาดว่าจะเทได้ประมาณราว 60 เมตร เพื่อให้พ้นจุุดที่เป็นเนินก่อน หากแต่มีงบประมาณเพิ่มเติมก็จะเทให้ได้มากที่สุด...โดยเหลือเวลาเตรียมการทั้งพื้นที่และงบประมาณอีก 2 วัน ได้แค่ไหนก็มาลุ้น มาอนุโมทนาบุญใหญ่นี้พร้อมกันครับ..ขออนุโมทนาสาธุบุญกับทุกท่านที่ร่วมบุญปัจจัยในคร้ังนี้ ให้ได้สมปรารถนาทุกท่าน ทุกประการเทอญ.. 🙏

🍂ศิษย์วัดป่าแก่นธรรมหุบใหญ่(ธ)
07 ตุลาคม 64

***อัพเดทยอด ผู้ร่วมบริจาคปัจจัยร่วมเทถนนครั้งนี้
เวลา 12.00น. 07/10/64 = 43,900 บาท
เวลา 10:30น. 08/10/64 = 55,300 บาท ***

ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai updated their phone number. 16/08/2021

ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่ Pah Kaentham Hupyai updated their phone number.

ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่ Pah Kaentham Hupyai updated their phone number.

Photos from ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai's post 11/07/2021

🍂ปฏิบัติภาวนาบูชาคุณหลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย🍂

ตามปกติช่วงวันที่ 13-16 กรกฎาคม ของทุกปี ณ วัดโคกปราสาท อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา บรรดาญาติธรรมลูกศิษย์ขององค์หลวงพ่อฉลวย จะร่วมกันปฏิบัติภาวนาบูชาคุณของ หลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย โดยในปี 2564 นี้ก็เช่นกัน ที่วัดยังมีการปฏิบัติภาวนาบูชาคุณหลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย ตามปกติ แต่เนื่องด้วยเหตุสภาวะการณ์ปัจจุบันที่ไม่ปกติในปีนี้ รูปแบบก็ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เช่นกัน อย่างไรก็ดีทุกท่านก็ยังสามารถร่วมปฏิบัติภาวนาบูชาคุณของ หลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมายครั้งนี้ไปพร้อมกันได้ ณ สถานปฏิบัติธรรมที่ท่านสะดวก หรือบ้านที่ของท่านได้ เพราะหลายพื้นที่ความไม่สะดวกเรื่องข้อห้ามต่างๆ หรือมีข้อจำกัดในการเดินทาง

ย้อนไปเมื่อครั้งวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2558 อันเนื่องในวาระครบรอบสองปี วันบรรลุธรรมและวันละสังขารของหลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย ซึ่งเป็นมารดาของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา หลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย ท่านบรรลุธรรม และละสังขารในเวลาพร้อมๆกัน คือ เวลา 17.30 น. ของวันที่ 13 กรกฎาคม 2556 และได้ถวายเพลิงสรีระในวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 พร้อมกับอัฐิได้กลายเป็นพระธาตุทันที

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงบุญคุณของท่าน บรรดาลูกหลานและญาติธรรมแห่งวัดโคกปราสาท จึงได้ร่วมกันปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาคุณของท่าน ตลอดเวลา 3 วัน 3 คืน ในช่วงเวลาดังกล่าวโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 13-16 กรกฎาคม 2558 โดยส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติธรรมกันข้ามวันข้ามคืน ด้วยการถือเนสัชฌิก คือไม่นอนตลอดคืน หรือหากนอนก็นอนตอนกลางวันเพียง 1-3 ชั่วโมงเท่านั้น จึงนับว่าเป็นการฝึกอินทรีย์และมีอานิสงส์มาก

หลวงพ่อฉลวย ท่านได้เล่าให้ฟังว่า หลวงแม่ท่านเมตตาลงมาโปรดให้กำลังใจลูกหลาน พร้อมกับกล่าวฝากขอบคุณมา พอสรุปได้ว่า "หลวงแม่ขอขอบคุณบรรดาลูกหลาน ที่ได้พากันมาปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาหลวงแม่ บุญกุศลนั้นก็ได้บังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติเองแล้ว จึงขออนุโมทนา" (ตกแต่งคำเพื่อความเหมาะสม จึงขอขมาครับ) จึงนับเป็นกำลังใจให้แก่บรรดาลูกหลาน และบรรดาญาติธรรมแห่งวัดโคกปราสาท ในการเพียรภาวนาต่อไป จึงขออนุโมทนาด้วยทุกประการครับ ขอเจริญในธรรม ดร.นนต์ / 20 กรกฎาคม 2558

ศิษย์วัดป่าแก่นธรรมหุบใหญ่ (ธ)
๑๒/๐๗/๒๕๖๔


หมายเหตุ ติดตามอ่านเรื่องราวการบรรลุธรรมของหลวงแม่ชีอุ่น ไร่พิมาย ฉบับสมบูรณ์ ในเว็บบล็อก "ศิษย์วัดโคกปราสาท" ของ ดร.นนต์ ตามลิงก์ต่อไปนี้
https://phraputpataweetat.blogspot.com/2012/11/160.html?fbclid=IwAR2OzIF92-2alGLp2xVgFUXnSznfvji5DWbNsB9Z00cJK2rTVnosTaJxgbE

