Sikkim & Kashmir

Sikkim & Kashmir

Sikkim & Kashmire

Sikkim & Kashmir is now on WhatsApp. 04/10/2021

Sikkim & Kashmir is now on WhatsApp.

Sikkim & Kashmir is now on WhatsApp.

Photos from Sikkim & Kashmir's post 11/05/2021

วันนี้ลดค่าขนมสัก 9 บาท มาร่วมสร้างโรงพยาบาลสนามกันนะคะ

03/05/2021

ใครมีเหลือแล้ว สละส่วนที่มีเก็บมาช่วยเพื่อนมนุษย์กันนะคะ

14/02/2016

Day # 6 : 28 Dec 2014 คุณหม่ำมาเคาะประตูห้องนอนของเราตอน 6 โมงเช้าตามเวลาที่ได้นัดหมายกันไว้พร้อมกับถาดน้ำชา หลังจากอาหารเช้าเราก็ออกเดินทาง จุดหมายแรกสำหรับวันนี้คือ Chopta Valley และเราจะไปพักกันที่ลาชุง Lachung โดยไกด์แนะนำว่าควรจะไปถึงลาชุงช่วงก่อนค่ำเพื่อที่เราจะได้ไปเดินเล่นในหมู่บ้านได้

13/09/2015

แวะเที่ยวระหว่างทางจากกังต๊อกขึ้นไปสิกขิมเหนือ

[09/13/15]   Day # 5 : 27 October 2014 วันนี้เราจะได้เดินทางขึ้นสู่สิกขิมเหนือกันแล้ว พวกเราเตรียมของใช้และเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็นใช้ใส่กระเป๋าใบเล็กไปเท่านั้น สัมภาระที่เหลือเราฝากไว้กับทางโรงแรม ทุกคนตื่นเต้นกันมาก เราตื่นขึ้นมากินกาแฟและอาหารเช้ากันแต่เช้ามืด เพื่อให้ทันเวลาที่รถจะมารับเรา วันนี้ไกด์ของเราชื่อ Phershant Sharma เป็นผู้ชายผอมบาง หน้าตอบ มีเคราแพะอยู่ที่คางแหลมๆของเค้าด้วย เป็นคนเฉื่อยๆ แต่ก็น่ารักดีแบบศิลปินทั่วๆไป เค้ามีเชื้อสายมาจากเนปาล ส่วนคนขับรถชื่อ ชิเชย์ เคยเป็นทหารธิเบตมาก่อน ขับรถดีมาก เก่งมาก ใจดีมีน้ำใจ สุภาพ ยิ้มเก่ง คุยเก่ง ตรงเวลา บริการดี แถมยังคล่องมากกว่าไกด์เสียอีก ทุกคนประทับใจและรักคนขับรถของเรามาก เราเรียกเค้าว่า “คุณหม่ำ” เพราะเค้าชอบดูหนัง “องก์บาท” เราจึงลงความเห็นว่าเค้าตลกเหมือน “คุณหม่ำ จ๊กม๊ก” วันนี้ระหว่างทางที่เราจะขึ้นไปลาเชน เราจะแวะเที่ยวไปเรื่อยๆ โดยจุดแรกเราแวะชมวิวที่ “ตาชิ วิว พ้อยท์” (Tashi View Point) ที่นี่เป็นสถานที่ขึ้นชื่อ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะแวะมาดูพระอาทิตย์ขึ้น เราเดินขึ้นไปสู่ยอดด้านบนได้ไม่ยากนักเพราะมีบันไดให้เดินขึ้น-ลงได้อย่างสบาย ด้านบนเป็นลานโล่งเทปูนมีรั้วกั้นโดยรอบ เรียกว่าเห็นวิวพาโนรามากันเลยทีเดียว มองลงมาเห็นตัวเมืองกังต๊อก และไกลออกไปจะเห็นทิวเขาสลับลดหลั่นกัน ในวันที่อากาศดีอาจมองเห็นยอดเขาคันเชงจุงก้าและยอดเขาชิโนชู รวมไปถึงวัดโพดองและวัดลาบรัง ซึ่งอยู่ห่างออกไปนอกเมืองด้วย ที่นี่เราได้เจอทัวร์คนไทยมาสร้างพระถวายวัดไทยที่ดาร์จีลิ่งด้วย เราเสียเวลาอยู่ไม่นานก็เดินทางต่อ ถนนขึ้นเหนือนี่แย่มาก เส้นทางลัดเลาะไปตามเชิงเขา ทางแคบมาก บางช่วงรถสวนกันแทบไม่ได้ต้องจอดรอให้รถอีกฝั่งสวนไปก่อนก็มี มิหนำซ้ำยังมีการก่อสร้างทางเป็นช่วงยาวมาก เราออกจากตัวเมืองกังต็อกประมาณ 40 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดโพดอง (Phodong Monastery) ตั้งอยู่บนเนินเขา ทางผ่านของทางหลวงที่มุ่งหน้าสู่สิกขิมเหนือ บริเวณวัดสงบ ร่มรื่น ด้านหลังวัดวิวสวยมาก แต่ในส่วนของอาคารหลักภายในวัด ลามะจะเป็นคนไขกุญแจให้เข้าชมด้านใน ความน่าสนใจของวัดนี้คือ เป็นวัดเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ภายในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดเพราะรวบรวมเครื่องใช้ของ “กามาปา” (Karmapa) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นของล้ำค่าศักดิ์สิทธิ์ลักษณะคล้ายอาสนะของพระในเมืองไทย