Thai Railway Foundation & Thai Railway Museum

Thai Railway Foundation & Thai Railway Museum

ตำแหน่งใกล้เคียง พิพิธภัณฑ์

E'SAC
E'SAC
188/72 Chulalongkorn Soi 16, Banthat Thong Rd, แขวง วังใหม่ เขต ปทุมวัน
ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา วัด
ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา วัด
1620 ถนนทรงวาด แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์
TCC Gallery แหล่งรวมศิลปะของศิลปิน
TCC Gallery แหล่งรวมศิลปะของศิลปิน
188/72 Chulalongkorn Soi 16, Banthat Thong Rd,
ชมรมศึกษาวรรณคดีญี่ปุ่น
ชมรมศึกษาวรรณคดีญี่ปุ่น
Amphoe Bang Bua Thong 11110
Vintage Vespa Thai
Vintage Vespa Thai
1400 ถ.ทรงวาด แขวง สัมพันธวงศ์ เขต สัมพันธวงศ์
333Gallery
333Gallery
23 Trok Rongnamkaeng, Yotha Road, Talad-Noi Sampantawong
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก
273 ซอยเจริญกรุง 43 ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก
Bangkok Folk Museum
Bangkok Folk Museum
10500
อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็
อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็
ซ. สมเด็จเจ้าพระยา 3
Jamjuree Art Gallery
Jamjuree Art Gallery
สาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย จุฬา
สาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย จุฬา
254 Phayathai Rd, Wang Mai, Khet Pathum Wan,
Institute of Islamic Art Thailand - สถาบันศิลปะอิส
Institute of Islamic Art Thailand - สถาบันศิลปะอิส
27 ซ.เจริญกรุง 36 ถ.เจริญกรุง เขตบางรัก
หอสมุดดนตรีไทย จุฬาลงกรณ์มห
หอสมุดดนตรีไทย จุฬาลงกรณ์มห
อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Chula Museum
Chula Museum
254 ถ.พญาไท แขวงวังใหม่

ตำแหน่งใกล้เคียง taxi_cab

12go-Thailand train
12go-Thailand train
318 DOB Building, Rama 4 Road, Bangrak
หจก.พีเอ็ม ชลบุรี ขนส่งด่วน
หจก.พีเอ็ม ชลบุรี ขนส่งด่วน
พระราม6ซอย3/ พุทธมณฑลสาย4
PL ขนส่งด่วน - ฉะเชิงเทรา
PL ขนส่งด่วน - ฉะเชิงเทรา
ถ.พระราม6 ซอย 7 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน
หจก.พี อาร์  ขนส่ง
หจก.พี อาร์ ขนส่ง
ถนน รองเมือง
หจก.ก้าวเจริญ ขนส่ง
หจก.ก้าวเจริญ ขนส่ง
ถนน พระราม 6 ปากซอย 8 พื้นที่ใต้ทางด่วน
คนขับรถ
คนขับรถ
10330
บริษัท ที เจ เอ็กซ์เพรส จำกัด
บริษัท ที เจ เอ็กซ์เพรส จำกัด
152/16 ซอยสะพานยาว, ถนนสี่พระยา
Van rental of bangkok.
Van rental of bangkok.
Thailand
Bangkok Parcel Service
Bangkok Parcel Service
1249/4 Gems Tower Charoenkrung Rd, Bangrak, Bangkok
HAUP
HAUP
128/403 Phayathai Plaza 37th Floor Room D ,Phayathai Road, Tungphayathai, Ratchathewi,
BANGKOK SERVEX CO.,LTD
BANGKOK SERVEX CO.,LTD
สำนักงานใหญ่(สีลม) 132/8-9 ซอยสีลม 8 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์
กล่องไปรษณีย์ราคาถูก Mshopthai.com
กล่องไปรษณีย์ราคาถูก Mshopthai.com
petchaburi road
หกล้อรับจ้าง รถรับจ้างขนของ
หกล้อรับจ้าง รถรับจ้างขนของ
บางเสาธง, Samut Prakan
อู่แท็กซี่เฮียเจียง แท็กซี่
อู่แท็กซี่เฮียเจียง แท็กซี่
ซ.เพชรบุรี 2 ถนนเพชรบุรี
รถรับจ้างประหยัดทรัพย์ขนส่
รถรับจ้างประหยัดทรัพย์ขนส่
แขวงออเงิน สายไหม

ความคิดเห็น

ขออนุญาตเผยแผ่ในหน้าเพจของมูลนิธินะครับ เป็นภาพเครื่องแบบข้าราชการกรมรถไฟหลวง, กรมรถไฟในอดีตที่ผ่านมาครับ
ท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะอื่นๆ แจ้งให้ทราบหรือแชร์ต่อได้นะครับ

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1104473779638314.1073741828.174414032644298&type=1&l=b2e49f0d8f
พิพิธภัณฑ์เปิดวันไหนและเวลาไหนบ้างคับ วันที่11/07/2560 ไปชมมาแล้วให้ความรู้ดีมากครับ ของที่ระลึกก็ดีคับ ได้เสื้อมา1ตัว แสตมป์1แผ่นคับ ไว้ค่อยไปอุดหนุนอีกครับ สมาชิกชมรมคนรักรถไฟคับ

