บ้านทนายความ ilawcorner

บ้านทนายความ ilawcorner

ตำแหน่งใกล้เคียง การปฏิบัติตามกฎหมาย

AGM Travel Guide & Deals
AGM Travel Guide & Deals
The Inspire Abac Rama IX, Soi Ramkhamhaeng 24, Huamak, Bang Kapi, Bangkok 10240
รับปรึกษาคดีครอบครัวและมรด
รับปรึกษาคดีครอบครัวและมรด
10240
M&A Security Guard Co.,Ltd.
M&A Security Guard Co.,Ltd.
28 Soi Ramkhumhaeng 46 , Ramkhumhaeng Rd. , Huamark, Bangkapi, Bangkok 10240
RAM 1000 Sheet Online
RAM 1000 Sheet Online
507 (ปากซอยรามคำแหง57)ตรงข้ามศูน
กฎหมายน่ารู้
กฎหมายน่ารู้
รามคำแหง 65, วังทองหลาง, วังทอง
สอบทนายความ สอบตั๋วทนาย
สอบทนายความ สอบตั๋วทนาย
ซอยรามคำแหง 43/1
รับทำวีซ่า-วีซ่าจีน
รับทำวีซ่า-วีซ่าจีน
10240
A-I-C.org
A-I-C.org
BY APPOINTMENT ONLY - Phatthanakan 27 Ground Floor #103
สอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
สอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
10240
Enlighten Corporation - Law Practice
Enlighten Corporation - Law Practice
41 อาคารพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธ
ประมาณ ว่า.."
ประมาณ ว่า.."
สถาบันสอนเสริมกฎหมาย Advanced Law
สถาบันสอนเสริมกฎหมาย Advanced Law
หมู่บ้านฐิติพร 2 ซอยรามคำแหง 1
แรงงานต่างด้าว MOU by AAA Advance
แรงงานต่างด้าว MOU by AAA Advance
1213/370 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แข
หาคู่ต่างชาติ
หาคู่ต่างชาติ
รับทำวีซ่า 443 ลาดพร้าว107
Hanana Legal Services ฮานานา  ลีเกิล เซอร์ว
Hanana Legal Services ฮานานา ลีเกิล เซอร์ว
9, Soi Rama9 (26) (Thongphasit 2 Rama9 Road) Huamark, Bang Kapi,

ทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี 0928749746 ทนายมือดี

21/06/2022

#ว่าด้วย_ขั้นตอนการขออนุมัติหมายจับในคดีความผิดตามใบสั่ง

คดีความผิดตามใบสั่ง กฎหมายถือเป็นคดีความผิดลหุโทษ มีอายุความเพียง 1 ปี ส่วนการดำเนินคดี ในกรณีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด หรือ กล้อง CCTV หรือไม่ ตำรวจต้องให้โอกาสเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองโต้แย้งตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ถึง มาตรา 141/1 ก่อน จะขออนุมัติศาลออกหมายจับทันทีนั้นไม่ได้

❗️“เนื่องจากคดีประเภทนี้เป็นความผิดเล็กน้อย และหากเป็นกรณีที่ตำรวจพบการกระทำความผิดผ่าน กล้องวงจรปิด ซึ่งไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า เบื้องต้นตำรวจย่อมมีข้อมูลเพียงอย่างเดียวคือ หมายเลขทะเบียนรถ ที่กระทำผิดกฎหมายจราจร กรณีไม่แน่ชัดว่าผู้มีรายชื่อถือกรรมสิทธิ์รถหรือผู้มีรายชื่อเป็นผู้ครอบครองรถนั้นเป็นผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือกระทำผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ในข้อหาที่กล้องวงจรปิดหรือ กล้อง CCTV บันทึกไว้ได้หรือไม่ กฎหมายจราจรจึงกำหนด ขั้นตอนให้โอกาสแก่บุคคลผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของรถหรือมีรายชื่อเป็นผู้ครอบครองได้โต้แย้งข้อหาที่กล้องบันทึกไว้ก่อนที่จะส่งเรื่องไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ตำรวจยังไม่สามารถกล่าวโทษหรือกล่าวหาอันนำไปสู่การออกหมายเรียกหรือออกหมายจับผู้มีรายชื่อเป็นเจ้าของรถหรือผู้มีรายชื่อเป็นผู้ครอบครอง ได้ทันทีแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ถึง มาตรา 141/1”❗️

👉 กรณีต้องการขอหมายจับต้องเข้า “กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน” และพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และออกหมายเรียกเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองให้มาพบอย่างน้อย 2 ครั้ง

👉 ซึ่งการส่งหมายเรียกต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ป.วิ.อาญา และต้องมั่นใจว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้รับหมายเรียกแล้ว “..จงใจไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวน..” ตามที่กำหนด และพยานหลักฐานต้องเพียงพอเชื่อได้ว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองเป็นผู้ขับขี่รถในวันเกิดเหตุ และจงใจไม่ยอมไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้คดีต้องไม่ขาดอายุความ “..ศาลจึงจะพิจารณาอนุมัติหมายจับ..” เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองตามที่ร้องขอ

