สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public

สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public

ความคิดเห็น

ทนายความประจำสำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ

ทค.ศุภเลิศ อภิรักษ์เสรี ทนายความหัวหน้าสำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ( Atty. SOOPALERT APIRAGSERI The Head Office of APIRAGSERI LAW OFFICE ) ทนายความว่าความ และทนายความรับรองเอกสาร Lawyer & Notarial Services Attorney (Notary Public)

*****************************************

ทค.ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี ( Atty. TANARAG APIRAGSERI ) ทนายความว่าความ และทนายความรับรองเอกสาร Lawyer & Notarial Services Attorney (Notary Public)
⭐️ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "มรดก"

โดยปกติแล้วบุคคลคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้กฎหมาย ยังไม่เข้าใจว่ามรดกมีความหมายจริงๆ ว่าอย่างไร ซึ่งมักเข้าใจกันไปเองว่า...

🔹- คือ ทรัพย์สินที่ญาติผู้ใหญ่ พ่อ แม่ แบ่งยกให้แก่ลูกหลานของตนขณะมีชีวิต
🔹- คือ ทรัพย์สินของมีค่าต่างๆ ของคนตายที่เป็นญาติเกี่ยวข้องกันกับตน และเมื่อญาติคนนั้นตาย ทรัพย์สินนั้นก็จะตกได้แก่ตนกับญาติคนอื่นๆ
🔹- คือ ทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังจากที่เจ้ามรดกตาย

ซึ่งความเข้าใจทั้งหมดดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ "ผิด" ‼️

เพราะ "มรดก" จะเกิดขึ้นมาตามกฎหมายได้ต่อเมื่อ เจ้ามรดกคนนั้นต้อง "ตาย" เสียก่อน หากเป็นการแบ่งทรัพย์สินยกให้แก่ลูกหลาน ไม่ว่าพ่อ แม่ หรือญาติผู้ใหญ่ยกให้กับตนก่อนที่ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นจะเสียชีวิต กรณีแบบนี้ทรัพย์สินที่แบ่งให้นี้จึงไม่เป็นมรดก กรณีการยกให้ดังกล่าวจึงเป็นเพียง "การให้โดยเสน่หา" ตามกฎหมายเท่านั้น

และคำว่า "มรดก" นั้นตามกฎหมายแล้ว หมายถึง "ทรัพย์สินและหนี้สินที่เจ้ามรดกผู้ตาย เป็นเจ้าของอยู่ก่อนตาย" ดังนั้น ทรัพย์มรดกจึงมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน คือ...

🔸1. ทรัพย์สิน > สิ่งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่มีราคาและเข้าถือเอาได้ เช่น ธนบัตรเงินสด รถยนต์ ที่ดินบ้าน หุ้น สิทธิในลิขสิทธิ์ เป็นต้น

🔸2. หนี้สิน > หนี้ต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะตายของเจ้ามรดก เช่น หนี้เงินกู้ หนี้ค้ำประกัน เป็นต้น

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ จึงคิดกันไปว่ามรดกหมายถึงทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่รู้ว่ามรดกจริงๆ แล้วมีหนี้สินของเจ้ามรดกผู้ตายรวมอยู่ด้วยที่จะต้องตกทอดแก่ทายาทผู้ตาย

อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งตกใจว่าหากเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์สินมีแต่หนี้สิน ทายาทจะต้องมารับผิดชอบหนี้ดังกล่าวในฐานะที่เป็นมรดกตกทอดแก่ตนทั้งหมด ซึ่งความจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะกฎหมายกำหนดว่า ทายาทไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่มากเกินกว่าทรัพย์สินมรดกที่ตกได้แก่ตนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าเจ้ามรดกผู้ตาย มีทรัพย์สินรวม 5 แสนบาท แต่มีหนี้สินรวม 6 แสนบาท เมื่อทายาทได้รับมรดกมา 5 แสนบาท ทายาทจึงต้องรับผิดในหนี้สินเท่ากับจำนวนทรัพย์มรดกที่ตนได้มา แต่ส่วนขาดอีก 1 แสนบาท ทายาทไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นหนี้ที่มากเกินกว่าทรัพย์สินมรดกที่ตกได้แก่ตน

และ คำว่า มรดกจะต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนตาย หากได้มาภายหลังจากเกิดการตายขึ้นแล้ว ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่มีฐานะเป็นมรดกเช่น เงินประกันชีวิตที่ได้มาภายหลังจากการตาย เป็นต้น (สัญญาประกันชีวิตระบุยกให้ใครเป็นสิทธิของคนนั้น ทายาทไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้อง)

📌สรุป คำว่า "มรดก" จึงหมายถึง ทรัพย์สินและหนี้สินที่เจ้ามรดกผู้ตาย เป็นเจ้าของอยู่ก่อนตาย หากยังไม่ตายทรัพย์สินเหล่านั้นยังไม่มีสภาพเป็นมรดก และทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากตายแล้วก็ไม่เป็นมรดกอีกเช่นกัน

***************
#ทนายความ
#ทนายความเชียงใหม่
เผยแพร่หลักกฎหมายโดย : สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ โทร. 053 246840 ,มือถือ สนง. 063 6273416
🔹แจ้งหยุดทำการเนื่องในวันสงกรานต์ 13-17 เมษายน 2565 และจะกลับมาเปิดทำการปกติในวันที่ 18 เมษายน 2565

🔹Apiragseri law office will be closed from 13 - 17 April 2022 for Thai New Year and Songkran holidays and will open as usual on 18 April 2022
✅ ข้อเท็จจริงโดยย่อ > ตำรวจเอาทรัพย์ที่ยึดไว้ก่อนคดีจบของผู้ฟ้องไปหายหาไม่เจอ เช่น พระสมเด็จกรอบทอง มือถือ แหวนทอง เป็นต้น

ซึ่งเรื่องนี้มี 2 ประเด็นทางกฎหมายที่ควรรู้ คือ....

🔵- ข้อพิพาทอันเกิดจากการขอให้คืนทรัพย์สินที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ยึดไว้ในคดีอาญาซึ่งคดีได้ถึงที่สุดแล้วนั้น มิใช่ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ถือเป็นขั้นตอนในการกระทำทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

🔵- การฟ้องขอให้คืนทรัพย์สินที่หน่วยงานของรัฐได้ยึดไว้โดยไม่มีสิทธิ ถือเป็นการฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้โดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งไม่มีกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี ผู้เสียหายจึงมีสิทธิฟ้องคดีได้ตราบเท่าที่ยังไม่ได้ทรัพย์สินของตนคืน (ไม่มีอายุความ)

🏆 ผล > สามารถฟ้องยังศาลปกครองได้ เพื่อติดตามเอาทรัพย์คืน หรือหากคืนไม่ได้ก็ให้ชดใช้ราคาทรัพย์นั้นแทน
📣 เกร็ดความรู้กฎหมายเบื้องต้น

🔥 จุดไฟเผาขยะ จุดไฟเผาวัชพืช จุดไฟเผาฝาง ของตนเอง ในที่ดินของตนเองก็อาจมีความผิดได้ หากเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

***********
🔵 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220
▫️ ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเอง จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
▫️ ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 218 ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 218

***********
🎯 หลักสำคัญที่ใช้ในการพิจารณา

✅ 1. จะต้องเป็นการกระทำโดยการเจตนาจุดไฟให้ลุกไหม้ทรัพย์สิน หรือวัตถุใดๆ ของตัวผู้จุดไฟเอง

✅ 2. ลักษณะของไฟที่ถูกจุดขึ้นมานั้น น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือน่าจะเป็นอันตรายแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่น โดยแม้หลังจากจุดไฟให้ลุกไหม้แล้วจะยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นมาจริงก็ตาม

✅ 3. โดยอันตรายที่เกิดขึ้นคืออันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจของตัวบุคคล ส่วนทรัพย์สิน คืออันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งยังรวมถึงโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย โรงเก็บสินค้า เป็นต้น

***********
🎯 ตัวอย่างอุทาหรณ์จากคำพิพากษาศาลฎีกา

🟡 จุดไฟใกล้ที่ดินผู้อื่นซึ่งคาดได้ว่ามีโอกาสลุกลามไปไหม้พื้นที่ข้างเคียง

🔸 คำพิพากษาฎีกา 2190/2531 จำเลยทั้งสองจุดไฟเผาไม้ในที่ดินของตนจนน่าจะเป็นอันตรายแก่สวนยางพาราของผู้อื่น กับมิได้เตรียมป้องกันมิให้เพลิงลุกลามไปไหม้สวนยางพาราข้างเคียง เพียงใช้ไม้ตีไฟให้ดับเท่านั้น ไม่เป็นการระมัดระวังอย่างเพียงพอเมื่อดับไฟไม่ได้และไฟได้ลุกลามไปไหม้สวนยางพาราของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 วรรคแรก และ 225 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

🟡 จุดไฟขณะมีลมพัดแรงซึ่งคาดหมายได้ว่าจะต้องลุกลามไปติดนาข้างเคียง

🔸 คำพิพากษาฎีกาที่ 1285/2529 การที่จำเลยจุดไฟเผาฟางข้าวในนาของตนมีลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่น เช่น กำลังมีลมพัดแรง ซึ่งเป็นที่คาดเห็นได้ว่าเพลิงจะลามไปไหม้นา ตลอดจนโรงเรือนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับบริเวณที่จุดไฟ แต่จำเลยยังขืนจุดไฟจนลุกลามไปไหม้ทรัพย์สินของผู้เสียหาย ดังนี้จำเลยจึงจะมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 220 แต่เมื่อระยะเวลาที่จำเลยจุดไฟจนถึงเวลาที่บ้านผู้เสียหายถูกเพลิงไหม้ห่างกันหลายชั่วโมง แสดงว่าไม่มีลักษณะที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่นตาม มาตรา 220 แต่เป็นเพราะจำเลยประมาทไม่ควบคุมดูแลให้เพลิงไม้อยู่ภายในขอบเขตที่จำกัด การกระทำของจำเลย จึงเป็นเรื่องขาดความระมัดระวังจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นความผิดตาม มาตรา 225