Thai Railway Foundation and Thai Railway Museum fan page. มูลนิธิรถไฟไทยและพิพิธภัณฑ์รถไฟไทย มูลนิธิรถไฟไทย หรือ ม.รฟท. (THAI RAILWAY FOUNDATION : TRF) ตั้งอยู่ ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) เลขที่ 1 รองเมือง ปทุมวัน กรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) จัดหาทุนก่อตั้งและดำเนินกิจการพิพิธภัณฑ์กิจการรถไฟไทย ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษา แลกเปลี่ยน ค้นคว้า วิจัยการวิวัฒนาการและพัฒนาของกิจการขนส่งระบบทางราง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านศาสตร์การพัฒนาบริหารจัดการองค์กร ด้านทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2) ดำเนินการจัดให้มี การอบรม ส่งเสริม สนับสนุน กระตุ้นให้มีและนำวิทยาการขนส่งระบบทางรางที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น ทั้งด้านศาสตร์การพัฒนาบริหารจัดการองค์กรด้านทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยขอรับการสนับสนุนทรัพยากรและการเงินจากองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งการร่วมมือกับสถาบันทางวิชาการที่เป็นหน่วยงานของภาครัฐ หรือองค์กรเอกชนในการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ (3) จัดให้มีทุนและรางวัลสำหรับบุคลากรรถไฟไทย นักเรียน นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั่วไป ที่มีความสนใจในงานพัฒนาองค์ความรู้ ทางวิทยาการขนส่งระบบทางราง การทำวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์หรือด้านบริหารองค์กร หรือนำเอาความรู้ดังกล่าวไปเผยแพร่ได้ผลอันเป็นการเพิ่มพูนความรู้เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและประชาชน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาตนเองและผลงานโดยประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติอีกทางหนึ่ง (4) จัดหาทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีเยี่ยมแต่ขาดแคลนในโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ โรงเรียนรถไฟอุปถัมภ์ (5) ส่งเสริมกิจกรรมทางวิทยาการอื่น ๆ รวมทั้งการกีฬาของประเทศในขอบเขตที่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร (6) ค้นหาคนไทยและบุคลากรรถไฟไทยที่เป็นคนดี ทำประโยชน์แก่กิจการรถไฟไทยหรือประเทศ ประกาศยกย่องเกียรติคุณให้ปรากฎ และมอบรางวัล (7) ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรรถไฟทำประโยชน์แก่สังคม เสียสละเพื่อส่วนรวมและทำหน้าที่พลเมืองดี (8) ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือเป็นส่วนรวมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือประการอื่น ทางด้านมนุษยธรรม ซึ่งคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควร และได้รับความเห็นชอบจากประธานมูลนิธิ (9) ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยร่วมมือกับบุคลากรการกุศลอื่น ๆ คณะบุคคล หรือบุคคลหรือกิจกรรมไม่ว่าเป็นของบุคคล หรือคณะบุคคล ทั้งในและนอกประเทศ ที่มีจุดมุ่งหมายเกี่ยวกับกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ (10) ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

เปิดเหมือนปกติ

05/11/2021

เก็บไว้ในความทรงจำ

31/10/2021

Photos from Thai Railway Foundation & Thai Railway Museum's post

27/10/2021

การเดินทางจากกรุงเทพไปโคราช และสภาพบ้านเมืองโคราช จากบันทึกของชาวต่างชาติ ที่มาสำรวจและช่วยสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - นครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5

