Slaipui

Slaipui

แชร์

ชีวิตที่ดีคือ ชีวิตที่นอนแล้วไม่ตกหมอน ทานร้อนแล้วไม่ลวกปาก

09/08/2026

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน ทุกครั้งที่เด็กหรือวัยรุ่นคนหนึ่งหยิบอาวุธขึ้นมาทำร้ายผู้คน และทุกครั้งที่สังคมพยายามตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น’ หนังเรื่องหนึ่งมักย้อนกลับมาอยู่ในความคิดของเราเสมอ นั่นคือ We Need to Talk About Kevin (2011)
ไม่ใช่เพราะหนังเรื่องนี้มีคำตอบสำหรับเหตุการณ์เหล่านั้น แต่ตรงกันข้าม เพราะมันทำให้เราเห็นว่า คำถามง่าย ๆ อย่าง ‘ทำไม’ อาจเป็นคำถามที่ตอบได้ยากกว่าที่คิด และความพยายามค้นหาคำตอบเพียงข้อเดียวอาจทำให้เรามองไม่เห็นความซับซ้อนที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรง
หนังสร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ ไลโอเนล ชริฟเวอร์ และกำกับโดย ลินน์ แรมซีย์ หนังเล่าเรื่องผ่านสายตาของ ‘เอวา’ หญิงสาวผู้เคยมีชีวิตเป็นอิสระ ทำงานเขียนหนังสือท่องเที่ยวและเดินทางไปทั่วโลก ก่อนที่การตั้งครรภ์จะเปลี่ยนชีวิตของเธออย่างสิ้นเชิง จากหญิงสาวที่เคยมีโลกเป็นของตัวเอง เธอกลายเป็นแม่ของ ‘เควิน’ เด็กชายที่ดูเหมือนจะสร้างระยะห่างระหว่างตัวเองกับแม่มาตั้งแต่ต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ไม่ได้เป็นไปตามภาพจำของความเป็นแม่ที่เต็มไปด้วยความรักและความผูกพัน เอวาไม่สามารถรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับลูกได้อย่างที่สังคมคาดหวัง ขณะที่เควินก็เป็นเด็กที่ต่อต้าน ดื้อรั้น และดูเหมือนจะจงใจท้าทายแม่อยู่เสมอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการต่อสู้ทางอำนาจที่ค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเมื่อเควินเติบโต
เมื่อเควินอายุ 15 ปี เขาก่อเหตุสังหารหมู่เพื่อนร่วมโรงเรียนด้วยธนูและลูกศร เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เพียงพรากชีวิตผู้คน แต่ยังทำลายชีวิตของครอบครัวที่เหลืออยู่ เอวาต้องเผชิญทั้งความสูญเสีย ความเกลียดชังจากสังคม ความโดดเดี่ยว และคำถามที่ไม่มีใครสามารถตอบแทนเธอได้ว่า เธอมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่ลูกชายทำหรือไม่
สิ่งที่ทำให้หนังน่าสนใจคือ มันไม่ได้เล่าเหตุการณ์เหล่านี้จากมุมของผู้ก่อเหตุ แต่พาเรากลับไปมองชีวิตของแม่ และไม่ได้เล่าเรื่องแบบเส้นตรง หากแต่ตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ตั้งแต่ชีวิตของเอวาก่อนมีลูก วัยเด็กของเควิน ไปจนถึงชีวิตของเธอหลังเหตุการณ์สังหารหมู่
โครงสร้างดังกล่าวทำให้ผู้ชมตกอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเอวา เราไม่ได้รับคำอธิบายทั้งหมดตั้งแต่ต้น แต่ต้องค่อย ๆ ปะติดปะต่อความทรงจำและความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้ขึ้นมาเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังเห็นว่า นี่คือ ‘ความจริง’ หรือคือความจริงผ่านสายตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับชีวิตของตัวเอง
เพราะเอวาเองก็เป็นผู้เล่าเรื่องที่ไม่น่าไว้วางใจในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเธอตั้งใจโกหก แต่เพราะความทรงจำของมนุษย์ไม่ได้เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่สมบูรณ์แบบ ความรู้สึกผิด ความเจ็บปวด และความพยายามหาความหมายให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนวิธีที่เรามองอดีตได้เสมอ หนังจึงทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเอวากับเควินมีความหมายเพียงแบบเดียวหรือไม่
ตั้งแต่ก่อนมีลูก เอวาเคยมีชีวิตที่เธอรัก การตั้งครรภ์จึงไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงในฐานะจุดเริ่มต้นของความเป็นแม่ แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอต้องสูญเสียตัวตนบางส่วนไปพร้อมกัน เธอรักลูก แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกว่าการมีลูกทำให้ชีวิตเดิมของเธอหายไป ความรู้สึกขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่หนังไม่พยายามทำให้เอวาดูเป็น ‘แม่ที่ดี’ ตามแบบฉบับ หากแต่ยอมให้เธอเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความรัก ความเหนื่อยล้า ความเสียใจ และความรู้สึกผิดอยู่พร้อมกัน
และบางที สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เจ็บปวดที่สุดก็คือ เควินอาจรับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านั้นมาตลอด
ในอีกด้านหนึ่ง เควินเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้มีภาพของความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา เขามีพ่อแม่ที่รักกัน มีฐานะมั่นคง และมีพ่ออย่าง ‘แฟรงคลิน’ ที่รักและเอาใจใส่ลูกอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวนี้จึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นภาพของ ‘ครอบครัวที่พัง’ ซึ่งสามารถใช้เป็นคำอธิบายง่าย ๆ สำหรับพฤติกรรมของเควินได้
แต่ภายใต้ภาพของครอบครัวที่ดูสมบูรณ์กลับมีความแตกต่างในการรับรู้ซ่อนอยู่ แฟรงคลินมักมองพฤติกรรมของเควินในแง่ดีมากกว่า และหลายครั้งไม่เห็นสิ่งเดียวกับที่เอวาเห็น เขาจึงมีแนวโน้มที่จะมองว่าปัญหาเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างภรรยากับลูก มากกว่าจะเชื่อว่าเควินกำลังแสดงพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง
ความแตกต่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดของความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่รู้สึกว่าน่ากังวล คนรอบตัวเขามองเห็นสิ่งเดียวกันจริงหรือไม่ หรือบางครั้งเราอาจมองเห็นสิ่งที่เรา ‘อยากเห็น’ มากกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
คำถามนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองย้อนกลับไปหลังเกิดโศกนาฏกรรม เพราะเมื่อเรารู้ปลายทางแล้ว เหตุการณ์เล็ก ๆ ในอดีตแทบทุกอย่างสามารถถูกตีความใหม่ให้กลายเป็น ‘สัญญาณเตือน’ ได้เสมอ พฤติกรรมที่ในเวลานั้นอาจดูเป็นเพียงความดื้อรั้น ความผิดปกติเล็ก ๆ หรือความขัดแย้งในครอบครัว เมื่อมองย้อนกลับจากวันที่เกิดเหตุ มันกลับดูราวกับเป็นหลักฐานที่บอกเราว่าเรื่องทั้งหมดควรจะถูกมองเห็นตั้งแต่แรก
แต่ชีวิตจริงไม่ได้ทำงานเช่นนั้น
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ We Need to Talk About Kevin น่าสนใจในฐานะงานที่พูดถึงความรุนแรง เพราะมันไม่ยอมให้เราสรุปง่าย ๆ ว่าเควินกลายเป็นผู้ก่อเหตุเพราะพ่อแม่เลี้ยงดูผิด หรือเพราะเขา ‘เกิดมาเป็นปีศาจ’ หนังวางความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติของมนุษย์ การเลี้ยงดู ครอบครัว และสภาพแวดล้อมไว้ในพื้นที่สีเทา โดยไม่ยอมเลือกคำตอบใดคำตอบหนึ่งมาเป็นต้นเหตุทั้งหมด
