กุ๊กกิ๊กกฎหมายกับอ.สมชาย

กุ๊กกิ๊กกฎหมายกับอ.สมชาย

ตำแหน่งใกล้เคียง มหาวิทยาลัย

AIKO Corporation
AIKO Corporation
10900
SCA Superstar Academy
SCA Superstar Academy
946 ซอยทองหล่อ เขตวัฒนา
SCA - Superstar College of Arts วิทยาลัยดนตรีและ
SCA - Superstar College of Arts วิทยาลัยดนตรีและ
946 Soi Thong Lo 20, Khlong Tan Nuea, Vadhana
Thai-Nichi International College
Thai-Nichi International College
Thai-Nichi Institute of Technology 1771/1 Pattanakarn Rd. Suanluang
London Institute of Business & Technology
London Institute of Business & Technology
30 Soi Sukhumvit 61, Khwaeng Khlong Tan Nuea, Khet Watthana
สโมสรนักศึกษา สถาบันเทคโนโล
สโมสรนักศึกษา สถาบันเทคโนโล
1771/1 ถ.พัฒนาการ เขตสวนหลวง แขวงสวนหลวง
ศาสนศาสตร์ - อิสลาม
ศาสนศาสตร์ - อิสลาม
155 ซ.พัฒนาการ38 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิ
ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิ
2 ซอยศูนย์วิจัย ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระบารมี ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บางกะปิ
Level Up Education
Level Up Education
Summer Hill, Room 3017, 3/F, 1106 Sukhumvit Road, Phrakhanong, Klongtoey
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งป
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งป
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
SCITH
SCITH
ถนนสตรีวิทยา 2 ซอย 6
PR SciEd Center SWU
PR SciEd Center SWU
10110
สังคมวิทยาเพื่อการพัฒนา มศว
สังคมวิทยาเพื่อการพัฒนา มศว
Faculty of Social Sciences, Srinakharinwirot University
B.T.Ad. - เทคนิคบริหารธุรกิจกรุงเ
B.T.Ad. - เทคนิคบริหารธุรกิจกรุงเ
88 ซอย สุขุมวิท 73 พระโขนงเหนือ เขตวัฒนา
สาขาการท่องเที่ยว - B.T.Ad
สาขาการท่องเที่ยว - B.T.Ad
88 สุขุมวิท 73 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา

ตำแหน่งใกล้เคียง law

AIN GROUP Thailand
AIN GROUP Thailand
9/256 UM Tower 25th Fl., Ramkhamhaeng Rd., Suanluang
Plizz
Plizz
แขวง พระโขนง เหนือ เขต วัฒนา สุขุมวิท 63, 68/2 Ekkamai Rd, Phra Khanong Nuea, Watthana
Business in Siam
Business in Siam
Rama 9 Road
PP VISA Co., Ltd.
PP VISA Co., Ltd.
4099 Rama IV Rd, Phra Khanong, Khlong Toei, Bangkok 10110
นักลงทุนผู้ชาญฉลาด
นักลงทุนผู้ชาญฉลาด
Bangkok Noi 10110
V-Serve Group
V-Serve Group
709/57 อ่อนนุช 7/1 แขวง/เขต สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
Easy Law
Easy Law
10130
Panthera Group
Panthera Group
1/41-43 Sukhumvit Soi 39 Phrom Phong Klongton Nua Wattana
ครัวพริกหยวก&เบเกอรี่โฮมเมด
ครัวพริกหยวก&เบเกอรี่โฮมเมด
107/23 ซ.18 หมู่บ้านพฤกษาทาวน์ ถ. ราชพฤกษ์ ต.บางกร่าง อ.เมือง จ. นนทบุรี
รับยื่นวีซ่า กรอกเอกสารวีซ่
รับยื่นวีซ่า กรอกเอกสารวีซ่
11110
Thai Visa & Work Permit
Thai Visa & Work Permit
Varasa 466 /31GP HOUSE
ทนายความจังหวัดกาญจนบุรี Kanchan
ทนายความจังหวัดกาญจนบุรี Kanchan
22 อาคาร เค ซอยสุขุมวิท 35 (สำนักงานใหญ่)
ทนายความคดีพรากผู้เยาว์ Child Abdu
ทนายความคดีพรากผู้เยาว์ Child Abdu
22 K-Building, Sukhumvit 35 (Headquarters)
ทนายความอำเภอบ้านสิงห์ Lawyer at Ban
ทนายความอำเภอบ้านสิงห์ Lawyer at Ban
10110
ทนายความอำเภอนครชัยศรี Lawyer at Nak
ทนายความอำเภอนครชัยศรี Lawyer at Nak
10110

ความคิดเห็น

งานเสวนาดีๆ ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายครับ
ขออภัย รีโพสต์อีกครั้งครับ มีแก้ไขคำผิด
เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลายคนโดยเฉพาะที่เป็นนักกฎหมาย คงเห็นโพสเกี่ยวกับคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยความรับผิดของผู้เป็นกรรมการบริษัทที่ลงนามสั่งจ่ายเช็ค ว่าจะต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่ โดยยกคำพิพากษาฎีกาล่าสุด 1736/2564 ว่ากลับหลักเดิมที่วางแนวไว้ในคำพิพากษาฎีกา 7121/2539 และ 5346/2563

ในฐานะรับผิดชอบบรรยายวิชากฎหมายลักษณะตั๋วเงินมาหลายปีมาก จึงขอแลกเปลี่ยนความเห็นดังนี้

หลักกฎหมายเบื้องต้น
ในกฎหมายตั๋วเงิน วางหลักไว้ว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้นเสมอ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นบางประการ

ปัญหาในกรณีนี้ คือ กรณีนิติบุคคล กล่าวโดยเฉพาะคือ กรรมการของนิติบุคคล หากลงลายมือชื่อสั่งจ่ายตั๋วเงินของบริษัท (ที่มีสภาพบุคคลแยกต่างหากจากกรรมการ) จะถือว่ากรรมการที่ลงลายมือชื่อนั้น ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่

แนวคำพิพากษาฎีกาในเรื่องนี้ แยกเป็น สองแนว แนวแรก ต้องรับผิดหากไม่ได้ระบุว่าทำแทน เช่น ฎีกา 1166/2501, 362/2510, 799/2510, 270/2520, 1735/2520 อีกแนวคือ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว แม้จะไม่ได้ระบุว่าทำแทน เช่น ฎีกา 715/2500, 133/2524, 1009/2524, 2144/2525, 1400/2527

คำพิพากษาแนวหลังนี้ อธิบายว่า หากกรรมการลงลายมือชื่อตามขอบอำนาจและในขอบวัตถุประสงค์ของบริษัท ย่อมเท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อนั้นเอง (ไม่ใช่กรรมการส่วนตัว) ตามทฤษฎี Organic Theory ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการวางแนวที่ถูกต้อง ซึ่งศาลต่อ ๆ มาก็ยึดแนวนี้มาโดยตลอด
มาที่รายละเอียดของฎีกา 7121/2539 ที่มีผู้เห็นว่า กลับหลักแนวเดิม จะพบว่า เป็นกรณีที่กรรมการลงลายมือชื่อในเช็คของบริษัท แต่ทำไม่ครบตามอำนาจ คือ ไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัท ตามเงื่อนไข ทำให้ศาลมองว่า ถือไม่ได้ว่าทำแทนบริษัท และตัดสินให้ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ดังนั้น หากข้อเท็จจริงในคดีนี้เปลี่ยนไปเป็นว่า กรรมการได้ประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย ผลของคดีก็จะเปลี่ยนแปลงไป และก็จะสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาแนวเดิม ที่ถือว่า กรรมการที่ลงลายมือชื่อในขอบอำนาจและขอบวัตถุประสงค์ของบริษัท เท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อเอง ไม่ใช่กรรมการลงลายมือชื่อเป็นส่วนตัว ดังนั้น กรรมการจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ผมจึงเห็นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 7121/2539 ตัดสินตามแนวเดิมไม่ได้เปลี่ยนแนวแต่อย่างใด

ส่วนคำพิพากษาฎีกา 5346/2563 วางหลักว่า กรรมการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ได้ประทับตราบริษัท เพื่อชำระหนี้ของบริษัท เมื่อไม่ได้เขียนว่าทำแทนบริษัท ย่อมต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ผมเห็นว่า ข้อเท็จจริงและผลในคำพิพากษาฎีกาปี 2539 และ 2563 เหมือนกัน และผมเห็นต่อไปอีกว่า ถ้าหากว่าคดีนี้กรรมการได้ประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย แม้จะไม่ได้เขียนว่าทำแทน ก็ต้องถือว่า บริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ไม่ใช่กรรมการ ตามแนวคำพิพากษาเดิม ดังนั้น ผมจึงเห็นเช่นเดียวกันว่า ฎีกา 5346/2563 ไม่ได้กลับหลักเดิมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกต เพิ่มเติม ดังนี้

แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับว่า บริษัทจะต้องจดทะเบียนตราสำคัญไว้ แต่ในทางปฏิบัติบริษัทจะจดทะเบียนตราสำคัญไว้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยแยกแยะว่าเป็นการกระทำในฐานะบริษัท หรือในฐานะส่วนตัว ซึ่งกรณีของตั๋วเงิน ก็จะสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาข้างต้น ซึ่งแม้จะไม่ได้เขียนว่ากรรมการลงลายมือชื่อแทนบริษัท ศาลก็วางแนวมาโดยตลอดว่า เป็นการประทับตราสำคัญของบริษัท เป็นการแสดงออกโดยปริยายแล้วว่าเป็นการทำแทน

ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ คือ เมื่อปี 2552 ระบบการเคลียริ่งเช็คเปลี่ยนไป เป็นระบบดิจิตัลโดยจะถ่ายภาพเช็คเพื่อการเคลียริ่งแทนการส่งต้นฉบับเช็ค ทำให้เช็คที่ประทับตราบริษัทลงในเช็คนั้น เมื่อสแกนเช็คใบนั้นตามระบบเคลียริ่งแบบใหม่ จะมีปัญหาที่ ตราประทับไปทับซ้อนกับลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งขอความร่วมมือลูกค้าของธนาคารให้ยกเลิกตราประทับ/ตรานูนเป็นเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเช็ค