*ลูอิส ไวเลอร์ วิศวกรรถไฟชาวเยอรมัน ผู้เขียนบันทึกเรื่องกำเนิดการรถไฟในประเทศไทย พ.ศ 2436 ได้บันทึกถึงทางรถไฟสายโคราชไว้ว่า การสร้างทางรถไฟนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเป็นเส้นทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นยุทธศาสตร์ทางการทหารและการปกครองอีกด้วย “การสร้างรถไฟนี้ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองตั้งแต่แรก” โดยในขณะนั้นอังกฤษและฝรั่งเศส พยายามที่จะเข้ามาแทรกแซง ด้วยการแบ่งแยกดินแดนไทย ซึ่งใน พ.ศ. 2439 เกิดสนธิสัญญารับประกันความเป็นเอกราชของไทย กำหนดให้ฝั่งตะวันออกเป็นเขตอิทธิพลของฝรั่งเศส และทางฝั่งตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษ
.
การที่ไทยต้องการสร้างทางรถไฟด้วยตนเอง จึงเป็นวิถีทางหนึ่ง ที่จะขัดขวางไม่ให้ประเทศมหาอำนาจทั้งสองนี้ เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างทางรถไฟ ดังนั้นใน พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทของอังกฤษวางแผนการสร้างรถไฟขี้น โดยเริ่มเส้นทางจากสายกรุงเทพไปนครราชสีมา ยาว 265 กิโลเมตร โดยมีเบทเกอเป็นเจ้ากรมรถไฟในกระทรวงโยธาธิการ วันที่ 12 ธันวาคม สยามทำสัญญาการก่อสร้างเส้นทางรถไฟกับบริษัทแคมป์เบลของอังกฤษ ลูอิสได้รับการติดต่อว่าจ้างจากเบทเกอ ซึ่งเริ่มเดินทางกลับไปหาทีมงานที่ยุโรป
.
ส่วนการตั้งบ้านเรือนถิ่นฐานนั้น **เอเจียน แอมอนิเย บันทึกถึงเมืองนครราชสีมาในบันทึกการเดินทางของเขา กล่าวถึงภูมิศาสตร์ของเมืองโคราชในขณะนั้นว่า ชาวสยามจะอาศัยอยู่ในเขตตะวันตกของเมือง ส่วนคนลาวจะอยู่ทางตอนเหนือ คนเขมรนั้นอยู่ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่คนจีนจะอาศัยอยู่บริเวณถนนโพธ์ิกลาง นอกกำแพงเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มีทั้งผู้อพยพและลูกหลานผู้อพยพ โดยทำการค้าของป่ากับคนลาว และส่งสินค้าเหล่านี้ไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งสินค้าที่นำเข้าและส่งออกนี้ จะถูกขนส่งด้วยกองเกวียนข้ามแดนเดินทางไปประมาณ 12-15 วัน ข้ามเขาที่มีป่ารกทึบที่เรียกว่า ดงพญาไฟ (ดงพญาเย็น)
.
การสร้างทางรถไฟ สายกรุงเทพ-โคราช นั้นเป็นการเพิ่มเส้นทางการเดินทางกรุงเทพฯ ไปยังแม่น้ำโขง ซึ่งการไปแม่น้ำโขงนี้ต้องผ่านโคราช ดังนั้นการสร้างทางรถไฟ จึงมีส่วนทำให้การเดินทางเร็วขึ้นมาก โดยการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ เลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังอยุธยา จากอยุธยาไปถึงปากเพรียว เส้นทางรถไฟจะตัดออกจากคุ้งน้ำใหญ่ของแม่น้ำป่าสัก จากนั้นตรงหินลับเส้นทางรถไฟก็จะตัดผ่านเทือกเขาขึ้นไปเป็นแห่งแรก และต่อมาที่จันทึกเป็นแห่งที่สอง แล้วลงมาบนพื้นราบอีก เป็นเช่นนี้ไปจนถึงโคราช
.
ทางรถไฟสายโคราชเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ทางรถไฟสายบุกเบิกของประเทศสยาม ซึ่งสร้างผ่านภูมิภาคที่ไม่มีเคยมีการสำรวจมาก่อน สมกับชื่อว่าเป็นสายบุกเบิกอย่างแท้จริง ลูอิสให้ข้อสังเกตว่าชาวยุโรป ไม่มีเส้นทางการค้าระหว่างกรุงเทพกับโคราชเลย เพราะชาวยุโรปต้องใช้กรุงเทพฯ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยตามสัญญา ระหว่างประเทศสยามกับประเทศในยุโรป ถ้าชาวยุโรปจะเข้าในส่วนใดของประเทศก็ต้องมีใบอนุญาตจากรัฐบาล ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะไม่รับผิดชอบในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือการปล้นและอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่อแอมอนิเยเดินทางเข้าเมืองโคราช เขาจึงต้องขออนุญาตเจ้าเมืองโคราชก่อนทุกครั้ง ซึ่งทำให้เขาไม่พอใจ และรู้สึกว่าเจ้าเมืองไม่เป็นมิตร
.
อีกประการหนึ่ง การค้าขายไปยังเมืองโคราชนั้น เป็นการเดินทางที่ทวนกระแสน้ำ กล่าวคือ ต้องนั่งเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา และทวนขึ้นไปที่แม่น้ำป่าสักถึงเสาไห้ และไปลงที่เมืองปากเพรียว (สระบุรี) จากนั้นต้องเดินทางต่อไปด้วยทางเกวียน และถ่ายสินค้าลงเกวียนเทียมวัว ผ่านเทือกเขามวกเหล็ก และเดินทางต่อไปเมืองจันทึก (อำเภอสีคิ้ว) ต่อไปจนถึงโคราช ลูอิสบันทึกอีกว่า เมื่อเดินทางออกไปจากเมืองจันทึก 2-3 ชั่วโมง ทางเกวียนจะตัดออกทางเทือกเขา และค่อย ๆ หายไปในทุ่งนา
.
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ต่อจากอำเภอสูงเนินนี้ เป็นที่ราบกว้างใหญ่ตลอดจนถึงเมืองโคราช ลูอิสยังกล่าวว่าการตัดเส้นทางรถไฟนี้ ขนานไปกับทางเกวียน ดังนั้นหากจะศึกษาเส้นทางเดินทางเก่า ก่อนมีเส้นทางรถไฟ ก็สามารถศึกษาได้จากการทดลองเดินทาง โดยใช้ทางรถไฟจากสระบุรีมาโคราช ได้เช่นเดียวกัน
.