ในทางจิตวิทยาและสังคมศาสตร์เอง การอธิบายพฤติกรรมรุนแรงผ่านสาเหตุเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัดอย่างมาก เพราะพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากปัจจัยหลายระดับ ตั้งแต่ปัจจัยส่วนบุคคล ความสัมพันธ์ในครอบครัว สภาพแวดล้อม ไปจนถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรม แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง สิ่งที่สังคมมักต้องการกลับเป็นคำตอบที่ง่ายกว่านั้น เราต้องการรู้ว่าใครผิด ต้องการรู้ว่าอะไรคือสาเหตุ และต้องการหาจุดเริ่มต้นที่สามารถชี้นิ้วไปหาได้
เพราะการเชื่อว่าทุกเหตุการณ์มีต้นเหตุที่ชัดเจน ทำให้โลกที่ดูไร้ระเบียบกลับมาเป็นสิ่งที่เราสามารถทำความเข้าใจได้อีกครั้ง
แต่หนังกลับไม่ยอมให้เราได้รับความสบายใจนั้น
เอวาจึงกลายเป็นตัวละครที่สำคัญอย่างมาก เพราะเธอไม่ได้เพียงพยายามทำความเข้าใจว่า ‘ทำไมเควินถึงทำแบบนั้น’ แต่ยังพยายามทำความเข้าใจตัวเองด้วยว่า เธอมีส่วนสร้างความสัมพันธ์แบบนี้ขึ้นมาหรือไม่ เธอเป็นแม่ที่ดีพอหรือเปล่า เธอรักลูกไม่มากพอหรือไม่ หรือความรู้สึกบางอย่างที่เธอมีต่อลูกตั้งแต่ก่อนเขาเกิดได้ส่งผลต่อสิ่งที่ตามมาหรือเปล่า
คำถามเหล่านี้สะท้อนความเชื่อที่ฝังอยู่ในสังคมว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง เรามักย้อนกลับไปหาครอบครัวก่อนเสมอ เพราะพ่อแม่ถูกมองว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการหล่อหลอมตัวตนของเด็กมากที่สุด
แน่นอนว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของมนุษย์ แต่การยอมรับข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถโยนความรับผิดทั้งหมดให้กับพ่อแม่ได้ เพราะเด็กเองก็ไม่ใช่ผืนผ้าใบว่างเปล่าที่ผู้ปกครองสามารถออกแบบได้ทั้งหมด เขามีความคิด ความต้องการ อารมณ์ การรับรู้ และการตัดสินใจของตัวเอง
ตรงนี้เองที่หนังทำให้คำถามเรื่อง ‘ธรรมชาติหรือการเลี้ยงดู’ หรือ nature versus nurture ไม่สามารถหาคำตอบได้ง่าย ๆ เพราะสิ่งที่เราเห็นไม่ใช่การแข่งขันระหว่างสองปัจจัย หากแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวบุคคลกับโลกที่เขาเติบโตขึ้นมา
และเมื่อหนังเดินทางมาถึงฉากสุดท้าย เราจึงกลับไปพบกับคำถามเดิมอีกครั้ง
หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไป เอวาได้กลับมาเจอกับเควินในเรือนจำ ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในฐานะแม่กับลูกแบบเดิมอีกแล้ว เควินกลายเป็นผู้ต้องขัง ส่วนเอวากลายเป็นแม่ของผู้ก่อเหตุที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสายตาของสังคม
เอวาถามลูกชายเพียงคำเดียวว่า ‘ทำไมล่ะ?’
มันอาจหมายถึง ‘ทำไมลูกถึงทำแบบนั้น?’ หรืออาจหมายถึงคำถามที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นว่า ‘ทำไมลูกถึงเกลียดแม่?’
แต่เควินกลับตอบว่า ‘ผมเคยคิดว่าผมรู้ แต่ตอนนี้ผมไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้ว’
คำตอบนี้ไม่ได้ให้ความกระจ่าง แต่มันอาจเป็นหนึ่งในประโยคที่สรุปหัวใจของหนังได้ดีที่สุด เพราะตลอดทั้งเรื่อง หนังไม่เคยพยายามสร้างเหตุผลสำเร็จรูปเพื่ออธิบายว่าทำไมเด็กคนหนึ่งจึงกลายเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง และในท้ายที่สุด แม้แต่ตัวเควินเองก็ไม่สามารถยืนยันได้อีกแล้วว่าเขารู้คำตอบนั้นจริงหรือไม่
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ We Need to Talk About Kevin ยังคงกลับมามีความหมายทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนขึ้นอีกครั้ง
หลังเกิดเหตุ เรามักถามว่า ‘ทำไม?’
ทำไมเด็กคนนี้ถึงทำแบบนั้น? ทำไมไม่มีใครเห็นสัญญาณ? ทำไมครอบครัวไม่รู้? ทำไมโรงเรียนไม่รู้? ทำไมคนรอบข้างไม่รู้?
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่จำเป็น แต่ปัญหาอาจอยู่ตรงที่เราไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตามหาคำตอบเดียว เพราะความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นจากจุดเดียวเสมอไป และการพยายามหาคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นต้นเหตุทั้งหมด อาจทำให้เราพลาดการมองเห็นโครงสร้างและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่านั้น
ชื่อของหนังจึงน่าสนใจอย่างมาก เพราะ We Need to Talk About Kevin ไม่ได้บอกว่า ‘เราต้องหาคำตอบของเควิน’ แต่บอกว่า ‘เราต้องคุยกันเรื่องเควิน’
อาจต้องคุยเรื่องครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก คุยเรื่องความโดดเดี่ยว ความโกรธ การกลั่นแกล้ง การรับมือกับพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เด็กคนหนึ่งกำลังเติบโตขึ้นมา และที่สำคัญคือ ต้องคุยกันก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ไม่ใช่หลังจากที่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
เพราะเมื่อโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น เรามักมีความสามารถพิเศษในการย้อนกลับไปทำให้ทุกอย่างดูมีเหตุมีผล เรามองเห็นสัญญาณที่ก่อนหน้านั้นอาจไม่มีใครรู้ว่าควรตีความอย่างไร และสร้างเรื่องราวที่ทำให้เรารู้สึกว่า หากใครสักคนทำอะไรบางอย่างเร็วกว่านั้น เหตุการณ์ทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น
แต่ We Need to Talk About Kevin เตือนเราว่า มนุษย์ไม่ได้เข้าใจชีวิตของตัวเองได้ชัดเจนขนาดนั้น และบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้ก็อาจเปลี่ยนความหมายไปเมื่อมองย้อนกลับไป
ดังนั้น สิ่งที่หนังทิ้งไว้จึงอาจไม่ใช่คำตอบว่า ‘ทำไมเควินถึงทำแบบนั้น’ แต่เป็นคำถามว่า ก่อนที่เราจะต้องถามว่า ‘ทำไม’ หลังเกิดเหตุ เราได้พูดคุยกันมากพอแล้วหรือยัง
เพราะเราอาจไม่มีทางหยุด ‘เควิน’ คนหนึ่งได้ด้วยการค้นหาคำตอบย้อนหลัง แต่การหันกลับมามองครอบครัว โรงเรียน สังคม และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่รายล้อมชีวิตของเด็กคนหนึ่งตั้งแต่วันนี้ อาจทำให้เราเข้าใจความรุนแรงได้มากขึ้น และบางทีอาจช่วยไม่ให้เราต้องกลับมาถามคำถามเดิมกับเควินคนที่สอง สาม สี่ หรือห้าในอนาคต
และบางที สิ่งที่ We Need to Talk About Kevin ยังคงเตือนเราอยู่เสมอ ก็คือ ก่อนที่เราจะต้องถามคำถามนั้นหลังจากทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เราอาจต้องเริ่ม ‘คุยกัน’ ให้เร็วกว่านั้น