❗️“..กรณีหาอาจอนุมัติหมายจับตามใจเจ้าพนักงานตำรวจไม่ เพราะศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาแก่สังคม..”❗️

👉 ถึงแม้ศาลอนุมัติหมายจับให้แต่ตำรวจก็ต้องติดตามตัวเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองมาแจ้งข้อหาให้ได้ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ #และแม้จะพบตัวเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถตามหมายจับ #ก็ไม่อาจควบคุมตัวหรือควบคุมขังเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้เพราะเป็นเพียงคดีความผิดเล็กน้อย หรือ ลหุโทษ คงได้แต่ เพียงสอบถามชื่อนามสกุล และ #แจ้งข้อหาให้ทราบแล้วต้องปล่อยตัวไปเท่านั้น

👉 จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการขออนุมัติศาลออกหมายจับในคดีความผิดตามใบสั่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎหมายมองว่าเป็นเพียงคดีความผิดที่มีโทษเพียงเล็กน้อยและเป็นคดีลหุโทษ จึงกำหนดเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเคร่งครัด

👉 นอกจากนี้แม้ศาลอนุมัติหมายจับแล้วในคดีความผิดลหุโทษหรือความผิดตามใบสั่งตำรวจจะต้องทำสำนวนสอบสวน และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ พิจารณา และต้องฟ้องเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองต่อศาลภายใน 1 ปี มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ ก็ไม่สามารถดำเนินคดีกับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองได้อีกเช่นกัน

👉 จากขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อควบคุมการใช้อำนาจของตำรวจ ประกอบกับการออกหมายจับหรือไม่เป็นดุลพินิจโดยแท้ของศาล ที่กฎหมายให้อำนาจศาลถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ และพนักงานสอบสวนอีกส่วนหนึ่ง และระยะเวลาการดำเนินคดีที่สั้น ประกอบกับตำรวจหรือพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้กระทำผิดในคดีลหุโทษหรือคดีความผิดตามใบสั่ง

❗️ผู้ใช้รถใช้ถนนหรือเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ จึงไม่ควรกังวลกับข่าวที่แพร่ออกทางสื่อสารมวลชนดังกล่าวมากจนเกินไป เพราะการอนุมัติหมายจับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถในคดีความผิดตามใบสั่ง #เป็นดุลพินิจของศาล_หาใช่เป็นดุลพินิจของตำรวจไม่❗️

.ท่านสันติ ผิวทองคำ ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง 🙏🙏

07/06/2022

ค่าจ้างทนายความ…หลายท่านเคยสงสัยหรืออยากรู้ว่าค่าทนายความนั้น มีอัตราเท่าไร ผมขอแจ้งว่าค่าจ้างทนายความไม่มีอัตราที่แน่นอนตายตัวอยู่ที่การตกลงระหว่างทนายความกับลูกความ ทนายความจะดูคดีความยากง่ายค่าใช้จ่ายต่างในการทำคดี ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ทนายความก็อาจจะคิดเหมารวมไปเลยที่เดียวก็ได้หรือคิดแบ่งเป็นค่าวิชาชีพ คิดเดินทาง ค่าที่พัก แยกจากกันต่างหากก็ได้ เท่าที่เป็นทนายความมาหลายปีก็เห็นรับรู้ว่าค่าทนายจะแบ่งเป็นความยากง่ายของคดี แล้วมาคำนนวนเป็นค่าจ้างทนายความ พอแบ่งได้คร่าวๆดังต่อไปนี้
- คิดเป็นเปอร์เซนต์จากทุนทรัพย์ เช่า ฟ้องคดี ๑ ล้านบาทคิด ค่าวิชาชีพ ๒๐ - ๓๐ เปอร์เซนต์ หากทุนทรัพย์สูงก็จะลดตามส่วน เช่น ทุนทรัพย์ ๑๐ ล้านก็อาจคิดค่าวิชาชีพ ๑๐ เปอร์เซนต์ หรือ ๕-๗ เปอร์เซนต์ แล้วแต่ตกลงกัน ในส่วนว่าทำงานถึงศาลชั้นใดก็จะอยู่ที่ตกลงส่วนมากจะตกลงกันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หรือบางครั้งก็ถึงศาลฎีกาหรือคดีถึงที่สุดไม่ว่าศาลชั้นไหนก็ตามหรือบางครั้งก็อาจตกลงไปถึงชั้นบังคับคดีเลยก็มี
- คิดแบบเหมารวม เช่น คดีนี้ตกลงถึงศาลชั้นต้นจะคิดเป็นเงินก้อนเดียวเลยอาจจะคิด ๕๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ บาทแล้วแต่กรณี และจะไม่มีการขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายใดๆที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอีก
- บางครั้งก็คิดแบบรายครั้ง เช่น คิดวิชาชีพ จำนวน……..บาท ค่าเดินทางไปศาลครั้งละ…… บาท
การคิดค่าทนายความส่วนมากจึงอยู่ที่ตกลงกันระหว่าง ทนายความกับลูกความนั่นเอง ในส่วนของการปรึกษาปัญหากฎหมายส่วนมากทนายความก็จะไม่คิดเงินทั้งอยู่แต่ละทนายความคนนั้นๆ
ส่วนคดีเล็กๆน้อยๆเช่น คดีบัตรเครดิตที่บุคคลส่วนมากถูกฟ้องคดีทนายความ บางท่านก็จะคิดค่าใช้จ่ายไม่มากนัก ในส่วนของผมเคยให้ลูกความไปยื่นคำให้การเองในกรณีคีดที่ขาดอายุความแล้วโดยเราทำคำให้การให้เช่นนี้ จำเลยที่ถูกฟ้องคดีที่ไม่มีเงินมากนักก็จะเสียค่าใช้จ่ายไม่มากและคดีเป็นผลคดี
หากท่านใดมีอรรถคดีขอแนะนำว่าให้ปรึกษาทนายความก่อนปรึกษาค่าใช้จ่ายการดำเนินคดีให้ชัดเจนคิดถึงผลคุ้มค่าในการดำเนินคดีท่านก็จะได้รับความสบายใจในการดำเนินคดีหรือต่อสู้คดี
ปรึกษาคดีโทร 0928749746