ลูอิสบันทึกถึงเมืองโคราชใน พ.ศ. 2447 ไว้ว่า ถึงแม้ว่าโคราชจะเป็นเมืองใหม่สำหรับเขา แต่เขาคิดว่าโคราชเป็นเมืองที่ทันสมัย มีประชากรจำนวน 42,000 คน ซึ่งอาศัยอยู่ภายในบริเวณกว้าง มีกำแพงดินล้อมรอบ อย่างไรก็ตาม กลับไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเมืองที่มีคนอยู่ แต่เหมือนอยู่ในสวนสาธารณะเมืองร้อนที่รกชัฏ เพราะเป็นเมืองที่มีแต่ร่องรอยซากปรักหักพังของบ้านเรือน ที่สร้างด้วยไม้ทรงกลมและแผ่นกระดานไม้ซึ่งถูกนำมาประกอบกัน บนถนนสายใหญ่สองสามสายที่มุ่งไปสู่ประตูเมืองนั้นสกปรกมาก
.
มีบ้านเรือนปลูกเป็นแถวเรียงติดต่อกันหลายหลัง และทุกหลังเปิดประตูชั้นล่างออกสู่ถนน บริเวณถนนเหล่านี้ร่มรื่นและเขียวครึ้ม สามารถเห็นอิทธิพลของรถไฟได้ชัดเจน จากการที่ผู้คนหันมานิยมใช้หลังคาสังกะสี แทนหลังคามุงด้วยใบจากที่เคยใช้กันมาแต่ดั้งเดิม ความต้องการจะลดจำนวนอัตราไฟไหม้บ้านให้น้อยลง คงจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วย สินค้าและผลิตภัณฑ์ของยุโรปจำนวนมากวางจำหน่ายอยู่ในร้านขายของ ที่มีเจ้าของเป็นชาวจีนเสียส่วนใหญ่ เช่น ผ้าน้ำมันก๊าดจุดตะเกียง เครื่องดื่มโดยเฉพาะเบียร์ วัสดุอุปกรณ์ช่างฝีมือ รวมทั้ง เสื้อผ้าและของใช้ในบ้าน (การบรรยายของลูอิส ไวเลอร์ เป็นภาพที่เขากำลังเดินเข้าสู่เมืองโคราช โดยผ่านถนนโพธิ์กลางอันเป็นย่านของคนจีนอพยพ ที่ทำการค้าขาย และมีความเป็นอยู่ที่ไม่มีสุขอนามัย.)
.
การเปลี่ยนแปลงของแผนการพัฒนาประเทศ มีผลกระทบต่อการพัฒนาเมืองโคราช หรือนครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ ให้เป็นอย่างสากลตะวันตก โดยมีการพัฒนาด้านการคมนาคมหลาย ๆ ประการ เช่น การสร้างถนนในกรุงเทพฯ การขุดคูคลอง และการสร้างทางรถไฟ การปฏิรูปการปกครองภาคอีสาน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แบ่งอีสานและลาว ออกเป็น 4 ฝ่าย เมืองนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางการปกครองหัวเมืองฝ่ายลาวกลาง
.
ประกอบด้วย เมืองนครราชสีมา เมืองชนบท เมืองภูเขียว และหัวเมือง โท ตรี จัตวา อีก 16 หัวเมือง โดยข้าราชการที่มาดูแลเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ได้ตั้งรกรากอยู่บริเวณถนนมหาดไทยและถนนข้างเคียง เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ ต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในอดีตนั้นเมืองนครราชสีมา เป็นศูนย์กลางการรวบรวมสินค้าของป่านานาชนิด เป็นที่ผ่านเกวียนจากลาวอีสานเข้าอยุธยา ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์
.
เมืองนครราชสีมามีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งผลิตสินค้าป่า โดยมีหลักฐานว่าผลผลิตนั้นประกอบไปด้วย น้ำรัก ขี้ผึ้ง ปีกนก หน้าเนื้อ เอนเนื้อเนื้อแผ่น ครั่ง ไหม กำยาน ดีบุก หน่อ จากสภาพที่รกร้าง กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาค
.
จีนอพยพผู้มีส่วนสร้างเมืองนครราชสีมา
มีการบันทึกเรื่องชาวจีนในโคราชไว้ โดยนักสำรวจหลายคน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นยุคที่มีการปฏิรูปประเทศ มีนักสำรวจชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เข้ามาสำรวจด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน โดยมีการสำรวจด้านต่าง ๆ ทั้งโบราณคดี ธรรมชาติ และมานุษยวิทยา ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้เร่งการจัดทำแผนที่ขึ้นมา เพื่อประกาศเขตแดนของประเทศไทย ดังนั้นจึงมีการว่าจ้างชาวอังกฤษ นายเจมส์ แมคคาร์ธี เพื่อมาดำเนินการดังกล่าวใน พ.ศ. 2424-2436
.
ระหว่างการเดินทาง เจมส์ แมคคาร์ธี ได้บันทึกการสำรวจของเขาไว้ และเขียนเป็นหนังสือชื่อ Surveying and Exploring in Siam ซึ่งแอมอนิเยได้กล่าวถึงนายแมคคาร์ธี ในงานของเขาเช่นกัน แมคคาร์ธีบันทึกถึงชาวจีนในโคราชไว้ว่า
.
เมื่อผ่านเข้าเมืองตรงประตูทิศตะวันตก (ประตูชุมพล-ผู้เขียน) ต้องผ่านเข้ามายังชุมชนชาวจีน (บริเวณถนนโพธิ์กลาง) ที่มีคนจีนอยู่ประมาณ 800 คน ซึ่งมีคนจีนทั้งที่เป็นพ่อค้า นักพนัน คนเมา คนติดฝิ่น อาชญากร และพวกอันธพาล หัวหน้าคนจีนบอกว่าการทำถนนระหว่างสระบุรี และโคราชเป็นประโยชน์กับสยามมาก ทำให้มีเส้นทางการค้าเพิ่มขึ้น มีการค้าขายรุ่งเรืองขึ้น จำพวกข้าว น้ำตาล หนัง และเขาสัตว์
.
ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ชาวจีนในจังหวัดนครราชสีมาได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปยังอำเภออื่น ๆ ที่อยู่ไกลจากตัวเมืองเนื่องจากนโยบายนิยมไทยซึ่งต่อต้านชาวจีน มีการควบคุมชาวจีนหลายเรื่องเช่น การเพิ่มภาษีพ่อค้าชาวจีน การจดทะเบียนคนต่างด้าว การปิดโรงเรียนจีน หรือจำกัดการสอนภาษาจีนให้เหลือเพียงสองชั่วโมงต่อสัปดาห์
.
ชาวจีนเมืองนครราชสีมานั้นมีนิวาสถานกระจัดกระจายทั่วไป โดยเริ่มจากถนนโพธิ์กลางเข้ามาสู่ภายในกำแพงเมือง มีการสร้างอาคาร 3-4 ชั้นบริเวณถนนจอมพล มีการซื้อเรือนแถวไม้จากข้าราชการ และชาวสยามที่มีบริเวณที่ดินมากแล้วปรับปรุงเป็นตึกแถว และมีการสร้างเรือนแถวให้เช่าบริเวณหน้าบ้าน ปัจจุบันชาวจีนอาศัยกระจายอยู่ทั่วทั้งในเขตเมืองเก่า และบริเวณรอบนอก และยังได้ขยายฐานเครือญาติไปยังอำเภอต่าง ๆ อีกด้วย
.