Photos from The Renovation's post 07/08/2026
07/08/2026

💬 วอดส์? ไหนใครบอกตั้งใจจะอัปสกิลภาษาตั้งแต่ต้นปี จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เริ่ม 👉👈
ถึงจะเริ่มช้า แต่ถ้าอยากเริ่มเรียนภาษาแบบชัวร์ ๆ รีบปักหมุดที่ 📍โครงการอบรมภาษาต่างประเทศ โดย ศูนย์บริการวิชาการ #คณะอักษรจุฬา ซึ่งกำลังเปิดรับสมัครรอบปลายปี 69 รวบตึงวิชาน่าเรียนมากกว่า 15 ภาษา เนื้อหาออกแบบสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถมา upskill & reskill ได้แบบไม่มีจำกัด~ (ลงเรียนกี่คอร์สก็ได้ แต่อย่าให้เวลาชนกันก็พอ 😉)
➜ แต่ละคอร์สเนื้อหาเน้น ๆ ติวเข้ม ๆ มีทั้งแบบ online และ onsite
➜ ยิ่งเรียนช่วงปลายปี ยิ่งช่วยเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ ๆ ในปีหน้า
➜ เช็กรายละเอียดคอร์ส วันและเวลาที่สะดวก แล้วรีบลงทะเบียนเลย! ⤵︎
🗓️ เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569 *บางคอร์สรับจำนวนจำกัด รีบสมัครก่อนเต็ม
🗓️ ระยะเวลาเรียนประมาณเริ่มประมาณ [ ก.ย. – พ.ย. / ธ.ค. 69 ] แตกต่างกันแล้วแต่คอร์ส
🛒 สมัครเรียนด้วยตัวเองง่ายๆ ที่ www.cascachula.com
🔎 เช็กรายวิชาที่เปิดสอน & รอบเรียน: www.cascachula.com/detail_news/40
…………………………

[ ⚡𝐐𝐮𝐢𝐜𝐤 𝐅𝐚𝐜𝐭𝐬 เกี่ยวกับโครงการอบรมภาษา ]
✤ ค่าเรียน: เริ่มต้น 2,700 ~ 6,600 บาท / บางคอร์สยังไม่รวมค่าหนังสือหรือเอกสาร 📚
✤ มีทั้ง [ 💻เรียนสดออนไลน์ผ่าน Zoom ] และ [ 🏢เรียนคลาสจริงที่คณะอักษรจุฬาฯ ]
✤ รอบเรียนแตกต่างกัน มีทั้งวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันธรรมดาภาคค่ำ
✤ หลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป สมัครเรียนได้ไม่จำกัดอายุ
✤ มีใบคะแนนจากคณะอักษรฯ​ เพื่อรับรองการเข้าอบรมภาษา
…………………………

[ 💻 #คอร์สออนไลน์ สอนสดผ่าน Zoom ]

🇨🇳 [ ภาษาจีนกลาง ]
⇾ พื้นฐาน 1-4
⇾ ขั้นกลาง 1-2
⇾ สนทนาสื่อสาร 1-3
⇾ สนทนาจีนกลาง - สูง 1
⇾ จีนกลางสู่ระดับ HSK 4 ขั้นที่ 1-2
⇾ จีนกลางสู่ระดับ HSK 5 ขั้นที่ 1-4
⇾ จีนกลางสู่ระดับ HSK 6 ขั้นที่ 1-2
⇾ ภาษาจีนเพื่อการทำงานในโลกธุรกิจ 1-2
⇾ ทักษะการฟังและพูดภาษาจีน เฮฮา สนทนาหน้าจอ

🇰🇷[ ภาษาเกาหลี ]
⇾ เกาหลีระดับต้น 1-4
⇾ เตรียมสอบการเขียน TOPIK II
⇾ เตรียมสอบวัดระดับ TOPIK II