นอกจากของใช้เก่าแก่ด้านในแล้วยังโดดเด่นตรงจิตรกรรมฝาผนังตรงทางเข้าที่มีชื่อว่า “วงล้อแห่งชีวิต” (Wheel of Life) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา สะท้อนถึงการดำรงอยู่ของโลก วงล้อนี้จะถูกปีศาจยักษ์คาบไว้ แสดงถึงความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ที่จุดศูนย์กลางของวงล้อมีสัตว์ 3 ชนิด ได้แก่ นกยูง งู และหมู โดยนกยูงหมายถึง ความปรารถนาราคะจริต งู หมายถึง ความโกรธโมหะจริต และ หมู หมายถึง ความก้าวร้าวและโง่เขลา ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่างๆ ขึ้นบนโลก บนผนังบางด้านจะมีผ้าห้อยปิดอยู่คล้ายผ้าม่าน เจี๊ยบมือซนไปเปิดดูจึงเห็นเป็นจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปหญิงชายกำลังเสพย์สังวาส (ตันตระ) ที่งดงามมาก ออกจากวัดเราก็แวะเดินเล่น “น้ำตกเจ็ดสาวน้อย” (Seven Sisters Waterfall) ซึ่งอยู่ข้างถนนนั่นแหละ ละแวกนี้มีน้ำตกเยอะแยะมากมาย ส่วนใหญ่เราจะเห็นสายน้ำไหลผ่านข้ามถนนไปตกลงเหวอีกฝั่งหนึ่งของถนน มีทั้งไหลซึมระเรื่อยบนพื้นถนน บางแห่งรถต้องข้ามผ่านลำธารเล็กๆเลยทีเดียว สายน้ำตกเหล่านี้แหละที่เป็นสาเหตุให้ถนนเสียและดินถล่ม เราผ่านเมืองแมงอัน (Mangan) มาได้สักหน่อยก็แวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้านชื่อทัมมารีน (Tammarind) ร้านนี้อาหารอร่อย เป็นบุฟเฟต์อาหารท้องถิ่น แต่คนขับรถของเราก็สามารถจัดหาอาหารพิเศษต่างหากจากถาดบุฟเฟต์ให้พวกเรา คือ แกงเนื้อจามรีและแกงไก่ ซึ่งรสชาติดีมาก เรียบร้อยแล้วเราเดินทางต่อมาถึงด่านที่ตุง (Tung Check Post) เพื่อตรวจพาสปอร์ต ใบอนุญาตเข้าสิกขิม (Inner Line Permit ซึ่งต้องเก็บไว้ให้ตรวจบ่อยๆ เริ่มจาก 1 ที่ Mangan 2 Tung 3 Lachung และหากจะขึ้นไป Zero Point ก็มีอีกที่ Yumthang ) ใบอนุญาตขึ้นมาสิกขิมเหนือ และใบอนุญาตไกด์ จากนั้นเราก็ไปต่อมาแวะพักรถและพักคนเพื่อดื่มน้ำชาอีกครั้งที่ชุงถัง (Chungthang) ซึ่งรถส่วนใหญ่จะแวะพักที่นี่ เพราะเป็นจุดที่จะแยกซ้ายขึ้นไปลาเซน ตรงขึ้นไปทางขวาเพื่อไปลาซุง เรียกว่าครึ่งทางระหว่างลาซุงและลาเซนประมาณนั้น เราดื่มชาพื้นเมืองที่ใส่นม ส่วนเจ๊เกียงดื่มชาดำกับโมโม่และโซเหมี่ยน (ติ่มซำและหมี่ผัด) จากประสบการณ์ที่เคยไปเลห์ ลาดักซ์มา โมโม่ที่นั่นอร่อยมาก แต่ที่นี่อร่อยน้อยมาก ส่วนมากไม่อร่อยค่ะ (เก็บท้องไปทานที่เลห์ดีกว่านะคะ คริ คริ) พักผ่อนสักครู่ “คุณหม่ำ” ก็ชวนเราออกเดินทางต่อ เราไปถึงลาเซนก็ค่ำแล้ว อากาศหนาวมาก บ้านช่องร้านรวงปิดหมดแล้ว เหลือแต่ร้านขายเบียร์หน้าโรงแรม (เป็นบ้านที่แบ่งเป็นห้องๆค่ะ) ที่ยังเปิดอยู่ แต่เราก็เหนื่อยและหนาวเกินกว่าจะนึกอยากดื่มเบียร์ จึงพักรออยู่ในห้องรออาม่าเจ้าของบ้านขึ้นไปทำอาหาร (ที่นี่ครัวอยู่ชั้นบนค่ะ) เวลาผ่านไปนานพอสมควร เพอร์ช้านกับหม่ำ ก็มาเรียกเราขึ้นไปทานอาหารที่ครัวเลยทีเดียว อาม่าทำอาหารอร่อยมาก ครัวก็อบอุ่นด้วยเตาไฟที่ใช้ฟืน สะอาด จานชามหม้อไหก็ล้างสะอาดสะอ้านจัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อยบนชั้นที่ติดอยู่บนฝาผนัง เราเจริญอาหารกันมากพร้อมกับดื่มน้ำชาร้อนๆ โดยมีอาม่าเจ้าของบ้านชี้ชวนให้ลองทานนู่นนี่นั่นตลอดเวลา เมื่อเรากลับลงมาถึงห้องพักก็รีบจัดการธุระส่วนตัวแล้วเข้านอน พรุ่งนี้เราจะแวะเที่ยวช็อปต้าวัลเล่ย์ (Chopta Valley) กันก่อนแล้วจึงจะไปนอนกันที่ลาชุง (Lachung) ฝันดีค่ะ