21/06/2021

☀️ สติรู้ ☀️
หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

ถ้าเราบริกรรม "พุทโธ" ให้มีสติอยู่กับพุทโธ ใจเราจดจ่ออยู่กับพุทโธ พุทโธ มันก็รู้พุทโธออกจากใจนะ มันออกมาจากใจน่ะ พุทโธ พุทโธ เขาเรียกว่าจิตมันได้ที่ยึดเหนี่ยวแล้ว พออยู่กับพุทโธสักพัก พุทโธก็หาย ดับลงไปพุทโธ จิตก็พลิกมาเป็นสมาธิ ตั้งมั่นละทีนี้ นั่นแหละจิตก็ได้รับความสงบ มันไม่ยึดเอาภายนอกเข้าไปรบกวนมัน และไม่ส่งภายในสู่ภายนอก และไม่รับภายนอกเข้าสู่ภายใน นั่นแหละเขาเรียกว่า จิตเป็นพุทโธ ตั้งมั่น เป็นเอกัคคตา มีความสุข สงบ เยือกเย็น สบาย ไม่ทุกข์ ไม่เดือดไม่ร้อน มันเป็นพุทโธแล้วนี่ จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิแล้วนี่ นี่แหละให้มันหยุดนิ่งซะก่อน ให้มันหยุดพัก "สติรู้" อยู่อย่างนั้น

โน่น..เวลามันอิ่มตัว มันจะถอยออกมา และก้าวออกมา แล้วพิจารณาร่างกายต่ออีกทีหนึ่ง ดูร่างกายเป็นของไม่เที่ยง ของไม่สวยงาม ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แค่ขันธ์ห้า เฉยๆ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันก็ดูอยู่อย่างนั้นแหละ เห็นชัดขึ้นมา เห็นชัดขึ้นมา แรกๆเห็นเลือนลาง ต่อมาจะเห็นชัดขึ้นมา เห็นเป็นรูปร่าง รูปสังขาร ร่างกายสักแต่ว่าร่างกาย มันไม่เที่ยง มันจะเห็นร่างกายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สังขารตั้งอยู่และดับไป และก็เห็นสัญญาตั้งอยู่และดับไป เห็นวิญญาณตั้งอยู่และก็ดับไป มันก็รู้แหละ เขาเรียกว่ามันเป็นสัจธรรมของโลก มันมีอยู่อย่างนี้ มันเป็นอยู่อย่างนี้ ใจเราไปทุกข์วุ่นวายเอง มันก็รู้นี่แหละ สัจธรรมของโลกเขาก็มีเขาก็เป็นอยู่แบบนี้ แล้วเราจะไปวุ่นวายกับเขาทำไม โลกเขาให้มีให้เป็น โลกเขาไม่วุ่นวาย ใจเราไปวุ่นวายเอง ใจเราไปยึดถือเอาเอง มันก็เห็นล่ะทีนี้ นั่นแหละ..จิตมันเห็นบ่อยเข้า บ่อยเข้า เขาเรียกว่านิพพิทา มันเกิดความเบื่อหน่ายในของไม่เที่ยง เบื่อหน่ายในสังขารที่วิญญาณมายึดถือเอาว่าตัว ว่าเรา ว่าเขา ที่แท้จิตใจมันหลงเอง เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นตัวตนของใคร เพราะเขามีเขาเป็นแบบนี้นี่เอง เกิดดับ เกิดดับ อยู่แบบนี้เอง ก็ปล่อยวางได้ จิตถึงจะพัฒนาขึ้นก้าวสู่วิปัสสนาญาณ

หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร
แสดงธรรม ณ ปราสาทบ้านปรางค์ อ.คง จ.นครราชสีมา
๑ ม.ค. ๒๕๕๙ (ถอดธรรมโดย คุณาภรณ์ วิภาตวัลลิ) /ดร.นนต์
๑๔ มกราคม ๒๕๕๙
http://phraputpataweetat.blogspot.com/2016/01/359-2559.html

15/06/2021

🌸 ขันติกถา 🌸
🔸 "ความอดทน" เป็นทางนิพพาน 🔸
ขันติกถา คือบทสวดที่บรรยายอานิสงส์ของการมีขันติหรือความอดทนไว้ทั้งหมด ๑๔ ประการ หากสวดเข้าใจ และนำมาปฏิบัติตามแล้ว ชีวิตก็จะมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น

โย ปะนะ ภิกขุ ภิกษุรูปใด
ธัมมานุธัมมะปะฏิปันโน วิหะระติ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอยู่
สามีจิปะฏิปันโน อะนุธัมมะจารี เป็นผู้ปฏิบัติชอบ เป็นผู้ปฏิบัติตามธรรมเป็นปรกติ
โส ตะถาคะตัง สักกะโรติ คะรุกะโรติ มาเนติ ปูเชติ ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่า ได้สักการะบูชาในพระตถาคตเจ้า
ปะระมายะ ปูชายะ ปะฏิปัตติปูชายะ ด้วยการปฏิบัติบูชา อันเป็นการบูชาอย่างสูงสุด