🇮🇳[ ภาษาฮินดี ]
⇾ พื้นฐาน 1-4
⇾ ฮินดีเพื่อการท่องเที่ยว

🇲🇲[ ภาษาเมียนมา ]
⇾ พื้นฐาน 1-3

🇻🇳 [ ภาษาเวียดนาม ]
⇾ พื้นฐาน 1-2

🙏[ ภาษาบาลี ]
⇾ พื้นฐาน 1

🕉 [ ภาษาสันสกฤต ]
⇾ ภาษาสันสกฤตเรียนง่าย 2

🇪🇸[ ภาษาสเปน ]
⇾ พื้นฐาน 1-3

🇮🇹[ ภาษาอิตาเลียน ]
⇾ พื้นฐาน 1-3
⇾ การพูดระดับต้น (A2)

🇩🇪[ ภาษาเยอรมัน ]
⇾ พื้นฐาน 1-3 (A1-3)
⇾ เยอรมัน 16 (B2-2)
⇾ ศัพท์และไวยากรณ์เยอรมัน (B2-C1)

🇵🇹[ ภาษาโปรตุเกส ]
⇾ พื้นฐาน 1

🇷🇺[ ภาษารัสเซีย ]
⇾ ระดับ 1-3

🇬🇧[ ภาษาอังกฤษ ] ✱ รับจำกัดจำนวน
⇾ IELTS Reading and Writing
⇾ IELTS Speaking, Pronunciation and Listening
⇾ Writing Enrichment
⇾ Vocab Enrichment
⇾ Reading Enrichment

🇫🇷[ ภาษาฝรั่งเศส ]
⇾ พื้นฐาน 1-4
⇾ ไวยากรณ์และคำศัพท์ระดับกลาง​ 1 (A2-B1)

🇯🇵[ ภาษาญี่ปุ่น ]
⇾ พื้นฐาน 1-8
⇾ ขั้นกลาง 2-3
⇾ สนทนาภาษาญี่ปุ่น 1-2 (จำกัดระดับละ 20 คน)
____________

[ 🏛️ #คอร์สออนไซต์​ เรียนที่คณะอักษรจุฬาฯ ]
🇬🇧[ ภาษาอังกฤษ ] ✱ รับจำกัดจำนวน
⇾ Learning English through Creative Writing
⇾ Effective Generative AI for English Business and Professional Writing
⇾ English Business Speaking

🇨🇳 [ ภาษาจีนกลาง ]
⇾ พื้นฐาน 1-4
⇾ ขั้นกลาง 1-2
⇾ สนทนาสื่อสาร 2, 3
⇾ จีนกลางสู่ระดับ HSK 4 ขั้นที่ 2

🇯🇵[ ภาษาญี่ปุ่น ]
⇾ พื้นฐาน 1, 2, 3, 5
____________

✦ #คอร์สพิเศษ เรียนวันเดียวที่คณะอักษรจุฬาฯ ✦
🏹 ราม-สีดา ... มหาสงครามลงกาในรามายณะและราโมปาขยาน
⇾ อบรมวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 69 (9:00-12:00 น.) รวม 3 ชั่วโมง
⇾ เปิดรับสมัครถึง 8 ก.ย. 69
⇾ ค่าอบรม 500 บาท (รวมเอกสารแล้ว)
🧘🏻‍♀️ เรียนรู้คำสันสกฤต-พินิจเทพปกรณัมจากท่าโยคะ
⇾ อบรมวันเสาร์ที่ 12 ก.ย. 69 (13:00-16:00 น.) รวม 3 ชั่วโมง
⇾ เปิดรับสมัครถึง 8 ก.ย. 69
⇾ ค่าอบรม 500 บาท (รวมเอกสารแล้ว)
____________

[ 💻 How to วิธีการสมัครเรียน ]
1. เข้าหน้าเว็บ https://cascachula.com/
2. คลิก [เข้าสู่ระบบ] หรือกรณีใช้งานครั้งแรก ต้อง [ลงทะเบียน] และกรอกข้อมูลผู้สมัคร
3. เลือกภาษาที่สนใจเรียนเพื่อตรวจสอบรายละเอียด
4. หากตัดสินใจสมัคร ให้เลือก [ซื้อคอร์สนี้] เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงิน หรือถ้าต้องการดูคอร์สอื่นก่อน ให้คลิก [เพิ่มลงตะกร้าสินค้า]
5. ระบบจะสรุปยอดให้ กรุณาชำระเงินโดยสแกนผ่าน QR Code ไม่เสียค่าบริการ และ [คลิกดำเนินการต่อ]
6. แนบสลิปหลักฐานชำระเงิน และคลิก [ยืนยัน] เป็นอันเสร็จสิ้น
7. สามารถตรวจสอบข้อมูลการลงทะเบียน & สถานะการชำระเงิน โดยเข้าไปที่เว็บ https://cascachula.com 👉🏻เข้าสู่ระบบ 👉🏻คลิกไอคอน 👤
____________

📩ช่องทางสอบถามเพิ่มเติม
- www.cascachula.com
- อีเมล: [email protected]
- inbox สอบถามโดยตรงทางเพจ Academic Service Center AksornChula
- โทร. 02-2184534-36
#คอร์สออนไลน์ #คอร์สภาษา #จุฬา #เรียนภาษาออนไลน์ #อักษรจุฬา #เรียนภาษาออนไลน์ #เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #ภาษาจีน #ภาษาเกาหลี #ภาษาสเปน #ภาษาเยอรมัน #ภาษาอิตาเลียน #ภาษาโปรตุเกส #ภาษาเมียนมา #ภาษาเมียนมา #ภาษาบาลี #ภาษาสันสกฤต #ภาษาญี่ปุ่น #ภาษาฝรั่งเศส #ภาษารัสเซีย #ภาษาฮินดี #ภาษาเวียดนาม

Photos from แบบบ้านชั้นเดียว's post 07/08/2026
Photos from GROUNDCONTROL's post 07/08/2026
Photos from Architectural Digest Mexico y Latinoamérica's post 07/08/2026
Photos from แบบบ้านโมเดิร์น's post 03/08/2026
03/08/2026