***************
🎯 ตัวอย่างกรณีไม่เป็นความผิด เช่น....

🟡 ระยะเวลาที่จำเลยจุดไฟห่างกับระยะเวลาที่บ้านของผู้เสียหายถูกเพลิงไหม้ห่างกันหลายชั่วโมง แสดงว่าไม่มีลักษณะที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่น แต่เป็นเรื่องที่จำเลยตั้งอยู่ในความประมาทไม่คอยควบคุมดูแลให้เพลิงลุกไหม้

🔸 คำพิพากษาศาลฎีกาที่1285/2529
จำเลยจุดไฟเมื่อเวลาประมาณ 10.00 นาฬิกา แต่เพลิงได้ลามไปไหม้บ้านบุคคลอื่นซึ่งปลูกอยู่ใกล้เคียงกันตอนบ่าย 3 โมง ระยะเวลาห่างกันหลายชั่วโมง แสดงว่าไม่มีลักษณะที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่นแต่เป็นเรื่องที่จำเลยตั้งอยู่ในความประมาทไม่คอยควบคุมดูแลให้เพลิงลุกไหม้อยู่ภายในขอบเขตที่จำกัดเพลิงจึงได้ลามเข้าไปยังนาข้างเคียงและก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามป.อ.มาตรา 220 ดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรานี้อันเป็นบทหนักได้การกระทำของจำเลยเป็นเรื่องขาดความระมัดระวังจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นความผิดตามมาตรา 225

🟡 พื้นที่ที่จุดอยู่ห่างออกไปมากที่จะลุกลามไปติดทรัพย์สินของผู้อื่นได้

🔸 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2536
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 220 นั้น จะต้องน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือของผู้อื่น ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่าบ้านเกิดเหตุอยู่ห่างจากบ้านของผู้อื่น 15 เมตร โดยไม่ปรากฏว่าเปลวเพลิงได้ลุกลามไปทางบ้านของผู้อื่นแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้ศาลเห็นว่าการวางเพลิงเผาบ้านครั้งนี้น่าจะเป็นอันตรายแก่บ้านเรือนของผู้อื่นอย่างไร เช่นว่า สภาพแวดล้อมของบ้านเกิดเหตุ ทิศทางลมและเปลวเพลิงขณะเกิดเพลิงไหม้เป็นอย่างไร จนน่าจะไหม้ลามไปถึงบ้านเรือนของผู้อื่นที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกันหรือไม่ เป็นต้นการกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิด
#ประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา220 #วางเพลิงเผาทรัพย์ของตน

********************
เกร็ดความรู้กฎหมายโดย #สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ
ทค.ศุภเลิศ อภิรักษ์เสรี ทนายความหัวหน้าสำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ
Atty.SOOPALERT APIRAGSERI THE HEAD OF APIRAGSERI LAW OFFICE.
ทนายความว่าความ และทนายความรับรองเอกสาร Lawyer&Notarial Services Attorney (Notary Public)..............สถานที่ติดต่อ สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ 588/19 ถนนเจริญเมือง(อยู่หัวมุมสี่แยกหนองประทีป) ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 โทร 053-246840, มือถือ 063-6273416 (ในเวลาทำการ)..............APIRAGSERI LAW OFFICE 588/19 CHAROEN MUEANG ROAD(NHONGPHA TEEP INTERSECTION ) T.THASALA A.MUEANG CHIANGMAI 50000 Tel.053-246840, Mobile 063-6273416 (At working time)
...............E-mail: [email protected]
🎯 ดอกผลของมรดกถือเป็นมรดกหรือไม่ 🤔

****************************************************************
🎯สิ่งที่ต้องพิจารณาประการแรกคือ ดอกผลคืออะไร ?

✅ปพพ. มาตรา 148 บัญญัติว่า “ดอกผลของทรัพย์ ได้แก่ ดอกผลธรรมดาและดอกผลนิตินัย

🔴ดอกผลธรรมดา หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์ ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์ โดยการมีหรือ ใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยม และสามารถถือเอาได้เมื่อขาดจากทรัพย์นั้น

🔴ดอกผลนิตินัย หมายความว่า ทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้มาเป็นครั้งคราวแก่เจ้าของทรัพย์จากผู้อื่น เพื่อการที่ได้ใช้ทรัพย์นั้น และสามารถคำนวณและถือเอาได้เป็นรายวันหรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้”

🎯สิ่งที่ต้องพิจารณาประการที่สองคือ ดอกผลเป็นของใคร ?

✅มาตรา 1336 บัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่าย ทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคล ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

✅มาตรา 1360 วรรคสอง บัญญัติว่า “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิได้ดอก ผลตามส่วนของตนที่มีในทรัพย์สินนั้น”

************************************************************************************

📌คำพิพากษาฎีกาที่ 370/2506

โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนาย ส. เจ้ามรดก ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยซึ่ง เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. ตั้งแต่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มีปัญหา ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะทรัพย์รายการที่ 4 คือ เงินค่าขายสุกร คู่ความรับกันว่าสุกรมี 9 ตัว ขายไปในราคา 4,916 บาท และได้ความว่าสุกร 9 ตัวนี้เกิดจากสุกรพ่อและสุกรแม่ซึ่งเลี้ยงไว้ในระหว่างที่นาย ส. ยังมีชีวิตอยู่แต่เกิดเมื่อนาย ส. ตายแล้วได้ 7 วัน เพิ่งขายไปหลังจากนาย ส. ตาย 2 ปีเศษ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ลูกสุกร 9 ตัวนี้เป็นดอกผลธรรมดา ของสุกรพ่อแม่ซึ่งเป็นสินสมรส จึงเป็นสินสมรสเงินค่าขายสุกรย่อมเป็นสินสมรสด้วยตามลักษณะช่วงทรัพย์ โจทก์ผู้เป็นทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในมรดกที่เป็นสินสมรสของนาย ส. เงินค่าขายสุกร 4,916 บาทนี้ ให้คิดหัก ใช้สินเดิม 1,320 บาท ให้จำเลยก่อน ที่เหลือเป็นสินสมรส จำเลยมีสินเดิมฝ่ายเดียวได้ 2 ส่วน นาย ส. ไม่มีสิน เดิมได้ส่วนเดียว สินสมรสส่วนของนาย ส. เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ จำเลยผู้เป็นทายาทคนละกึ่งตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1633, 1635 (1) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 6 เป็นเงิน 599 บาท 33 สตางค์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่าลูกสุกรนี้เกิดภายหลังจากที่เจ้ามรดกตายแล้ว จึงไม่เป็นมรดกและหากว่าเป็นมรดก การคำนวณราคาต้องคำนวณราคาในวันแรกเกิดคือ ตัวละ 10 บาท เพราะที่ ขายไปได้รวมราคาถึง 4,916 บาท ก็เพราะจำเลยเสียค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเป็นเวลา 1 ปี ราคาส่วนที่เกินจาก 90 บาท นั้นไม่เป็นมรดกไปด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อนาย ส. ตาย สุกรพ่อและสุกรแม่เป็นมรดกซึ่งโจทก์มีส่วนแบ่ง 1 ใน 6 อยู่แล้ว ลูกสุกรซึ่งเกิดจากสุกรอันเป็นมรดกก็คงเป็นของทายาทตามส่วนเดิมอยู่นั่นเอง ส่วนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยง สุกร เจ้าของรวมต้องช่วยกันออกตามส่วนของตน ในเวลาแบ่งเจ้าของรวมผู้เป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้เอาส่วนซึ่งจะ ได้แก่ลูกหนี้ชำระหนี้เสียก่อนก็ได้ แต่จำเลยมิได้เรียกให้โจทก์ชำระหนี้ค่าใช้จ่าย โดยมิได้ขอหักมาในคำให้การสู้คดี เมื่อมิได้เรียกร้องขอหักโดยอ้างว่าตนออกค่าใช้จ่ายคนเดียว จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยในข้อนี้ พิพากษายืน

**********************************************************************************

✔️เมื่อมรดกได้แก่ทรัพย์สินของผู้ตายทุกชนิดซึ่งต้องมีราคาและถือเอาได้ กรณีลูกสุกรที่ยังอยู่ในท้องแม่ สุกร ไข่ของไก่ที่อยู่ในท้องแม่ไก่ ผลไม้ที่อยู่บนต้นไม้ กรณีดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินแต่เป็นเพียงดอกผล ธรรมดาเท่านั้น เพราะยังไม่สามารถถือเอาได้ จะเป็นทรัพย์สินได้ก็ต่อเมื่อขาดจากตัวแม่ทรัพย์แล้ว หากลูกสุกร ลูกไก่ หรือผลไม้ ได้ขาดออกจากตัวแม่ทรัพย์ ภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วย่อมตกเป็น ทรัพย์สินของทายาท ไม่ใช่มรดกของผู้ตายเนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากการตายของเจ้ามรดก