(๑) สีละสะมาธิคุณานัง ขันตี ปะธานการะณัง #ความอดทนเป็นที่ตั้งแห่งศีลสมาธิ
(๒) สัพเพปิ กุสะลา ธัมมา ขันตะยาเยวะ วัฑฒันติเต #กุศลธรรมทั้งหลาย_ย่อมเจริญเพราะความอดทนโดยแท้
(๓) เกวะลานังปิ ปาปานัง ขันตี มูลัง นิกันตะติ #ความอดทนย่อมตัดเสียได้_ซึ่งรากเหง้าแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๔) คะระหะกะละหาทีนัง มูลัง ขะนะติ ขันติโก #ผู้อดทน_ย่อมขุดเสียได้ซึ่งหายนะเหตุทั้งหลาย_มีการติเตียนการทะเลาะกัน_เป็นต้น
(๕) ขันตี ธีรัสสะ ลังกาโร ็นเครื่องประดับของนักปราชญ์
(๖) ขันตี ตะโป ตะปัสสิโน ็นตบะของนักปฏิบัติ
(๗) ขันตี พะลัง วะ ยะตีนัง ็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลาย
(๘) ขันตี หิตะ สุขาวะหา ์และความสุขมาให้
(๙) ขันติโก เมตตะวา ลาภี ยะสัสสี สุขะสีละวา #ผู้อดทน_ชื่อว่าเป็นผู้มีมิตร_มีลาภ_มียศ_มีความสุข_เป็นปรกติ
(๑๐) ปิโย เทวะมะนุสสานัง มะนาโป โหติ ขันติโก #ผู้อดทน_ชื่อว่าเป็นที่รักที่เจริญใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
(๑๑) อัตตะโนปิ ปะเรสัญจะ อัตถาวะโห วะ ขันติโก #ผู้อดทน_ชื่อว่าเป็นผู้นำประโยชน์มาให้ตนและชนเหล่าอื่นด้วย,
(๑๒) สัคคะโมกขะคะมัง มัคคัง อารุฬโห โหติ ขันติโก #ผู้อดทน_ชื่อว่าเป็นผู้เข้าสู่เส้นทางที่ไปสวรรค์และพระนิพพาน
(๑๓) สัตถุโน วะจะโนวาทัง กะโรติเยวะ ขันติโก #ผู้อดทน_ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามโอวาทของพระศาสดานั่นเทียว,
(๑๔) ปะระมายะ จะ ปูชายะ ชินัง ปูเชติ ขันติโก #ผู้อดทน_ชื่อว่าได้บูชาพระชินเจ้า_ด้วยการบูชาอย่างสูงสุด

Photos from ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai's post 02/06/2021

🚜อัพเดท
ความคืบหน้าการก่อสร้าง "ธรรมศาลามรรค ๘" ณ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๔ โค้งสุดท้ายการก่อสร้างยังคงเหลืองานประตูหน้าต่าง ฝ้าเพดาน งานสี เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ งานเบ็ดเตล็ดอื่นๆ
เนื่องจาก ที่ผ่านมาการก่อสร้างศาลามีความล่าช้าไปจากที่คาดหมายไว้พอสมควร แต่ขณะปัจจุบันเมื่อศาลาใกล้จะเสร็จแล้ว จึงได้ทำสรุปรายละเอียดราคาค่าก่อสร้างจริงๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมาทั้งหมดซึ่งไม่น่าจะเกินไปจากนี้ ตามรายละเอียดที่แนบมาตามรูป ซึ่งยังคงขาดอยู่ราวๆแสนกว่าบาท แต่ในเบื้องต้นนี้เพื่อให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการจนแล้วเสร็จไปในคราวเดียว จึงได้มีการสำรองปัจจัยในส่วนอื่นที่ยังไม่ได้เริ่มงานมาใช้จ่ายในส่วนของงานธรรมศาลาก่อน
โอกาสนี้จึงขอบอกบุญปัจจัยที่ยังขาดอยู่จำนวนหนึ่งนี้ต่อ ญาติธรรมทุกท่าน ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีอีกวาระหนึ่ง ในการร่วมบุญใหญ่กันเพื่อปิดงานบุญก่อสร้าง "ธรรมศาลามรรค ๘" กันในครั้งนี้ สานต่องานก่อสร้างในครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตามความมุ่งหมาย สำเร็จประโยชน์ ตามที่ได้ดำริตั้งใจไว้ทุกประการ

ทั้งนี้หากท่านใดมีจิตศรัทธาอยากร่วมบุญสร้างศาลาในครั้งนี้ สามารถร่วมบุญร่วมปัจจัยสบทบเพิ่มเติมได้ โดยตรงที่วัด หรือผ่านบัญชี เลขที่ 418-0880-659 ธ.ไทยพาณิชย์ นายเนตร มะปราง/นายนฤดม ทาดี/นางอุไรวรรณ ทองอนันต์
คาดว่ากลางเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ นี้ ในส่วนการก่อสร้างศาลาจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด แต่ยังขาดปัจจัยอยู่ประมาณ 120,000 บาท

มีผู้ร่วมบุญปิดงานก่อสร้าง ธรรมศาลามรรค 8
1.คุณนครา ทองอนันต์และครอบครัว 500 บาท
2.คุณจิตสุพันธ์ พุฒิสุพันธ์และครอบครัว 1,100 บาท
3.คุณชัยวัฒน์ พีรทัตสุวรรณและครอบครัว 500 บาท
4.คุณศุสิตา พันธุวรและคุณคณชธร พันธุวร 500 บาท
5.คุณศุภชัย อุดหนองเลา 500 บาท
6.ไม่ทราบนาม 500 บาท
7.คุณป้าสมทรง เกสูงเนินและครอบครัว 2,000 บาท
8.คุณตาสมบุญ เกสูงเนินและครอบครัว 1,000 บาท
9.คุณสมฤดี สิปปภากุล 1,000 บาท
10.คุณธนาบดินทร์ สิปปภากุล 1,000 บาท
11.คุณระพีพัฒน์ สืบปรุและครอบครัว 100 บาท
12.ผู้กองวิทยา มาบำรุงและครอบครัว 5,000 บาท ปิดประตูหน้าต่าง
13.คุณฐิติพงศ์ คำหอมและครอบครัว 200 บาท
14.คุณแม่วรรณะ ถ่ายสูงเนิน พี่ประยูร ถ่ายสูงเนิน 700 บาท
15.ครอบครัวไวยกูล&ประศมบรรยง 600 บาท
16.คุณกานดา ขาวสุข 1,000 บาท
17.คุณวิบูลย์รัตน์ เตชวุฒิพรและครอบครัว 300 บาท
18.คุณวิระ-ดร.ศิริพรรณ ตันติวิวัฒนพันธ์และครอบครัว MBAธรรมศาสตร์ รุ่น 23 2,000 บาท
19.คุณจรูญศักดิ์ เฮ้งตระกูลและครอบครัว MBAธรรมศาสตร์ รุ่น 23 2,000 บาท
20.คุณธารินทร์ นันทาภิรักษ์ เภสัชจุฬาฯ2518(ปีแรกเข้า) 1,000 บาท
21.คุณสุบิน-ประไพวรรณ โชติประยูร เภสัช2509และครอบครัว 10,000 บาท
22.ครอบครัวบุญญพิสิฏฐ์ อุทิศส่วนกุศลให้ พี่จินตนา บุญญพิสิฏฐ์และญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว 2,000 บาท
23.คุณเบญญาภา มหาพาณิชย์ 200 บาท
24.ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ MBAธรรมศาสตร์ รุ่น23 และครอบครัว 10,000 บาท