13/08/2015

Day # 4 : 26 October 2014
เช้าวันนี้เรามีนัดกับ Mr.Madan Tamang, Travel Agency ของเรา เค้าจะเป็นไกด์พาเราไปเที่ยวทะเลสาบฉางกู่ (Changu Lake / Tsumo Lake) เหมือนที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว ที่สิกขิมจะไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้ชายแดนจะต้องมีไกด์ไปด้วย เราออกจากโรงแรมประมาณ 9 โมงเช้า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางพวกเราตื่นเต้นกับทิวทัศน์สองข้างทางที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน อากาศหนาวเย็น เราไต่ความสูงไปได้สักพักรถที่พาเราไปเกิดยางแบนซะงั้น ต้องเสียเวลามาเปลี่ยนยางรถอยู่พักหนึ่ง แต่พวกเรากลับไม่รู้สึกเบื่อเพราะเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปและสดชื่นกับอากาศภายนอกตัวรถกันมาก เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จรถก็พาเรามาถึงด่าน ตรงนี้มีห้องน้ำไว้บริการและมีร้านขายของ ส่วนมากจะเป็นเสื้อกันหนาวและถุงมือ ไกด์ไปยื่นเอกสารใบอนุญาตต่างๆ สักครู่เดียวก็กลับมาพาเราไปสู่ทะเลสาบ เมื่อไปถึงที่นั่น เจี๊ยบรู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกดให้ยืนนิ่งมองผืนน้ำที่แสนสงบเยือกเย็นเบื้องหน้าหมอกสีขาวหม่นทอดตัวคลอบคลุมเหนือผืนน้ำในทะเลสาบ ทุกสิ่งรอบตัวดูเลือนลาง จามรี หรือ ยัก (Yak) ถูกแต่งตัวโดยเฉพาะที่เขาให้สวยงามเดินเพ่นพ่านอยู่รอบๆทะเลสาบ ที่นี่มีร้านค้าขายเสื้อกันหนาว หมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ และอีกสารพัดไปถึงอาหารและเครื่องดื่ม ก่อนที่เราจะออกเดินเล่นรอบทะเลสาบไกด์พาเราไปดื่มน้ำชาอุ่นๆที่ร้านค้าด้านล่างเพื่ออบอุ่นร่างกาย และหันมาถามเจี๊ยบว่าต้องการวอดก้าสักเป๊กหนึ่งมั้ย ไม่รอให้ถามซ้ำ ดั๊นขอซื้อมาทั้งขวด (ก็พี่ขี้หนาวนี่คะ ไม่ใช่ขี้เมาค่ะ) หลังจากละเลียดกับเครื่องดื่มต่างๆตามแต่ละคนสันทัดแล้ว เจ้าของร้านของชำก็ยกอาหารมาเสริฟ ก็คือมาม่าเราดีๆนี่เอง อ้อมีข้อดีของคนขับรถและไกด์ของที่นี่มาฝากค่ะ ว่าในระหว่างปฏิบัติหน้าที่พวกเขาไม่แตะต้องของมึนเมาทุกชนิดเลยนะคะ เจี๊ยบส่งวอดก้าให้แก้หนาว พวกเค้าปฏิเสธค่ะ “On Duty” พี่อายเลยค่ะน้อง หลังจากเสร็จภารกิจอาหารกลางวันแล้ว เจี๊ยบก็ออกเดินเที่ยวเล่นรอบทะเลสาบกับพี่โอ๋ โดยมีคุณมาดาน ไกด์ของเรานำทาง อากาศสดชื่นมากค่ะ ทิวทัศน์สวยงาม สงบ บางแห่งมีทิวธงผูกไว้กับไม้ไผ่ปักไว้เป็นแนว เมื่อเรากลับมาถึงร้านค้าหิมะก็ตกโปรยปรายลงมา เจ๊เกียงลืมป่วยออกกระโดดโลดเต้น พวกเราตื่นเต้นกันมากจนออกเดินเล่นบนสันเขื่อนของทะเลสาบอีกครั้ง เมื่อกลับลงมาพวกเราเงียบเชียบกันเชียวค่ะ บางคนก็เพราะความเหนื่อย บางคนก็มองเก็บภาพข้างทางยามรถแล่นผ่าน สำหรับเจี๊ยบแล้วที่เงียบเพราะความรู้สึกที่นั่นได้ทอดสมอลงในหัวใจซะแล้ว เคยได้ยินมั้ยคะ “Anchoring” มันคือความประทับใจเหมือนกับโดนสิ่งของ เหตุการณ์ หรือสำหรับบางคนก็อาจจะเป็นเพลง หรือภาพยนตร์ ทอดสมอลงในความทรงจำ...