Photos from บ้านทนายความ ilawcorner's post 01/05/2022

ไหว้พระ…ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นความสุข

26/06/2021

เตือนภัย....มิจฉาชีพหลอกล้วงข้อมูล โดยใช้กลอุบายให้กู้ยืมเงินทางไลน์ทางเฟช จากนั้นให้แอดไลน์ จากนั่นมิจฉาชีพก็จะทำทีสอบถามว่ากู้เท่าไร ผ่อนกี่เดือน จากนั้นก็ให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวถ่ายรูปบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ เลขชื่อบัญชีธนาคาร ชื่อไลน์ ชื่อเฟส ให้ลงลายมือชื่อหรือเขียนชื่อผ่านทางไลน์ เมื่อเหยื่อหลงกลก็จะบัตรไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ ไปลงแอพธนาคาร เข้าไปแฮกไลน์ แฮกเฟส จากนั้นก็นำไปหลอกลวงยืมเงิน ฉ้อโกง หรือหลอกให้ชำระค่าธรรมเนียมก่อน หรือโอนเงินยาเสพติด เงินผิดกฎหมาย....มีสตินะครับพวกคนเลวเยอะจริงๆ

07/08/2020

บริษัทผู้จัดสรรที่ดินต้องรู้...ท่านอาจถูกฟ้องเรียกเงินคืนย้อนหลังได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3760/2562

นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ม. กับพวกโจทก์

บริษัท ล.จำเลย

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 3, 43, 44, 47, 48, 49, 50, 53, 70