No Exit : จาก ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ ถึง ละครเวทีตลกร้ายเชิงปรัชญา
ความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งที่ชวนขบคิดถึงความหมายของการมีชีวิต
ในรูปแบบภาษาไทย จัดแสดงที่ RCB Forum, River City Bangkok
“สองชั่วโมงครึ่ง นักแสดงพูดอย่างเดียว ใครจะไปดู”
เป็นคำถามที่ย่อมผุดมาในความคิดของใครหลายคนเมื่อเห็นมีกลุ่มคนที่สร้างสรรค์การแสดงละครเวทีความยาวเกินสองชั่วโมงที่ไม่เพียงมีแต่บทพูดของนักแสดง แต่ยังมีเพียงฉากเดียว และปราศจากอุปกรณ์ประกอบหรือแม้แต่ดนตรีมาประกอบฉากเพื่อขับเน้นความบันเทิงตลอดสองชั่วโมงนั้น เงื่อนไขเหล่านี้ย่อมชวนให้คนสงสัยเป็นแน่ว่า “ใครจะไปดู?”
แต่ถ้าเผยข้อมูลเพิ่มอีกสักหน่อย — ว่าสองชั่วโมงที่ว่านั้นคือบทละครนามว่า ‘No Exit’ ที่เขียนขึ้นโดย ‘ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์’ (Jean-Paul Sartre) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสคนสำคัญที่ได้ชวนผู้คนตั้งคำถามถึงความหมายของการมีชีวิตผ่านปรัชญาอัตถิภาวนิยมอันโด่งดังและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง — แน่นอนว่าห้วงเวลาเกินสองชั่วโมงนั้นก็พลันน่าสนใจขึ้นมาทันตา
โลกทุกวันนี้ เสรีภาพกลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายขึ้นกว่าแต่เดิมมากนัก โดยเฉพาะเสรีภาพในแง่ของการคิด เสรีภาพในการเลือก และเสรีภาพในการนิยามตัวตนว่าจะเลือกเดินไปบนเส้นทางไหน คำตอบของชีวิตมีตัวเลือกนับไม่ถ้วนให้เลือกสรร แตกต่างจากอดีตที่จำกัดอยู่กับศาสนาหรือชาติ ทว่าท่ามกลางคำตอบเหล่านั้น ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หลงทางความเป็นไปได้ของความหมายที่ท่วมท้น หรือบ้างก็ไหลไปตามกับกระแสธารของสังคมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
สภาพความเป็นไปในปัจจุบันถือเป็นเหตุผลที่ต่อมาที่ทำให้งานของซาร์ตร์น่าสนใจขึ้นมาในทันที ไม่เพียงแต่บทละครเรื่องนี้จะถูกนำมาถ่ายทอดในรูปแบบภาษาไทย ด้วยวิสัยทัศน์ในบริบทของปัจจุบัน แต่ No Exit ยังอาจทำหน้าที่เป็นกระจกอีกบานที่จะไถ่ถามลึกเข้าไปในความคิดและจิตวิญญาณของเราเอง ว่าท่ามกลางความผันผวนเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย สิ่งใดกันแน่คือหลักยึดและความหมายของชีวิตที่จะขบเข้ากับตัวเราอย่างแท้จริง
ในบทความนี้ The People จึงอยากจะชนผู้อ่านไปรู้จักกับแนวคิดทางปรัชญาอัตถิภาวนิยม, บทละครเรื่อง No Exit ของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์, และละครเวทีตลกร้ายฉบับภาษาไทยที่สร้างสรรค์โดยผู้กำกับและนักแสดงรุ่นใหม่ที่จะทำให้บทประพันธ์อายุกว่าแปดทศวรรษ ที่บอกเล่าถึงดวงวิญญาณสามดวงที่ถูกกักขังอยู่ใน ‘นรก’ ที่เป็นเพียงห้องที่ไร้ซึ่งทางออก ว่าพวกเขาจะถูกทรมานในรูปแบบใด เพื่อที่จะหาคำตอบอีกด้วยว่า นรกในจินตนาการซาร์ตร์จะช่วยให้ตัวเราหาคำตอบในชีวิตได้ชัดเจนขึ้นอย่างไรได้บ้าง
🔴 ปรัชญาอัตถิภาวนิยม
‘อัตถิภาวนิยม’ (Existentialism) เติบโตมาจากรอยแตกร้าวของสังคมยุโรปในศตวรรษที่ 19 ยุคที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมค่อย ๆ กัดกร่อนสิ่งที่เคยค้ำจุนชีวิตผู้คนเอาไว้ ทั้งศาสนจักร ชุมชนหมู่บ้าน และลำดับชั้นทางสังคม จนปัจเจกบุคคลกลายเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในระบบอันใหญ่โต และเมื่อสงครามโลกทั้งสองครั้งมาถึงพร้อมกับค่ายกักกันและระเบิดปรมาณู ความเชื่อมั่นในความก้าวหน้าของอารยธรรมก็พังทลายลงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น คำถามหนึ่งจึงถูกยกขึ้นมาว่า หากไม่มีพระเจ้าและไม่มีสิ่งใดกำหนดมาแต่แรกว่าเราควรเป็นอะไร แล้วชีวิตจะมีความหมายได้อย่างไร คำตอบของสายธารนี้คือมนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมแบบพิมพ์เขียว เราปรากฏตัวขึ้นมาก่อน แล้วจึงค่อยนิยามตัวเองผ่านสิ่งที่เราเลือกและลงมือทำ เสรีภาพจึงไม่ใช่ของขวัญ หากเป็นภาระที่ไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ เพราะแม้แต่การไม่เลือกก็ยังนับเป็นการเลือกอยู่ดี
ผู้ที่มักถูกยกให้เป็นต้นธารคือ ‘เซอเรน คีร์เคอกอร์’ (Søren Kierkegaard) เจ้าของ ‘Fear and Trembling’ ตามมาด้วย ‘ฟรีดริช นีทเชอ’ (Friedrich Nietzsche) ผู้ประกาศว่าพระเจ้าตายแล้วใน ‘Thus Spoke Zarathustra’ ก่อนที่ในศตวรรษที่ 20 ‘มาร์ติน ไฮเดกเกอร์’ (Martin Heidegger) จะวางรากฐานเรื่องความเป็นอยู่และความตายไว้ใน ‘Being and Time’ ขณะที่ ‘ซีมอน เดอ โบวัวร์’ (Simone de Beauvoir) นำแนวคิดนี้ไปวิเคราะห์การกดขี่ทางเพศใน ‘The Second Sex’ และ ‘อัลแบร์ กามูส์’ (Albert Camus) เขียนถึงความไร้สาระของชีวิตไว้ใน ‘The Myth of Sisyphus’ และนวนิยาย ‘The Stranger’ อันลือลั่น