*ลูอิส ไวเลอร์ เป็นวิศวกรรถไฟชาวเยอรมัน ที่ได้รับการว่าจ้างมาจากยุโรป เพื่อสร้างทางรถไฟสายแรกของไทยเขาได้เขียนบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงที่สร้างทางรถไฟ โดยใช้ชื่อหนังสือว่า Anfang der Eisenbahn in Thailand.

**เอเจียน(เอเตียน) แอมอนิเย เป็นนักสำรวจชาวฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาสำรวจพื้นที่ในดินแดนโคราชและอีสาน(ลาวในสมัยนั้น) ช่วงปี พ.ศ.2438 - 2440
.

ข้อมูลอ้างอิงจาก - บทความ เมืองนครราชสีมา: การศึกษาเมืองเก่าผ่านประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานและมรดกทางสถาปัตยกรรม (โดย - ดร.รังสิมา กุลพัฒน์, ดร.จิตรมณี ดีอุดมจันทร์, อ.มาริสา หิรัญตียะกุล)
.

ภาพประกอบ

ภาพบน : การสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - นครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5

ภาพล่าง : ชุมชนย่านการค้าบริเวณถนนโพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5

ภาพจาก - หนังสือ ย้อนรอย 100 ปี โคราชวาณิช

การเดินทางจากกรุงเทพไปโคราช และสภาพบ้านเมืองโคราช จากบันทึกของชาวต่างชาติ ที่มาสำรวจและช่วยสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - นครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5