11/07/2015

สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองกังต๊อกค่ะ Gangtok, Sikkim, India

11/07/2015

Sikkim & Kashmir's cover photo

[07/11/15]   Day # 3 : 25 October 2014
ตื่นแต่เช้าเพราะได้นัดแนะกับ Mr.Madan Tamang, Travel Agency ไว้ว่าวันนี้ 9.00 น. เค้าและคนขับรถจะมาพบเราที่โรงแรม เพราะเค้าจะมารับหนังสือเดินทางของพวกเรา เพื่อไปทำใบอนุญาตไปเที่ยวทะเลสาบฉางกู่ (Tsango Lake / Changu Lake) และขึ้นไปทาง North Sikkim คือ Lachen, Lachung, Chopta Valley, Yumthang Village และสำหรับพวกเราวันนี้จะไปเที่ยวในเมืองกังต๊อกโดยคนขับรถจะพาเราไป ตามหมายกำหนดการดังนี้ค่ะ
• วัดรุมเต็ก หน้าร้อนเปิด 08.00-17.00 น. หน้าหนาวเปิด 10.00-17.00 น. ที่นี่มี Golden Stupa ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากเพราะเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากร่างพระสังฆราชเกลวา การ์ปาที่ 16 นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ประกอบพิธีบูชาผู้สืบเชื้อสายจากพระสังฆราช
• วัดเอนเซย์ (Enchey Monastery) วัดเก่าแก่อายุราว 200 ปี สร้างโดยลามะ Drupthob Karbo ตามลักษณะรูปทรงเจดีย์จีน วัดนี้ดังเรื่องระบำหน้ากาก ซึ่งเป็นงานประจำปี จัดทุกวันที่ 18 และ 19 ของเดือน ตามปฏิทินจันทรคติของธิเบต วัดนี้จะมีกำแพงเป็นกงล้อมนต์ตรายาวจากหน้าประตูทางเข้าจนไปถึงตัววัด
• Waterfall
• Flower Show
• Do-Druel Chorten วัดนี้อยู่ไม่ไกลจาก M.G. Marg เป็นวัดที่มีเจดีย์สีขาวตั้งเด่นเป็นสง่าที่ตัวสถูปล้อมรอบไปด้วย 113 กงล้อมนต์
• จาก Do-Druel Chorten เราสามารถเดินลงมาที่สถาบันทิเบตนัมเกล (Namgyal Institute of Tibetology) พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการมอบทุนให้กับการศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำคัญของโลก ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านใน เปิด 10.00-16.00 น. วันจันทร์-วันเสาร์
• Ganeshtok (ฆเนศวร์ต๊อก)
• Hanumantok (หนุมานต๊อก)
• กระเช้าลอยฟ้า (Gangtok Ropeway) ยืนชมวิวมุมสูงจากกระเช้าขนาดใหญ่ กระเช้าหนึ่งบรรจุได้ 24 คน มีทั้งหมด 3 สถานี ได้แก่ สถานีที่หนึ่ง สถานีตลาดเดโอราลี อยู่ต่ำสุด สถานีที่สอง สถานีนัมมัง และสถานีสุดท้าย สถานีดาร์จีลิ่ง ซึ่งอยู่สูงที่สุด เปิด 9.30 – 17.00 น
จากโรงแรมเราแวะมาส่งคุณทามังที่ตลาดและหาที่ถ่ายเอกสาร เพราะเค้าจะเอาสำเนาพาสปอร์ต สำเนาวีซ่า และสำเนาใบอนุญาตเข้ามาในสิกขิม (Inner Line Permit) ไปยื่นเรื่องขอใบอนุญาตขึ้นไปเที่ยวทางเหนือก่อน เพราะเราต้องใช้เอกสารตัวจริงเพื่อให้ทหารตรวจก่อนเข้าไปชมวัดรุมเต็ก เมื่อลงมาจากวัดรุมเต็กก่อนที่เราจะไปวัดเอนเซย์ เราได้แวะเอาเอกสารตัวจริงให้กับคุณทามัง คนขับรถของเราพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ดังนั้นเค้าจะพาเราไปตามแผนที่คุณทามังได้บอกไว้ แต่พวกเราอยากขึ้นกระเช้ามากกลัวไปไม่ทัน จึงต้องโทรศัพท์ไปขอร้องวิงวอน (น่าสงสารมั้ย) ให้คุณทามังช่วยโทรศัพท์มาคุยกับคนขับรถให้ยกเลิกไม่ไปเที่ยวน้ำตก และโชว์ดอกไม้ แต่....