ดังนั้น นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา แม้ในข้อบังคับของบริษัทจะยังต้องประทับตราสำคัญของบริษัท แต่ในการสั่งจ่ายเช็คจะประทับตราไม่ได้แล้ว ซึ่งทำให้ไม่สอดคล้องกับหลักในคำพิพากษาที่การประทับตราของบริษัท จะถือว่าเป็นการแสดงโดยปริยายว่าทำแทนบริษัท หากไม่ประทับตราก็จะเท่ากับลงลายมือชื่อเป็นส่วนตัว ซึ่งผมมีข้อสงสัยในประเด็นนี้มานับแต่ปี 2552 แล้ว

เมื่อมีคำพิพากษาฎีกา 1736/2564 ก็ได้แก้ปัญหาดังกล่าวได้ กล่าวคือ ศาลวางหลักว่า ในเช็คมีระบุอยู่แล้วว่า เป็นเช็คของบริษัท ดังนั้น แม้จะไม่มีตราประทับ (ซึ่งปัจจุบันประทับไม่ได้) ก็ถือว่าเป็นที่เข้าใจได้ว่า เป็นเช็คของบริษัท การลงลายมือชื่อของกรรมการจึงเท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อเอง

ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาปี 2564 นี้ ก็ยังคงเป็นแนวเดิมเพียงแต่เพิ่มรายละเอียดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากแนวนี้ทำให้ต้องกลับไปพิจารณาว่า เช็คของทุกธนาคารที่ออกให้กับลูกค้านั้น หากเป็นเช็คของบริษัท ต้องพิมพ์ชื่อบริษัทลงในเช็คด้วย ซึ่งในอดีตผมเห็นว่าเช็คของบางธนาคารเท่านั้นที่พิมพ์ไว้ แต่ตามแนวล่าสุดนี้ ทุกธนาคารคงต้องพิมพ์ชื่อลูกค้าลงไปด้วย

บันทึกไว้ ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2564
NFT กับกฎหมาย
ฎีกานี้น่าจะกลับหลักฎีกาเดิม ที่ถือว่าหนี้ที่ค้ำประกันต้องเกิดขึ้นก่อนผู้ค้ำประกันตาย จึงจะตกเป็นหนี้ที่กองมรดกต้องรับผิดชอบ

ผมไม่เห็นด้วยกับแนวใหม่นี้ครับ เดี๋ยวมาเขียนเพิ่ม)
การดัดแปลงภาพถ่ายถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ บุคคลอื่นหากจะดัดแปลงต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน มิฉนั้นถือเป็นการทำละเมิดต่อเจ้าของลิขสิทธิ์
---------------------------------------------------------------
ข้อความจากต้นโพส
Koe Worawut

แบบนี้ผมสามารถทำอะไรกับเพจแบบนี้ได้บ้างครับ เรื่องความพยายามผมให้เลย เปลี่ยนชุดนางแบบเป็นชุดนักศึกษาได้ แต่นี่เข้าข่ายนำผลงานไปดัดแปลงแก้ไข เพื่อหาผลประโยชน์หรือป่าวครับ !? ในกรณีนี้น้องนางแบบก็ถือว่าได้รับการเสียหายด้วยถูกต้องหรือป่าวครับ
รบกวนผู้รู้ครับ ไม่ยินยอมครับ ไม่โอเคยิ่งกว่าการก็อปรูปไปลงอีก
----------------------------------------------------------------------
ประเด็นสำหรับภาพนี้ ประการแรกเลย ภาพถ่ายนี้มีลิขสิทธิ์หรือไม่

การถ่ายภาพถือว่าช่างภาพต้องใช้วิริยะอุตสาหะในการควบคุมกล้อง จัดท่าทางของนางแบบ กำหนดชุดที่นางแบบใส่ จัดแสง องค์ประกอบภาพ และอีกจิปาถะ ดังนั้นภาพถ่ายจึงเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์

ประเด็นต่อมาคือ ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพถ่ายนั้น จุดนี้สำคัญเพราะเป็นจุดที่จะชี้ว่าใครจะเป็นผู้เสียหายหากมีการทำละเมิด

ปกติแล้วกม จะให้ลิขสิทธิ์ตกอยู่กับผู้สร้างสรรค์ เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือช่างภาพคนกดชัตเตอร์นั่นเอง แต่ในทางกม แล้วบางครั้งอาจไม่ง่ายเช่นนั้นเสมอไป เพราะหากเป็นเรื่องที่น้องนางแบบนี้ว่าจ้างช่างภาพให้ถ่ายภาพนี้ นางแบบผู้ว่าจ้างจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพถ่ายใบนี้ ไม่ใช่ช่างภาพแม้จะเป็นคนกดชัตเตอร์ก็ตาม ถ้าไม่ใช่เรื่องว่าจ้างกัน ก็จะเป็นไปตามหลักทั่วไป คือ ช่างภาพเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ประเด็นต่อมา คือ การที่มีคนนำภาพถ่ายนี้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นางแบบสวมใส่จากชุดสีดำเป็นชุดนศ เป๋นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่

การนำภาพนี้มาเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนเฉพาะเสื้อผ้า แม้คนเปลี่ยนจะต้องใช้ความพยายามมากในการทำเช่นนั้นก็ตาม แต่สาระสำคัญของภาพต้นฉบับคือ นางแบบยังเป็นอย่างเดิมทั้งหมด ก็ถือเป็นเพียงการดัดแปลงงานเดิม ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งกรณีอาจเป็นนางแบบหรือช่างภาพก็ได้ขึ้นกับข้อเท็จจริงตามที่วิเคราะห์ข้างต้น

ข้อวิเคราะห์เพิ่มเติม คือ กรณีการดัดแปลงนั้น เมื่อเป็นการดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ก็ถือว่าผิดทันที (ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะกล่าวต่อไป) โดยไม่คำนึงว่า การดัดแปลงนั้นต้องทำเพื่อการค้าหรือไม่ ดังนั้น จะทำเพื่อการค้าหรือไม่ก็ผิดทั้งสิ้น แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าทำเพื่อการค้า ก็อาจโดนโทษหนักขึ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญา

สมมุติว่าลิขสิทธิ์เป็นของช่างภาพ ในส่วนของการละเมิดลิขสิทธิ์ช่างภาพเป็นผู้เสียหายทั้งในทางแพ่งและอาญา ซึ่งในคดีอาญาเป็นคดีที่ยอมความได้ ต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือไม่ก็ต้องจ้างทนายฟ้องคดีภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้ว่ามีการดัดแปลงภาพนี้ และรู้ตัวผู้กระทำความผิด พ้นเวลาดังกล่าวคดีอาญาขาดอายุความ ส่วนคดีแพ่งนั้นต้องฟ้องภายใน 3 ปีนับแต่รู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำ แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่เกิดเหตุละเมิด

ประเด็นน่าสนใจต่อมา คือ นางแบบเสียหายหรือมีสิทธิฟ้องคดีอะไรได้หรือไม่

ปกติแล้วการที่มีคนนำภาพของเราไปเผยแพร่ โดยเราไม่ได้อนุญาต ย่อมถือเป็นการทำละเมิดในทางแพ่ง ซึ่งเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ต้องปรากฏและเราต้องพิสูจน์ให้ได้ คือ ความเสียหาย ถ้าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น หรือพิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็ให้ค่าเสียหายไม่ได้ อย่างไรก็ดี กม ให้อำนาจศาลกำหนดค่าเสียหายได้ตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ แต่อาจจะได้น้อยมากๆ ดังนั้น จึงขึ้นกับมุมมองต่อภาพนี้ว่า น้องนางแบบได้รับความเสียหายจากการโพสภาพที่น้องเขาถูกเปลี่ยนชุดเป็นชุดนศ หรือไม่ โดยส่วนตัวเห็นว่า ไม่น่าเสียหาย แต่ผลจะต่างไปเช่น ดัดแปลงภาพเป็นนางแบบเปลือย อย่างนี้ถือว่าได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงของนางแบบอย่างแน่นอน

ประเด็นต่อไป คือ คนดัดแปลงจะอ้างเหตุใดเพื่อเข้าข้อยกเว้นได้หรือไม่

กม ลิขสิทธิ์กำหนดข้อยกเว้นไว้เหมือนกัน ที่มักจะอ้างกัน และน่าจะเข้ากับกรณีนี้มากที่สุด คือ การอ้างว่าดัดแปลงใช้เพื่อส่วนตัว คือ ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท

การดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์อาจเป็นได้ครับ เช่น เอาภาพมาดัดแปลงและเก็บไว้ดูเอง หรืออาจดูกันในหมู่สมาชิกครอบครัว เป็นต้น แค่นั้น ไม่ได้เอาไปทำอะไรอย่างอื่นอีก

แต่ถ้าเอาไปเผยแพร่ข้างนอก เช่น โพสเฟส IG อะไรแบบนี้ อาจต้องดูละเอียดที่ลักษณะของการเผยแพร่อีกหน่อย เพราะสิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวของเจ้าของลิขสิทธิ์เช่นเดียวกัน

ข้อนี้ ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า คนดัดแปลงเขาเผยแพร่ภาพนี้ที่ไหนอย่างไร แต่ขอสันนิษฐานเอาว่า โพสในเฟสของคนดัดแปลง