**********************************************************************************
📌คำพิพากษาฎีกาที่ 678-690/2530

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกหลายอย่างรวมทั้งโรงแรมที่เป็นมรดก กับรายได้จากกิจการโรงแรมและร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทั้งขอให้จำกัดมิให้ได้ มรดกเพราะปิดบังยักย้ายรายได้จากกิจการโรงแรมและร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินรายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมิใช่ ทรัพย์มรดกของผู้ตายเพราะไม่ใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะ ที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแต่เป็นดอกผลของโรงแรม แม้จำเลยจะยักย้ายปิดบังก็ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก

(รายได้จากกิจการโรงแรม เป็นดอกผลนิตินัย)

*********************************************************************************

✔️ส่วนกรณีของดอกผลนิตินัย เช่น ค่าเช่าจากการทำนา หากทายาทได้รับค่าเช่าอันเป็นดอกผลจากการเช่า เพื่อทำนาภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมไม่เป็นมรดก

📜📜สรุป : ดอกผลของทรัพย์มรดกไม่ว่าจะเป็นดอกผลธรรมดา หรือดอกผลนิตินัยที่เกิดหรือได้มาภายหลังจากเจ้ามรดกตายไม่ถือเป็นมรดก (แต่ถ้าเป็นดอกผลที่มีอยู่ก่อนเจ้ามรดกตาย นั่ถือเป็นมรดก)

สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ

สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ สถานที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการ ให้คำปรึกษากฎหมายแก่บุคคลทั่วไปและเป็นที่ปรึกษากฏหมายแก่องค์กรธุรกิจ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร เกี่ยวกับคดีดังต่อไปนี้
- รับเป็นทนายความ ว่าความคดีแพ่งและคดีอาญา
- รับเป็นทนายความ ว่าความในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
- รับเป็นทนายความ ว่าความในศาลปกครอง
- รับปรึกษาความ
- รับทำสัญญาประเภทต่างๆ
- รับทำพินัยกรรม

18/08/2023

⭐️ฎีกาศึกษา : เรื่องป้องกันตาม มาตรา 68 และ บันดาลโทสะตาม มาตรา 72
-------------
หากภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย ได้ขาดช่วงลง แต่กลับลงมือกระทำต่อจะอ้างป้องกันได้หรือไม่ ?
-------------

✏️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2562
แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชาย ช. วิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม แต่จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมย่อมก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72

-------------
✍️ ข้อพิจารณา

🔷1. การที่ถูกผู้อื่นชกต่อยและบีบคอทำร้ายเพียงฝ่ายเดียว ถือว่ามีภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย สามารถอ้างป้องกันตาม ป.อ.มาตรา 68 ได้

🔷2. แต่หากภยันตรายดังกล่าวได้สิ้นสุดลง ขาดตอนหรือหมดสิ้นไปแล้ว เช่นคู่กรณีที่กำลังทำร้ายกันอยู่ถูกจับแยกออกจากกัน โดยต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปคนละทาง กรณีอย่างนี้ ย่อมไม่สามารถอ้างป้องกันตาม ป.อ.มาตรา 68 ได้อีก
เพราะ ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีได้หมดไปแล้ว

🔷3. ยังไม่มีเหตุภยันตรายเกิดขึ้น จึงอ้างป้องกันตาม ป.อ.มาตรา 68 ล่วงหน้าไม่ได้ และเมื่อไม่เป็นการป้องกันแล้วจึงไม่สามารถอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิดว่ามีภยันตรายได้

🔷4. การที่ถูกผู้อื่นทำร้ายอยู่เพียงฝ่ายเดียว ถือว่าเป็นการข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ย่อมก่อให้เกิดโทสะ หากกระทำไปในขณะที่มีโทสะและทันทีทันใดต่อเนื่องจากเหตุที่ถูกข่มเหงแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72

-------------
เรียงเรียงโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
ติดต่องานคดีความ tel. 063 6273416
#ฎีกาเก็ง #สอบผู้ช่วย #สอบเนติ #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีทุจริตประพฤติมิชอบ

28/07/2023

เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการบริหารสภาทนายความ สมาชิกสภาทนายความ และเจ้าหน้าที่
สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

19/07/2023

เหตุรถหายในห้างสรรพสินค้า กับการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุที่ห้างไม่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สิน

🔑 เมื่อวานนี้ เห็นเพจหลายเพจที่ไม่ใช่เพจกฎหมายต่างพากันก๊อบข้อความเดียวกัน และเอามาโพสต์ซ้ำ กรณีจอดรถตามห้างสรรพสินค้าแล้วรถหาย สามารถฟ้องเอาผิดห้างสรรพสินค้าให้รับผิดชอบได้ โดยมีคำแนะนำให้ปฏิบัติเป็นข้อๆ พร้อมอ้างฎีกาเพียงฎีกาเดียว ว่าทำตามคำแนะนำนี้จะชนะคดีแน่ๆ
ซึ่งผมก็งงว่า อ้าว... คำพิพากษาศาลฎีกาที่เขาเอามาอ้างนั้น มันเป็นฎีกาเก่าออกมานานแล้วนี่ และนักกฎหมายทุกคนรู้ด้วยว่า ฎีกาเกี่ยวกับรถหายในห้างเนี่ย มันไม่ได้มีฎีกานั้นเพียงฎีกาเดียวเป็นบรรทัดฐานให้ศึกษาหลักกฎหมาย มันยังมีฎีกาอื่นตามหลังมาอีก ซึ่งยังมีกรณีที่ห้างสรรพสินค้าไม่ต้องรับผิดชอบเมื่อรถหายรวมอยู่ด้วย การจะมายึดฎีกานั้นเพียงฎีกาเดียวเป็นบรรทัดฐาน แล้วเอามาอ้างแนะนำให้ทำตามวิธีการเป็นข้อๆ โดยไม่ศึกษาฎีกาให้ครบถ้วนทั้งหมด มันจึงเป็นคำแนะนำที่คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องขึ้นมาได้
ดังนั้น การศึกษาหลักกฎหมายเกี่ยวกับรถหายในห้างสรรพสินค้า เราจึงจำเป็นจะต้องศึกษาจากฎีกาหลายๆ ฎีกาเป็นสำคัญ โดยผมจะเรียงลำดับคำพิพากษาศาลฎีกาให้ศึกษาดังต่อไปนี้ครับ

----------
🟡1. ฎีกาแรกมีข้อเท็จจริงโดยสรุปดังนี้

🔹- เป็นกรณีที่ห้างสรรพสินค้าจัดให้มีลานจอดรถให้บริการแก่ลูกค้าภายในห้าง
🔹- ซึ่งเดิมห้างมีมาตรการการแจกบัตรจอดรถเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับลูกค้า การจะนำรถออกไปจากห้างได้จะต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานของห้าง หากไม่มีบัตรจะนำรถออกไปไม่ได้
🔹- แต่ห้างกลับยกเลิกวิธีการนี้เปลี่ยนมาใช้กล้องวงจรปิดแทนการแจกบัตรจอดรถ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่รัดกุม ง่ายต่อการที่คนร้ายจะโจรกรรมรถออกไป
🔹- เมื่อรถยนต์ของลูกค้าหายจึงเป็นความประมาทเลินเล่อของห้างที่จะต้องรับผิดชอบในความผิดฐานละเมิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับลูกค้า

✅> เหตุผลของฎีกานี้ก็คือ เดิมห้างมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแล แต่กลับปฏิเสธไม่ดูแลให้ดีดังเดิม จึงเป็นความประมาทเลินเล่อที่ห้างต้องรับผิด

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7471/2556
จำเลยเป็นห้างสรรพสินค้าขายปลีกและขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภค ย่อมต้องให้ความสำคัญด้านบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่น ๆ หรือไม่ แม้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 8 (9), 34 บัญญัติให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของอาคารต้องจัดให้มีพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจร แต่จำเลยยังต้องคำนึงและมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของลูกค้าทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเอง การที่จำเลยเคยจัดให้มีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้าที่เข้ามาในห้างซึ่งเป็นวิธีการที่ค่อนข้างรัดกุม เพราะหากไม่มีบัตรผ่าน กรณีจะนำรถยนต์ออกไปจะต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานของจำเลย แต่ขณะเกิดเหตุกลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสียโดยใช้กล้องวรจรปิดแทน เป็นเหตุให้คนร้ายสามารถเข้าออกลานจอดรถห้างฯ ของจำเลยและโจรกรรมรถได้โดยง่ายยิ่งขึ้น แม้จำเลยจะปิดประกาศว่าจะไม่รับผิดชอบต่อการสูญหายหรือเสียหายใด ๆ รวมทั้งการที่ลูกค้าก็ทราบถึงการยกเลิกการแจกบัตรจอดรถ แต่ยังนำรถเข้ามาจอดก็ตาม ก็เป็นเรื่องข้อกำหนดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดในการทำละเมิดของจำเลย

----------
🟡2. ฎีกาที่ 2 มีข้อเท็จจริงโดยสรุปดังนี้

🔹- ห้างสรรพสินค้ามีสถานที่จอดรถให้แก่ผู้มาใช้บริการ รวมถึงบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกค้าก็มาจอดได้
🔹- ห้างมีกฎระเบียบให้ผู้ที่นำรถมาจอดต้องปฏิบัติตาม โดยเข้ามาต้องรับบัตรจอดรถและเมื่ออกไปต้องคืนบัตรจอดรถแก่พนักงาน และจะต้องหาที่จอดรถเอง เก็บกุญแจรถไว้เอง รักษาทรัพย์สินภายในรถเอง ไม่มีบริการการรับฝากทรัพย์สิน
🔹- รปภ.ห้างมีหน้าที่โดยตรงไว้เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของห้าง และจัดการเรื่องการจราจร ส่วนการเฝ้าระวังเรื่องการโจรกรรมรถ เป็นเพียงบริการเสริมไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของห้าง
🔹- เจ้าของรถยนต์ลืมบัตรจอดรถไว้ในตัวรถยนต์คันที่ถูกโจรกรรมไป อีกทั้งรถคันดังกล่าวไม่มีอุปกรณ์ป้องกันขโมยอีกด้วย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อในการรักาาทรัพย์สินของตนเอง
🔹- บันทึกจากกล้องวงจรปิดปรากฏภาพที่มีการเปิดกระจกรถกระบะคันที่ถูกขโมยขณะจอดที่จุดคืนบัตร จึงเชื่อได้ว่ามีการคืนบัตรอนุญาตจอดรถให้แก่พนักงานรักษาความปลอดภัยของห้าง จากการที่เจ้าของรถลืมบัตรไว้ในรถ
🔹- การที่รถยนต์สูญหายจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำหรือละเว้นกระกระทำ หรือความประมาทเลินเล่อของห้างสรรพสินค้า ห้างจึงไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดต่อเจ้าของรถยนต์

✅> เหตุผลของฎีกานี้ก็คือ เจ้าของรถยนต์ต่างหากที่เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินของตนเอง ห้างจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10570/2557 (ฎีกานี้ควรอ่านฎีกาเต็มแทน)
ผู้ได้รับอนุญาตให้นำรถเข้ามาจอดจะต้องหาสถานที่จอดเอง เก็บกุญแจรถไว้เอง และจะต้องดูแลรถกับทรัพย์สินภายในรถเอง ทั้งนี้ จำเลยไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการในการนำรถเข้าจอด ดังนั้นความครอบครองในรถยังคงอยู่กับเจ้าของรถหรือผู้ที่นำรถเข้ามาจอด จำเลยจึงไม่ใช่ผู้รับฝากรถและไม่ได้รับประโยชน์อันเนื่องจากการที่มีผู้นำรถเข้าไปจอดในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุแต่อย่างใด เพียงแต่ได้รับประโยชน์จากผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าและการบริการซึ่งเป็นปกติทางการค้าเท่านั้น
พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมไม่ได้กระทำประมาทปราศจากความระมัดระวังปล่อยให้คนร้ายลักรถกระบะคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ออกไปโดยไม่ตรวจสอบบัตรอนุญาตจอดรถให้ถูกต้อง และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ได้ระมัดระวังดูแลรักษาความปลอดภัยสำหรับรถที่มีผู้นำมาจอดในห้างสรรพสินค้าของจำเลยตามสมควรแล้ว การที่รถสูญหายมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของจำเลยและจำเลยร่วม ดังนั้นจำเลยและจำเลยร่วม จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

----------

✍️ด้วยเหตุจากการที่ ฎีกาที่ 7471/2556 และ ฎีกาที่ 10570/2557 วางบรรทัดฐานไว้ ในปีต่อๆ มาภายหลัง ปี 2557 จึงทำให้ห้างสรรพสินค้าพากันเปลี่ยนวิธีการใหม่ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรับผิดชอบในความสูญหายของรถยนต์ลูกค้าที่มาใช้บริการห้างสรรพสินค้า เช่น
🔹- ห้างมีลานจอดรถแต่ไม่ห้ามคนทั่วไปเอารถมาจอด แม้คนที่มาจอดไม่ใช้บริการห้างก็ตาม ดังนี้จึงทำให้ลานจอดรถเป็นที่สาธารณะตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าของรถต้องดูแลความปลอดภัยเอาเอง
🔹- ยกเลิกมาตรการแจกบัตรจอดรถในการเข้าออกห้างสรรพสินค้า
🔹- จ้าง รปภ.มาก็เพื่อรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของห้างเองเป็นหลักไม่เกี่ยวกับลูกค้า
🔹- การติดกล้องวงจรปิดก็เพื่อดูแลรถที่เข้าออกแทน โดยอ้างว่าเป็นการจัดการจราจรและเฝ้าระวังคนร้ายโจรกรรมนั้นเป็นเพียงบริการเสริมเท่านั้น ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของห้าง

แต่ศาลยุติธรรมของไทยมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบเป็นสำคัญ จึงได้เกิดบรรทัดฐานเกี่ยวกับเรื่องรถหายในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าในปี 2561 ขึ้น ดังนี้

----------
🟡3. ฎีกาที่ 3 มีข้อเท็จจริงโดยสรุปดังนี้

🔹- การจัดให้มีลานจอดรถสำหรับเป็นที่จอดรถของลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการห้างสรรพสินค้า เป็นปัจจัยเพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ การจัดสถานที่จอดรถจึงเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของของห้างสรรพสินค้า
🔹- การให้บริการดังกล่าวห้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของลูกค้าซึ่งรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าด้วย
🔹- การที่ห้างยินยอมให้บุคคลทั่วไปนำรถยนต์มาจอดที่ลานจอดรถไม่ทำให้ห้างหลุดพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องให้การดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของลูกค้า
🔹- ก่อนเกิดเหตุห้างได้จัดให้มีการแจกบัตรเข้าออกสำหรับรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้ามาจอดแต่ขณะเกิดเหตุได้ยกเลิกการแจกบัตรเข้าออกและนำกล้องวงจรปิดมาติดตั้งไว้บริเวณทางเข้าออกลานจอดรถแทน
🔹- การแจกบัตรเข้าออกเป็นมาตรการในการตรวจสอบที่ค่อนข้างจะรัดกุมแต่ห้างกลับยกเลิกไป และติดป้ายเตือนไว้ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าว่าลูกค้าต้องดูแลทรัพย์สินของตนเอง จึงเท่ากับห้างสรรพสินค้างดเว้นหน้าที่ที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าโดยให้ลูกค้าต้องเสี่ยงภัยเอง
🔹- ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดก็เป็นเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพรถยนต์เข้าออกเท่านั้นไม่สามารถป้องกันการโจรกรรมได้แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นมาตรการที่ไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่รถยนต์ของลูกค้าได้
🔹- ดังนั้นการที่รถกระบะที่ขับมาจอดที่ลานจอดรถของห้างสูญหายไป จึงเกิดจากการงดเว้นในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความประมาทเลินเล่อของห้าง

✅> เหตุผลของฎีกานี้ก็คือ การที่ห้างสรรพสินค้ามีลานจอดรถเท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของการบริการของห้างสรรพสินค้าด้วย ห้างจึงมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินผู้มาใช้บริการ เมื่อห้างมีมาตรการไม่เพียงพอ เท่ากับเป็นการงดเว้นในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความประมาทเลินเล่อของห้างสรรสินค้า ห้างต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 743/2561
การที่จำเลยซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ย่อมต้องการให้มีผู้มาซื้อสินค้าและใช้บริการเป็นจำนวนมากซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อรายได้ของจำเลย การจัดให้มีลานจอดรถเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของจำเลยแก่ลูกค้า ดังนั้น การที่จำเลยยอมให้บุคคลทั่วไปนำรถยนต์มาจอดที่ลานจอดรถไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหน้าที่ที่ต้องดูแลรถที่ลูกค้าของจำเลยนำมาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า จำเลยจึงมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยและรับฟังได้อีกว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยได้จัดให้มีการแจกบัตรเข้าออกสำหรับรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้ามาจอดแต่ขณะเกิดเหตุได้ยกเลิกการแจกบัตรเข้าออกและนำกล้องวงจรปิดมาติดตั้งไว้บริเวณทางเข้าออกลานจอดรถแทนซึ่งการติดตั้งกล้องวงจรปิดก็เป็นเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพรถยนต์เข้าออกเท่านั้น ดังนั้น จึงเท่ากับจำเลยงดเว้นหน้าที่ที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าโดยให้ลูกค้าต้องเสี่ยงภัยเอง

----------
🟡คำแนะนำจากทั้ง 3 ฎีกา จึงสรุปวิธีการได้ดังนี้

🟢1. กรณีห้างสรรพสินค้าไม่มีมาตราการแจกบัตรจอดรถ เมื่อจอดรถในลานจอดหรือช่องจอดแล้วกลัวรถหาย ให้ถ่ายภาพหรือถ่ายคลิปวีดีโอ พื้นที่ที่เราจอดรถโดยรอบให้เห็นรถเราพร้อมป้ายทะเบียนรถด้วย (ยืนหน้ารถแล้วถ่ายคลิปหมุนกล้อง 360 องศา) เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าเราเอาเรามาจอดยังพื้นที่บริการที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของห้างสรรพสินค้า และเพื่อป้องกันไฟล์บันทึกวีดีโอกล้องวงจรปิดของห้างหายอีกส่วนหนึ่งด้วย

🟢2. หากเรามีการใช้บริการร้านค้าหรือซื้อสินค้าของห้าง ควรเก็บหลักฐานใบเสร็จ บิลชำระเงินต่างๆ ที่เรามาใช้บริการเหล่านั้นไว้ เพื่อยืนยันว่าเราเป็นลูกค้าของห้างสรรพสินค้านั้น ซึ่งห้างมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบความปลอดภัยต่างๆ ในฐานะที่เราเป็นลูกค้าของห้าง (เพราะห้างมักปฏิเสธว่าลานจอดรถของห้างเป็นพื้นที่สาธารณะ ห้างไม่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล ลูกค้าต้องรับผิดชอบเอง)

🟢3. รถของเราต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย ระบบกันขโมยติดตั้งด้วย และหากห้างสรรพสินค้ามีการแจกบัตรเข้าออก ห้ามเก็บบัตรไว้ภายในรถ พร้อมทั้งล็อกรถเสมอเมื่อออกจากรถ เพราะมิเช่นนั้นจะถือว่าเราเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อทำรถหายเสียเอง ห้างสรรพสินค้าจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหาย

🟢4. เมื่อพบรถหายให้แจ้งห้างให้ทราบเพื่อให้ห้างรับผิดชอบติดตามรถคืน และไปแจ้งความดำเนินคดีให้ตำรวจจับผู้กระทำความผิดมาลงโทษและติดตามรถคืน

🟢5. การฟ้องร้องห้างสรรพสินค้า เพื่อเรียกค้าเสียหายนั้น คือการฟ้องคดีทางแพ่งฐานละเมิด โดยใช้หลักฐานต่างๆ ที่เราเก็บรวบรวมไว้ เพื่อให้ห้างรับผิดชอบจากการที่ห้างไม่จัดมาตรการในการรักษาความปลอดภัยดูแลทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการ อันเป็นหน้าที่ในการบริการอย่างหนึ่งของห้าง ซึ่งจำนวนค่าเสียหายที่ได้รับมาจากการฟ้องคดีนี้ ไม่ใช่ราคารถทั้งคันตามเดิม หรือจะได้รถคันใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง อันคิดคำนวณได้จากมูลค่าตลาดของรถในวันที่รถหายเท่านั้น โดยหักค่าเสื่อมสภาพ หักค่าการใช้งานตามสมควรต่างๆ แล้วเท่านั้น (ทำไมถึงเรียกค่าเสียหายได้ไม่เยอะ = ห้างไม่ใช่คนขโมย ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดโดยตรง)

🟢6. โดยมีอายุความทางแพ่งในการฟ้องคดี คือ ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรถหาย อันเป็นวันที่เหตุการกระทำความผิดเกิดขึ้น หากเลยกำหนดระยะเวลาแล้วจะถือว่าสิทธิในการฟ้องร้องขาดอายุความ

------------

ฎีกาอื่นๆ ให้ศึกษาเพิ่มเติมเพียวกับเรื่องนี้
http://www.supremecourt.or.th/division/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2

16/07/2023

✏️ สามีภริยาจดทะเบียนสมรส > สามีออกบวชเป็นพระภิกษุแล้วมรณภาพ > ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างบวชจะตกเป็นสินสมรสตามกฎหมายครอบครัว หรือตกได้แก่วัดตามกฎหมายมรดก
----------
สามีออกบวชเป็นพระภิกษุ ภายหลังจากตนมีภริยาจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแล้ว การบวชดังกล่าวไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายจึงยังคงเป็นสามีภริยาโดยชอบตามกฎหมายเหมือนเดิม
หากชายที่เป็นพระภิกษุมรณภาพ ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่บวชอยู่นั้น จะตกเป็น สินสมรสตามมาตรา 1474(1) หรือตกเป็นสมบัติของวัดตามมาตรา 1623
กรณีนี้ ไม่มีบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 5 ครอบครัว ห้ามนำบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาทั้งสินส่วนตัวและสินสมรสมาใช้บังคับ กับกรณีที่สามีบวชเป็นพระภิกษุ ดังนั้น ทรัพย์สินที่ได้มาขณะเป็นพระภิกษุจึงต้องอยู่ในบังคับเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายครอบครัวด้วย
ทรัพย์สินใดๆ ก็ตามที่ได้มาขณะบวชเป็นพระภิกษุจึงเป็นได้ทั้ง "สินสมรส" และ "สินส่วนตัว" แล้วแต่กรณีโดยพิจารณาจากเหตุที่ได้รับทรัพย์สินนั้นมา ตัวอย่างเช่น....
🔹กรณีที่เป็นสินส่วนตัวของพระภิกษุ

- ทรัพย์สินที่พระภิกษุมีอยู่ก่อนสมรส ม.1471 (1)
- เครื่องใช้ส่วนตัวหรือเครื่องแต่งกาย ตามสมควรแก่ฐานานุรูปของพระภิกษุ ม. 1471 (2)
- ทรัพย์สินจากการประกอบกิจนิมนต์ รับโอนที่ดินมาโดยการรับมรดก หรือมีลูกศิษย์ถวายที่ดิน รถยนต์แก่พระภิกษุ ม.1471 (3)
- ขายที่ดินที่รับถวายและได้เงินค่าที่ดินมาทดแทน ได้ทรัพย์สินอื่นมาแทนสินส่วนตัวที่ถูกทำลาย ม. 1472
🔹กรณีที่เป็นสินสมรสของพระภิกษุ

- พระภิกษุได้เงินค่าวิทยากรบรรยายธรรม หรือได้เงินกำไรจากกิจการบางอย่าง ทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรส ม.1474 (1)
- ได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมโดยพินัยกรรมระบุให้เป็นสินสมรส ม.1474 (2)
- ดอกผลของสินส่วนตัวของพระภิกษุย่อมเป็นสินสมรส เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคาร ค่าเช่าที่ดินที่มีผู้มาถวายที่ดินให้เป็นการส่วนตัว ค่าเช่ารถจากที่มีผู้ถวายรถให้เป็นการส่วนตัว ม.1474 (3)
ดังนั้น เมื่อพระภิกษุมรณภาพ ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่บวชอยู่นั้น จะตกเป็น สินสมรสตามมาตรา 1474 หรือตกเป็นสมบัติของวัดตามมาตรา 1623 นั้น
ทรัพย์สินที่มีอยู่ขณะมรณภาพดังกล่าว จึงเป็นได้ทั้งสินสมรสและสมบัติของวัดทั้งสองกรณี โดยขึ้นอยู่กับเหตุในการที่พระภิกษุได้รับทรัพย์สินมาในแต่ละอย่าง ไม่ใช่ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นสินรสทั้งหมด หรือเป็นสมบัติของวัดทั้งหมดแต่อย่างใด

05/07/2023

วิธีการเพิกถอนพินัยกรรม ตามกฎหมาย

⭐️ วิธีการเพิกถอนพินัยกรรม ตามกฎหมาย
--------
🟢 โดยปกติ แบบของพินัยกรรม ที่บุคคลธรรมดาจะสามารถทำได้มีอยู่ด้วยกัน 5 แบบ คือ...
1. พินัยกรรมแบบธรรมดา (ป.พ.พ. มาตรา 1656)
2. พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ (ป.พ.พ. มาตรา 1657)
3. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง (ป.พ.พ. มาตรา 1658)
4. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ (ป.พ.พ. มาตรา 1660)
5. พินัยกรรมทำด้วยวาจา (ป.พ.พ. มาตรา 1663)
--------
🟢 แต่คนทั่วไปกลับไม่รู้ว่า เมื่อตนทำพินัยกรรมลงไปแล้วจะเพิกถอนพินัยกรรมที่ตนทำไปนั้นอย่างไร หรือเผลอไปทำอะไรกับทรัพย์สินที่เป็นวัตถุในพินัยกรรม จนเป็นผลให้พินัยกรรมนั้นใช้ไม่ได้ กลายเป็นปัญหาระหว่างทายาทผู้รับพินัยกรรมในภายหลังขึ้น

ซึ่งการเพิกถอนพินัยกรรมนั้น จะมีอยู่ 4 วิธีด้วยกัน ได้แก่...

1. การทำพินัยกรรมฉบับหลังขึ้นมาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน
2. การทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมด้วยความตั้งใจ
3. การโอนหรือทำลายทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมด้วยความสมัครใจ
4. การทำพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับก่อนกฎหมาย

และมิได้กำหนดวิธีการอื่นใดนอกจากนี้มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2545)