*ลูอิส ไวเลอร์ วิศวกรรถไฟชาวเยอรมัน ผู้เขียนบันทึกเรื่องกำเนิดการรถไฟในประเทศไทย พ.ศ 2436 ได้บันทึกถึงทางรถไฟสายโคราชไว้ว่า การสร้างทางรถไฟนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเป็นเส้นทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นยุทธศาสตร์ทางการทหารและการปกครองอีกด้วย “การสร้างรถไฟนี้ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองตั้งแต่แรก” โดยในขณะนั้นอังกฤษและฝรั่งเศส พยายามที่จะเข้ามาแทรกแซง ด้วยการแบ่งแยกดินแดนไทย ซึ่งใน พ.ศ. 2439 เกิดสนธิสัญญารับประกันความเป็นเอกราชของไทย กำหนดให้ฝั่งตะวันออกเป็นเขตอิทธิพลของฝรั่งเศส และทางฝั่งตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษ
.
การที่ไทยต้องการสร้างทางรถไฟด้วยตนเอง จึงเป็นวิถีทางหนึ่ง ที่จะขัดขวางไม่ให้ประเทศมหาอำนาจทั้งสองนี้ เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างทางรถไฟ ดังนั้นใน พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทของอังกฤษวางแผนการสร้างรถไฟขี้น โดยเริ่มเส้นทางจากสายกรุงเทพไปนครราชสีมา ยาว 265 กิโลเมตร โดยมีเบทเกอเป็นเจ้ากรมรถไฟในกระทรวงโยธาธิการ วันที่ 12 ธันวาคม สยามทำสัญญาการก่อสร้างเส้นทางรถไฟกับบริษัทแคมป์เบลของอังกฤษ ลูอิสได้รับการติดต่อว่าจ้างจากเบทเกอ ซึ่งเริ่มเดินทางกลับไปหาทีมงานที่ยุโรป
.
ส่วนการตั้งบ้านเรือนถิ่นฐานนั้น **เอเจียน แอมอนิเย บันทึกถึงเมืองนครราชสีมาในบันทึกการเดินทางของเขา กล่าวถึงภูมิศาสตร์ของเมืองโคราชในขณะนั้นว่า ชาวสยามจะอาศัยอยู่ในเขตตะวันตกของเมือง ส่วนคนลาวจะอยู่ทางตอนเหนือ คนเขมรนั้นอยู่ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่คนจีนจะอาศัยอยู่บริเวณถนนโพธ์ิกลาง นอกกำแพงเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มีทั้งผู้อพยพและลูกหลานผู้อพยพ โดยทำการค้าของป่ากับคนลาว และส่งสินค้าเหล่านี้ไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งสินค้าที่นำเข้าและส่งออกนี้ จะถูกขนส่งด้วยกองเกวียนข้ามแดนเดินทางไปประมาณ 12-15 วัน ข้ามเขาที่มีป่ารกทึบที่เรียกว่า ดงพญาไฟ (ดงพญาเย็น)
.
การสร้างทางรถไฟ สายกรุงเทพ-โคราช นั้นเป็นการเพิ่มเส้นทางการเดินทางกรุงเทพฯ ไปยังแม่น้ำโขง ซึ่งการไปแม่น้ำโขงนี้ต้องผ่านโคราช ดังนั้นการสร้างทางรถไฟ จึงมีส่วนทำให้การเดินทางเร็วขึ้นมาก โดยการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ เลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังอยุธยา จากอยุธยาไปถึงปากเพรียว เส้นทางรถไฟจะตัดออกจากคุ้งน้ำใหญ่ของแม่น้ำป่าสัก จากนั้นตรงหินลับเส้นทางรถไฟก็จะตัดผ่านเทือกเขาขึ้นไปเป็นแห่งแรก และต่อมาที่จันทึกเป็นแห่งที่สอง แล้วลงมาบนพื้นราบอีก เป็นเช่นนี้ไปจนถึงโคราช
.
ทางรถไฟสายโคราชเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ทางรถไฟสายบุกเบิกของประเทศสยาม ซึ่งสร้างผ่านภูมิภาคที่ไม่มีเคยมีการสำรวจมาก่อน สมกับชื่อว่าเป็นสายบุกเบิกอย่างแท้จริง ลูอิสให้ข้อสังเกตว่าชาวยุโรป ไม่มีเส้นทางการค้าระหว่างกรุงเทพกับโคราชเลย เพราะชาวยุโรปต้องใช้กรุงเทพฯ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยตามสัญญา ระหว่างประเทศสยามกับประเทศในยุโรป ถ้าชาวยุโรปจะเข้าในส่วนใดของประเทศก็ต้องมีใบอนุญาตจากรัฐบาล ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะไม่รับผิดชอบในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือการปล้นและอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่อแอมอนิเยเดินทางเข้าเมืองโคราช เขาจึงต้องขออนุญาตเจ้าเมืองโคราชก่อนทุกครั้ง ซึ่งทำให้เขาไม่พอใจ และรู้สึกว่าเจ้าเมืองไม่เป็นมิตร
.
อีกประการหนึ่ง การค้าขายไปยังเมืองโคราชนั้น เป็นการเดินทางที่ทวนกระแสน้ำ กล่าวคือ ต้องนั่งเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา และทวนขึ้นไปที่แม่น้ำป่าสักถึงเสาไห้ และไปลงที่เมืองปากเพรียว (สระบุรี) จากนั้นต้องเดินทางต่อไปด้วยทางเกวียน และถ่ายสินค้าลงเกวียนเทียมวัว ผ่านเทือกเขามวกเหล็ก และเดินทางต่อไปเมืองจันทึก (อำเภอสีคิ้ว) ต่อไปจนถึงโคราช ลูอิสบันทึกอีกว่า เมื่อเดินทางออกไปจากเมืองจันทึก 2-3 ชั่วโมง ทางเกวียนจะตัดออกทางเทือกเขา และค่อย ๆ หายไปในทุ่งนา
.
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ต่อจากอำเภอสูงเนินนี้ เป็นที่ราบกว้างใหญ่ตลอดจนถึงเมืองโคราช ลูอิสยังกล่าวว่าการตัดเส้นทางรถไฟนี้ ขนานไปกับทางเกวียน ดังนั้นหากจะศึกษาเส้นทางเดินทางเก่า ก่อนมีเส้นทางรถไฟ ก็สามารถศึกษาได้จากการทดลองเดินทาง โดยใช้ทางรถไฟจากสระบุรีมาโคราช ได้เช่นเดียวกัน
.