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29, 39

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ แม้ต่อมามี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ แต่ในมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ก็ยังคงบัญญัติไว้มีเนื้อความเช่นเดิม เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินบัญญัติให้จำเลยผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาตให้คงสภาพดังเดิม และจะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ โดยไม่ได้มีบทบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเองจะเรียกเก็บเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้ แม้จำเลยกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธินำเงินค่าส่วนกลาง ที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในลักษณะเหมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค แต่เป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยเป็นผู้ครอบครองและเก็บรักษาเงินค่าส่วนกลาง กับนำไปชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความถูกต้องของบัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย จึงตกแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 ในด้านรายรับ จำเลยบันทึกรายรับไม่ถูกต้อง จำเลยต้องนำเงินค่าบริการที่จัดเก็บล่วงหน้าไปรวมกับรายรับ คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 62,539,739 บาท และจำเลยไม่ได้นำเงิน 90,900 บาท ที่เรียกเก็บจาก ส. บันทึกไว้ในรายรับ นอกจากนี้ จำเลยนำเงินค่าส่วนกลางไปฝากไว้ที่ธนาคาร แต่ไม่ได้นำดอกเบี้ยสะสม 1,009,696.88 บาท ไปบันทึกรายรับ แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าส่วนกลางที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 เมื่อรวมทั้งหมดแล้วคิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 63,640,335.88 บาท ส่วนค่าส่วนกลางที่ยังเรียกเก็บไม่ได้อีก 17,970,672 บาท โจทก์ที่ 1 ต้องไปเรียกร้องเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะเรียกให้จำเลยรับผิดชำระแทนไม่ได้ สำหรับเงินค่าส่วนกลาง 10,587,904.20 บาท ที่ฝ่ายโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยร่วมออกสมทบ เนื่องจากจำเลยได้ใช้บริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมาตั้งแต่เริ่มโครงการนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มิได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการบริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทั้งจำเลยและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก็ไม่มีข้อตกลงกันเช่นว่านั้น ส่วน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47 ถึงมาตรา 50, 53 และมาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องออกค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีและการบำรุงรักษาบริการสาธารณะ สำหรับที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ซื้อต่อเมื่อได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นแล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยชำระเงินในส่วนนี้ ในด้านรายจ่าย ค่าดูแลสวนสาธารณะและค่าซ่อมแซมสาธารณูปโภค เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้มีสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้น เป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาบันทึกเป็นรายจ่ายไม่ได้ สำหรับค่าบำรุงรักษาสโมสร จำเลยนำอาคารสโมสรและสระว่ายน้ำออกให้บุคคลภายนอกเช่าแต่ไม่ได้นำรายได้จากค่าเช่าสโมสรไปบันทึกเป็นรายรับ จึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสโมสรไปบันทึกเป็นรายจ่าย คงมีสิทธิเพียงนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณะ ได้แก่ ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานจัดเก็บขยะ กวาดถนน ค่ากระแสไฟฟ้าส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายป้อมยามรักษาความปลอดภัยและสำนักงานโครงการรวมเป็นเงิน 22,341,467.67 บาท ไปหักออกจากเงินค่าส่วนกลางเท่านั้น จำเลยส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว 10,637,319 บาท คงเหลือเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยต้องส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 อีกจำนวน 30,661,549.21 บาท จำเลยจะปฏิเสธการส่งคืนโดยอ้างว่ามีข้อตกลงให้เรียกเก็บในลักษณะเหมาจ่ายหาได้ไม่ แต่จำเลยไม่ต้องส่งมอบเงินสมทบค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเพราะตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ไม่ได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดหาสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค หรือต้องรับผิดชอบชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในอัตราร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้างสาธารณูปโภคกลางของทางราชการให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จึงไม่อาจนำ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคสองและมาตรา 44 วรรคสองตอนท้ายซึ่งประกาศใช้ภายหลังมาบังคับแก่จำเลยได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสะพานข้ามคลอง ปรากฏว่า คอสะพานข้ามคลองรางใหญ่ทรุดตัวค่อนข้างมาก ทำให้พื้นถนนบริเวณคอสะพานกับพื้นสะพานมีระดับต่างกัน จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้คงสภาพการใช้งานได้โดยสะดวก จำเลยจึงต้องออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงในส่วนนี้ เห็นสมควรกำหนดให้ 400,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อระบายน้ำ จำเลยก่อสร้างไม่ถูกต้อง ทำให้ระบบระบายน้ำฝนออกจากถนนด้วยท่อระบายน้ำลงสู่คลองรางใหญ่ทำไม่ได้ตามโครงการจัดสรรที่จำเลยขออนุญาตไว้ จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้ใช้งานได้ดังเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเห็นสมควรกำหนดให้ 300,000 บาท สำหรับค่าซ่อมแซมถนน แม้ถนนจะทรุดตัวและมีระดับต่ำกว่าถนนประชาอุทิศ ส่วนหนึ่งเพราะถนนประชาอุทิศได้ปรับปรุงยกระดับให้สูงขึ้น ประกอบกับสภาพโดยทั่วไปของถนนยังอยู่ในสภาพดีและใช้สัญจรได้โดยสะดวก จึงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงซ่อมแซม ส่วนค่าก่อสร้างผนังคอนกรีตทั้งสองด้านของถนน มิใช่ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดให้มีขึ้นและมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาตามโครงการจัดสรรที่ดิน โจทก์จะเรียกร้องหาได้ไม่