--------

✍️1. เพิกถอนโดยการทำพินัยกรรมฉบับหลัง มาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อน ตามมาตรา 1694
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1415/2512
จำเลยมิใช่บุคคลภายนอก แต่เป็นผู้จัดการมรดกต้องถือว่าจำเลยยึดถือที่นามรดกไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นทายาทจำเลยจะอ้างสิทธิว่าได้แย่งการครอบครองจากโจทก์มิได้ ฉะนั้นจึงย่อมจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375มาใช้บังคับไม่ได้.
การแสดงเจตนาที่จะเป็นพินัยกรรมได้ จะต้องมีลักษณะเป็นคำสั่งครั้งสุดท้ายกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของบุคคลนั้น และในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย
เจ้ามรดกมีหนังสือถึงโจทก์ซึ่งเป็นบุตรแจ้งให้ทราบว่าตนทำพินัยกรรมลับไว้ที่อำเภอ ในหนังสือระบุว่า ห้ามมิให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรอีกคนหนึ่งขายที่นาและห้ามมิให้จำเลยออกเงินส่วนตัวทำศพเจ้ามรดก มิให้นาตกเป็นของจำเลยให้แบ่งนาให้โจทก์คนละ 5 ไร่ เหลือจากแบ่งห้ามมิให้จำเลยขายเอาเงินทำศพเจ้ามรดก และไม่ให้นาส่วนที่เหลือตกเป็นของจำเลย เงินสด 10,000 บาท ถ้าทำศพเจ้ามรดกแล้วมีเงินเหลือมอบให้โจทก์ไป ให้โจทก์เป็นผู้เก็บค่าเช่านา ตอนท้ายของหนังสือมีความต่อไปว่า ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามจดหมายนี้ก็ให้โจทก์ไปร้องเรียนนายอำเภอ ขอให้นายอำเภอถอนพินัยกรรมลับด้วย ดังนี้ เอกสารหนังสือของเจ้ามรดกเป็นพินัยกรรมและเข้าแบบพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 เพราะเจ้ามรดกเขียนเองทั้งฉบับ มีผลเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมลับของเจ้ามรดกซึ่งทำไว้ฉบับแรกบางส่วนตามมาตรา 1694
⛔️โดยพินัยกรรมฉบับใหม่ที่ทำขึ้นมานั้น จะต้องทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดด้วย แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นพินัยกรรมแบบเดียวกับฉบับเดิม เช่น พินัยกรรมฉบับก่อนเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา แต่พินัยกรรมฉบับหลังเป็น พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง เป็นต้น
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2797/2517
ต.ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองทั้งต้นฉบับและคู่ฉบับรวมสามฉบับ เก็บต้นฉบับไว้ณที่ว่าการอำเภอหนึ่งฉบับ คู่ฉบับมอบให้บุคคลอื่นเก็บไว้ ต่อมาต. ขอต้นฉบับที่เก็บไว้ณ ที่ว่าการอำเภอคืนมาเก็บไว้เอง โดยมิได้กระทำการใดๆที่เห็นได้ว่าเป็นการทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมฉบับนั้นกับคู่ฉบับอีกสองฉบับ และได้ร่างพินัยกรรมขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่ง แต่ ต.และพยานยังมิได้ลงลายมือชื่อ ดังนี้ แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นการแสดงเจตนาของ ต ว่าจะทำพินัยกรรมฉบับใหม่และจะไม่ใช้พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับเดิมก็ตาม แต่พินัยกรรมฉบับหลังได้ทำขึ้นโดยมีรายการไม่ครบถ้วน เพราะต.และพยานยังมิได้ลงลายมือชื่อไว้ ย่อมเป็นโมฆะ ไม่มีผลเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับเดิม
⛔️ และการเพิกถอนพินัยกรรมจะเพิกถอนด้วยวาจาไม่ได้ และหากทำเป็นหนังสือแต่ไม่ถูกต้องตามแบบของพินัยกรรมแบบนั้นๆ ก็ไม่ถือเป็นการเพิกถอนเช่นเดียวกัน
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1157/2511
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 ที่บัญญัติไว้ว่า ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้. มีความหมายว่า ถ้าผู้ทำพินัยกรรมไม่พอใจในพินัยกรรมที่ตนทำไว้ ย่อมแสดงเจตนาเพิกถอนเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในเวลาใดๆ ก็ได้ก่อนผู้ทำพินัยกรรมตาย. แต่วิธีการเพิกถอนต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับ ซึ่งมีบัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา 1694 ถึง 1697 กฎหมายไม่ได้แยกมาตรา 1693 เป็นเอกเทศมีวิธีการเพิกถอนอยู่ในตัว
การที่ผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยื่นคำร้องต่อนายอำเภอขอถอนพินัยกรรม.โดยมิได้ร้องขอทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรม. และนายอำเภอก็สั่งแต่เพียงให้รวมคำร้องเก็บไว้ในเรื่อง. ไม่ถือว่าได้มีการทำลายหรือขีดฆ่าพินัยกรรมแต่ประการใด. พินัยกรรมจึงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ (อ้างฎีกาที่ 838/2508)

--------

✍️2. เพิกถอนโดยตัวผู้ทำพินัยกรรมเองทำการขีดฆ่าหรือทำลายพินัยกรรมดังกล่าวด้วยความตั้งใจตามมาตรา 1695
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6135/2534
ตามคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ร้องมีทรัพย์สินจะต้องจัดการถึง7 รายการ แม้ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินเฉพาะบางรายการให้ผู้คัดค้านที่ 2 แล้ว ก็ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกพินัยกรรมที่จะต้อง จัดการอยู่อีก ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมเป็นผู้มีส่วนได้เสียและ ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 จึงมีสิทธิที่จะเป็น ผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ หนังสือตัดทายาทโดยธรรมระบุนามสกุลผู้คัดค้านที่ 1 ว่า สกุล"ธรรมรัตน์"เป็น"ธรรมรักษ์" ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ไม่ ทำให้หนังสือตัดทายาทโดยธรรมเสียไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกตัดจากการเป็นทายาทโดยธรรม โดยไม่วินิจฉัยชี้ชัดว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทายาท จริงหรือไม่นั้น การวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นทายาทหรือไม่เป็นทายาท ของผู้ตายไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปปัญหาข้อนี้เป็นอุทธรณ์ที่ ไร้สาระศาลอุทธรณ์ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1695 ผู้ทำพินัยกรรมอาจเพิกถอนพินัยกรรมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ โดยทำลายหรือขีดฆ่าเสียด้วยความตั้งใจหมายความว่า ต้องเพิกถอนด้วยการฉีก ทำลาย หรือทำให้หมดสิ้นจนใช้การไม่ได้ หรือขีดฆ่าลงบนพินัยกรรมนั้นเพื่อให้เห็นว่า ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีเจตนาจะให้มีผลเป็นพินัยกรรมต่อไป ดังนั้น เพียงแต่บันทึกไว้ในช่องหมายเหตุในทะเบียนพินัยกรรมของ ที่ว่าการอำเภอว่า ขอถอนพินัยกรรม และบันทึกในใบรับพินัยกรรมว่า ขอถอน 14 มี.ค. 20 จึงยังไม่ถือว่าผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนาทำลาย พินัยกรรม พินัยกรรมจึงยังมีผลสมบูรณ์

--------

✍️3. เพิกถอนโดย ตัวผู้ทำพินัยกรรมทำการโอนทรัพย์ ที่เป็นวัตถุในการทำพินัยกรรมไปโดยสมบูรณ์ ตามมาตรา 1696 ทำให้ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับทรัพย์นั้นเป็นอันเพิกถอนไป
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4804/2539
ส. เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกให้แก่โจทก์ 30 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 1จำนวน 9 ไร่ 1 งาน 34 ตารางวา ระหว่างมีชีวิตอยู่เจ้ามรดกได้จำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนไป คงเหลือที่ดินเป็นทรัพย์มรดกอยู่ 8 ไร่ 2 งาน 40.5 ตารางวา กรณีเป็นเรื่องที่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งพินัยกรรมได้โอนไปโดยสมบูรณ์ด้วยความตั้งใจของผู้ทำพินัยกรรม ข้อกำหนดพินัยกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นเป็นอันเพิกถอนไปเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1696ส่วนพินัยกรรมยังใช้ได้อยู่ไม่ได้สิ้นผลลงทั้งฉบับหรือข้อกำหนดในส่วนของโจทก์ได้ถูกเพิกถอนไปคงมีผลอยู่เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 และไม่ใช่พินัยกรรมที่อาจตีความได้เป็นหลายนัย อันจะต้องถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ ของผู้ทำพินัยกรรมตามมาตรา 1684 โจทก์ยังคงมีสิทธิตาม พินัยกรรมตามส่วนของที่ดินที่เหลืออยู่จำนวน 8 ไร่ 2 งาน40.5 ตารางวา
⛔️แต่ถ้าหากตัวผู้ทำพินัยกรรมได้ทรัพย์สินอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งกลับคืนมาแทนตัวทรัพย์ที่เป้นวตถุในพินัยกรรมเดิมแล้ว ถือว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมยังสมบูรณ์มีผลบังคับได้ต่อไปตามเดิม
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2540
ข้อกำหนดตามพินัยกรรมฉบับพิพาทระบุถึงทรัพย์สินที่มีอยู่ในขณะทำพินัยกรรมหรือที่จะมีต่อไปภายหน้าอันเป็นการทั่วไป มิได้จำกัดเฉพาะที่ดินหรือทรัพย์สินสิ่งใดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ดังนั้น แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะจำหน่ายที่ดินหรือทรัพย์สินส่วนของตนไปหมดแล้ว แต่หากได้ทรัพย์สินอื่นมาภายหลัง ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดในพินัยกรรม กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ทำพินัยกรรมได้โอนไปโดยสมบูรณ์ซึ่งทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งข้อกำหนดพินัยกรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1696 และต้องถือว่าข้อกำหนดตามพินัยกรรมยังมีผลบังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

--------

✍️4. เพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังมีข้อความขัดกับพินัยกรรมฉบับก่อน ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเพิกถอนเฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกันกับพินัยกรรมฉบับหลังเท่านั้น ตามมาตรา 1697 แต่ถ้าหากข้อความขัดกันหมดทุกข้อแล้ว จะทำให้พินัยกรรมฉบับก่อนถูกเพิกถอนไปทั้งหมด
🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2537
พินัยกรรมฉบับก่อนเจ้ามรดกยกที่ดินนาให้โจทก์ 10 ไร่ส่วนพินัยกรรมฉบับหลังเจ้ามรดกยกที่ดินนาให้โจทก์จำเลยและบุตรคนอื่น ๆ รวม 7 คน คนละ 3 ไร่ ส่วนที่เหลือยังเป็นส่วนของเจ้ามรดกอยู่ โดยมิได้กล่าวถึงที่ดินนา 10 ไร่ ที่เคยทำพินัยกรรมยกให้โจทก์ก่อนเลย ทั้งพินัยกรรมฉบับแรกตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแต่พินัยกรรมฉบับหลังตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก พินัยกรรมทั้งสองฉบับในส่วนเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและการตั้งผู้จัดการมรดกจึงขัดกัน และเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังเฉพาะเกี่ยวกับการยกทรัพย์มรดกให้ทายาทและเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1697
--------

🟡 ทั้งนี้ ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนในเวลาใดก็ได้ขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่ ตามมาตรา 1693 โดยเลือกวิธีการที่กล่าวมาข้างตนนี้ในการเพิกถอนพินัยกรรมที่ตนได้กระทำไปครับ

02/07/2023

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ การที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้อะไรกลับมาเลยนั้น เป้นความเข้าใจที่ผิด