ลูอิสบันทึกถึงเมืองโคราชใน พ.ศ. 2447 ไว้ว่า ถึงแม้ว่าโคราชจะเป็นเมืองใหม่สำหรับเขา แต่เขาคิดว่าโคราชเป็นเมืองที่ทันสมัย มีประชากรจำนวน 42,000 คน ซึ่งอาศัยอยู่ภายในบริเวณกว้าง มีกำแพงดินล้อมรอบ อย่างไรก็ตาม กลับไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเมืองที่มีคนอยู่ แต่เหมือนอยู่ในสวนสาธารณะเมืองร้อนที่รกชัฏ เพราะเป็นเมืองที่มีแต่ร่องรอยซากปรักหักพังของบ้านเรือน ที่สร้างด้วยไม้ทรงกลมและแผ่นกระดานไม้ซึ่งถูกนำมาประกอบกัน บนถนนสายใหญ่สองสามสายที่มุ่งไปสู่ประตูเมืองนั้นสกปรกมาก
.
มีบ้านเรือนปลูกเป็นแถวเรียงติดต่อกันหลายหลัง และทุกหลังเปิดประตูชั้นล่างออกสู่ถนน บริเวณถนนเหล่านี้ร่มรื่นและเขียวครึ้ม สามารถเห็นอิทธิพลของรถไฟได้ชัดเจน จากการที่ผู้คนหันมานิยมใช้หลังคาสังกะสี แทนหลังคามุงด้วยใบจากที่เคยใช้กันมาแต่ดั้งเดิม ความต้องการจะลดจำนวนอัตราไฟไหม้บ้านให้น้อยลง คงจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วย สินค้าและผลิตภัณฑ์ของยุโรปจำนวนมากวางจำหน่ายอยู่ในร้านขายของ ที่มีเจ้าของเป็นชาวจีนเสียส่วนใหญ่ เช่น ผ้าน้ำมันก๊าดจุดตะเกียง เครื่องดื่มโดยเฉพาะเบียร์ วัสดุอุปกรณ์ช่างฝีมือ รวมทั้ง เสื้อผ้าและของใช้ในบ้าน (การบรรยายของลูอิส ไวเลอร์ เป็นภาพที่เขากำลังเดินเข้าสู่เมืองโคราช โดยผ่านถนนโพธิ์กลางอันเป็นย่านของคนจีนอพยพ ที่ทำการค้าขาย และมีความเป็นอยู่ที่ไม่มีสุขอนามัย.)
.
การเปลี่ยนแปลงของแผนการพัฒนาประเทศ มีผลกระทบต่อการพัฒนาเมืองโคราช หรือนครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศ ให้เป็นอย่างสากลตะวันตก โดยมีการพัฒนาด้านการคมนาคมหลาย ๆ ประการ เช่น การสร้างถนนในกรุงเทพฯ การขุดคูคลอง และการสร้างทางรถไฟ การปฏิรูปการปกครองภาคอีสาน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แบ่งอีสานและลาว ออกเป็น 4 ฝ่าย เมืองนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางการปกครองหัวเมืองฝ่ายลาวกลาง
.
ประกอบด้วย เมืองนครราชสีมา เมืองชนบท เมืองภูเขียว และหัวเมือง โท ตรี จัตวา อีก 16 หัวเมือง โดยข้าราชการที่มาดูแลเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ได้ตั้งรกรากอยู่บริเวณถนนมหาดไทยและถนนข้างเคียง เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ ต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในอดีตนั้นเมืองนครราชสีมา เป็นศูนย์กลางการรวบรวมสินค้าของป่านานาชนิด เป็นที่ผ่านเกวียนจากลาวอีสานเข้าอยุธยา ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์
.
เมืองนครราชสีมามีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งผลิตสินค้าป่า โดยมีหลักฐานว่าผลผลิตนั้นประกอบไปด้วย น้ำรัก ขี้ผึ้ง ปีกนก หน้าเนื้อ เอนเนื้อเนื้อแผ่น ครั่ง ไหม กำยาน ดีบุก หน่อ จากสภาพที่รกร้าง กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาค
.
จีนอพยพผู้มีส่วนสร้างเมืองนครราชสีมา
มีการบันทึกเรื่องชาวจีนในโคราชไว้ โดยนักสำรวจหลายคน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นยุคที่มีการปฏิรูปประเทศ มีนักสำรวจชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เข้ามาสำรวจด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน โดยมีการสำรวจด้านต่าง ๆ ทั้งโบราณคดี ธรรมชาติ และมานุษยวิทยา ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้เร่งการจัดทำแผนที่ขึ้นมา เพื่อประกาศเขตแดนของประเทศไทย ดังนั้นจึงมีการว่าจ้างชาวอังกฤษ นายเจมส์ แมคคาร์ธี เพื่อมาดำเนินการดังกล่าวใน พ.ศ. 2424-2436
.
ระหว่างการเดินทาง เจมส์ แมคคาร์ธี ได้บันทึกการสำรวจของเขาไว้ และเขียนเป็นหนังสือชื่อ Surveying and Exploring in Siam ซึ่งแอมอนิเยได้กล่าวถึงนายแมคคาร์ธี ในงานของเขาเช่นกัน แมคคาร์ธีบันทึกถึงชาวจีนในโคราชไว้ว่า
.
เมื่อผ่านเข้าเมืองตรงประตูทิศตะวันตก (ประตูชุมพล-ผู้เขียน) ต้องผ่านเข้ามายังชุมชนชาวจีน (บริเวณถนนโพธิ์กลาง) ที่มีคนจีนอยู่ประมาณ 800 คน ซึ่งมีคนจีนทั้งที่เป็นพ่อค้า นักพนัน คนเมา คนติดฝิ่น อาชญากร และพวกอันธพาล หัวหน้าคนจีนบอกว่าการทำถนนระหว่างสระบุรี และโคราชเป็นประโยชน์กับสยามมาก ทำให้มีเส้นทางการค้าเพิ่มขึ้น มีการค้าขายรุ่งเรืองขึ้น จำพวกข้าว น้ำตาล หนัง และเขาสัตว์
.
ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ชาวจีนในจังหวัดนครราชสีมาได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปยังอำเภออื่น ๆ ที่อยู่ไกลจากตัวเมืองเนื่องจากนโยบายนิยมไทยซึ่งต่อต้านชาวจีน มีการควบคุมชาวจีนหลายเรื่องเช่น การเพิ่มภาษีพ่อค้าชาวจีน การจดทะเบียนคนต่างด้าว การปิดโรงเรียนจีน หรือจำกัดการสอนภาษาจีนให้เหลือเพียงสองชั่วโมงต่อสัปดาห์
.
ชาวจีนเมืองนครราชสีมานั้นมีนิวาสถานกระจัดกระจายทั่วไป โดยเริ่มจากถนนโพธิ์กลางเข้ามาสู่ภายในกำแพงเมือง มีการสร้างอาคาร 3-4 ชั้นบริเวณถนนจอมพล มีการซื้อเรือนแถวไม้จากข้าราชการ และชาวสยามที่มีบริเวณที่ดินมากแล้วปรับปรุงเป็นตึกแถว และมีการสร้างเรือนแถวให้เช่าบริเวณหน้าบ้าน ปัจจุบันชาวจีนอาศัยกระจายอยู่ทั่วทั้งในเขตเมืองเก่า และบริเวณรอบนอก และยังได้ขยายฐานเครือญาติไปยังอำเภอต่าง ๆ อีกด้วย
.