ทว่าชื่อที่ไม่อาจข้ามไปได้คือ ‘ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์’ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเจ้าของประโยคที่ว่า “การดำรงอยู่มาก่อนสาระ” และแนวคิดเรื่องการหลอกตัวเองว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่ ผลงานสำคัญของเขามีตั้งแต่ ‘Being and Nothingness’ นวนิยาย ‘Nausea’ ไปจนถึงบทละครอีกหลายเรื่อง และเขายังเป็นผู้ปฏิเสธรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1964 ด้วยเหตุผลว่านักเขียนไม่ควรยอมให้ตัวเองถูกแปรสภาพเป็นสถาบัน
และหนึ่งในผลงานประพันธ์ที่ไม่กล่าวถึงไปไม่ได้มีนามว่า ‘No Exit’
🔴 ห้องที่ไร้ซึ่งทางออก
หลายครั้งเมื่อกล่าวถึงนรก ในฟากฝั่งของชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนาก็ย่อมนึกถึงการทรมานรูปแบบต่าง ๆ ตามบาปกรรมที่ได้ก่อขณะยังมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการถูกลวกต้มอยู่ในกระทะทองแดง การปีนป่ายขึ้นลงยนต้นงิ้วแหลวคม หรือแม้แต่กลายร่างกลายเป็นเปรตที่อาศัยอย่างทุกข์ทรมานในเปตภูมิ หรือแม้แต่คริสต์ศาสนาก็ต้องนึกถึงฟืนไฟที่แผดเผาไปชั่วนิรันดร์ หรือแม้แต่หุบเหวลึกเก้าชั้นดังที่ได้รับอิทธิพลมาจากงานวรรณกรรมอิตาลีโดย ‘ดันเต อาลีกีเอรี’ (Dante Alighieri) อย่าง ‘Inferno’
ถึงกระนั้นก็ตาม จินตนาการของนรกก็ถูกสร้างสรรค์ผ่านจินตนาการของยุคสมัยตลอดมา จากนรกที่เป็นความทรมานทางกายภาพก็ได้ขยับขยายอาณาบริเวณมาสู่การทรมานที่คืบคลานมาถึงสภาพจิตใจ สังคม ความเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่ความหมายของการมีอยู่ ผ่านทั้งวรรณกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ หรือแม้แต่ละครเวที
ท่ามกลางจินตนาการเหล่านั้น ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ นักปรัชญาผู้เสนอแนวคิดด้านอัตถิภาวนิยมที่เราได้กล่าวถึงไปก็ได้ขีดเขียนจินตนาการที่แฝงเร้นคำถามทางปรัชญาผ่านบทละครจากปี 1944 ท่ามกลางเขม่าดินปืนและความขัดแย้งของสงครามโลกครั้งที่สองด้วยการจินตนาการถึง ‘นรก’ ที่หาได้มีฟืนไฟ มานปีศาจ หรือเครื่องทรมานแบบใด ๆ หากแต่เป็นแค่ห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยศิลปะฝรั่งเศสยุคจักรวรรดิที่สอง ไม่มีหน้าต่าง ส่วนประตูก็ปิดตายไม่สามารถเปิดออกได้
โดยในห้องแห่งนั้นมีเพียงดวงวิญญาณของสาม ‘ผู้หายไป’ (Absentees) ที่ถูกจองจำอยู่ด้วยกัน ว่าแต่การอยู่ในนรกที่เป็นห้องธรรมดาแล้วมีคนอื่นเป็นเพื่อนมันเลวร้ายอย่างไรกัน?
การจะกล่าวถึงคำตอบคงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้หายไปทั้งสามนั้นคือใครบ้าง?
สำหรับคนแรกที่ปรากฏตัวนั้นมีนามว่า ‘โฌเซฟ การ์แซ็ง’ (Joseph Garcin) นักหนังสือพิมพ์ผู้มีอุดมการณ์สันติวิธี ผู้หวาดกลัวว่าตัวเองเป็นคน ‘ขี้ขลาด’ (หรือกลัวว่าคนอื่นมองว่าตัวเอง ‘ขี้ขลาด’) ส่งให้ตัวเขาหมกมุ่นแค่กับคำถามว่าเขาเป็นคนกล้าหรือไม่
ลำดับต่อมาคือ ‘อิแนส เซร์ราโน’ (Inès Serrano) เสมียนไปรษณีย์ ผู้มีนิสัยก้าวร้าวและโหดร้าย ต้องอาศัยความทุกข์ของคนอื่นเพื่อรู้สึกมีชีวิต
ส่วนผู้หายไปคนสุดท้ายคือ ‘เอสแตล ริโกล์’ (Estelle Rigault) หญิงสาวรูปงามผู้เติบโตมาจากความยากจน ผู้ยืนกรานว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่เพราะความผิดพลาด และทนไม่ได้เลยกับห้องที่ไร้ซึ่งกระจก เพราะเธอต้องการสายตาของคนอื่นมายืนยันว่าตนยังสวยและยังมีตัวตนอยู่
บทสนทนาของทั้งสามคนที่ถูกถ่ายทอดออกมาตลอดเรื่องในนรกในคราบห้องรับแขกแห่งนั้นไม่เพียงสะท้อนภาพของความ ‘ขบไม่เข้ากัน’ ของ ‘คนอื่น’ กับ ‘ตัวเรา’ แต่ยังเป็นการปลดเปลือยจุดยืนและความเชื่อของตัวตนที่ในบางคราวก็เหมือนกระจกที่สะท้อนกลับมาหาผู้ชมว่ามีเศษส่วนใดของเราที่ละม้ายคล้ายคลึงกับดวงวิญญาณผู้ทุกข์ตรมเหล่านี้บ้าง อีกทั้งมันจะยิ่งย้ำให้เราขบคิดถึงความหมายที่แท้จริงที่เราควรนิยามชีวิตในแบบที่แตกต่างออกไป — แตกต่างจากผู้หายไปที่ถูกจองจำและเป็นพันธนาการต่อกันและกันให้ห้องแห่งนี้
🔴 หนึ่งฉาก สองชั่วโมง สามตัวละคร
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคสมัยนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคได้แปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของเทคโนโลยี สื่อ และความบันเทิง ความกระชับรวดเร็วกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขพื้นฐานที่จะเป็นกุญแจเข้าถึงความสนใจของผู้ชมได้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ใครสักคนจะสร้างภาพยนตร์ยาวสองชั่วโมงครึ่งและมีผู้คนแห่แหนไปซื้อตั๋วอย่างท่วมท้นเฉกเช่น The Odyssey ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) และแน่นอนว่าไม่ต้องกล่าวถึงละครเวทีที่มีฉากเดียว ปราศจากดนตรีหรืออุปกรณ์ประกอบฉากใด ๆ มีเพียงการโต้เถียงผ่านบทสนทนาของตัวละครที่ทำหน้าที่แบกการแสดงยาวสองชั่วโมงครึ่งเอาไว้