🖌 ผู้ค้ำประกันเมื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไป หนี้จะสูญ ทำอะไรต่ออีกไม่ได้แล้ว อย่าเข้าใจผิดแบบนั้น

----------

🟨 ประเด็นที่กล่าวมานี้ มีผู้ค้ำประกันหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่เยอะพอสมควร ซึ่งมักเข้าใจไปเองว่า เมื่อตนชำระหนี้ทั้งหมดให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว ก็เป็นอันจบไม่มีอะไรอีกแล้ว แบบนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ

เพราะจบในที่นี้คือ จบกับเฉพาะฝ่ายเจ้าหนี้เขาเท่านั้น ส่วนฝ่ายลูกหนี้นั้นยังไม่จบ เพราะสิ่งที่ผู้ค้ำประกันจะได้กลับมาเมื่อชำระหนี้เแทนไปคือ "สิทธิไล่เบี้ย" ในการเข้ารับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ที่มีอยู่เดิมทั้งหมด เพื่อมาไล่เบี้ยเอาคืนกับตัวลูกหนี้ได้ เหมือนว่าผู้ค้ำประกันเป็นเจ้าหนี้เสียเองทุกอย่าง

โดยมีหลักสำคัญตามกฎหมายที่ผู้ค้ำประกันต้องรู้และเข้าใจดังนี้
----------
🔵1. กรณีเมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมรับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ สามารถไล่เบี้ยลูกหนี้ได้เต็มจำนวนเงินที่ตนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยในสัญญา และยังรวมถึงดอกเบี้ยผิดนัดอีกด้วย เช่น สมมุติต้นเงิน 10,000 บาท ดอกเบี้ย 500 บาท จึงไล่เบี้ยได้ 10,500 บาท เป็นต้น

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2540
ตามหนังสือสัญญากู้ที่จำเลยผู้กู้ได้กู้ยืมเงินไปจาก ท.โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันมีข้อตกลงว่า จำเลยผู้กู้ยอมรับผิดในค่าพาหนะและค่าเสียหายต่าง ๆซึ่งผู้ให้กู้ต้องเสียไปในการทวงถาม ฟ้องร้อง จำเลยยอมใช้ให้ตามที่เสียหายจนครบถ้วน ต่อมา ท.นำสัญญากู้ฉบับนี้ไปฟ้องจำเลยและโจทก์ โจทก์ได้ชำระเงินตามคำพิพากษา 89,220 บาท และค่าใช้จ่ายอย่างอื่น 2,080 บาท ให้ ท.แม้เงินส่วนนี้ ท.จะมิได้เรียกร้องไว้ในขณะฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวน 2,080 บาท ให้ ท.ไปจริง จึงรวมเป็นต้นเงินทั้งหมดที่โจทก์ชำระให้ ท.ไปโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินจำนวน 91,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยตาม ป.พ.พ.มาตรา 693

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2528
ผู้ค้ำประกันถูกธนาคารเจ้าหนี้หักบัญชีเงินฝากประจำใช้หนี้แทนลูกหนี้ ทำให้ผู้ค้ำประกันสูญเสียเงินต้นและดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับตามบัญชีเงินฝากประจำตั้งแต่วันที่ธนาคารเจ้าหนี้หักบัญชี ผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้เพื่อการสูญเสียดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693

-----------

🔵2. เมื่อผู้ค้ำประกันรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหนี้แล้ว นอกจากผู้ค้ำประกันจะไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้เองได้ ผู้ค้ำประกันยังสามารถไล่เบี้ยเอาจากผู้ค้ำประกันด้วยกันเองได้อีกด้วย หากลูกหนี้มีผู้ค้ำประกันหลายคน เพียงแต่จะไล่เบี้ยผู้ค้ำประกันคนอื่นได้เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถไล่เบี้ยเต็มจำนวนได้

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2536
โจทก์และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน น. ในหนี้รายเดียวกันจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แทน น.ไปแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ไล่เบี้ย เอา แก่ จำเลยได้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 229(3) และ 296 และยังมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ น.เพื่อให้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 693 วรรคแรกอีกด้วย เมื่อปรากฏต่อมาว่าโจทก์ตกลงกับ น. ทำหนังสือสัญญากู้เงินมีข้อความว่า น.เป็นลูกหนี้กู้เงินโจทก์ ถือได้ว่ามีหนี้ใหม่เกิดขึ้น ตามสัญญากู้เงิน เป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีผลทำให้หนี้ตามสิทธิไล่เบี้ยแก่ น. นั้นระงับไป โจทก์ขอ ที่จะฟ้องบังคับตาม มูลหนี้ ใหม่ในสัญญากู้เงิน กรณีดังกล่าว ความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ตามเดิม ของ น. และในฐานะลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ย่อมระงับไปด้วยโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย

------------
🔵3. ส่วนวิธีการจะได้สิทธิไล่เบี้ยกับลูกหนี้มานั้น ฝ่ายผู้ค้ำประกันจะต้องกระทำการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันเท่านั้น ผู้ค้ำประกันจะไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ด้วยวิธีอื่น หรือในฐานะอื่นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผู้ค้ำประกันจะไม่ได้สิทธิไล่เบี้ยมา

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2538
สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยย่อมจะเกิดมีขึ้นต่อเมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนจำเลยแล้วตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา693แต่การชำระหนี้โดยวิธีการที่โจทก์ยอมผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ของ ธ.เพื่อชำระหนี้ของจำเลยอีกคนหนึ่งหาใช่เป็นการที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ ธ. เสร็จสิ้นแล้วไม่ทั้งไม่ทำให้หนี้ระหว่าง ธ.กับจำเลยที่มีอยู่เดิมระงับสิ้นไปเพราะมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ธ. ยังคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวได้เช่นเดิมเมื่อตามคำฟ้องไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยให้แก่ ธ. ไปแล้วหรือไม่เป็นจำนวนเท่าใดโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลย

-------------

🔵4. ผลของการรับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ของผู้ค้ำประกันนั้น รับมาแค่ไหน ? เจ้าหนี้มีแค่ไหนฝ่ายผู้ค้ำประกันก็รับมาแค่นั้น ไม่ว่าจะกรณีที่ลูกหนี้ได้มีการนำทรัพย์มา จำนำ จำนองไว้กับเจ้าหนี้เพื่อเป็นการประกันหนี้ของลูกหนี้ เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไป ผู้ค้ำประกันก็สามารถรับช่วงสิทธิที่เจ้าหนี้มีอยู่ไล่เบี้ยเอากับทรัพย์ที่ จำนำ จำนองของลูกหนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน

แต่...ผู้ค้ำประกันจะรับช่วงสิทธิบังคับทรัพย์จำนองที่ไม่ใช่ของลูกหนี้ไม่ได้ เช่น กรณีผู้ค้ำประกันหลายคน ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไป และรับช่วงสิทธิแล้วจะไปบังคับจำนองเอากับผู้ค้ำประกันคนอื่นที่เอาทรัพย์มามาจำนองด้วย อย่างนี้ ทำไม่ได้ เพราะต้องบังคับเอากับทรัพย์ของลูกหนี้เท่านั้น

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13337/2556
การที่จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่ธนาคาร ก. เจ้าหนี้ เป็นการให้สัญญาต่อเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ก็ให้ธนาคารเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 บังคับจำนองเอากับที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้ ต่างกับการค้ำประกันซึ่งโจทก์ผู้ค้ำประกันสัญญาว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้โจทก์จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ ในกรณีของจำเลยที่ 2 ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ในลักษณะจำนองซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 682 วรรคสอง ในลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับกับจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน อีกทั้งไม่ใช่กรณีผู้ค้ำประกันหลายคนยอมตนเข้าค้ำประกันหนี้รายเดียวกันอันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง อันจะทำให้โจทก์รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บังคับจำนองกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ได้

------------

🔵5. แต่ถ้าสิทธินั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว ผู้ค้ำประกันจะอ้างสิทธิไล่เบี้ยเพื่อรับช่วงสิทธิดังกล่าวมาบังคับเอากับลูกหนี้ไม่ได้ เช่น การบังคับกรรมสิทธิ์ในรถมาเป็นของตน

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10700/2546
โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิเพียงไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใด ๆเพราะการค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แม้ในวรรคสองบัญญัติว่า ผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย และสัญญาค้ำประกันระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิที่เจ้าของมีอยู่ไม่ว่าตามกฎหมายหรือตามสัญญาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ ก็คงมีความหมายเพียงว่าผู้ค้ำประกันชอบที่จะใช้สิทธิบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเองตามมาตรา 226 เท่านั้น การที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 1หาทำให้โจทก์มีสิทธิในรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไปจากจำเลยที่ 1 ไม่ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ที่โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 ไปครบถ้วนแล้วโดยผลของมาตรา 572 โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถจักรยานยนต์แก่โจทก์

🔻*** หมายเหตุสัญญาเช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันทำข้อตกลงผูกพันตนเฉพาะในหนี้ค่าเช่าซื้อ ไม่ได้ผูกพันตนที่จะมีสิทธิครอบครองหรือการได้กรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่เช่าซื้อนั้นด้วย

------------

🔵6. เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว ผู้ค้ำประกันได้สิทธิไล่เบี้ยเอาคืนกับลูกหนี้ โดยมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไป

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4578/2556
โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าเช่าซื้อที่ ส. มีอยู่ต่อบริษัท ม. ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้ที่ ส. มีอยู่แก่บริษัท ม. หลังจากที่ ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของการเป็นเจ้าหนี้แทนบริษัท ม. ที่จะฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้ตาย สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นในวันที่โจทก์ชำระหนี้แก่บริษัท ม. อันเป็นเวลาหลังจากที่ ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมิใช่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยอยู่ในขณะที่ ส. ถึงแก่ความตาย เพราะสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เกิดขึ้นหลังจากการตายของ ส. ผ่านพ้นไปแล้ว อายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งเป็นอายุความสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดกมาใช้ไม่ได้

-----------

🔵7. แล้วถ้าเกิดลูกหนี้ตาย หรือผู้ค้ำประกันคนอื่นๆ ตาย ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับทายาทของลูกหนี้รวมถึงทายาทของผู้ค้ำประกันคนอื่นๆ ได้อีกด้วย การตายของลูกหนี้และผู้ค้ำประกันคนอื่นๆ ไม่ได้ทำให้หลุดพ้นความรับผิดในหนี้ดังกล่าวได้ เพียงแต่ทายาทของบุคคลดังกล่าวเหล่านั้นต้องรับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน
เช่น ลูกหนี้มีหนี้ 1,000 บาท ผู้ค้ำคนอื่นตกลงรับผิด 500 หากบุคคลทั้งหมดตาย มีทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทลูกหนี้เพียง 300 บาท ทายาทผู้ค้ำ 100 บาท หากผู้ค้ำประกันคนหนึ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไป ผู้ค้ำประกันคนนั้น ก็รับช่วงสิทธิไล่เบี้ยเอากับทายาทลูกหนี้ได้เพียง 300 บาท กับ 100 บาท เท่านั้น

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5763/2562
สัญญากู้ยืมเงินที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แม้จำเลยที่ 1 ผู้กู้ผิดนัดและโจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังจากวันที่ ส. ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม แต่เมื่อหนี้กู้ยืมยังคงมีอยู่อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ก่อนวันที่ ส. จะถึงแก่ความตาย และสัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของ ส. ไม่ สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่ ส. ทำกับโจทก์เป็นกองมรดกของผู้ตายและตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1600 โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. เพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนที่มีและได้รับทรัพย์สินในกองมรดกของ ส. ตามมาตรา 1734 และมาตรา 1737

-----------
🔵8. สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันสามารถระงับสิ้นไปได้ หากผู้ค้ำประกันกระทำผิดพลาดใน 2 เรื่องคือ...

- ไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่มีอยู่กับเจ้าหนี้ เช่น หนี้ประธานขาดอายุความแล้วมาฟ้องลูกหนี้ , ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วนไปแล้วแต่มาฟ้องเรียกทั้งหมด ผลหากผู้ค้ำประกันไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้พวกนี้ มาสู้ลูกหนี้เมื่อถูกเจ้าหนี้ฟ้อง
ผลก็คือ ฝ่ายผู้ค้ำสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเฉพาะเท่าที่ตนไม่ยกข้อต่อสู้ในเรื่องนั้น กับลูกหนี้

- ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้โดยไม่ได้บอกลูกหนี้ แล้วลูกหนี้ไปชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ซ้ำอีก เช่นนี้ ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิไปไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้ได้ จึงต้องไปเรียกเคืนจากเจ้าหนี้ฐานลาภมิควรได้แทน

🔸คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5241/2538
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 696 วรรคหนึ่งผู้ค้ำประกันจะสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ก็ต่อเมื่อได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ไปโดยมิได้บอกลูกหนี้และลูกหนี้ได้ชำระหนี้ซ้ำอีกเพียงกรณีเดียวเท่านั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ป. ชำระหนี้จำนวน 390,000 บาท ให้แก่บริษัท ธ. เจ้าหนี้ของ ป. ไปแล้ว คงเหลือยังไม่ได้ชำระอยู่อีกจำนวน 43,441.43 บาท หนี้จำนวนที่ยังไม่ได้ชำระนี้ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ป. ซึ่งถึงแก่กรรมในเวลาต่อมาถูกฟ้องและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ให้แก่ บริษัท ธ. โดยไม่ได้ซ้ำกับยอดหนี้ส่วนที่โจทก์ได้ชำระแทนไปแล้ว ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้บอกแก่จำเลยว่าโจทก์ ได้ชำระหนี้แทน ป. ให้จำเลยทราบก็ตามก็ชอบที่จะรับช่วงสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเงินจำนวน 390,000 บาทเอาแก่จำเลยได้ สิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยซึ่งเป็นทายาทของป. เกิดจากการที่โจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ที่ ป.เจ้ามรดกมีอยู่ต่อบริษัท ธ. ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิที่ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยได้ สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นในวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้ไปอันเป็นเวลาหลังจากที่เจ้ามรดกตาย เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยเรื่องอายุความแห่งการรับช่วงสิทธิไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามมาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คืออายุความสิบปี จะนำอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งเป็นอายุความสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดก มาใช้ไม่ได้

-----------

🟨 ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือหลักกฎหมายสำคัญที่ผู้ค้ำประกันต้องรู้เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว หนี้นั้นไม่ได้สูญ ผู้ค้ำประกันยังสามารถไปไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้ต่อได้ หรือไล่เบี้ยเอากับผู้ค้ำประกันคนอื่นๆ ได้

แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอแนะนำว่า ถ้าไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากมีภาระ อย่าทำการตกลงค้ำประกันให้ใคร เป็นดีที่สุด เพราะการคำ้ประกัน คือการ รับผิดชอบในหนี้ของคนอื่น เหมือนตัวเองเป็นหนี้เสียเอง การค้ำประกันไม่ใช่บุญคุณ ไม่ใช่การสร้างบุญสร้างกุศล ไม่ใช่ความเกรงใจ ความเมตตาสงสาร แต่มันคือ"การสร้างหนี้"

ถ้ารู้ว่าตัวเอง ไม่มีความสามารถไม่มีกำลังในการใช้หนี้ให้กับใคร อย่าไปตกลงยินยอมค้ำประกันให้กับเขา เพราะมันไม่ใช่เหตุผลที่สามารถนำมาอ้าง ในศาลเพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิดได้ มันฟังไม่ขึ้น อย่าหาทำนะครับ 🥲

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง การปฏิบัติตามกฎหมาย ใน Chiang Mai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


588/19 ถ. เจริญเมือง(อยู่หัวมุมสี่แยกหนองประทีป) ต. ท่าศาลา อ. เมือง จ. เชียงใหม่ โทร. 063 6273416
Chiang Mai
50000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 16:00

Chiang Mai การปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย Nakornping Inter Law สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย Nakornping Inter Law
189/1 หมู่ที่1 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
Chiang Mai, 50300

สำนักงานอดิศักดิ์ทนายความ สำนักงานอดิศักดิ์ทนายความ
สำนักงานอดิศักดิ์ทนายความ (สาขาเชียงใหม่) ศิวาลัยวิลเลจ 3 เลขที่ 104/266
Chiang Mai, 50130

รับปรึกษาปัญหากฎหมาย พูดคุยเกี่ยวก

ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
Chiang Mai, 50300

ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กิจกรรมของ?

อธิป ทนายเชียงใหม่ และทีมทนายความ อธิป ทนายเชียงใหม่ และทีมทนายความ
โครงการทรีบูติคอเวนิว ต. ท่าศาลา
Chiang Mai, 50000

ปรึกษา​ปัญหากฎหมายฟรี รับว่าความทั

VJ Thailawfirm VJ Thailawfirm
111/262 M. 5 T. Meaheai Mouang
Chiang Mai, 50100

‘Victor Juris’ providing high standard legal services through a modern and trustworthy.

รับปรึกษากฎหมายเชียงใหม่ กชพรทนายความ รับปรึกษากฎหมายเชียงใหม่ กชพรทนายความ
186/17 ม. 6 ต. หนองหาร อ. สันทราย จ. เชียงใหม่
Chiang Mai, 50290

ปรึกษากฎหมายเบื้องต้นฟรี คดีครอบครัว มรดก กู้ยืม ร่างสัญญา รับว่าความ คดีแพ่ง อาญา

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น - CPCR ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น - CPCR
199/332 ม. 2 หมู่บ้านสวนนนทร ซ. 7/2 ต. หนองจ๊อม อ. สันทราย จ. เชียงใหม่
Chiang Mai, 50210

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชน (Center for Protection and Revival of Local Community Rights)

บริษัทกฏหมาย BY ทนายปรัชญา บริษัทกฏหมาย BY ทนายปรัชญา
The Palm Garden 8
Chiang Mai, 50230

บริษัทTK LAW บริการงานด้านกฎหมาย ว่าคว?

สำนักงานกฎหมายพรทิพย์ สำนักงานกฎหมายพรทิพย์
79/3 ถ. ราชมรรคา ต. พระสิงห์
Chiang Mai, 50200

http://pornthip-interlaw.com/

สำนักกฎหมาย นิติรัฐ ทนายความเชียงใหม่ สำนักกฎหมาย นิติรัฐ ทนายความเชียงใหม่
Chiang Mai, 50000

ให้บริการปรึกษาและว่าความอรรถคดีท?

สนง.กฎหมาย จิณณะ นาคสุขุม สนง.กฎหมาย จิณณะ นาคสุขุม
Chiang Mai, 50210

ให้คำปรึกษาข้อกฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร

พงศ์สุวัฒน์ทนายความ เชียงใหม่ พงศ์สุวัฒน์ทนายความ เชียงใหม่
45/52 ถนนต้นขาม2 ตำบลท่าศาลา
Chiang Mai, 50000

ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย คดีเเพ่ง คดีอาญา