*ลูอิส ไวเลอร์ เป็นวิศวกรรถไฟชาวเยอรมัน ที่ได้รับการว่าจ้างมาจากยุโรป เพื่อสร้างทางรถไฟสายแรกของไทยเขาได้เขียนบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงที่สร้างทางรถไฟ โดยใช้ชื่อหนังสือว่า Anfang der Eisenbahn in Thailand.

**เอเจียน(เอเตียน) แอมอนิเย เป็นนักสำรวจชาวฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาสำรวจพื้นที่ในดินแดนโคราชและอีสาน(ลาวในสมัยนั้น) ช่วงปี พ.ศ.2438 - 2440
.

ข้อมูลอ้างอิงจาก - บทความ เมืองนครราชสีมา: การศึกษาเมืองเก่าผ่านประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานและมรดกทางสถาปัตยกรรม (โดย - ดร.รังสิมา กุลพัฒน์, ดร.จิตรมณี ดีอุดมจันทร์, อ.มาริสา หิรัญตียะกุล)
.

ภาพประกอบ

ภาพบน : การสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - นครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5

ภาพล่าง : ชุมชนย่านการค้าบริเวณถนนโพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 5

ภาพจาก - หนังสือ ย้อนรอย 100 ปี โคราชวาณิช

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

ประเภท

ผลิตภัณฑ์

ของที่ระลึก

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


Rong Muang, Pathum Wan
Bangkok
10330

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 16:00
พุธ 09:00 - 16:00
พฤหัสบดี 09:00 - 16:00
ศุกร์ 09:00 - 16:00
เสาร์ 09:00 - 16:00
พิพิธภัณฑ์ อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
Lady Dadaa Gallery Lady Dadaa Gallery
Bangkok, 10530

LadyDadaagallery by LingZonzy ขายเสื้อผ้่า vintage หลายสไตล์ รับถ่ายภาพ

ร้านกรอบรูปและงานศิลปะ ร้านกรอบรูปและงานศิลปะ
135/8 ถนน พุทธมณฑลสาย 2, ทวีวัฒนา, กรุงเทพมหานคร 10170, ประเทศไทย
Bangkok, 10170

ร้านกรอบรูปโมเน่ต์

Chang พระเครื่องแสดงงานภูมิปัญ Chang พระเครื่องแสดงงานภูมิปัญ
วงเวียนเล็กตลาดพยาไม้
Bangkok, 10600

อนุรักษ์ศิลปและวัฒน์ธรรมภูมิปัญญาไทย

TU102_BAS15_Jim-Thompson-House TU102_BAS15_Jim-Thompson-House
6 Kasemsan (2) Song, Rama1 Road
Bangkok, 10120

The Jim Thompson House is the home of James H.W. Thompson, a self-made American entrepreneur who was the founder of the Jim Thompson Thai Silk Company.

ชมรมพระเครื่องสมุทรสาคร ชมรมพระเครื่องสมุทรสาคร
Bangkok, 74110

ชมรมพระเครื่องสมุทรสาคร หลวงพ่อรุ่ง พระพุทธกัสปะ

Siamgems Heritage "สยามเจมส์ เฮอริเทจ" Siamgems Heritage "สยามเจมส์ เฮอริเทจ"
Bangkok, 10240

Thailand’s Leading Gems and Jewelry Museum.

Sense of Place Sense of Place
Bangkok, 10170

Architectural​ Design, Planning​ &​ Research​ and​ Exhibition

Portrait of Charoenkrung Portrait of Charoenkrung
โรงเรียนเพื่อการสังเคราะห์แสง
Bangkok, 10110

นิทรรศการภาพถ่าย Portrait of Chareonkrung

แพรวสำนักพิมพ์ - Mascoops แพรวสำนักพิมพ์ - Mascoops
378 ถ.ชัยพฤกษ์ ตลิ่งชัน
Bangkok, 10170

"ว่าด้วยหนังสือ นักอ่านและนักเขียน" แพรวสำนักพิมพ์ - บ้านของคนรักวรรณกรรมไทย

ป้อมผีเสื้อสมุทร ดินแดนประว ป้อมผีเสื้อสมุทร ดินแดนประว
ปากคลองบางกด
Bangkok, 10290

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์