และแล้วพวกเราก็ต้องพบกับความผิดหวังจากกระเช้าลอยฟ้า โอ้แม่เจ้ามันช่างแตกต่างกับความฝันของพวกเราเสียเหลือเกิน เราขึ้นกระเช้าที่สถานีตลาดเดโอราลี มันพาเราไปสถานีที่สอง แต่เราไม่ได้ลงเดินนะคะ ไม่เหมือนกระเช้าที่กุลมาร์ค แคชเมียร์ ที่ให้เราลงไปเดินเล่นแล้วเปลี่ยนขึ้นอีกกระเช้าหนึ่งเพื่อขึ้นไปสู่สถานีที่อยู่สูงถัดไป ที่นี่แค่ชะลอ แว๊บเดียวเท่านั้นมันก็พาเราไปสู่สถานีที่สาม คือสถานีดาร์จีลิ่ง แต่อย่าสับสนนะคะมันไม่ได้พาเราไปไกลถึงเมืองดาร์จิลิ่งหรอกค่ะ แค่ชื่อตั้งไว้เก๋ๆให้งงเล่น พอถึงพวกเราเตรียมตัวลงเดินเล่น แต่ขอโทษนะคะประตูไม่เปิด แต่เหล่าหญิงไทยหัวใจคิดบวก หันมามองหน้ากันแล้วดิชั้นเป็นคนสมองไหลมาที่ปากเร็วมากค่ะ “เดี๋ยวคงมีเจ้าหน้าที่มาเปิดให้เนอะ พวกเราเตรียมตัวนะคะ.” ผิดค่ะ กระเช้าค่อยๆถอยหลังกลับค่ะ มันกลับสู่เส้นทางเดิม ภาพวิวเดืมๆที่เพิ่งผ่านตาไปเมื่อสักครู่ เป็นภาพรีวิวถอยหลังกลับ ฮา ฮา ฮือ ฮือ ในที่สุดมันก็พาเรากลับมาที่สถานีเดิม ลงมาค่ะ มาเดินเล่นที่เดิม พร้อมกับพกความสลดใจลงมาด้วย ด้วยไฟของนักท่องเที่ยวอันเต็มเปี่ยม พวกเราไม่เรียกรถค่ะ (เราให้คนขับรถกลับบ้านได้ ไม่ต้องรอเรา เพราะเราเข้าใจว่าเราจะไปนาน ถึงว่าตอนบอกเค้าทำหน้าประหลาดใจ แต่เราเข้าใจว่าเค้าไม่กระจ่างในภาษาอังกฤษ ซึ่งตอนนี้พวกเรากระจ่างแล้วค่ะถึงใบหน้างง งงของคนขับรถ) เราเดินจากสถานีไปตามถนนเพื่อลงไปเอ็ม.จี.มาร์ค เราไปลองทานอาหารพื้นเมืองในร้านเล็กๆ แต่ผู้คนแออัดยัดเยียดมาก พี่โอ๋เลยฟันธงว่าต้องร้านนี้แหละ คงจะอร่อยล้ำ พวกเรายืนดูรูปอาหารที่หน้าร้านพร้อมกับพยายามจำชื่อของมันที่เขียนอยู่ใต้ภาพ พอเข้าไปในร้านแล้วก็รีบสั่งกันใหญ่ ไม่ใช่เพราะหิวอย่างเดียวนะคะ แต่มีสาเหตุแฝงค่ะ เรากลัวจำชื่ออาหารไม่ได้ต่างหาก อาหารชุดแรกที่สั่งหมดลงอย่างรวดเร็ว ใช่ค่ะอาหารร้านนี้อร่อย น้ำชาก็ร้อนและหอมดี แต่พวกเรายังอยากทานอีก เกิดปัญหาขึ้นแล้วค่ะเพราะลืมชื่ออาหารซะแล้ว ต้องวิ่งออกมาหน้าร้านอ่านใหม่แล้วเข้าไปสั่งค่ะ ทั้งเจ้าของร้านและบริกรหัวเราะชอบใจกระเหรี่ยงสวยๆอย่างพวกเรากันใหญ่ อิ่มตัวแทบแตกแล้วค่ะ พอจ่ายตังค์ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมร้านนี้คนจึงเยอะนัก เพราะอาหารอร่อยและราคายังถูกด้วยค่ะ หลังจากนั้นเราก็ไปเดินเล่นที่เอ็ม.จี. จนเหนื่อยจึงเรียกรถกลับไปที่โรงแรมค่ะ คุณทามังโทร.มาบอกว่าพรุ่งนี้เก้าโมงเช้าเค้าจะมารับและเป็นไกด์ให้เราเองเพื่อขึ้นไปเที่ยวทะเลสาบฉางกู่ค่ะ ที่นี่จะไปไหนก็ต้องทำใบอนุญาตและมีไกด์ไปด้วยนะคะ และถ้านักท่องเที่ยวมาคนเดียวก็ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปกับไกด์นะ เออเอากับเค้าสิ