ในการโพสเฟส เราอาจตั้งสถานะเป็นสาธารณะ หรือจำกัดเฉพาะเพื่อน หรือเฉพาะตนเองก็ได้ ดังนั้น การตั้งสถานะเป็นสาธารณะ และทุกคนสามารถเห็นได้ อันนี้ผมว่าถือเป็นการเผยแพร่งานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่น่าจะอ้างข้อยกเว้นว่าเป็นการใช้เพื่อส่วนตัว ดังนั้น จึงผิดทั้งดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ส่วนถ้าตั้งสถานะเป็นเฉพาะเพื่อน หรือจำกัดให้เห็นได้เพียงเพื่อนบางคนในเฟส แบบนี้อาจจะพอสู้ได้ว่า เป็นการใช้เพื่อส่วนตัว โดยเทียบเคียงกับกรณีการโพสในกลุ่มไลน์ ศาลถือว่า ไม่ใช่สาธารณะ อย่างไรก็ดี บางคนอาจถกเถียงได้ว่า บางคนมีเพื่อนในเฟสหลายพันคน จะเรียกว่าสาธารณะได้แล้วหรือเปล่า อันนี้ก็ถกเถียงได้ครับ แต่ คหสต. ผมว่าน่าจะยังเป็นส่วนตัว เพราะจำกัดเฉพาะกลุ่มคนอยู่ ถ้าแบบนี้เมื่อเป็นการใช้เพื่อส่วนตัวก็จะเข้าข้อยกเว้นและจะไม่ผิดทั้งดัดแปลง และเผยแพร่ฯ

ส่วนถ้าตั้งเป็นเฉพาะตัวเจ้าของเฟสเอง แบบนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นการใช้เพื่อส่วนตัว เข้าข้อยกเว้นแน่นอน จึงไม่ผิดทั้งดัดแปลงและเผยแพร่ฯ แต่ข้อสันนิษฐานข้อนี้คงเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าตั้งสถานะแบบนี้ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้จะเห็นได้อย่างไร

ขออนุญาตเจ้าของภาพและนางแบบครับ
อนุสนธิจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1492/2563

เรื่องย่อ จำเลยกู้เงินโจทก์ 20,000 บาท โจทก์เอาสัญญาเปล่าที่กรอกเฉพาะตัวเลขจำนวนที่กู้ไว้มาให้จำเลยลงชื่อ ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีเพราะจำเลยผิดสัญญา สัญญาที่นำมาฟ้องนั้น ปรากฏว่ามีการแก้ไขจำนวนที่กู้เป็น 150,000 บาท และเห็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปเกินกว่าจำนวนที่กู้ที่แท้จริงแล้ว

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้อง

ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจ

1. สัญญากู้ปลอม และภาระการพิสูจน์
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาปรากฏร่องรอยการแก้ไขอย่างชัดเจน และฟังว่าโจทก์แก้ไขโดยจำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วย สัญญากู้จึงเป็นสัญญากู้ปลอม
จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ปลอม โดยยอมรับว่าได้ลงชื่อในสัญญากู้พิพาทจริง
การต่อสู้ว่าปลอม ต้องต่อสู้ให้ชัดเจนว่า ปลอมในส่วนใด บางส่วนหรือทั้งหมด คดีนี้เท่ากับต่อสู้ว่าปลอมจำนวนเงินที่กู้ โดยจำเลยยอมรับว่ากู้เพียง 20,000 บาทเท่านั้น การต่อสู้ว่าปลอมเท่ากับการต่อสู้ว่าสัญญากู้ใช้บังคับไม่ได้ ไม่มีการทำสัญญากู้กันจริงตามสัญญานั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกู้เงิน 150,000 บาท แต่จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกโจทก์

2. สัญญาปลอมใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้หรือไม่
เมื่อสัญญากู้ตกเป็นโมฆะเพราะเหตุปลอม เท่ากับสัญญาดังกล่าวไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ดี คดีนี้ จำเลยยอมรับว่าได้กู้เงินจากโจทก์จริง 20,000 บาท ศาลฎีกาจึง วางหลักกฎหมายว่า “...น่าเชื่อว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 20,000 บาท แต่ภายหลังมีการแก้ไขจำนวนเงินเป็น 150,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม หนังสือสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม แต่ก็หาใช่ว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเพื่อฟ้องร้องไม่ได้เสียทั้งหมด (ศาลอุทธรณ์เห็นต่างว่า สัญญากู้เสียไปทั้งหมด ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมไม่ได้) ยังคงใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดตามจำนวนที่ถูกต้องก่อนการแก้ไขได้

ความเห็น
โจทก์มาศาลด้วยมือที่ไม่สะอาด ด้วยการปลอมสัญญากู้ แนวคำวินิจฉัยเดิมที่ผ่านมาจึงให้ถือว่าสัญญาปลอมและใช้บังคับไม่ได้ เพื่อเป็นบทลงโทษโจทก์ที่ไม่สุจริต การที่ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยให้ยังคงบังคับตามจำนวนเงินที่กู้กันที่แท้จริงได้อยู่ต่อไป จึงอาจเท่ากับสนับสนุนให้ผู้ให้กู้ปลอมแปลงสัญญาให้สูงขึ้น เพราะแม้ศาลจะไม่เชื่อว่ากู้กันตามที่แก้จริง ก็ยังคงบังคับตามจำนวนที่แท้จริงได้อยู่ เรียกว่า ไม่มีขาดทุน มีแต่เสมอตัวหรือได้กำไร (หากศาลเชื่อว่ากู้กันตามจำนวนที่ถูกแก้จริง)

3. โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน จึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แต่ยังคงเรียกเงินต้นคืนได้ เพราะเป็นส่วนที่แยกออกได้จากดอกเบี้ย แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลย แต่จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปแล้ว จึงต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระไปหักออกจากเงินต้น เมื่อจำนวนเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์สูงกว่าเงินต้นที่กู้แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ข้อกฎหมาย ศาลนำดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหักจากเงินที่จำเลยกู้โจทก์
การชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ หรือชำระไปโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ผู้ชำระไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนได้ ตามหลักลาภมิควรได้ ปพพ.มาตรา 407, 411 ดังนั้น การที่ศาลให้นำเงินที่จำเลยชำระไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายมาหักออกจากเงินต้น ถือได้หรือไม่ว่าเป็นการที่จำเลยเรียกคืนเงินนั้นจากโจทก์ได้ และนำมาหักกลบกับเงินต้นที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์

ในประเด็นนี้ ปัจจุบันศาลฎีกาได้กลับหลักกฎหมายเดิม และวางหลักกฎหมายใหม่ว่า การที่ผู้กู้ชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ปพพ. มาตรา 407 (ดูฎีกา 2131/2560 และฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้อง) ดังนั้น เท่ากับจำเลยมีสิทธิเรียกเงินส่วนที่ชำระไปแล้วคืนได้ ศาลจึงนำไปหักกลบกับหนี้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์ได้

ปัญหาต่อมาคือ การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยไปเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม ปพพ. มาตรา 411 หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่กล่าวไปแล้ว วินิจฉัยตามมาตรา 407 ซึ่งกลับหลักเดิมที่เคยตัดสินไว้ว่า เงินที่ชำระดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ไม่มีสิทธิเรียกคืน แต่ฎีกา 2131/2560 ก็ไม่ได้วินิจฉัยตาม มาตรา 411 แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ใน ฎีกา 5376/2560 ประชุมใหญ่ ว่า การชำระดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 411 ดังนั้น เมื่อชำระไปแล้วไม่มีสิทธิเรียกคืน

แม้ทั้งสองคดี จะให้เหตุผลในหลักกฎหมายต่างกัน แต่ผลสุดท้ายไม่ต่างกัน คดีหนึ่งถือว่ามีสิทธิได้คืน โดยเอาไปหักกับเงินต้น แต่อีกคดีถือว่าไม่มีสิทธิได้คืน แต่ก็ให้เอาไปหักกับเงินต้นเช่นเดียวกัน

ความเห็น
ถ้าถือว่ามีสิทธิได้คืน เพราะไม่ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ปัญหาจะซับซ้อนขึ้นถ้าปรากฏว่า จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ไปเกินกว่าต้นเงินที่โจทก์ควรจะได้รับชำระ เพราะเมื่อไม่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ จำเลยก็ควรมีสิทธิได้คืน กลับกลายเป็นว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเพื่อเรียกเงินส่วนเกินนั้น

แต่ถ้าตัดสินว่า เป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องห้ามตามมาตรา 411 ก็เท่ากับจำเลยไม่มีสิทธิได้รับคืนส่วนที่เกิน แต่จำเลยก็มีสิทธิกลาย ๆ เพราะศาลให้นำไปหักออกจากเงินต้น จึงเสมือนหนึ่งย้ายจากการชำระดอกเบี้ยเป็นการชำระต้นเงินแทน แต่ปัญหาก็ซับซ้อนขึ้นทำนองเดียวกัน คือ กรณีจำเลยชำระไปเกินกว่าต้นเงิน เมื่อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิเรียกคืน เงินต้นส่วนที่เกินก็ยังตกเป็นประโยชน์ของโจทก์อยู่ต่อไป

ถ้าแบบนี้ ก็ยังคงเป็นข้อกฎหมายที่เอื้อให้นายทุนเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เพราะถ้าถูกฟ้องแล้วเรื่องแดงก็แค่ไม่ได้ดอกเบี้ย แต่ต้นเงินก็ยังคงได้รับอยู่ และมีโอกาสที่จะได้กำไรจากดอกเบี้ยที่ชำระไว้เกินต้นเงินอีกด้วย บางท่านอาจเห็นว่า การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามีโทษจำคุกด้วย จะคุ้มหรือ อันนี้จริงและน่าคิดต่อว่า แล้วทำไมยังมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรากันทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งที่มีโทษจำคุกค้ำคออยู่

หรือเราควรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ ให้เงินดอกเบี้ยส่วนเกินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ฝากไว้ให้คิด

4. โจทก์อ้างพยานในสัญญากู้ในบัญชีระบุพยาน แต่ไม่ได้นำมาสืบในชั้นศาล
ศาลฎีกา ฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า เป็นพิรุธที่ไม่นำพยานที่โจทก์อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์มาสืบ โดยไม่อ้างเหตุขัดข้อง โดยโจทก์เบิกความปากเดียวว่า พยานในสัญญากู้ทั้งสองคนไม่ได้รู้เห็นขณะโจทก์ส่งมอบเงินกู้ให้จำเลย แต่โจทก์เรียกให้พยานทั้งสองลงชื่อเป็นพยานในสัญญาในภายหลัง หลังโจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เรียบร้อยแล้ว และจำเลยเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า หากเป็นเช่นนี้จริง พยานทั้งสองก็น่าจะเบิกความยืนยันได้ว่า โจทก์กรอกสัญญากู้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา ทำให้ศาลฎีกาเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์มากรอกสัญญาในภายหลัง