รวมยอดผู้ร่วมบุญทั้งหมดได้ 43,700 บาท

ขออนุโมทนาในบุญกุศลในครั้งนี้ กับทุกๆท่าน สาธุๆ อนุโมทามิ
ศิษย์วัดป่าแก่นธรรมหุบใหญ่(ธ.)
๒ มิถุนายน ๒๕๖๔

Photos from ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai's post 20/05/2021

ตอนที่ 6
ภพชาติ นิราศย้อนอดีต
"ป่าหุบใหญ่" เกิดตายมาหลายชาติ

๓๑ มกรา ๒๕๕๘
คราแสงแดดแผดน้อยแล้วหนา
สองหนุ่มแก่ชวนกันไปภาวนา
ในดงป่าหุบใหญ่ไร้ผู้คน
หนึ่งนี้ เคยไปมาก็หลายครั้ง
สองนั้น ทั้งที่ไปก็หลายหน
พากันไปอีกครั้งเพื่อฝึกตน
ต่างคนค้นหากิเลสในใจ

คืนนี้มีแต่เราในไพรป่า
อีกหนึ่งหลวงตาภาวนาอยู่ใกล้
ต่างคนต่างภาวนาตามใจ
อัธยาศัยของใครของมัน
คนใกล้แก่แต่ใจหนุ่มมุ่งมั่น
ทุกคืนวันหมั่นภาวนาหนา
ขี้เกลียดขยันก็ภาวนา
ตามครูบาอาจารย์ท่านพาทำ

คนใกล้แก่ภาวนาใกล้แจ้ง
จิตสำแดงแจ้งใจเลิศล้ำ
จิตสงบพบกับสภาวธรรม
ระลึกย้ำอดีตชาติที่ผ่านมา
โอ้ว่า ป่าหุบใหญ่ แห่งนี้
ไม่รู้กี่ปีกี่ชาติแล้วหนา
เวียนว่ายตายเกิดสลับไปมา
ไม่รู้ว่าจะกี่หมื่นล้านปี

เห็นภาพภพภูมิสมัยก่อนเก่า
เสมือนเราเคยเกิดในภูมินี้
ตั้งแต่มนุษย์ในป่าพงพี
ดำรงวิถีในป่าดงดอย
มนุษย์โบราณหากินเร่ร่อน
หาบแบกคอนไปเป็นกลุ่มย่อย
ไม่มีศาสนาจึงหลักลอย
สังคมน้อยในป่าพนาไพร

ภพภูมิเก่าแก่อีกสมัยหนึ่ง
ยังคงพึ่งพาพืชผลนาไร่
เห็นผู้คนคาดไถไร่นาไป
ทุกข์สุขสบายในบรรพกาล
ภพหนึ่งซึ่งเคยเกิดเป็นสุนัข
มีถิ่นพำนักในป่าสังสาร
ไม่รู้ว่าทุกข์หรือสุขสำราญ
ชั่งมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ภพต่อมาเห็นว่าเจริญขึ้น
ผู้คนดาษดื่นมีบ้านอาศัย
ผู้คนจอแจผ่านมาผ่านไป
อัธยาศัยมีมิตรไมตรี
บ้านหนึ่งเห็นว่ามีรูปวาดแต้ม
รูปคนแกมอักษรภาพวาดสี
ตื่นตา ต้องใจ แต่งแต้มงามดี
อันตัว “เรา” นี้คือศิลปิน

จิตท่องอดีตไปในอีกมิติ
สติ สมาธิ รู้ตัวสิ้น
ภาพเคลื่อนเลื่อนไปในแผ่นดิน
ภพภูมถิ่นอดีตบรรพกาล
เห็นภาพ “อดีต” ขีดเส้นเวลา
ภาพ “อนาคต” ผุดมาเป็นพยาน
บังเกิดในตอนเช้าเป็นหลักฐาน
ว่าทัศนญาณนั้นเป็นความจริง

เมื่อหนังฉายได้เวลาอวสาน
จิตสำราญกลับสู่กายสุขยิ่ง
จิตตื่น กายตื่น ในความเป็นจริง
ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปธรรมดา
ล้วนว่าอนัตตา แลทุกขัง
รู้ทุกขัง อริยสัจจัง
นิพพานัง ปัจจโย โหตุ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์ รจนาในนามบุรุษผู้นั้น
ณ ป่าหุบใหญ่ บ้านงิ้ว
ต.ท่าจะหลุง อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา
เหตุเกิด 31 มกราคม 2558.......................................................................
เผยแพร่​โดยศิษย์​วัดป่าแก่น​ธรรม​หุบใหญ่(ธ)

Photos from ที่พักสงฆ์ป่าแก่นธรรมหุบใหญ่  Pah Kaentham Hupyai's post 18/05/2021

ตอนที่ 5
อัศจรรย์ธรรมปฏิบัติ
วันปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่
27-30 เมษายน 2557