29/11/2014

Day # 2 : 24 October 2014
นัดแนะกับพี่โอ๋ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าให้ตื่นแต่เช้าแล้วรีบมาที่ห้องเจี๊ยบเลย จะมาดื่มด่ำความสุขกันเงียบๆ กับการจิบกาแฟร้อนๆ อากาศหนาว และนั่งที่ระเบียงหลังห้อง รอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดเขาคันซุงจังก้า โอ้ย ตายแล้ว แสนจะโรแมนติก 05.30 น. เวลานัดตรงเป๊ะ พี่โอ๋มาเคาะประตูแล้ว เรารีบชงกาแฟแล้วออกไปนั่งที่ระเบียงหลังห้อง Deolo Hill Eco Cliff Resort เป็นอาคาร 2 ชั้น ด้านหลังห้องชั้น 2 ฝั่งที่เราพักอยู่จะเป็นระเบียงยาว เดินผ่านถึงกันได้ตลอด มีเก้าอี้หวายวางไว้หลายตัวพอสมควร เป็นวิวภูเขาที่จะสามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้อย่างชัดเจน เราจึงอ้อยอิ่งชมความงามและเก็บความสดชื่นกันจนสาย จึงลงมาชั้นล่าง แล้วออกไปเดินเล่นกัน แต่รีสอร์ทที่เราอยู่ช่างโดดเดี่ยวเสียเหลือเกิน เดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็เลยเดินกลับที่พัก มาเจอผู้จัดการโรงแรมพอดี Mr.Sayantan Sakar จึงพาเราเดินอออกมาอีกรอบหนึ่ง คราวนี้เราเดินขึ้นไปถึงยอดเขา Deolo Hill จริงๆ ซึ่งเจ๊เกียงเดินไม่ไหว ต้องนั่งพักรออยู่ที่กำแพงเตี้ยๆข้างทางขึ้นเขา บนยอดของเดลโล่ มีโรงแรมด้วยค่ะ สวยดี เป็นของรัฐบาลอินเดีย บนนี้เป็นจุดชมวิวพาโนราม่าจริงๆ หันไปทางไหนก็สวยไปหมด มีดอกไม้หลากหลายชนิด เรารีบกลับลงมารับเจ๊เกียงเพื่อไปทานอาหารเช้า และจะได้รีบไปกังต๊อกต่อ โดยเราได้นัดแนะคนขับรถที่มาส่งเราเมื่อคืน ให้มารับเรา 09.30 น. เราจะไปเที่ยวชมวัดศักดิ์สิทธิ์มังเกิลดาม (Mangal Dham) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1993 โดย Guruji เมื่อครั้งเดินทางมาเยือนเมืองกาลิมปง เพื่อใช้เป็นสถานที่สักการะพระกฤษณะ ปัจจุบันถือว่าเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีการก่อสร้าง ด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และสวยงามที่สุดของอินเดีย เปิดให้เข้าชมเวลา 06.00 – 19.00 น. จุดเด่นที่ห้ามพลาดเมื่อมาวัดนี้ คือ การได้ชมรูปภาพทางศาสนาที่ดูแปลกตา ไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนัก หลังจากนั้นจะลงมาเที่ยวชมเมืองกาลิมปง เดินดูตลาด ทานอาหารกลางวัน (ถ้าเป็นไปได้ จะออกจากกาลิมปงไปกังต๊อกไวหน่อย เพราะจะได้ไปเที่ยวในเมืองกังต๊อกก่อนเย็น) อาจจะเป็นที่ร้านเทนซิง (Tenzing) แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองกังต๊อก โดยจะต้องแวะทำใบอนุญาตที่ด่านรางโป (Rangpo) ก่อน ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 3-4 ชั่วโมง ถึงกังต๊อก แต่แล้วความฝันของพวกเราก็พัง ถึงเวลาแล้วคนขับรถไม่มา ผู้จัดการโรงแรมโทร.ตามให้ก็ได้คำตอบว่ามาไม่ทันอยู่ที่สนามบินบักโดกรา Mr.Sayantan จึงติดต่อรถคันอื่นมารับเรา ในราคา Rs.3,500 ซึ่งทำให้ต้องยกเลิกแผนการเดิม เราออกจากเดลโล่ฮิลล์ เกือบ 11.00 น. แวะซื้อแอปเปิลให้เจ๊เกียงที่ตลาดกาลิมปง หลังจากนั้นก็ตรงเข้ากังต๊อก โดยเราจะต้องไปเปลี่ยนรถพร้อมทำใบอนุญาตที่ด่านรางโป เนื่องจากคนขับรถที่พาเราไปจากกาลิมปงไม่มีใบอนุญาตให้ขับรถในสิกขิม เมื่อถึงรางโประหว่างรอคนขับรถ เจี๊ยบเลยรีบไปจัดการเรื่องขอใบอนุญาตเข้าสิกขิม รถที่เช่ามาพาเราไปส่งที่ Taxi Stand ใกล้ๆกับ Lal Market คนขับรถก็สื่อสารกับเราไม่ได้ เราจึงต้องสอบถามทางไป Indira Bypass เพราะเราจอง Green Retreat Hotel เอาไว้ สอบถามจนได้ความว่าค่าแท็กซี่จาก Lal Market ไปโรงแรมจะอยู่ที่คนละ Rs.30 แต่พวกเราเหมารถไปเลยค่ะ จ่ายไป Rs.150 เราจึงใช้ราคานี้เป็นราคากลางตลอดระยะเวลาที่อยู่ในกังต๊อก แท็กซี่พาเราไปตามที่อยู่ที่ได้มาจาก Agoda แต่หาโรงแรมไม่เจอ วนอยู่ประฒาณ 2 รอบ จึงเห้นป้ายโรงแรม โอ แม่เจ้า สภาพหน้าโรงแรมทำเอาพวกเราตะลึง ช่างน่าสะพรึงสุดๆ ชั้นล่างสุดเป็นร้านปะยางรถยนต์ ชั้น 2 เป็นห้องพัก ส่วน Reception อยู่ที่ชั้น 3 ชั้นที่ 4 จะเป็นที่นั่งดูทีวี ห้องอาหาร และครัว มีลู่วิ่งออกกำลังกายด้วยนะเออ เมื่อเช็คอินเรียบร้อยเราจึงเรียกแท็กซี่กลับไปที่ M.G. Marg เพื่อทานอาหารเย็นและไป Activate ซิมการ์ด เพื่อติดต่อ Travel Agency ของเรา Mr.Madan Tamang ที่เคยนึกมโนว่าจะต้องเป็นลุง เพราะเสียงเค้าประมาณนั้นจริงๆนะ ที่ไหนได้เด็กกว่าเราซะอีก เก่งจริงนะหนุ่มน้อย อายุไม่เท่าไหร่เป็นเจ้าของกิจการเองซะแล้ว ถ้าใครอยากไปเที่ยวสิกขิม จะขอข้อมูลท่องเที่ยวที่เค้าได้นะคะ เค้าเป็นคนน่ารักค่ะ โดยติดต่อที่โทรศัพท์ หมายเลข +91 943 444 7444 บอกว่าเจี๊ยบแนะนำมาก็ได้นะคะ หรือจะติดต่อมาที่เจี๊ยบก็ยินดีค่ะ