ความเห็น
การยื่นบัญชีระบุพยานนั้น เป็นสิทธิของคู่ความที่จะระบุผู้เกี่ยวข้องคนใดเป็นพยานก็ได้ และแม้จะระบุไว้ เมื่อถึงเวลาก็อาจจะเลือกนำพยานบางปากมาสืบพยานก็ได้ ดังนั้น ในทางปฏิบัติทนายจึงมักจะระบุพยานเผื่อเอาไว้ เพราะไม่แน่ว่า เมื่อถึงวันสืบพยานจริง ๆ พยานบางปากอาจติดขัดและไม่สามารถมาเบิกความที่ศาลได้ ก็จะได้เปลี่ยนไปนำพยานปากอื่นที่ระบุพยานไว้แล้วมาสืบแทนได้ คำพิพากษาคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบุพยานไว้แล้วแต่ไม่นำมาสืบแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธของโจทก์ การระบุพยานในบัญชีพยานจึงอาจต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น

บันทึกไว้ 16 พฤศจิกายน 2564

พื้นที่เปิดสำหรับเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยน้อยเกี่ยวกับกฎหมาย ในรูปบทความสั้น (ไม่จู๋)

เปิดเหมือนปกติ

13/01/2022

👋🏻🤩 น้องๆ #Dek65 เตรียมตัว! 29-30 มกราคมนี้ เจอกันน้าาา กับงาน DPU Open House Online “Grow Pro” #เติบโตอย่างมืออาชีพ รอบนี้จัดให้เน้นๆ สำหรับน้องๆ #สายกฎหมาย ห้ามพลาดนะคะ !! พร้อม รับทุนการศึกษา และสิทธิพิเศษเฉพาะภายในไลฟ์เท่านั้น ย้ำในไลฟ์เท่านั้น !! 📍 กด See First ติดดาวเพจรอเลย ⭐️
.
💻 ลงทะเบียนร่วมงาน ฟรี 👉 bit.ly/3nqawlZ
🌟 พิเศษ !! ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้า และมอบตัวภายในงาน ลุ้นรับรางวัล‼️
1. iPhone : 1 รางวัล
2. AirPods : 1 รางวัล
3. Apple Watch : 1 รางวัล
.
💡ดูกำหนดการ รายละเอียดเพิ่มได้ที่ 👉 bit.ly/3qDbu0k
#DPUOpenHouse #Online #Openhouse #LawPridiDPU #นิติdpu #คณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์

12/01/2022

งานเสวนาดีๆ ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

งานเสวนาดีๆ ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

12/01/2022

ขออภัย รีโพสต์อีกครั้งครับ มีแก้ไขคำผิด

ขออภัย รีโพสต์อีกครั้งครับ มีแก้ไขคำผิด

24/12/2021

เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลายคนโดยเฉพาะที่เป็นนักกฎหมาย คงเห็นโพสเกี่ยวกับคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยความรับผิดของผู้เป็นกรรมการบริษัทที่ลงนามสั่งจ่ายเช็ค ว่าจะต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่ โดยยกคำพิพากษาฎีกาล่าสุด 1736/2564 ว่ากลับหลักเดิมที่วางแนวไว้ในคำพิพากษาฎีกา 7121/2539 และ 5346/2563

ในฐานะรับผิดชอบบรรยายวิชากฎหมายลักษณะตั๋วเงินมาหลายปีมาก จึงขอแลกเปลี่ยนความเห็นดังนี้

หลักกฎหมายเบื้องต้น
ในกฎหมายตั๋วเงิน วางหลักไว้ว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้นเสมอ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นบางประการ

ปัญหาในกรณีนี้ คือ กรณีนิติบุคคล กล่าวโดยเฉพาะคือ กรรมการของนิติบุคคล หากลงลายมือชื่อสั่งจ่ายตั๋วเงินของบริษัท (ที่มีสภาพบุคคลแยกต่างหากจากกรรมการ) จะถือว่ากรรมการที่ลงลายมือชื่อนั้น ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่

แนวคำพิพากษาฎีกาในเรื่องนี้ แยกเป็น สองแนว แนวแรก ต้องรับผิดหากไม่ได้ระบุว่าทำแทน เช่น ฎีกา 1166/2501, 362/2510, 799/2510, 270/2520, 1735/2520 อีกแนวคือ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว แม้จะไม่ได้ระบุว่าทำแทน เช่น ฎีกา 715/2500, 133/2524, 1009/2524, 2144/2525, 1400/2527

คำพิพากษาแนวหลังนี้ อธิบายว่า หากกรรมการลงลายมือชื่อตามขอบอำนาจและในขอบวัตถุประสงค์ของบริษัท ย่อมเท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อนั้นเอง (ไม่ใช่กรรมการส่วนตัว) ตามทฤษฎี Organic Theory ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการวางแนวที่ถูกต้อง ซึ่งศาลต่อ ๆ มาก็ยึดแนวนี้มาโดยตลอด
มาที่รายละเอียดของฎีกา 7121/2539 ที่มีผู้เห็นว่า กลับหลักแนวเดิม จะพบว่า เป็นกรณีที่กรรมการลงลายมือชื่อในเช็คของบริษัท แต่ทำไม่ครบตามอำนาจ คือ ไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัท ตามเงื่อนไข ทำให้ศาลมองว่า ถือไม่ได้ว่าทำแทนบริษัท และตัดสินให้ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ดังนั้น หากข้อเท็จจริงในคดีนี้เปลี่ยนไปเป็นว่า กรรมการได้ประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย ผลของคดีก็จะเปลี่ยนแปลงไป และก็จะสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาแนวเดิม ที่ถือว่า กรรมการที่ลงลายมือชื่อในขอบอำนาจและขอบวัตถุประสงค์ของบริษัท เท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อเอง ไม่ใช่กรรมการลงลายมือชื่อเป็นส่วนตัว ดังนั้น กรรมการจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ผมจึงเห็นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 7121/2539 ตัดสินตามแนวเดิมไม่ได้เปลี่ยนแนวแต่อย่างใด

ส่วนคำพิพากษาฎีกา 5346/2563 วางหลักว่า กรรมการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ได้ประทับตราบริษัท เพื่อชำระหนี้ของบริษัท เมื่อไม่ได้เขียนว่าทำแทนบริษัท ย่อมต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ผมเห็นว่า ข้อเท็จจริงและผลในคำพิพากษาฎีกาปี 2539 และ 2563 เหมือนกัน และผมเห็นต่อไปอีกว่า ถ้าหากว่าคดีนี้กรรมการได้ประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย แม้จะไม่ได้เขียนว่าทำแทน ก็ต้องถือว่า บริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ไม่ใช่กรรมการ ตามแนวคำพิพากษาเดิม ดังนั้น ผมจึงเห็นเช่นเดียวกันว่า ฎีกา 5346/2563 ไม่ได้กลับหลักเดิมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกต เพิ่มเติม ดังนี้

แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับว่า บริษัทจะต้องจดทะเบียนตราสำคัญไว้ แต่ในทางปฏิบัติบริษัทจะจดทะเบียนตราสำคัญไว้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยแยกแยะว่าเป็นการกระทำในฐานะบริษัท หรือในฐานะส่วนตัว ซึ่งกรณีของตั๋วเงิน ก็จะสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาข้างต้น ซึ่งแม้จะไม่ได้เขียนว่ากรรมการลงลายมือชื่อแทนบริษัท ศาลก็วางแนวมาโดยตลอดว่า เป็นการประทับตราสำคัญของบริษัท เป็นการแสดงออกโดยปริยายแล้วว่าเป็นการทำแทน

ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ คือ เมื่อปี 2552 ระบบการเคลียริ่งเช็คเปลี่ยนไป เป็นระบบดิจิตัลโดยจะถ่ายภาพเช็คเพื่อการเคลียริ่งแทนการส่งต้นฉบับเช็ค ทำให้เช็คที่ประทับตราบริษัทลงในเช็คนั้น เมื่อสแกนเช็คใบนั้นตามระบบเคลียริ่งแบบใหม่ จะมีปัญหาที่ ตราประทับไปทับซ้อนกับลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งขอความร่วมมือลูกค้าของธนาคารให้ยกเลิกตราประทับ/ตรานูนเป็นเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเช็ค

ดังนั้น นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา แม้ในข้อบังคับของบริษัทจะยังต้องประทับตราสำคัญของบริษัท แต่ในการสั่งจ่ายเช็คจะประทับตราไม่ได้แล้ว ซึ่งทำให้ไม่สอดคล้องกับหลักในคำพิพากษาที่การประทับตราของบริษัท จะถือว่าเป็นการแสดงโดยปริยายว่าทำแทนบริษัท หากไม่ประทับตราก็จะเท่ากับลงลายมือชื่อเป็นส่วนตัว ซึ่งผมมีข้อสงสัยในประเด็นนี้มานับแต่ปี 2552 แล้ว

เมื่อมีคำพิพากษาฎีกา 1736/2564 ก็ได้แก้ปัญหาดังกล่าวได้ กล่าวคือ ศาลวางหลักว่า ในเช็คมีระบุอยู่แล้วว่า เป็นเช็คของบริษัท ดังนั้น แม้จะไม่มีตราประทับ (ซึ่งปัจจุบันประทับไม่ได้) ก็ถือว่าเป็นที่เข้าใจได้ว่า เป็นเช็คของบริษัท การลงลายมือชื่อของกรรมการจึงเท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อเอง

ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาปี 2564 นี้ ก็ยังคงเป็นแนวเดิมเพียงแต่เพิ่มรายละเอียดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากแนวนี้ทำให้ต้องกลับไปพิจารณาว่า เช็คของทุกธนาคารที่ออกให้กับลูกค้านั้น หากเป็นเช็คของบริษัท ต้องพิมพ์ชื่อบริษัทลงในเช็คด้วย ซึ่งในอดีตผมเห็นว่าเช็คของบางธนาคารเท่านั้นที่พิมพ์ไว้ แต่ตามแนวล่าสุดนี้ ทุกธนาคารคงต้องพิมพ์ชื่อลูกค้าลงไปด้วย

บันทึกไว้ ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2564

เมื่อเร็ว ๆ นี้ หลายคนโดยเฉพาะที่เป็นนักกฎหมาย คงเห็นโพสเกี่ยวกับคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยความรับผิดของผู้เป็นกรรมการบริษัทที่ลงนามสั่งจ่ายเช็ค ว่าจะต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่ โดยยกคำพิพากษาฎีกาล่าสุด 1736/2564 ว่ากลับหลักเดิมที่วางแนวไว้ในคำพิพากษาฎีกา 7121/2539 และ 5346/2563

ในฐานะรับผิดชอบบรรยายวิชากฎหมายลักษณะตั๋วเงินมาหลายปีมาก จึงขอแลกเปลี่ยนความเห็นดังนี้

หลักกฎหมายเบื้องต้น
ในกฎหมายตั๋วเงิน วางหลักไว้ว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้นเสมอ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นบางประการ

ปัญหาในกรณีนี้ คือ กรณีนิติบุคคล กล่าวโดยเฉพาะคือ กรรมการของนิติบุคคล หากลงลายมือชื่อสั่งจ่ายตั๋วเงินของบริษัท (ที่มีสภาพบุคคลแยกต่างหากจากกรรมการ) จะถือว่ากรรมการที่ลงลายมือชื่อนั้น ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือไม่

แนวคำพิพากษาฎีกาในเรื่องนี้ แยกเป็น สองแนว แนวแรก ต้องรับผิดหากไม่ได้ระบุว่าทำแทน เช่น ฎีกา 1166/2501, 362/2510, 799/2510, 270/2520, 1735/2520 อีกแนวคือ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว แม้จะไม่ได้ระบุว่าทำแทน เช่น ฎีกา 715/2500, 133/2524, 1009/2524, 2144/2525, 1400/2527

คำพิพากษาแนวหลังนี้ อธิบายว่า หากกรรมการลงลายมือชื่อตามขอบอำนาจและในขอบวัตถุประสงค์ของบริษัท ย่อมเท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อนั้นเอง (ไม่ใช่กรรมการส่วนตัว) ตามทฤษฎี Organic Theory ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการวางแนวที่ถูกต้อง ซึ่งศาลต่อ ๆ มาก็ยึดแนวนี้มาโดยตลอด
มาที่รายละเอียดของฎีกา 7121/2539 ที่มีผู้เห็นว่า กลับหลักแนวเดิม จะพบว่า เป็นกรณีที่กรรมการลงลายมือชื่อในเช็คของบริษัท แต่ทำไม่ครบตามอำนาจ คือ ไม่ได้ประทับตราสำคัญของบริษัท ตามเงื่อนไข ทำให้ศาลมองว่า ถือไม่ได้ว่าทำแทนบริษัท และตัดสินให้ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ดังนั้น หากข้อเท็จจริงในคดีนี้เปลี่ยนไปเป็นว่า กรรมการได้ประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย ผลของคดีก็จะเปลี่ยนแปลงไป และก็จะสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาแนวเดิม ที่ถือว่า กรรมการที่ลงลายมือชื่อในขอบอำนาจและขอบวัตถุประสงค์ของบริษัท เท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อเอง ไม่ใช่กรรมการลงลายมือชื่อเป็นส่วนตัว ดังนั้น กรรมการจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ผมจึงเห็นว่า คำพิพากษาฎีกาที่ 7121/2539 ตัดสินตามแนวเดิมไม่ได้เปลี่ยนแนวแต่อย่างใด

ส่วนคำพิพากษาฎีกา 5346/2563 วางหลักว่า กรรมการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ได้ประทับตราบริษัท เพื่อชำระหนี้ของบริษัท เมื่อไม่ได้เขียนว่าทำแทนบริษัท ย่อมต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ผมเห็นว่า ข้อเท็จจริงและผลในคำพิพากษาฎีกาปี 2539 และ 2563 เหมือนกัน และผมเห็นต่อไปอีกว่า ถ้าหากว่าคดีนี้กรรมการได้ประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย แม้จะไม่ได้เขียนว่าทำแทน ก็ต้องถือว่า บริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ไม่ใช่กรรมการ ตามแนวคำพิพากษาเดิม ดังนั้น ผมจึงเห็นเช่นเดียวกันว่า ฎีกา 5346/2563 ไม่ได้กลับหลักเดิมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกต เพิ่มเติม ดังนี้

แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับว่า บริษัทจะต้องจดทะเบียนตราสำคัญไว้ แต่ในทางปฏิบัติบริษัทจะจดทะเบียนตราสำคัญไว้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยแยกแยะว่าเป็นการกระทำในฐานะบริษัท หรือในฐานะส่วนตัว ซึ่งกรณีของตั๋วเงิน ก็จะสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาข้างต้น ซึ่งแม้จะไม่ได้เขียนว่ากรรมการลงลายมือชื่อแทนบริษัท ศาลก็วางแนวมาโดยตลอดว่า เป็นการประทับตราสำคัญของบริษัท เป็นการแสดงออกโดยปริยายแล้วว่าเป็นการทำแทน

ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ คือ เมื่อปี 2552 ระบบการเคลียริ่งเช็คเปลี่ยนไป เป็นระบบดิจิตัลโดยจะถ่ายภาพเช็คเพื่อการเคลียริ่งแทนการส่งต้นฉบับเช็ค ทำให้เช็คที่ประทับตราบริษัทลงในเช็คนั้น เมื่อสแกนเช็คใบนั้นตามระบบเคลียริ่งแบบใหม่ จะมีปัญหาที่ ตราประทับไปทับซ้อนกับลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งขอความร่วมมือลูกค้าของธนาคารให้ยกเลิกตราประทับ/ตรานูนเป็นเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเช็ค

ดังนั้น นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา แม้ในข้อบังคับของบริษัทจะยังต้องประทับตราสำคัญของบริษัท แต่ในการสั่งจ่ายเช็คจะประทับตราไม่ได้แล้ว ซึ่งทำให้ไม่สอดคล้องกับหลักในคำพิพากษาที่การประทับตราของบริษัท จะถือว่าเป็นการแสดงโดยปริยายว่าทำแทนบริษัท หากไม่ประทับตราก็จะเท่ากับลงลายมือชื่อเป็นส่วนตัว ซึ่งผมมีข้อสงสัยในประเด็นนี้มานับแต่ปี 2552 แล้ว

เมื่อมีคำพิพากษาฎีกา 1736/2564 ก็ได้แก้ปัญหาดังกล่าวได้ กล่าวคือ ศาลวางหลักว่า ในเช็คมีระบุอยู่แล้วว่า เป็นเช็คของบริษัท ดังนั้น แม้จะไม่มีตราประทับ (ซึ่งปัจจุบันประทับไม่ได้) ก็ถือว่าเป็นที่เข้าใจได้ว่า เป็นเช็คของบริษัท การลงลายมือชื่อของกรรมการจึงเท่ากับบริษัทเป็นผู้ลงลายมือชื่อเอง

ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาปี 2564 นี้ ก็ยังคงเป็นแนวเดิมเพียงแต่เพิ่มรายละเอียดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากแนวนี้ทำให้ต้องกลับไปพิจารณาว่า เช็คของทุกธนาคารที่ออกให้กับลูกค้านั้น หากเป็นเช็คของบริษัท ต้องพิมพ์ชื่อบริษัทลงในเช็คด้วย ซึ่งในอดีตผมเห็นว่าเช็คของบางธนาคารเท่านั้นที่พิมพ์ไว้ แต่ตามแนวล่าสุดนี้ ทุกธนาคารคงต้องพิมพ์ชื่อลูกค้าลงไปด้วย

บันทึกไว้ ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2564

17/12/2021

เสวนา NFTs and Thai Law

NFT กับกฎหมาย

ฎีกา InTrend Ep.48 ลูกหนี้ผิดนัดหลังผู้ค้ำประกันตาย เจ้าหนี้ฟ้องทายาทผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ 10/12/2021

ฎีกา InTrend Ep.48 ลูกหนี้ผิดนัดหลังผู้ค้ำประกันตาย เจ้าหนี้ฟ้องทายาทผู้ค้ำประกันได้หรือไม่

ฎีกานี้น่าจะกลับหลักฎีกาเดิม ที่ถือว่าหนี้ที่ค้ำประกันต้องเกิดขึ้นก่อนผู้ค้ำประกันตาย จึงจะตกเป็นหนี้ที่กองมรดกต้องรับผิดชอบ

ผมไม่เห็นด้วยกับแนวใหม่นี้ครับ เดี๋ยวมาเขียนเพิ่ม)

ฎีกา InTrend Ep.48 ลูกหนี้ผิดนัดหลังผู้ค้ำประกันตาย เจ้าหนี้ฟ้องทายาทผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ Ep.48 ลูกหนี้ผิดนัดหลังผู้ค้ำประกันตาย เจ้าหนี้ฟ้องทายาทผู้ค้ำประกันได้หรือไม่The Host : กองสารนิเทศและประชาสัมพ...