ท่านทั้งหลาย ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2557 บุรุษผู้หนึ่ง พร้อมอุบาสิกาสำรวย (อุบาสิกาของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร) คุณครูน้อย และคุณยายใส ได้ขออนุญาตหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร พ่อแม่ครูอาจารย์แห่งวัดโคกปราสาท ไปปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่ ดินแดนแห่งเมืองลับแล ที่น้อยคนนักจะกล้าเข้าไป การไปในครั้งนี้ ก็เพื่อไปฝึกจิตฝึกใจ ดั่งเช่นพระธุดงค์และนักกัมมัฏฐาน ซึ่งบุรุษผู้นี้ ก็เคยไปภาวนาตามลำพังมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะลูกศิษย์ ก็เคยไปเยือนมาแล้วครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การมาภาวนาในครั้งนี้ จะต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาคือ พวกเราได้เรียนรู้ภูมิเจ้าที่มากขึ้น เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ระหว่างนักภาวนาและชาวโลกทิพย์ว่า จะอยู่อย่างไร จึงจะไม่เป็นการเบียดเบียนกัน นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่นักภาวนาพึงควรเรียนรู้ ดังจะขอเล่านิทานธรรม เพื่อเป็นทั้งอุทาหรณ์ และกำลังใจให้แก่นักภาวนาดังนี้.........

ความปีติระคนความลำบากใจของภูมิเจ้าถิ่น

ท่านทั้งหลาย ขอเริ่มเรื่องเล่านี้ว่า ชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนใหญ่จะมีความปีติเบิกบาน เมื่อมีนักภาวนา หรือนักปฏิบัติที่เป็นสัมมาทิฏฐิเข้าไปปฏิบัติธรรม ณ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขา เพราะต่างก็ได้รับกระแสบุญ และความเมตตาแผ่ไปมิมีประมาณ หากโชคดี พวกเขาก็อาจจะได้รับฟังธรรมจากนักภาวนา ดั่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์พระอริยเจ้า ท่านดำเนินปฏิทาเป็นตัวอย่างมาแล้ว

เรื่องเล่านี้ก็เช่นกัน กล่าวคือ ณ ดินแดนป่าหุบใหญ่แห่งนี้ ที่ผ่านมาทุกครั้ง ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งเข้าไปภาวนา ณ กระท่อมน้อยที่อยู่หุบผาริมธาร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพญานาคตามลำพัง ก็ได้รับการต้อนรับที่ดี เพราะที่ผ่านๆมา ไม่มีผู้ใดเคยกล้ากล้ำกรายเข้าไปในบริเวณนี้ หรือหากเข้าไป ก็ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดทั้งคืน จำต้องเผ่นออกมาแทบไม่ทัน แต่ด้วยอานิสงส์และบุญเก่าที่บุรุษผู้นี้ เคยเกิดบำเพ็ญบารมีอยู่ในบริเวณแห่งนี้ มาหลายภพหลายชาติ อีกทั้งเป็นผู้ไม่มีดีไปอวดเก่งต่อผู้ใด มีแต่ความเมตตา และความบริสุทธิ์แห่งจิตใจ ที่อยากจะเพียรละกิเลสออกไปจากใจ จึงได้รับไมตรีจิตจากเจ้าของถิ่นเป็นอย่างดี

แต่การมาของคณะในครั้งนี้ แม้เขาจะได้รับบุญกุศล และมีความปีติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักภาวนากลับไปสร้างความลำบาก หรือความอึดอัดในวิถีการดำรงอยู่ของพวกเขา ซึ่งมีทั้งบริวารลูกเล็กเด็กแดงเช่นกันกับมนุษย์ เพราะหากนักภาวนา ไปอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ก็คงไม่เป็นไร เขาก็น้อมรับด้วยความปีติยินดี เพราะได้รับคลื่นกระแสบุญอันสงบร่มเย็นจากนักภาวนา แต่เมื่ออยู่นานเข้า หรืออยู่หลายวัน เสมือนจะเป็นการไปอยู่แบบถาวร พวกเขาย่อมได้รับความลำบากในการอยู่อาศัย เสมือนกับแขกมาเยือนบ้าน แรกๆเจ้าของบ้านย่อมยินดีต้อนรับให้อยู่ค้างคืนได้ แต่หากอยู่หลายวันหลายคืนเข้า ความเคยชินที่เจ้าของบ้านเคยอยู่แบบสบายๆ ก็กลายเป็นความอึดอัดที่บอกไม่ถูก

นี้ก็เช่นกัน แม้ชาวโลกทิพย์ เขาจะเกรงกลัวต่อบาป และไม่กล้าล่วงเกินผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ยิ่งกว่าชาวมนุษย์ แต่เมื่อลูกหลานของพวกเขา ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างปรกติได้ เขาจึงมีอุบายในการที่จะเชิญนักภาวนา ออกไปจากถิ่นที่อยู่อาศัยของเขา ด้วยวิธีการต่างๆ ดั่งที่เราเคยได้ยินเรื่องราวในพระไตรปิฎก ที่ปรากฏเรื่องราวว่า มีพระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวนหนึ่ง ได้ออกไปปลีกวิเวกอยู่ตามป่าและโคนต้นไม้ แรกๆ รุกขเทวดาเขาก็ปีติยินดี และรีบลงลงมาจากต้นไม้ เพราะเกรงกลัวต่อบาปที่เขาอยู่สูงกว่าพระ แต่พอเหล่าภิกษุสงฆ์คิดจะอยู่จำพรรษา ชาวเทวดาก็เดือดร้อน จึงเนรมิตกลิ่นเหม็นรบกวนพระภิกษุเหล่านั้น จนทนไม่ได้