ไม่ใช่เรื่องง่าย — และปราศจากความเสี่ยง — ที่จะสร้างสรรค์อะไรเช่นนั้นออกมา แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ทำได้
‘No Exit’ ที่กำลังเปิดการแสดงอยู่บนเวทีในกรุงเทพฯ ขณะนี้เป็นผลงานของ RCB Experimental Art Lab ร่วมกับ Guhā Productions ซึ่งหยิบบทประพันธ์อายุกว่าแปดทศวรรษมาตีความใหม่ในบริบทของโลกโซเชียลร่วมสมัย โลกที่ทุกคนต่างเป็นทั้งผู้เฝ้ามองและผู้ถูกมองไปพร้อมกัน
กำกับการแสดงโดย ‘วรา หงส์’ หรือ ‘ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ’ ผู้กำกับและผู้ก่อตั้ง Guhā Productions และ The Cave Studio of Acting and Theater พื้นที่ฝึกฝนที่มุ่งพัฒนาศาสตร์การแสดงแบบสมจริง (Realistic Acting) ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ถูกเลือกใช้ในการแสดงครั้งนี้ซึ่ง ปราศจากการเปลี่ยนฉาก ปราศจากดนตรีประกอบ และปราศจากเทคนิคพิเศษใด ๆ มาชี้นำอารมณ์ผู้ชม เหลือไว้เพียงพลังของนักแสดงที่ต้องแบกรับน้ำหนักของบทสนทนาเอาไว้ทั้งหมด
ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวโดยทีมนักแสดง ‘จั๊ม พิสิฐพล’ ในบทการ์แซ็ง, ปลื้ม ศุภนิดา ในบทเอสแตล และ ‘น้ำ ภัคกร’ ในบทอิแนส และ ‘ไอญา ภูมิรัตน์’ ในบทบริกรผู้พาดวงวิญญาณทั้งสามมาที่นรกแห่งนี้ ซึ่งนักแสดงทั้งสี่คนจะสะท้อนให้เราเห็นว่าเพียงแค่การแสดงที่ขับเค้นออกมาจากความเชื่อและอารมณ์ของแต่ละคนก็สามารถสร้างความมหัศจรรย์ตลอดสองชั่วโมงครึ่งได้
โดยการแสดงมีขึ้นระหว่างวันที่ 1–16 สิงหาคม 2569 ณ RCB Forum ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก บัตรบุคคลทั่วไปราคา 850 บาท และบัตรนักเรียน/นักศึกษาราคา 450 บาท จำหน่ายผ่าน Ticketmelon และยังเหลือรอบการแสดงไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคมนี้
🔴 บทสนทนากับผู้กำกับ
“สองชั่วโมงครึ่ง นักแสดงพูดอย่างเดียว ใครจะดู”
ประโยคข้างต้นคือสิ่งที่ ‘วรา หงส์’ พูดกับตัวเองเมื่อปลายปีก่อน ในวันที่แรงบันดาลใจในการทำ ‘No Exit’ เดินทางมาถึงเธอ และเธอพยายามผลักไสมันออกไป เพราะมองว่ารูปแบบละครเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับความสนใจ
ภายหลังจากการเดินทางผ่านบทสนทนาของ No Exit ตลอดสองชั่วโมงครึ่งผ่านไป เราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับละครการแสดงเรื่องนี้เพื่อไถ่ถามมุมมองต่อเธอถึงการหยิบยกเอาผลงานของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ มาตีความและนำเสนอใหม่อีกครั้ง รวมไปถึงมุมมองของเธอต่อความสนใจในปรัชญาและการทำงานด้วย
วรา หงส์ เป็นผู้กำกับ นักแสดง และครูสอนการแสดงที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านปรัชญาตะวันตกสายคลาสสิกจากสหรัฐอเมริกา ปรัชญากรีกและโรมันอันเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปะการละครที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ และหากถามถึงจุดยืนส่วนตัว เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่าตัวเองเป็นพวกอุดมคตินิยม (Idealist) ในแบบที่เพลโตเป็น คือเชื่อในบางสิ่งที่อยู่พ้นไปจากโลกวัตถุ
แต่อะไรกันที่ทำให้เธอเลือกหยิบบทประพันธ์ของซาร์ตร์ นักปรัชญาผู้ยืนอยู่คนละฟากของสมการ ผู้ปฏิเสธพระเจ้าและยืนยันว่ามนุษย์ไม่มีแก่นสารใดติดตัวมาแต่แรก มาสร้างสรรค์เป็นละครเวทีในแบบของเธอ?
คำตอบของเธอเริ่มจากปัญหาที่เธอพบในห้องเรียน
“เราเป็นครู เรากำลัง interact กับคนในยุคปัจจุบันอยู่” เธอเล่า “แต่พอเราต้องดีลกับลูกศิษย์ที่อยู่ในโลกที่ไม่มีพระเจ้า มีแต่ material world มีแต่สิ่งที่จับต้องได้ เราก็เลยอยากหาวิธีที่จะ communicate หรือเข้าใจเขาให้มากขึ้น”
สิ่งที่เธอเห็นคือคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่บอกว่า ‘ไม่รู้ว่าเป้าหมายชีวิตของตัวเองคืออะไร’ และเมื่อไม่รู้ พอเจอโจทย์ที่ยากขึ้น ก็ยอมแพ้ได้ง่ายกว่าที่ควร ซึ่งเธอไม่ได้มองว่านั่นคือความอ่อนแอ หากแต่เป็นอาการของการไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว และเธอในฐานะครูที่ยึดอยู่กับอุดมคติแบบเก่าก็ไม่อาจยื่นความเชื่อของตัวเองให้พวกเขาได้ตรง ๆ เพราะนั่นจะกลายเป็นการยัดเยียด ไม่ใช่การช่วยเหลือ
“เราไม่ได้บอกว่าความเชื่อของเราถูกที่สุดหรืออะไร เราก็ยัง explore อยู่”