*************************

โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเงิน 102,347,398 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบหก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 104,284,294 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งโจทก์ทั้งหมดได้รับการยกเว้นต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งหมด โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 5,441,287.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยมีโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 16 เป็นสมาชิก จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2539 จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรมัณฑนา และบุศรินทร์ ธนบุรีรมย์ เนื้อที่ประมาณ 327 ไร่ โดยรังวัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยจำหน่าย 1,296 แปลง และจัดให้มีสาธารณูปโภค เช่น ถนนภาระจำยอมเข้าออกโครงการสู่ถนนประชาอุทิศยาว 611 เมตร ถนนซอย ท่อระบายน้ำ เสาไฟฟ้าและท่อประปา หลังจากนั้นจำเลยได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน 7 ครั้ง ภายใต้บังคับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ต่อมาปี 2543 ได้มีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ใช้บังคับโดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 286 และจำเลยได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินอีก 3 ครั้ง โดยนำที่ดินแปลงย่อยซึ่งมีขนาดใหญ่มารวมและจัดรูปแปลงใหม่ให้มีขนาดเล็กลง ทำให้ได้ที่ดินแปลงจำหน่ายเพิ่มขึ้น กับนำที่ดินแปลงจำหน่ายเฉพาะที่ดินมาเปลี่ยนแปลงประเภทเป็นสโมสรและสวนสาธารณะ แต่ที่ดินทั้งโครงการยังคงมีเนื้อที่เท่าเดิมตามที่ได้รับอนุญาตจัดสรรครั้งแรก แผนผังการจัดสรรที่ดินจึงเปลี่ยนแปลงไป โดยแบ่งที่ดินออกเป็น 7 ส่วน รังวัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยจำหน่าย 1,376 แปลง จำหน่ายเฉพาะที่ดิน 527 แปลง บ้านเดี่ยวมัณฑนา ธนบุรีรมย์ พร้อมที่ดิน 276 แปลง ทาวน์เฮาส์บุศรินทร์ ธนบุรีรมย์ พร้อมที่ดิน 573 แปลง ที่ดินสาธารณูปโภค 15 แปลง แบ่งเป็นถนน 3 แปลง สวนสาธารณะ 4 แปลง โรงเรียนอนุบาล 3 แปลง สวนหย่อม 1 แปลง ถังบำบัดน้ำเสีย 4 แปลง ที่ดินบริการสาธารณะประเภทสโมสร 2 แปลง และจัดให้มีสาธารณูปโภค เช่น ถนนภาระจำยอมยาว 611 เมตร ซึ่งเป็นของบริษัทแอตแลนติก เรียลเอสเตท จำกัด มีระบบระบายน้ำโดยใช้ท่อระบายน้ำคอนกรีตเรียงขนานไปกับถนนทุกสายลงสู่คลองสาธารณประโยชน์ สำหรับโฉนดที่ดินเลขที่ 48077 และ 48979 จำเลยสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และสะพานข้ามคลองรางใหญ่เป็นทางเข้าออกโครงการสู่ถนนประชาอุทิศความยาว 611 เมตร เดิมเป็นของนางแคทรีน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2537 ได้ขายให้บริษัทแอตแลนติก เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย แล้วบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงตกเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ท่อระบายน้ำ ตลอดจนสาธารณูปโภคต่าง ๆ แก่ที่ดินข้างเคียงซึ่งเป็นของนางแคทรีนโดยไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 7 กรกฎาคม 2537 บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรในโครงการ และวันที่ 29 ธันวาคม 2540 บริษัทดังกล่าวให้จำเลยเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดเลขที่ 48077 จำนวน 2,176.8 ส่วนใน 2,196.8 ส่วน และที่ดินโฉนดเลขที่ 48079 จำนวน 197.7 ส่วนใน 217.7 ส่วน เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 16 และประชาชนทั่วไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินจัดสรรแล้วจำเลยเรียกเก็บเงินค่าส่วนกลางจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตลอดมาจนกระทั่งจัดตั้งโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 ต่อมาเมื่อจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์ที่ 1 แล้ว วันที่ 11 มีนาคม 2548 และวันที่ 21 ตุลาคม 2548 จำเลยคืนเงินค่าส่วนกลางโครงการหมู่บ้านจัดสรรมัณฑนา ธนบุรีรมย์ ที่จำเลยเก็บจากลูกบ้านไปล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 จำนวน 10,637,319 บาท และเงินคงเหลือจากการบริหารโครงการหมู่บ้านจัดสรรบุศรินทร์ ธนบุรีรมย์ 2,034,462.55 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 วันที่ 21 มีนาคม 2548 โจทก์ที่ 1 และจำเลยตกลงกันว่าจำเลยจะเสนอรายรับ-รายจ่ายให้โจทก์ที่ 1 ทราบในวันที่ 24 มีนาคม 2548 และจะส่งสำเนาเอกสารยืนยันการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ให้โจทก์ที่ 1 ตรวจสอบภายในวันที่ 5 เมษายน 2549 ครบกำหนดแล้วจำเลยเพิกเฉย หลังจากนั้นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 จำเลยจดทะเบียนโอนสาธารณูปโภคให้โจทก์ที่ 1 ยกเว้นที่ดินสองแปลงซึ่งใช้ก่อสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และสะพานเข้าออกโครงการสู่ถนนประชาอุทิศ ก่อนฟ้อง ฝ่ายโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค กับเงินค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ฝ่ายโจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระเงินค่าส่วนกลางแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ในปัญหาว่าจะนำค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคมารวมเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" แม้ต่อมามีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ แต่ในมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ก็ยังคงบัญญัติไว้มีเนื้อความเช่นเดิม เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินบัญญัติให้จำเลยผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาตให้คงสภาพดังเดิม และจะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกไม่ได้ โดยมิได้มีบทบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเช่นนี้ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเองจะเรียกเก็บเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้ แม้จะได้ความว่าจำเลยกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธินำเงินค่าส่วนกลาง ที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในลักษณะเหมาจ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค อันเป็นข้อตกลงที่คู่กรณีมีอิสระในการแสดงเจตนาต่อกัน แต่การแสดงเจตนาทำข้อตกลงดังกล่าวต้องไม่ฝ่าฝืนหรือแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเท่ากับเป็นการผลักภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคไปให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโดยปริยาย ย่อมเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคไปหักออกจากเงินค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร คงมีสิทธิเพียงนำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการสาธารณะ เช่น ค่ากระแสไฟฟ้าส่วนกลาง ค่าจ้างรักษาความปลอดภัย กวาดถนน จัดเก็บขยะ เงินเดือนค่าจ้างพนักงานเก็บเงิน จัดทำบัญชี และควบคุมดูแลการให้บริการสาธารณะต่างๆ ประจำสำนักงานโครงการไปหักออกจากเงินค่าส่วนกลางเท่านั้น และเมื่อมีเงินค่าส่วนกลางเหลือจ่ายก็ต้องส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 จะปฏิเสธการส่งคืนโดยอ้างว่ามีข้อตกลงให้เรียกเก็บในลักษณะเหมาจ่ายหาได้ไม่ สำหรับบัญชีสรุปรายรับ-รายจ่ายเฉพาะโครงการมัณฑนา ธนบุรีรมย์ ฝ่ายโจทก์โต้แย้งความถูกต้องของบัญชี จำเลยเป็นผู้ครอบครองและเก็บรักษาเงินค่าส่วนกลาง กับนำไปชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความถูกต้องของบัญชีรายรับ-รายจ่าย จึงตกแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29

กรณีเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยคืนให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,637,319 บาท เมื่อพิเคราะห์บัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย แล้ว จำเลยนำเงินค่าบริการที่จัดเก็บล่วงหน้าไปคิดรวมกับรายจ่าย แล้วนำไปหักออกจากรายรับ คงเหลือเงิน 5,441,287.61 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่ถูก ต้องนำเงินค่าบริการที่จัดเก็บล่วงหน้าไปรวมกับรายรับ คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 62,539,739 บาท แล้วหักด้วยรายจ่าย 35,823,813.39 บาท คงเหลือเงิน 26,715,925.61 บาท นอกจากนี้รายจ่ายทั้งแปดรายการที่จำเลยบันทึกไว้มีรายจ่ายบางรายการที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภครวมอยู่ด้วย ซึ่งจะนำไปคิดหักออกจากเงินค่าส่วนกลางไม่ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมา บัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องเชื่อถือไม่ได้ จึงต้องพิจารณาจากรายละเอียดการรับชำระเงินและใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ประกอบพยานหลักฐานอื่นในสำนวน

ในด้านรายรับ เมื่อตรวจดูเอกสารไม่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินที่เรียกเก็บจากนายสมนึกไปรวมเป็นรายรับ ซึ่งนายจำลองก็เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับความในข้อนี้ แต่ได้นำเงินที่นายชัชวัสส์ชำระไปรวมเป็นรายรับ แล้ว แสดงว่าจำเลยไม่ได้นำเงินที่เรียกเก็บจากนายสมนึกไปบันทึกไว้ในรายรับเท่านั้น นอกจากนี้รายรับในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยของต้นเงินค่าส่วนกลาง จำเลยนำเงินค่าส่วนกลางไปฝากไว้ที่ธนาคาร แต่จำเลยไม่ได้นำดอกเบี้ยสะสม 1,009,696.88 บาท ไปบันทึกเป็นรายรับในบัญชี ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจึงเป็นดอกผลนิตินัยของเงินค่าส่วนกลางซึ่งต้องนำไปบันทึกไว้เป็นรายรับเช่นกัน แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอส่วนนี้แต่เป็นกรณีที่จำนวนค่าส่วนกลางที่โจทก์เรียกร้องไม่ถูกต้อง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 เมื่อรวมเงินที่เรียกเก็บจากนายสมนึก 90,900 บาท ดอกเบี้ยจากเงินค่าส่วนกลาง 1,009,696.88 บาท และยอดเงินที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร 51,902,420 บาท แล้วเป็นเงิน 53,003,016.88 บาท รวมกับเงินที่จำเลยคืนให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,637,319 บาท คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 63,640,335.88 บาท ส่วนที่ฝ่ายโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางที่ยังเรียกเก็บไม่ได้อีก 17,970,672 บาท เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่ฝ่ายโจทก์อ้าง แต่การชำระเงินค่าส่วนกลางหรือค่าบริการสาธารณะในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางให้ความเห็นชอบ เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกคนจะอ้างว่าจำเลยไม่ยอมให้ตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาเป็นเหตุผลปฏิเสธการชำระเงินค่าส่วนกลางไม่ได้ เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะต้องไปร้องเรียนหรือดำเนินการทางอื่น ดังนั้นเงินค่าส่วนกลางที่ยังเรียกเก็บไม่ได้นี้ โจทก์ที่ 1 ต้องไปเรียกร้องเอาจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจะเรียกให้จำเลยรับผิดชำระแทนไม่ได้ สำหรับเงินค่าส่วนกลาง 10,587,904.20 บาท ที่ฝ่ายโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยร่วมออกสมทบ เนื่องจากจำเลยได้ใช้บริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมาตั้งแต่เริ่มโครงการ เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัยต้องคอยดูแลทรัพย์สินสิ่งก่อสร้างของจำเลย และพนักงานทำความสะอาดถนนต้องเก็บกวาดเศษวัสดุก่อสร้างที่จำเลยก่อสร้างบ้านจัดสรรขายนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มิได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการบริการสาธารณะร่วมกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทั้งจำเลยและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก็ไม่มีข้อตกลงกันเช่นว่านั้น ส่วนพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47 ถึงมาตรา 50, 53 และมาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องออกค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีและการบำรุงรักษาบริการสาธารณะ สำหรับที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ซื้อต่อเมื่อได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้นแล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยชำระเงินในส่วนนี้ตามฎีกาของฝ่ายโจทก์ได้