ท่านทั้งหลาย เมื่อกาลเวลาล่วงมาถึงกึ่งกลางพุทธกาลแล้ว เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ ก็เกิดให้เห็นเป็นประจักษ์อีกครั้ง เมื่ออุบาสิกาสำรวย (คู่บารมีหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร) ได้เข้าไปอาศัยพักภาวนาในกระท่อมน้อย ที่อยู่ข้างหุบผาริมธารด้านใน ซึ่งเป็นกระท่อมที่คุณเสนีย์สร้างไว้ อุบาสิกาสำรวยเล่าให้ฟังว่า แรกๆเขาก็ยินดี แต่พอวันที่สอง เขากลับคิดหวงสถานที่ขึ้นมา จึงหาวิธีที่จะเชิญให้ท่านออกไป ครั้นจะกระทำด้วยฤทธิ์รบกวนแบบตรงๆ เขาก็คงเกรงกลัวต่อบาป จึงได้แสดงนิมิตให้อุบาสิกาสำรวยได้ทราบว่า เขาไม่พอใจแล้ว เพราะกระท่อมน้อยหลังนี้ เป็นที่อยู่ของธิดาพญานาคผู้รอคอยคู่บารมี และเขาบอกว่า ลูกหลานและบริวารของพวกเขาเดือดร้อน เมื่อทราบเรื่องราวที่คาดไม่ถึงแล้ว อุบาสิกาสำรวย จึงถอนตัวออกมาภาวนาอยู่ที่ศาลาข้างนอก

ส่วนบุรุษผู้หนึ่ง ก็ขอถอนออกมาเช่นกัน ด้วยเกรงพวกเขาจะลำบาก และเกิดกรรมไปมากกว่านี้ เพราะนักภาวนาไม่ยึดติดในสถานที่ ไม่ยึดติดในภูมิใดๆอีกแล้ว ก็เพราะรู้แจ้งแล้วว่า ความยึดติดในภพภูมิ สถานที่ และสิ่งต่างๆ จึงทำให้มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสารมิสิ้นสุด จึงได้แต่เวทนาและสงสารพวกเขา เมื่อคณะของพวกเราถอนตัวออกมาภาวนาในสถานที่ข้างนอก ซึ่งเคยเป็นวัดเก่าแก่มาแต่ครั้งพุทธกาลของพระกกุสันโธพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้รับความสงบ การภาวนาก็โล่งแจ้งดี

ท่านทั้งหลาย เมื่อคณะของพวกเรา ออกมาภาวนาอยู่ข้างนอกแล้ว อุบาสิกาสำรวยเล่าให้ฟังว่า พญานาคและธิดาสองพ่อลูกได้สำนึก จึงเข้ามากราบขอโทษขออภัย ที่พวกเขาได้ล่วงเกินผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยมิมีเจตนาจะล่วงเกินไปมากกว่านี้ เมื่อพวกเราทราบแล้ว พวกเราก็ขอโทษพวกเขาด้วยเช่นกัน ที่ไปสร้างความลำบากใจให้บังเกิดขึ้นโดยมิมีเจตนา แต่พวกเราก็มาเพื่อการเพียรละกิเลสออกไปจากใจ และหวังว่า จะมาช่วยพวกท่านให้มีความสุขร่มเย็นได้บ้าง ตามบุญวาสนาของพวกเรา จึงไม่มีเจตนาที่จะมายึดภูมิ หรือยึดสถานที่ของผู้ใด เพราะพวกเราเห็นโทษเห็นภัยของการยึดติดทั้งหลายแล้ว ขอให้ท่านจงสบายใจ และให้อยู่อาศัยตามปรกติต่อไปเถิด ส่วนพวกเราก็จะภาวนา โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อกัน

เป็นอันว่า เมื่อสื่อสารเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงนับเป็นอุทาหรณ์ และข้อเตือนใจสำหรับนักภาวนาว่า แม้เราจะอยู่ต่างภูมิต่างมิติกัน ก็ควรเคารพในธรรมชาติของกันและกัน ให้มีความเมตตากรุณาและเกื้อกูลต่อกัน ไม่อวดดีอวดเก่งต่อกัน จึงจักสมควรแก่การได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา จึงจะนับว่า ไม่เสียชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกชาติหนึ่ง......

วิญญาณผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ

ท่านทั้งหลาย นอกจากคณะของพวกเรา จะเผชิญกับพญานาค และชาวโลกทิพย์ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ยังได้เผชิญเรื่องราวของชาววิญญาณ ผู้เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ปะปนอยู่เช่นเดียวกันกับสังคมของชาวมนุษย์ คือ มีกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนเนินข้างริมธาร ที่อยู่ตรงข้ามกับกระท่อมน้อยของบุรุษผู้หนึ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณสองสามีภรรยา คือ วิญญาณของตาชมกับยายขวัญ วิญญาณฝ่ายสัมมาทิฏฐิ ได้มาเล่าให้อุบาสิกาสำรวยฟังว่า ยายขวัญหวงที่อยู่อาศัยมาก แม้แต่บริเวณลานบ้าน ก็ไม่อยากให้ใครเข้าไป ซึ่งหลายๆคนได้เผชิญมาแล้ว บางคนก็โดนบีบคอ บางคนก็รีบเก็บกลดเก็บข้าวของแทบไม่ทัน บางครั้ง ก็ดลบันดาลให้มดแดงเข้ามาไต่กัดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สร้างความฉงน และต้องย้ายกลดทันทีมาแล้ว เรื่องราวแบบนี้ถือว่า เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักภาวนา เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้ จะช่วยสร้างนักภาวนา ให้มีอินทรีย์และจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น ถ้าหากยังไม่สามารถผ่านเรื่องราวแบบนี้ไปได้ ก็จะไม่สามารถเห็นธรรมขั้นสูงได้ ดังนั้น นักภาวนา ควรหาโอกาสออกไปปลีกวิเวกภาวนา ในสถานที่ต่างๆ จึงจะรู้ใจของตัวเองมากขึ้นตามลำดับ........