อัตถิภาวนิยมจึงกลายเป็นภาษากลางที่เธอเลือกใช้ เป็นชุดคำถามที่ทำงานได้แม้ในโลกที่ไม่มีพระเจ้าเหลืออยู่ และ ‘No Exit’ ก็คือเครื่องมือในการตั้งคำถามนั้น แม้ในตอนแรกเธอจะปฏิเสธมันด้วยเหตุผลตามข้างต้น จนสุดท้ายก็ยอมแพ้ให้กับสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘calling’ ของตัวเอง
สำหรับเธอ คำถามที่ซาร์ตร์ทิ้งไว้เมื่อแปดทศวรรษก่อนกลับยิ่งแหลมคมขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะเมื่ออ่านผ่านสิ่งที่หายไปจากห้องที่ดวงวิญญาณทั้งสามถูกจองจำอยู่ตลอดเรื่อ นั่นคือ ‘กระจก’
“กระจกที่ถูกเอาออกไปจากห้อง เราตีความว่ามันอาจจะไม่ใช่แค่สายตาของคนอื่นที่มองกลับมา แต่เป็นสายตาของตัวเราเองที่มองการกระทำของเราตรงนั้นด้วย” เธออธิบาย “มันคือภาพลวงตา แล้วพอเราเอาภาพลวงตานั้นออกไป ไม่ว่าจะจากคนอื่นหรือจากตัวเอง มันก็เหลือแค่ข้างใน”
และในโลกปัจจุบัน กระจกบานนั้นก็ไม่ได้มีเพียงบานเดียวอีกต่อไป
“ตอนนี้มันเป็นกระจกที่สะท้อนกันมาเป็นล้านคน”
เธอเล่าถึงสิ่งที่เห็นในห้องเรียนของตัวเองว่า มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยที่มีเจตจำนงดี แต่เปราะบางอย่างยิ่งต่อสายตาของผู้อื่น บางคนเป็นที่หนึ่งของสถาบัน แต่พ่ายแพ้ให้กับคอมเมนต์เพียงประโยคเดียวจากคนที่ไม่ได้ทำงานศิลปะด้วยซ้ำ
“ไม่ว่าเราจะพูดแค่ไหนว่าครูศรัทธาในตัวเขา บางครั้งมันก็ไม่มีคุณค่าเท่ากับสายตาของคนอื่นที่ไม่ใช่ครูด้วยซ้ำ”
นี่คือ ‘นรกคือคนอื่น’ ที่อุบัติขึ้นอย่างชัดเจนในโลกปัจจุบัน ในโลกที่โซเชียลมีเดียวกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนั้น No Exit จึงเป็นบทประพันธ์ชิ้นสำคัญที่ไม่เพียงช่วยเธอหาคำตอบในโจทย์ของโลกปัจจุบัน แต่ยังเหมาะสมกับช่องว่างที่เว้าแหว่งของผู้คนในยุคสมัยนี้อีกด้วย
นอกจากแรงบันดาลใจในการหยิบยกผลงานจากอดีตมาตีแผ่อีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ‘เบื้องหลัง’ กระบวนการสร้างงานของเธอไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ให้นักแสดงพยายามท่องบทให้ขึ้นใจ เพราะหนึ่งในกระบวนการสำคัญยิ่งคือการนั่งลงและพูดคุยกัน เธอนำวิธีการแบบโสเครตีส หรือ ‘Socratic Dialogue’ ที่เธอศึกษามาใช้กับนักแสดง
“ดีเบตโดยที่ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะ เป็นการคุยกันเพื่อค้นหาร่วมกัน”
ก่อนจะเข้าสู่ตัวละคร นักแสดงทุกคนต้องผ่านการสำรวจปรัชญาชีวิตของตัวเองเสียก่อน ว่าแต่ละคนเชื่ออะไร และความเชื่อนั้นส่งผลต่อชีวิตอย่างไร จากนั้นจึงกลับมาทำงานกับตัวบท ฃ
แม้แต่บทแปลภาษาไทยทั้งเรื่องก็เกิดจากการที่นักแสดงลงมือแปลกันเอง โดยไม่พึ่งพา AI แม้แต่น้อย มีเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่ต้องขอความช่วยเหลือ นั่นคือตอนที่ไม่รู้จะแปลคำว่า ‘กระทะทองแดง’ อย่างไรดี โดยเธอให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่ได้แปลเอง มันก็ไม่มีจิตวิญญาณ”
หากแต่หลักการที่เธอย้ำหนักแน่นที่สุดตลอดบทสนทนา กลับเป็นสิ่งที่ฟังดูขัดกับภาพของครูโดยทั่วไป นั่นคือการห้ามไม่ให้ลูกศิษย์เชื่อเธอ “ห้ามเด็ดขาดที่จะให้ลูกศิษย์ฟังเราโดยที่ไม่คิดด้วยตัวเอง เพราะเราจะกลายเป็นลัทธิทันที”
ทว่าสิ่งที่เธอค้นพบระหว่างทางกลับเป็นความจริงที่ย้อนแย้งยิ่งกว่า และอาจเป็นบทสรุปที่ซื่อสัตย์ที่สุดของบทละครทั้งเรื่อง “ไม่ใช่ทุกคนที่อยากได้อิสรภาพในความคิดนั้น บางครั้งเขาต้องการให้เราชักจูงมากกว่า แต่เราไม่ให้ ไอ้การที่เราไม่ให้เนี่ย ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุข” เพราะเสรีภาพนั้น ในบางคราวก็หนักหนาเกินไป
โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ No Exit นับเป็นงานประพันธ์ของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ ที่สมควรจะลองอ่านสักครั้งในชีวิต ด้วยความหนาเพียงไม่เกินห้าสิบหน้า แต่เชื่อว่าท่ามกลางตัวอักษรเหล่านั้นจะพาเราไปสำรวจวิธีคิดที่จะสะท้อนกลับมาหาตัวเราว่าเรามองและนิยามชีวิตของเราเอาไว้อย่างไร แต่นอกเหนือจากการอ่านนั้น คงไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้มีโอกาสชม No Exit ฉบับการแสดงแบบสด ๆ ในภาษาไทย
สำหรับใครที่สนใจก็สามารถกลับไปอ่านข้อมูลที่เราได้ระบุเอาไว้ในส่วนก่อนหน้านี้ได้
ท้ายที่สุดนี้ สำหรับใครที่เคยอ่านแล้ว ได้ชมการแสดงนี้ไปแล้ว หรือแม้แต่กำลังที่จะไปดู ผู้เขียนอยากจะฝากเพียงคำถามเดียวให้เรามาแลกเปลี่ยนหรือขบคิดไปตามสายธารความคิดของแต่ละคน
“Hell is—other people!”
หรือ “นรกคือ—คนอื่น!”
หมายความว่าอะไร?
เรื่อง & สัมภาษณ์ : รัฐฐกรณ์ ศิริฤกษ์
#ละครเวที #ปรัชญา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Chiang Rai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

Chiang Rai

เวลาทำการ

เสาร์ 09:00 - 12:00
อาทิตย์ 09:00 - 12:00