24/11/2014

Day # 1 : 23 October 2014
ตื่นเช้าอาบน้ำ ดื่มกาแฟที่เตรียมไปจากกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้วก็ออกมาเรียกรถ Taxi หน้าปากซอย เดินออกมาใกล้นิดเดียว เราจะไปชมสะพาน Howrah กันค่ะ
สะพานฮาวราห์ (Howrah Bridge) ถือเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองโกลกาตา สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำฮูลี (Hooghly River) โดยมีความสูง 97 เมตร กว้าง 450 เมตร และยาว 705 เมตร (ใกล้เคียงกับสะพานฮาร์เบอร์ ที่ซิดนีย์มาก) สามารถนั่งเรือข้ามฟากที่มีบริการอยู่ใต้สะพาน เพื่อชมความงามของสะพานได้ ระหว่างเดินทางไปพวกเราได้เห็นรถรางวิ่งไปมาด้วย (เมืองโกลกาตานี้ เป็นเมืองเดียวที่ยังมีรถรางไว้โดยสาร) และรถติดมาก เสียงบีบแตรดังลั่นไปหมด รถแท็กซี่พาเรามาส่งที่สถานีรถไฟฮาวราห์ ค่าโดยสารอยู่ที่ Rs.400 เราก็พากันเดินขึ้นไปบนสะพานหวังจะเดินข้ามฟากกัน แต่เหนื่อยและคนเยอะมาก จึงเดินย้อนกลับมาลงเรือข้ามฟากใต้สะพาน เสียค่าโดยสารเรือคนละ Rs.10 ขึ้นจากเรือมาเจอคนทานโรตีจิ้มแกงกันหลายคน มีทั้งนั่งทั้งยืน พี่โอ๋มองไปมองมาชวนชิมซะเลย เลยสั่งมาจานเดียวแบ่งกันกิน ขอบอกว่าอร่อยจริงๆ โรตีร้อนๆ ไม่อมน้ำมัน นิ่ม เหนียว หอม แกงมันฝรั่งก็อร่อยดี จานละ Rs.20 ถูกและอร่อยค่ะ
เสร็จแล้วกลับมาอาบน้ำและเก็บสัมภาระที่โรงแรม แล้วไปเช็คอินที่สนามบินเพื่อเดินทางต่อไปยังสนามบินบักโดกรา เมืองสิลิกูรี โดยสายการ Spicejet เที่ยวบินที่ SG 325 ออกจากโกลกาตา (CCU) เวลา 13.05 น. ถึงสนามบินบักโดกรา (IXB) เมือง สิลิกูรี (Siliguri) เวลา 14.10 น.แต่ขอบอกว่า SpiceJet เป็นสายการบินที่ Delay ตลอด ตั้งแต่ครั้งไป Srinagar แล้ว ยังไม่เข็ด เวลาออกเดินทางช้าไป 2 ชั่วโมง เราถึงบักโดกราบ่าย 3 โมงกว่าแล้ว ลงเครื่องได้พรรคพวกทั้ง 3 คนไปรอรับกระเป๋า แต่เจี๊ยบไปติดต่อ Prepaid Taxi ซึ่งมีไว้บริการที่สนามบินเลย ค่ารถเข้าไปยังเมืองกาลิมปง (Kalimpong) อยู่ที่ Rs.1,400 ตามเรทของรัฐบาลและต้องเสียค่าให้บริการอีก Rs.10 แต่ Taxi จะไปส่งเราที่ Taxi Stand ในเมืองกาลิมปงเท่านั้น เราถึงกาลิมปงประมาณ 19.00 น.คืนนี้เราจะพักที่ Deolo Cliff Eco Resort ราคา Rs.5,000++ สำหรับ 2 ห้อง อยู่ที่เดลโลฮิลล์ (Deolo Hill) เมืองกาลิมปง เราทั้ง 4 คน ทั้งเหนื่อยและหิว พอลงจาก Taxi ได้ก็หาร้านอาหารแต่ในเมืองมืดจัง เจี๊ยบเดินไปหาซื้อของที่ร้าน Gift Shop ในละแวกนั้น เจ้าของร้านใจดีทั้งครอบครัว เมื่อเราถามหาร้านอาหาร เค้าก็บอกทางให้และบอกว่ามันมืดแล้วร้านอาหารที่ดีปิดแล้ว แต่มีร้านที่พอทานได้ แต่พอรู้ว่าเราจะขึ้นไปพักที่เดลโล่ ฮิลล์ เค้าก็บอกให้เราไปทานที่โรงแรมจะดีกว่า เจ้าของร้านผู้ชายออกไปตามคนขับ Taxi มาให้ เจ้าของร้านผู้หญิงช่วยโทรศัพท์ไปโรงแรม สอบถามเส้นทางให้และให้คนขับรถคุยถามทางเองอีกด้วย ตกลงราคารถที่จะพาเราขึ้นไปส่งอยู่ที่ Rs.400 ขนาดคุยเองถามทางเองแล้วนะ ยังพาเราหลงไปหลงมาเสียตั้งนาน ถึงโรงแรมเกือบ 3 ทุ่มแล้ว หิวโซ เหนื่อย และหนาว แต่ยังโชคดีที่ทางโรงแรมยอมทำอาหารให้ เราจึงถามหาอาหารขึ้นชื่อ กุ๊กของโรงแรม ตอบมา “ผัดผักโหระพา” ภาษาไทยฟังง่าย ชัดเจน ทุกคนหันไปพร้อมกันโดยคาดหวังว่าเราจะฟังผิด แต่ถูกแล้วค่ะ กุ๊กย้ำมา ผัดผักใส่โหระพา ชั้นเคยไปเป็นกุ๊กอยู่ที่พัทยามา 6 เดือน เอามั้ยลองมั้ย ทุกคนไม่ยอมลองทาน กุ๊กที่นี่น่ารักมากพยายามเสนอนู่นนี่นั่นให้เรามากมาย สุดท้ายเราตกลงกันที่ ไข่เจียว ต้มยำไก่ ผัดหมี่มาเลย์เซีย และไก่ผัดน้ำพริกเผา ที่บอกไว้ตรงนี้เลยว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆ

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


270/103 Resorta Yen-Akart
Bangkok
10120
การท่องเที่ยวและท่องชมทิวทัศน์ อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
SBA China - SBA Taiwan SBA China - SBA Taiwan
4 Mahatharadhon 4 Floor Unit A Narathiwasrajanakarun Rd.
Bangkok, 10120

เพจให้ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศจีนและไต้หวัน

เอสพีเอ็น ทราเวิล เอสพีเอ็น ทราเวิล
Bangkok, 10120

เอส พี เอ็น ทราเวิล เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า 10 ปี อีกทั้งยังได้รับความไ

ห จ ก.เอส.พี.เซอร์วิส แอนด์ ทรา ห จ ก.เอส.พี.เซอร์วิส แอนด์ ทรา
223/15 ม.2 ต.บางเพรียง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
Bangkok, 10560

รถบรรทุกรับส่งสินค้า

Raya Journey  ราญาเจอร์นีย์ Raya Journey ราญาเจอร์นีย์
533 Soi Rangsit-Nakhonayok52 Pachathipat
Bangkok, 12130

รับจัด ทัวร์ ทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์จีน ทัวร์เกาหลี ทัวร์เวียดนาม พม่า ยุโรป รัสเซีย ตุรกี

Khao yai Khao kho Hua hin tour and transport Khao yai Khao kho Hua hin tour and transport
39/162 สุขุมวิท บางจาก พระโขนง
Bangkok, 10260

[Bangkok city tour] We're professional drivers services for you to visit Bangkok and area nearby. SUV car for 1~4 person Minibus vip for 5~13 person

ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ ไมค์ที ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ ไมค์ที
6333/86 ลาดพร้าว 80 แยก 22
Bangkok, 10310

สนุกไปกับเรา สนุกไปกับโลก

Oriental Motorworks Co.,Ltd. Oriental Motorworks Co.,Ltd.
731/44-47 Ratchadaphisek Road, Bang Phong Pang, Yannawa, Bangkok 10120
Bangkok, 10120

ผู้จำหน่ายสินค้าโจ๊ท (JOST ) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

ท่องเที่ยวเขตจอมทอง ท่องเที่ยวเขตจอมทอง
เขตจอมทอง
Bangkok, 10150

พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ท่องเที่ยวติดต่อ โทร.08-4143-0972

Kulsawatd Transport Co.,Ltd. Kulsawatd Transport Co.,Ltd.
ซอยวิภาวดีรังสิต60 เเยก18-1
Bangkok, 10210

Welcome to Kulsawatd Transport Co.,Ltd.

AXD Scuba Diving AXD Scuba Diving
No.111 Building D Block28 Soi Chula5, Wangmai, Pathumwan
Bangkok, 10330

Started with a trip with friends, then friends of friends, then somehow became a community, and finally a dive center founded in 2017. We still operating with highest safety standard and a lot of fun. Line : @axdiving IG : divingaxd

ขายรหัสพีบี และจำหน่ายโค๊ต ขายรหัสพีบี และจำหน่ายโค๊ต
กทม
Bangkok, 00000

ขายรหัสพีบี และจำหน่ายโค๊ต

At KohChang Tara Resort At KohChang Tara Resort
15/19 Moo1 Tambol Kohchang
Bangkok, 23170