"ดวงธรรมสว่าง"

ท่านทั้งหลาย ในค่ำคืนที่สามนี้ มีชาวบ้านจำนวนสี่ห้าคน ได้มาสวดมนต์ภาวนาร่วมกันในศาลา โดยมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้นำสวดมนต์ และพานั่งภาวนาสมาธิ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ภาวนา "บุรุษผู้หนึ่ง" ได้อธิษฐานบารมีว่า "หากข้าพเจ้ามีบุญบารมี ก็ขอให้บังเกิดสิ่งอัศจรรย์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่ชาวคณะ เพื่อเป็นสักขีพยาน" เมื่อเริ่มภาวนา สมาธิก็ตั้งมั่น จิตเข้าสู่สภาวะสว่างและโล่งสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จิตได้พิจารณาธรรมบางอย่าง ขณะที่จิตรำพึงรำพันถึงบุญบารมีที่เคยสร้างสมมา จิตก็ผุดระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ พ่อแม่ครูอาจารย์ และหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร จึงอธิษฐานจิต ขอปฏิบัติเพื่อบูชาคุณพระพุทธองค์ พ่อแม่ครูอาจารย์ และหลวงพ่อ พลันจิตก็รับรู้ในกุศลที่ย้อนไหลกลับ แผ่ซ่านไปทั้งกายและใจ จิตจึงตื่นเบิกบาน พร้อมกับได้อธิษฐานบุญบารมี ขอยกเอาทศบารมีที่ได้เพียรสร้างมาแล้วทั้งหมด โดยเฉพาะ "เมตตาบารมี" แผ่ออกไปที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ภาวนากันอยู่นั้น คุณเสนีย์ที่ภาวนาอยู่ข้างนอกศาลา ได้แลเห็นดวงไฟสว่าง ขนาดเท่ากำปั้นด้วยตาเนื้อ "ดวงสว่าง" ลอยเคลื่อนตัวมายังศาลา ขณะที่คณะกำลังภาวนาอยู่ ขณะเดียวกันอุบาสิกาสำรวย ก็ได้เห็น "ดวงธรรม" สีฟ้าครามใสสว่างไสวขนาดใหญ่ พุ่งออกมาจากพระพุทธรูป พุ่งตรงเข้าไปในกายของบุรุษผู้หนึ่ง ส่วนคุณครูน้อย ก็เห็นหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร เมตตามาโปรดชาวคณะ ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกันกับที่บุรุษผู้หนึ่งอธิษฐานจิต......
เมื่อบุรุษผู้หนึ่ง มีจิตใจที่ตื่นเบิกบาน จึงออกไปเดินภาวนาจงกรมต่อ จิตเห็นสิ่งใด ก็พิจารณาสัจธรรมไปตามปัญญาที่มี ตาแลเห็นความมืดทะมึนทึม จิตผุดรู้พิจารณาตามทันทีว่า อ๋อ...ความมืดเป็นธรรมชาติของเขา เขาทำหน้าที่ของเขาอยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้หรอกว่าผู้ใดกำลังกลัวความมืดอยู่ และเขาก็ไม่รู้ว่าเขาคือความมืด แต่มนุษย์ไปสมมุติเขาขึ้นมาว่า เป็นความมืด แล้วใจก็ไปยึดมั่นเอา พร้อมกับปรุงแต่งขึ้นมาว่า ในความมืดนั้น มีสิ่งน่ากลัวมากมาย ชั่งโง่เง่าจริงหนอเรา เอ้าแล้วที่กลัวผีกลัววิญญาณ กลัวงู กลัวเสือ กลัวช้าง กลัวสัตว์สารพันนั้นเล่า มันเพราะเหตุอะไร เอ้าก็เราเคยเกิดเป็นผีเป็นวิญาณ เป็นพญานาค เป็นพรหม เป็นเทวดา และสิงสาราสัตว์นานาแทบทุกประเภทมาแล้ว แล้วเรายังไปหลงกลัวตัวเองอยู่ทำไม โอ้...เรามันโง่มาตั้งนาน โง่มาตั้งกี่ภพกี่ชาติกันแล้ว โง่หลง "กลัวตัวเอง" อยู่ได้ เพราะเราถูกอวิชชาครอบงำเอาไว้ จึงไม่รู้ไม่เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว เราก็เคยเกิดเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้มาแล้วทั้งนั้น ก็เพราะร่างกายสังขาร และภพภูมิต่างๆ ที่เราเคยเกิด เคยตาย และเคยเป็น มันไม่เที่ยง เพราะมันเป็น อนิจจัง และเป็น อนัตตา ตายไปแล้วก็ไม่เหลือเป็นตัวเป็นตน แม้พื้นดินที่เรากำลังเหยียบและเดินจงกรมอยู่นี้ ก็เคยเป็นที่ฝังร่างและกระดูกของเรามาหลายภพหลายชาติ เมื่อกลายเป็นดินไปแล้ว มันก็ยังหาตัวตนไม่เจอ ยังเหลือแต่วิญญาณ เร่ร่อนไปเกิดในภพภูมิต่างๆ วิญญาณนี้เอง เป็นที่รวมของทุกข์ เมื่อไปเกิดในภพภูมิใด ใจก็เป็นผู้ไปยึดเอา "ทุกขัง" ทุกข์จึงมาขังอยู่ที่ใจไม่สิ้นสุด เพราะอวิชชาเป็นผู้ครอบงำจิตใจของเราไว้นี้เอง จึงรู้ไม่เท่าทันกิเลส