ในด้านรายจ่าย เห็นว่า ค่าดูแลสวนสาธารณะและค่าซ่อมแซมสาธารณูปโภค เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้มีสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้น ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาบันทึกเป็นรายจ่ายไม่ได้ สำหรับค่าบำรุงรักษาสโมสร ก่อนจำเลยจะโอนที่ดินซึ่งใช้ก่อสร้างสโมสรให้โจทก์ที่ 1 จำเลยนำอาคารสโมสรและสระว่ายน้ำไปทำสัญญาให้บุคคลภายนอกเช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาท มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2546 แล้วเปิดให้บริการแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโดยเรียกเก็บค่าใช้บริการ ซึ่งตามสัญญาเช่า ข้อ 5.1 กำหนดว่าผู้เช่ามีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินที่เช่าด้วยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าเองเพื่อให้ทรัพย์สินที่เช่ามีสภาพดีอยู่เสมอ หากเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เช่าผู้เช่าต้องออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยนำรายได้จากค่าเช่าสโมสรไปบันทึกเป็นรายรับ แสดงว่าจำเลยนำสโมสรไปจัดหาผลประโยชน์เป็นส่วนตัว จึงไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสโมสรไปบันทึกเป็นรายจ่ายได้ จำเลยต้องไปเรียกร้องเอาจากผู้เช่าสโมสรเอง ส่วนใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง นั้น เมื่อตรวจดูใบเสร็จรับเงินและบัญชีสรุปรายรับ-รายจ่าย แล้ว จำเลยนำเงินค่าส่วนกลางไปชำระ ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานจัดเก็บขยะ กวาดถนน ค่ากระแสไฟฟ้าส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายป้อมยามรักษาความปลอดภัยและสำนักงานโครงการรวมเป็นเงิน 22,341,467.67 บาท ส่วนสำเนาใบเสร็จรับเงิน 118 ฉบับ น่าเชื่อว่าจำเลยถ่ายสำเนาเอกสารผิดพลาด ทำให้มีสำเนาใบเสร็จรับเงินบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการปะปนรวมเข้ามาในใบเสร็จรับเงิน 5 แฟ้ม ตามที่พยานจำเลยเบิกความ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2548 ซึ่งจำเลยต้องนำมาบันทึกเป็นรายจ่ายจึงคิดเป็นเงิน 22,341,467.67 บาท มิใช่ 35,823,813.38 บาท ดังที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาขัดแย้งแตกต่างกัน การคิดบัญชีรายรับ-รายจ่ายไม่ถูกต้อง บันทึกรายรับต่ำกว่าความจริงและบันทึกรายจ่ายสูงเกินจริง โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและโจทก์ที่ 1 ทั้งบัญชีที่จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องตามมาตรฐานระบบบัญชีจึงขาดความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ตามภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้จ่ายเงินค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรแล้วมีเงินเหลือจ่าย 5,441,287,61 บาท ดังที่อ้างมาในฎีกา แต่ฟังได้ว่าจำเลยเรียกเก็บเงินค่าส่วนกลางจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตั้งแต่เริ่มโครงการจนกระทั่งจัดตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 63,640,335.88 บาท และได้นำเงินค่าส่วนกลางไปใช้จ่ายถูกต้องชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2548 เป็นเงิน 22,341,467.67 บาท คงเหลือเงิน 41,298,868.21 บาท จำเลยส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 แล้ว 10,637,319 บาท คงเหลือเงินค่าส่วนกลางที่จำเลยต้องส่งคืนให้โจทก์ที่ 1 อีก 30,661,549.21 บาท ฎีกาข้อนี้ของฝ่ายโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ฝ่ายโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่าจำเลยต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ที่ดินทั้งสองแปลงตามโฉนดเลขที่ 48077 และ 48079 ที่จำเลยใช้ก่อสร้างถนน ท่อระบายน้ำและสะพานจะไม่ได้ระบุว่าเป็นที่ดินตามแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินที่จำเลยได้รับอนุญาตแต่ในโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินตั้งแต่จำเลยได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินครั้งแรกและที่ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งต่อมาอีก 10 ครั้ง ระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยจัดสรรให้ถนนคอนกรีตยาว 611 เมตร เป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินและจดทะเบียนให้ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินในโครงการตลอดมา ดังนั้นที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยใช้ก่อสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และสะพานย่อมตกเป็นสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน และตกอยู่ในภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทุกแปลงในโครงการ กับเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคนี้ให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไปและจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ส่วนการที่จำเลยจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งใช้บังคับแทนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มีบทเฉพาะกาลบัญญัติไว้ในมาตรา 70 วรรคสามว่า "การพ้นจากความรับผิดในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นำมาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 44 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น เพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา..." และวรรคสองบัญญัติว่า "การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดทั้งนี้ ต้องกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบจำนวนค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนหนึ่งด้วย" เห็นว่า การนำมาตรา 44 มาใช้บังคับย้อนหลังแก่จำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ต้องนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 13 บัญญัติไว้เพียงว่า ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดหาสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะตามแผนผัง โครงการ และกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาต โดยมิได้มีบทบัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดหาสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่ได้จัดให้มีขึ้นและยังอยู่ในความรับผิดชอบการบำรุงรักษา หรือต้องรับผิดชอบชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในอัตราร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้างสาธารณูปโภคกลางของทางราชการให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามประกาศและระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด จึงนำพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคสอง และมาตรา 44 วรรคสองตอนท้าย ซึ่งประกาศใช้ในภายหลังมาบังคับแก่จำเลยโดยอนุโลมไม่ได้ สำหรับสะพานข้ามคลอง ปรากฏว่าคอสะพานบางด้านทรุดตัวค่อนข้างมาก ทำให้พื้นถนนบริเวณคอสะพานกับพื้นสะพานมีระดับต่างกัน จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้คงสภาพการใช้งานได้โดยสะดวกดังเดิมซึ่งจำเลยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จึงเห็นสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบำรุงให้ 400,000 บาท ส่วนท่อระบายน้ำทั้งสองด้านของถนน ปรากฏว่าจำเลยก่อสร้างระบบระบายน้ำไม่ถูกต้อง ระบบระบายน้ำฝนออกจากถนนด้วยท่อระบายน้ำลงสู่คลองรางใหญ่จึงทำไม่ได้ตามโครงการจัดสรรที่ดินจำเลยขออนุญาตไว้ จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาให้ใช้งานได้ดังเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย เห็นสมควรกำหนดให้ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท สำหรับค่าซ่อมแซมถนน แม้ถนนจะทรุดตัวและมีระดับต่ำกว่าถนนประชาอุทิศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถนนประชาอุทิศได้ปรับปรุงยกระดับให้สูงขึ้น ประกอบกับตามสภาพโดยทั่วไปของถนนยังอยู่ในสภาพดีและใช้สัญจรได้โดยสะดวก จึงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงซ่อมแซม ส่วนค่าก่อสร้างผนังคอนกรีตทั้งสองด้านของถนนมิใช่สาธารณูปโภคที่จำเลยจัดให้มีขึ้นและมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาตามโครงการจัดสรรที่ดิน จะเรียกร้องให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายในการสร้างผนังคอนกรีตเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกมาใช้ถนนและสะพานหาได้ไม่ ดังนั้นจำเลยต้องชำระเงินค่าส่วนกลาง 30,661,549.21 บาท และค่าซ่อมแซมสาธารณูป

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10240

Bangkok การปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
Dharmniti Seminar & Training Dharmniti Seminar & Training
178 อาคารธรรมนิติ ชั้น 4 ซอยเพิ่
Bangkok, 10800

บริษัท ฝึกอบรมและสัมมนาธรรมนิติ จำกัด Dharmniti Seminar and Training Co.,Ltd.

ทนายคลายทุกข์ ทนายคลายทุกข์
194 รามอินทรา52/1 แขวงรามอินทรา เ
Bangkok, 10230

ประธานเครือข่าย ทนายคลายทุกข์ วิทยากรฝึกอบรม กฎหมาย/ทวงหนี้ คอลัมนิสต์โพสทูเดย์ Cop magazine

Pongpasin & Associates Pongpasin & Associates
Bangkok

Full-cycle Legal Services with Extensive Experience Lawyers ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและรับว่าความทั่วราชอาณาจักร

FindmyLawyer FindmyLawyer
เวนิส ดิ ไอริส ชอย 2/7, ท่าแร้ง, บ
Bangkok, 10220

ให้ความรู้ทางกฎหมาย และให้บริการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย โดยทนายที่ท่านเลือกเองได้

CTAB Attorneys Association CTAB Attorneys Association
Bangkok, 10240

ส่งเสริม อบรม พัฒนาทักษะ และองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ให้แก่สมาชิกและผู้สนใจทั่วไป

สถานีตำรวจนครบาลอุดมสุข - Udomsuk สถานีตำรวจนครบาลอุดมสุข - Udomsuk
สน.อุดมสุข เลขที่ 306 ถ.รามคำแหง
Bangkok, 10250

สถานีตำรวจนครบาลอุดมสุข

มุมกาแฟ คนสอบ Tax Auditor-TA BY AJ.Artit มุมกาแฟ คนสอบ Tax Auditor-TA BY AJ.Artit
วิภาวดี-รังสิต
Bangkok, 10210

บริการทางวิชาการ ความรู้ด้านการสอบใบอนุญาต Tax Auditor และความรู้ทางวิชาชีพบัญชี

Bngfh132332 Bngfh132332
Fghfghgfhgf
Bangkok, BVNVB

TLScontact Thailand TLScontact Thailand
ทุ่งมหาเมฆ สาทร
Bangkok, 10120

สถานีกฎหมายอวกาศ - Space Law Station สถานีกฎหมายอวกาศ - Space Law Station
Thailand
Bangkok

Platform แลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้ปฏิ?

Thailand Bike Tours - B.S.T Adventure Travel Thailand Bike Tours - B.S.T Adventure Travel
98/10 Mind Hof Village, Romklao Rd, Klongsampraves, Ladkrabang
Bangkok, 10520

Operating for Indochina Bike Tours which mean doing the best package service for Adventure Cyclist's

Royal King Services Royal King Services
Level 29, The Offices At Centralworld 999, 999/9 Rama I Rd, Pathum Wan District
Bangkok, 10330

Royal King's Services is dedicated to assist and guide you through all legal and immigration services in Thailand. We operate a highly efficient and cost-effective visa, work permi...