เมื่อพิจารณาไป จิตเสมือนรู้ทันกิเลส ใจก็ห้าวหาญและเด็ดเดี่ยวขึ้นมา พร้อมกับปรากฏสิ่งอัศจรรย์บังเกิดขึ้นที่ใจ ความสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหว ดังครืนๆ เคลื่อนมาปะทะที่ใจ เสมือนกิเลสถูกทำลายออกไปจากใจ แล้วเหลือไว้แต่ความโล่งเบาสบาย แม้ "สภาวธรรม" ที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นอะไรก็ชั่งเถอะ มันก็เป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตา ใจจึงได้ละวางในสภาวะนั้นลง ยังเหลือแต่ความทรงจำ ที่พอจะนำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นิทานธรรมที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็เป็นแต่เพียงประสบการณ์หนึ่ง ของผู้ที่ยังไม่สิ้นกิเลส อย่าได้เอาไปเป็นครูอาจารย์ ให้เอาพระพุทธเจ้าเป็นครูอาจารย์เท่านั้น ก็ขอให้อ่านเล่นเป็นแต่เพียงนิทานธรรม ก็พอจะอนุโลมเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันได้ และท้ายสุด ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย มีความสุขเพลิดเพลินในการอ่าน ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
1 พฤษภาคม 2557.....................................................................
เผยแพร่โดยศิษย์​วัดป่าแก่นธรรมหุบใหญ่(ธ)

13/05/2021

ตอนที่ 4
"สภาวธรรม" วันปลีกวิเวกภาวนา ณ ป่าหุบใหญ่
13 กุมภาพันธ์ 2557
(ต่อจากโพสต์​ก่อนหน้านี้)​

3) กระท่อมข้าใครอย่าแตะ
ต่อมาในช่วงตีสามกว่า ขณะที่บุรุษผู้นี้กำลังนั่งภาวนา ปรากฏว่า เพื่อนละเมอเสียงดังลั่นข้ามป่ามาอยู่นาน จิตพิจารณาเห็นความไม่ปรกติ จึงได้แผ่บุญไปถึง พอตอนเช้าได้สอบถาม จึงได้ความว่า คืนนี้เขาก็ภาวนาดี แต่เผลอหลับไป รู้สึกตัวว่ามีคนกำลังบีบคอ จึงต้องร้องขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวแล้ว เขาจึงลุกขึ้นมาภาวนาและเดินจงกรมต่อจนสว่าง เมื่อทราบเรื่องราวแล้ว จึงให้กำลังใจไปว่า ภพภูมิเขาคงอยากให้ภาวนากระมัง จึงหาวิธีปลุกเรา เขาคงไม่คิดร้ายหรอก ค่อยๆเรียนรู้ไป แล้วจิตใจจะเข้มแข็งขึ้น การภาวนาก็จะก้าวหน้า ความจริงมาทราบในภายหลังจากอุบาสิกาท่านหนึ่งว่า มีวิญญาณสองตายายตรงกระท่อมข้างนอก คือวิญญาณของตาชมกับยายขวัญ เขาหวงสถานที่ ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา หลายๆคนจึงอยู่กระท่อมนี้ได้ไม่ตลอดทั้งคืน

4) จิตสว่างไสว
ต่อมา ในช่วงตีสี่ ขณะที่บุรุษผู้นี้ภาวนา ปรากฏว่า จิตรวมสงบลง มีแสงสว่างเกิดขึ้นหลายครั้ง ช่วงหนึ่งจิตสว่างไสวจัดจ้า "ดุจอาทิตย์ดวงใหญ่" ส่องแสงสว่างไสวขึ้นเหนือกระท่อม ทางทิศตะวันออก มันเกิดขึ้นในท่ามกลางความมืด ชั่ง "อัศจรรย์" จริงหนอ ต่อมาจิตบอกตัวเองว่า ญาณกำลังจะเกิดขึ้น พลันภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเป็นชั้นๆ เลื่อนไปเหมือนกับภาพสไลด์ แต่ภาพนั้นเคลื่อนไหวได้ จิตมีสติเฝ้าดูอยู่ไม่ปรุงแต่ง จิตเห็นความไม่เที่ยงแล้วจึงปล่อยวาง ต่อมาใกล้สว่าง จิตแยกออกจากกาย สติไม่คลายยังตั้งมั่นอยู่ จิตขอเรียนรู้ จึงกำหนดจะไปในที่ใด แม้จะยังควบคุมทิศทาง และความเร็วยังไม่ได้ ด้วยจิตยังไม่มีพลังพอ แต่จิตก็ได้เรียนรู้พอแล้ว จึงไม่ติดใจหรือหลงใหลในสิ่งนี้อีก จิตจึงหลีกถอยกลับมา และออกจากสมาธิ ในเวลา 05.50 น. เรื่องราวของนิทานธรรมจึงจบลง

ท่านทั้งหลาย เรื่องเล่านิทานธรรมนี้ เป็นเพียงประสบการณ์ของนักภาวนา แม้จะมีภูมิธรรมอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สิ้นกิเลส ดังนั้น ความจริงแท้ทั้งหลาย ยังไม่สามารถจะบอกท่านได้ชัดแจ้งทั้งหมด จึงโปรดใช้วิจารณญาณกันเอาเอง หรือจะอ่านเล่นเป็นเพียงนิทานธรรม ก็พอเป็นกำลังใจแก่กันและกันได้ จึงขออนุโมทนาครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
15 กุมภาพันธ์ 2557..........................................................................
เผยแพร่​โดย​ ศิษย์​วัดป่าแก่น​ธรรม​หุบใหญ่(ธ)

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chok Chai

Chok Chai สถานที่สักการะอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
ดินเผาด่านเกวียน ดินเผาด่านเกวียน
Sukhaphiban 1
Chok Chai, 30190

ศุนย์กลางจัดจำหน่ายเครื่องปั้นดิน?