Photos from กุ๊กกิ๊กกฎหมายกับอ.สมชาย's post 16/11/2021

การดัดแปลงภาพถ่ายถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ บุคคลอื่นหากจะดัดแปลงต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน มิฉนั้นถือเป็นการทำละเมิดต่อเจ้าของลิขสิทธิ์
---------------------------------------------------------------
ข้อความจากต้นโพส
Koe Worawut

แบบนี้ผมสามารถทำอะไรกับเพจแบบนี้ได้บ้างครับ เรื่องความพยายามผมให้เลย เปลี่ยนชุดนางแบบเป็นชุดนักศึกษาได้ แต่นี่เข้าข่ายนำผลงานไปดัดแปลงแก้ไข เพื่อหาผลประโยชน์หรือป่าวครับ !? ในกรณีนี้น้องนางแบบก็ถือว่าได้รับการเสียหายด้วยถูกต้องหรือป่าวครับ
รบกวนผู้รู้ครับ ไม่ยินยอมครับ ไม่โอเคยิ่งกว่าการก็อปรูปไปลงอีก
----------------------------------------------------------------------
ประเด็นสำหรับภาพนี้ ประการแรกเลย ภาพถ่ายนี้มีลิขสิทธิ์หรือไม่

การถ่ายภาพถือว่าช่างภาพต้องใช้วิริยะอุตสาหะในการควบคุมกล้อง จัดท่าทางของนางแบบ กำหนดชุดที่นางแบบใส่ จัดแสง องค์ประกอบภาพ และอีกจิปาถะ ดังนั้นภาพถ่ายจึงเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์

ประเด็นต่อมาคือ ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพถ่ายนั้น จุดนี้สำคัญเพราะเป็นจุดที่จะชี้ว่าใครจะเป็นผู้เสียหายหากมีการทำละเมิด

ปกติแล้วกม จะให้ลิขสิทธิ์ตกอยู่กับผู้สร้างสรรค์ เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือช่างภาพคนกดชัตเตอร์นั่นเอง แต่ในทางกม แล้วบางครั้งอาจไม่ง่ายเช่นนั้นเสมอไป เพราะหากเป็นเรื่องที่น้องนางแบบนี้ว่าจ้างช่างภาพให้ถ่ายภาพนี้ นางแบบผู้ว่าจ้างจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพถ่ายใบนี้ ไม่ใช่ช่างภาพแม้จะเป็นคนกดชัตเตอร์ก็ตาม ถ้าไม่ใช่เรื่องว่าจ้างกัน ก็จะเป็นไปตามหลักทั่วไป คือ ช่างภาพเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ประเด็นต่อมา คือ การที่มีคนนำภาพถ่ายนี้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นางแบบสวมใส่จากชุดสีดำเป็นชุดนศ เป๋นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่

การนำภาพนี้มาเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนเฉพาะเสื้อผ้า แม้คนเปลี่ยนจะต้องใช้ความพยายามมากในการทำเช่นนั้นก็ตาม แต่สาระสำคัญของภาพต้นฉบับคือ นางแบบยังเป็นอย่างเดิมทั้งหมด ก็ถือเป็นเพียงการดัดแปลงงานเดิม ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งกรณีอาจเป็นนางแบบหรือช่างภาพก็ได้ขึ้นกับข้อเท็จจริงตามที่วิเคราะห์ข้างต้น

ข้อวิเคราะห์เพิ่มเติม คือ กรณีการดัดแปลงนั้น เมื่อเป็นการดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ก็ถือว่าผิดทันที (ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะกล่าวต่อไป) โดยไม่คำนึงว่า การดัดแปลงนั้นต้องทำเพื่อการค้าหรือไม่ ดังนั้น จะทำเพื่อการค้าหรือไม่ก็ผิดทั้งสิ้น แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าทำเพื่อการค้า ก็อาจโดนโทษหนักขึ้นทั้งทางแพ่งและทางอาญา

สมมุติว่าลิขสิทธิ์เป็นของช่างภาพ ในส่วนของการละเมิดลิขสิทธิ์ช่างภาพเป็นผู้เสียหายทั้งในทางแพ่งและอาญา ซึ่งในคดีอาญาเป็นคดีที่ยอมความได้ ต้องแจ้งความร้องทุกข์หรือไม่ก็ต้องจ้างทนายฟ้องคดีภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้ว่ามีการดัดแปลงภาพนี้ และรู้ตัวผู้กระทำความผิด พ้นเวลาดังกล่าวคดีอาญาขาดอายุความ ส่วนคดีแพ่งนั้นต้องฟ้องภายใน 3 ปีนับแต่รู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำ แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่เกิดเหตุละเมิด

ประเด็นน่าสนใจต่อมา คือ นางแบบเสียหายหรือมีสิทธิฟ้องคดีอะไรได้หรือไม่

ปกติแล้วการที่มีคนนำภาพของเราไปเผยแพร่ โดยเราไม่ได้อนุญาต ย่อมถือเป็นการทำละเมิดในทางแพ่ง ซึ่งเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ต้องปรากฏและเราต้องพิสูจน์ให้ได้ คือ ความเสียหาย ถ้าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น หรือพิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็ให้ค่าเสียหายไม่ได้ อย่างไรก็ดี กม ให้อำนาจศาลกำหนดค่าเสียหายได้ตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ แต่อาจจะได้น้อยมากๆ ดังนั้น จึงขึ้นกับมุมมองต่อภาพนี้ว่า น้องนางแบบได้รับความเสียหายจากการโพสภาพที่น้องเขาถูกเปลี่ยนชุดเป็นชุดนศ หรือไม่ โดยส่วนตัวเห็นว่า ไม่น่าเสียหาย แต่ผลจะต่างไปเช่น ดัดแปลงภาพเป็นนางแบบเปลือย อย่างนี้ถือว่าได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงของนางแบบอย่างแน่นอน

ประเด็นต่อไป คือ คนดัดแปลงจะอ้างเหตุใดเพื่อเข้าข้อยกเว้นได้หรือไม่

กม ลิขสิทธิ์กำหนดข้อยกเว้นไว้เหมือนกัน ที่มักจะอ้างกัน และน่าจะเข้ากับกรณีนี้มากที่สุด คือ การอ้างว่าดัดแปลงใช้เพื่อส่วนตัว คือ ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท

การดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์อาจเป็นได้ครับ เช่น เอาภาพมาดัดแปลงและเก็บไว้ดูเอง หรืออาจดูกันในหมู่สมาชิกครอบครัว เป็นต้น แค่นั้น ไม่ได้เอาไปทำอะไรอย่างอื่นอีก

แต่ถ้าเอาไปเผยแพร่ข้างนอก เช่น โพสเฟส IG อะไรแบบนี้ อาจต้องดูละเอียดที่ลักษณะของการเผยแพร่อีกหน่อย เพราะสิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวของเจ้าของลิขสิทธิ์เช่นเดียวกัน

ข้อนี้ ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า คนดัดแปลงเขาเผยแพร่ภาพนี้ที่ไหนอย่างไร แต่ขอสันนิษฐานเอาว่า โพสในเฟสของคนดัดแปลง

ในการโพสเฟส เราอาจตั้งสถานะเป็นสาธารณะ หรือจำกัดเฉพาะเพื่อน หรือเฉพาะตนเองก็ได้ ดังนั้น การตั้งสถานะเป็นสาธารณะ และทุกคนสามารถเห็นได้ อันนี้ผมว่าถือเป็นการเผยแพร่งานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และไม่น่าจะอ้างข้อยกเว้นว่าเป็นการใช้เพื่อส่วนตัว ดังนั้น จึงผิดทั้งดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ส่วนถ้าตั้งสถานะเป็นเฉพาะเพื่อน หรือจำกัดให้เห็นได้เพียงเพื่อนบางคนในเฟส แบบนี้อาจจะพอสู้ได้ว่า เป็นการใช้เพื่อส่วนตัว โดยเทียบเคียงกับกรณีการโพสในกลุ่มไลน์ ศาลถือว่า ไม่ใช่สาธารณะ อย่างไรก็ดี บางคนอาจถกเถียงได้ว่า บางคนมีเพื่อนในเฟสหลายพันคน จะเรียกว่าสาธารณะได้แล้วหรือเปล่า อันนี้ก็ถกเถียงได้ครับ แต่ คหสต. ผมว่าน่าจะยังเป็นส่วนตัว เพราะจำกัดเฉพาะกลุ่มคนอยู่ ถ้าแบบนี้เมื่อเป็นการใช้เพื่อส่วนตัวก็จะเข้าข้อยกเว้นและจะไม่ผิดทั้งดัดแปลง และเผยแพร่ฯ

ส่วนถ้าตั้งเป็นเฉพาะตัวเจ้าของเฟสเอง แบบนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นการใช้เพื่อส่วนตัว เข้าข้อยกเว้นแน่นอน จึงไม่ผิดทั้งดัดแปลงและเผยแพร่ฯ แต่ข้อสันนิษฐานข้อนี้คงเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าตั้งสถานะแบบนี้ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้จะเห็นได้อย่างไร

ขออนุญาตเจ้าของภาพและนางแบบครับ

16/11/2021

อนุสนธิจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1492/2563

เรื่องย่อ จำเลยกู้เงินโจทก์ 20,000 บาท โจทก์เอาสัญญาเปล่าที่กรอกเฉพาะตัวเลขจำนวนที่กู้ไว้มาให้จำเลยลงชื่อ ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีเพราะจำเลยผิดสัญญา สัญญาที่นำมาฟ้องนั้น ปรากฏว่ามีการแก้ไขจำนวนที่กู้เป็น 150,000 บาท และเห็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปเกินกว่าจำนวนที่กู้ที่แท้จริงแล้ว

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้อง

ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจ

1. สัญญากู้ปลอม และภาระการพิสูจน์
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาปรากฏร่องรอยการแก้ไขอย่างชัดเจน และฟังว่าโจทก์แก้ไขโดยจำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วย สัญญากู้จึงเป็นสัญญากู้ปลอม
จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ปลอม โดยยอมรับว่าได้ลงชื่อในสัญญากู้พิพาทจริง
การต่อสู้ว่าปลอม ต้องต่อสู้ให้ชัดเจนว่า ปลอมในส่วนใด บางส่วนหรือทั้งหมด คดีนี้เท่ากับต่อสู้ว่าปลอมจำนวนเงินที่กู้ โดยจำเลยยอมรับว่ากู้เพียง 20,000 บาทเท่านั้น การต่อสู้ว่าปลอมเท่ากับการต่อสู้ว่าสัญญากู้ใช้บังคับไม่ได้ ไม่มีการทำสัญญากู้กันจริงตามสัญญานั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกู้เงิน 150,000 บาท แต่จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกโจทก์

2. สัญญาปลอมใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้หรือไม่
เมื่อสัญญากู้ตกเป็นโมฆะเพราะเหตุปลอม เท่ากับสัญญาดังกล่าวไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ดี คดีนี้ จำเลยยอมรับว่าได้กู้เงินจากโจทก์จริง 20,000 บาท ศาลฎีกาจึง วางหลักกฎหมายว่า “...น่าเชื่อว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 20,000 บาท แต่ภายหลังมีการแก้ไขจำนวนเงินเป็น 150,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม หนังสือสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม แต่ก็หาใช่ว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเพื่อฟ้องร้องไม่ได้เสียทั้งหมด (ศาลอุทธรณ์เห็นต่างว่า สัญญากู้เสียไปทั้งหมด ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมไม่ได้) ยังคงใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดตามจำนวนที่ถูกต้องก่อนการแก้ไขได้

ความเห็น
โจทก์มาศาลด้วยมือที่ไม่สะอาด ด้วยการปลอมสัญญากู้ แนวคำวินิจฉัยเดิมที่ผ่านมาจึงให้ถือว่าสัญญาปลอมและใช้บังคับไม่ได้ เพื่อเป็นบทลงโทษโจทก์ที่ไม่สุจริต การที่ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยให้ยังคงบังคับตามจำนวนเงินที่กู้กันที่แท้จริงได้อยู่ต่อไป จึงอาจเท่ากับสนับสนุนให้ผู้ให้กู้ปลอมแปลงสัญญาให้สูงขึ้น เพราะแม้ศาลจะไม่เชื่อว่ากู้กันตามที่แก้จริง ก็ยังคงบังคับตามจำนวนที่แท้จริงได้อยู่ เรียกว่า ไม่มีขาดทุน มีแต่เสมอตัวหรือได้กำไร (หากศาลเชื่อว่ากู้กันตามจำนวนที่ถูกแก้จริง)

3. โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน จึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แต่ยังคงเรียกเงินต้นคืนได้ เพราะเป็นส่วนที่แยกออกได้จากดอกเบี้ย แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลย แต่จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปแล้ว จึงต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระไปหักออกจากเงินต้น เมื่อจำนวนเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์สูงกว่าเงินต้นที่กู้แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ข้อกฎหมาย ศาลนำดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหักจากเงินที่จำเลยกู้โจทก์
การชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ หรือชำระไปโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ผู้ชำระไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนได้ ตามหลักลาภมิควรได้ ปพพ.มาตรา 407, 411 ดังนั้น การที่ศาลให้นำเงินที่จำเลยชำระไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายมาหักออกจากเงินต้น ถือได้หรือไม่ว่าเป็นการที่จำเลยเรียกคืนเงินนั้นจากโจทก์ได้ และนำมาหักกลบกับเงินต้นที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์

ในประเด็นนี้ ปัจจุบันศาลฎีกาได้กลับหลักกฎหมายเดิม และวางหลักกฎหมายใหม่ว่า การที่ผู้กู้ชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ปพพ. มาตรา 407 (ดูฎีกา 2131/2560 และฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้อง) ดังนั้น เท่ากับจำเลยมีสิทธิเรียกเงินส่วนที่ชำระไปแล้วคืนได้ ศาลจึงนำไปหักกลบกับหนี้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์ได้

ปัญหาต่อมาคือ การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยไปเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม ปพพ. มาตรา 411 หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่กล่าวไปแล้ว วินิจฉัยตามมาตรา 407 ซึ่งกลับหลักเดิมที่เคยตัดสินไว้ว่า เงินที่ชำระดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ไม่มีสิทธิเรียกคืน แต่ฎีกา 2131/2560 ก็ไม่ได้วินิจฉัยตาม มาตรา 411 แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ใน ฎีกา 5376/2560 ประชุมใหญ่ ว่า การชำระดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 411 ดังนั้น เมื่อชำระไปแล้วไม่มีสิทธิเรียกคืน

แม้ทั้งสองคดี จะให้เหตุผลในหลักกฎหมายต่างกัน แต่ผลสุดท้ายไม่ต่างกัน คดีหนึ่งถือว่ามีสิทธิได้คืน โดยเอาไปหักกับเงินต้น แต่อีกคดีถือว่าไม่มีสิทธิได้คืน แต่ก็ให้เอาไปหักกับเงินต้นเช่นเดียวกัน

ความเห็น
ถ้าถือว่ามีสิทธิได้คืน เพราะไม่ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ปัญหาจะซับซ้อนขึ้นถ้าปรากฏว่า จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ไปเกินกว่าต้นเงินที่โจทก์ควรจะได้รับชำระ เพราะเมื่อไม่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ จำเลยก็ควรมีสิทธิได้คืน กลับกลายเป็นว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเพื่อเรียกเงินส่วนเกินนั้น

แต่ถ้าตัดสินว่า เป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องห้ามตามมาตรา 411 ก็เท่ากับจำเลยไม่มีสิทธิได้รับคืนส่วนที่เกิน แต่จำเลยก็มีสิทธิกลาย ๆ เพราะศาลให้นำไปหักออกจากเงินต้น จึงเสมือนหนึ่งย้ายจากการชำระดอกเบี้ยเป็นการชำระต้นเงินแทน แต่ปัญหาก็ซับซ้อนขึ้นทำนองเดียวกัน คือ กรณีจำเลยชำระไปเกินกว่าต้นเงิน เมื่อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิเรียกคืน เงินต้นส่วนที่เกินก็ยังตกเป็นประโยชน์ของโจทก์อยู่ต่อไป

ถ้าแบบนี้ ก็ยังคงเป็นข้อกฎหมายที่เอื้อให้นายทุนเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เพราะถ้าถูกฟ้องแล้วเรื่องแดงก็แค่ไม่ได้ดอกเบี้ย แต่ต้นเงินก็ยังคงได้รับอยู่ และมีโอกาสที่จะได้กำไรจากดอกเบี้ยที่ชำระไว้เกินต้นเงินอีกด้วย บางท่านอาจเห็นว่า การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามีโทษจำคุกด้วย จะคุ้มหรือ อันนี้จริงและน่าคิดต่อว่า แล้วทำไมยังมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรากันทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งที่มีโทษจำคุกค้ำคออยู่

หรือเราควรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ ให้เงินดอกเบี้ยส่วนเกินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ฝากไว้ให้คิด

4. โจทก์อ้างพยานในสัญญากู้ในบัญชีระบุพยาน แต่ไม่ได้นำมาสืบในชั้นศาล
ศาลฎีกา ฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า เป็นพิรุธที่ไม่นำพยานที่โจทก์อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์มาสืบ โดยไม่อ้างเหตุขัดข้อง โดยโจทก์เบิกความปากเดียวว่า พยานในสัญญากู้ทั้งสองคนไม่ได้รู้เห็นขณะโจทก์ส่งมอบเงินกู้ให้จำเลย แต่โจทก์เรียกให้พยานทั้งสองลงชื่อเป็นพยานในสัญญาในภายหลัง หลังโจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เรียบร้อยแล้ว และจำเลยเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า หากเป็นเช่นนี้จริง พยานทั้งสองก็น่าจะเบิกความยืนยันได้ว่า โจทก์กรอกสัญญากู้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา ทำให้ศาลฎีกาเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์มากรอกสัญญาในภายหลัง

ความเห็น
การยื่นบัญชีระบุพยานนั้น เป็นสิทธิของคู่ความที่จะระบุผู้เกี่ยวข้องคนใดเป็นพยานก็ได้ และแม้จะระบุไว้ เมื่อถึงเวลาก็อาจจะเลือกนำพยานบางปากมาสืบพยานก็ได้ ดังนั้น ในทางปฏิบัติทนายจึงมักจะระบุพยานเผื่อเอาไว้ เพราะไม่แน่ว่า เมื่อถึงวันสืบพยานจริง ๆ พยานบางปากอาจติดขัดและไม่สามารถมาเบิกความที่ศาลได้ ก็จะได้เปลี่ยนไปนำพยานปากอื่นที่ระบุพยานไว้แล้วมาสืบแทนได้ คำพิพากษาคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบุพยานไว้แล้วแต่ไม่นำมาสืบแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธของโจทก์ การระบุพยานในบัญชีพยานจึงอาจต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น

บันทึกไว้ 16 พฤศจิกายน 2564

อนุสนธิจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1492/2563

เรื่องย่อ จำเลยกู้เงินโจทก์ 20,000 บาท โจทก์เอาสัญญาเปล่าที่กรอกเฉพาะตัวเลขจำนวนที่กู้ไว้มาให้จำเลยลงชื่อ ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีเพราะจำเลยผิดสัญญา สัญญาที่นำมาฟ้องนั้น ปรากฏว่ามีการแก้ไขจำนวนที่กู้เป็น 150,000 บาท และเห็นว่า จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปเกินกว่าจำนวนที่กู้ที่แท้จริงแล้ว

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้อง

ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจ

1. สัญญากู้ปลอม และภาระการพิสูจน์
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาปรากฏร่องรอยการแก้ไขอย่างชัดเจน และฟังว่าโจทก์แก้ไขโดยจำเลยไม่ได้รู้เห็นด้วย สัญญากู้จึงเป็นสัญญากู้ปลอม
จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ปลอม โดยยอมรับว่าได้ลงชื่อในสัญญากู้พิพาทจริง
การต่อสู้ว่าปลอม ต้องต่อสู้ให้ชัดเจนว่า ปลอมในส่วนใด บางส่วนหรือทั้งหมด คดีนี้เท่ากับต่อสู้ว่าปลอมจำนวนเงินที่กู้ โดยจำเลยยอมรับว่ากู้เพียง 20,000 บาทเท่านั้น การต่อสู้ว่าปลอมเท่ากับการต่อสู้ว่าสัญญากู้ใช้บังคับไม่ได้ ไม่มีการทำสัญญากู้กันจริงตามสัญญานั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกู้เงิน 150,000 บาท แต่จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกโจทก์

2. สัญญาปลอมใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้หรือไม่
เมื่อสัญญากู้ตกเป็นโมฆะเพราะเหตุปลอม เท่ากับสัญญาดังกล่าวไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ดี คดีนี้ จำเลยยอมรับว่าได้กู้เงินจากโจทก์จริง 20,000 บาท ศาลฎีกาจึง วางหลักกฎหมายว่า “...น่าเชื่อว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 20,000 บาท แต่ภายหลังมีการแก้ไขจำนวนเงินเป็น 150,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม หนังสือสัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอม แต่ก็หาใช่ว่าจะใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเพื่อฟ้องร้องไม่ได้เสียทั้งหมด (ศาลอุทธรณ์เห็นต่างว่า สัญญากู้เสียไปทั้งหมด ใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมไม่ได้) ยังคงใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดตามจำนวนที่ถูกต้องก่อนการแก้ไขได้

ความเห็น
โจทก์มาศาลด้วยมือที่ไม่สะอาด ด้วยการปลอมสัญญากู้ แนวคำวินิจฉัยเดิมที่ผ่านมาจึงให้ถือว่าสัญญาปลอมและใช้บังคับไม่ได้ เพื่อเป็นบทลงโทษโจทก์ที่ไม่สุจริต การที่ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยให้ยังคงบังคับตามจำนวนเงินที่กู้กันที่แท้จริงได้อยู่ต่อไป จึงอาจเท่ากับสนับสนุนให้ผู้ให้กู้ปลอมแปลงสัญญาให้สูงขึ้น เพราะแม้ศาลจะไม่เชื่อว่ากู้กันตามที่แก้จริง ก็ยังคงบังคับตามจำนวนที่แท้จริงได้อยู่ เรียกว่า ไม่มีขาดทุน มีแต่เสมอตัวหรือได้กำไร (หากศาลเชื่อว่ากู้กันตามจำนวนที่ถูกแก้จริง)

3. โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน จึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ แต่ยังคงเรียกเงินต้นคืนได้ เพราะเป็นส่วนที่แยกออกได้จากดอกเบี้ย แต่เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลย แต่จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปแล้ว จึงต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระไปหักออกจากเงินต้น เมื่อจำนวนเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์สูงกว่าเงินต้นที่กู้แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ข้อกฎหมาย ศาลนำดอกเบี้ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหักจากเงินที่จำเลยกู้โจทก์
การชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องชำระ หรือชำระไปโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ผู้ชำระไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนได้ ตามหลักลาภมิควรได้ ปพพ.มาตรา 407, 411 ดังนั้น การที่ศาลให้นำเงินที่จำเลยชำระไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายมาหักออกจากเงินต้น ถือได้หรือไม่ว่าเป็นการที่จำเลยเรียกคืนเงินนั้นจากโจทก์ได้ และนำมาหักกลบกับเงินต้นที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์

ในประเด็นนี้ ปัจจุบันศาลฎีกาได้กลับหลักกฎหมายเดิม และวางหลักกฎหมายใหม่ว่า การที่ผู้กู้ชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ปพพ. มาตรา 407 (ดูฎีกา 2131/2560 และฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้อง) ดังนั้น เท่ากับจำเลยมีสิทธิเรียกเงินส่วนที่ชำระไปแล้วคืนได้ ศาลจึงนำไปหักกลบกับหนี้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์ได้

ปัญหาต่อมาคือ การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยไปเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม ปพพ. มาตรา 411 หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่กล่าวไปแล้ว วินิจฉัยตามมาตรา 407 ซึ่งกลับหลักเดิมที่เคยตัดสินไว้ว่า เงินที่ชำระดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ไม่มีสิทธิเรียกคืน แต่ฎีกา 2131/2560 ก็ไม่ได้วินิจฉัยตาม มาตรา 411 แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ใน ฎีกา 5376/2560 ประชุมใหญ่ ว่า การชำระดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 411 ดังนั้น เมื่อชำระไปแล้วไม่มีสิทธิเรียกคืน

แม้ทั้งสองคดี จะให้เหตุผลในหลักกฎหมายต่างกัน แต่ผลสุดท้ายไม่ต่างกัน คดีหนึ่งถือว่ามีสิทธิได้คืน โดยเอาไปหักกับเงินต้น แต่อีกคดีถือว่าไม่มีสิทธิได้คืน แต่ก็ให้เอาไปหักกับเงินต้นเช่นเดียวกัน

ความเห็น
ถ้าถือว่ามีสิทธิได้คืน เพราะไม่ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ ปัญหาจะซับซ้อนขึ้นถ้าปรากฏว่า จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ไปเกินกว่าต้นเงินที่โจทก์ควรจะได้รับชำระ เพราะเมื่อไม่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ จำเลยก็ควรมีสิทธิได้คืน กลับกลายเป็นว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเพื่อเรียกเงินส่วนเกินนั้น

แต่ถ้าตัดสินว่า เป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องห้ามตามมาตรา 411 ก็เท่ากับจำเลยไม่มีสิทธิได้รับคืนส่วนที่เกิน แต่จำเลยก็มีสิทธิกลาย ๆ เพราะศาลให้นำไปหักออกจากเงินต้น จึงเสมือนหนึ่งย้ายจากการชำระดอกเบี้ยเป็นการชำระต้นเงินแทน แต่ปัญหาก็ซับซ้อนขึ้นทำนองเดียวกัน คือ กรณีจำเลยชำระไปเกินกว่าต้นเงิน เมื่อวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิเรียกคืน เงินต้นส่วนที่เกินก็ยังตกเป็นประโยชน์ของโจทก์อยู่ต่อไป

ถ้าแบบนี้ ก็ยังคงเป็นข้อกฎหมายที่เอื้อให้นายทุนเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เพราะถ้าถูกฟ้องแล้วเรื่องแดงก็แค่ไม่ได้ดอกเบี้ย แต่ต้นเงินก็ยังคงได้รับอยู่ และมีโอกาสที่จะได้กำไรจากดอกเบี้ยที่ชำระไว้เกินต้นเงินอีกด้วย บางท่านอาจเห็นว่า การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามีโทษจำคุกด้วย จะคุ้มหรือ อันนี้จริงและน่าคิดต่อว่า แล้วทำไมยังมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรากันทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งที่มีโทษจำคุกค้ำคออยู่

หรือเราควรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งฯ ให้เงินดอกเบี้ยส่วนเกินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ฝากไว้ให้คิด

4. โจทก์อ้างพยานในสัญญากู้ในบัญชีระบุพยาน แต่ไม่ได้นำมาสืบในชั้นศาล
ศาลฎีกา ฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า เป็นพิรุธที่ไม่นำพยานที่โจทก์อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์มาสืบ โดยไม่อ้างเหตุขัดข้อง โดยโจทก์เบิกความปากเดียวว่า พยานในสัญญากู้ทั้งสองคนไม่ได้รู้เห็นขณะโจทก์ส่งมอบเงินกู้ให้จำเลย แต่โจทก์เรียกให้พยานทั้งสองลงชื่อเป็นพยานในสัญญาในภายหลัง หลังโจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เรียบร้อยแล้ว และจำเลยเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า หากเป็นเช่นนี้จริง พยานทั้งสองก็น่าจะเบิกความยืนยันได้ว่า โจทก์กรอกสัญญากู้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา ทำให้ศาลฎีกาเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์มากรอกสัญญาในภายหลัง

ความเห็น
การยื่นบัญชีระบุพยานนั้น เป็นสิทธิของคู่ความที่จะระบุผู้เกี่ยวข้องคนใดเป็นพยานก็ได้ และแม้จะระบุไว้ เมื่อถึงเวลาก็อาจจะเลือกนำพยานบางปากมาสืบพยานก็ได้ ดังนั้น ในทางปฏิบัติทนายจึงมักจะระบุพยานเผื่อเอาไว้ เพราะไม่แน่ว่า เมื่อถึงวันสืบพยานจริง ๆ พยานบางปากอาจติดขัดและไม่สามารถมาเบิกความที่ศาลได้ ก็จะได้เปลี่ยนไปนำพยานปากอื่นที่ระบุพยานไว้แล้วมาสืบแทนได้ คำพิพากษาคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบุพยานไว้แล้วแต่ไม่นำมาสืบแสดงให้เห็นถึงข้อพิรุธของโจทก์ การระบุพยานในบัญชีพยานจึงอาจต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น

บันทึกไว้ 16 พฤศจิกายน 2564

ที่อยู่


Bangkok
10500
Bangkok มหาวิทยาลัยอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
Yamikumoz Photography Yamikumoz Photography
Bangkok, 10330

รับงานถ่ายรูปรับปริญญา งานพอร์ทเทรตหมู่คณะ

Decorative Arts, Silpakorn University Decorative Arts, Silpakorn University
Silpakorn University
Bangkok, 10200

The Official Fan Page of Decorative Arts Faculty, Silpakorn University

โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาลศิริร โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาลศิริร
โรงพยาบาลศิริราช ตึกอดุลยเดชวิกรมชั้น 6
Bangkok, 10700

โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล ศิริราช http://www.si.mahidol.ac.th/Th/division/nursing/NDivision/N_AN/

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยสยาม
Bangkok, 10160

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

Chula Ambassador Chula Ambassador
Bangkok, 10330

ทูตกิจกรรมประจำงาน จุฬาฯ Expo 2017 (Chula Ambassador)

IE คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยา IE คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยา
282 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก
Bangkok, 10240

ประกาศรับสมัครนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเอ สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเอ
ชั้นใต้ดิน ตึกอธิการบดี
Bangkok, 10160

สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธุ สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธุ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
Bangkok, 10210

สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประจำปีการศึกษา 2556 Student Union of Dhurakij Pundit University 2013

สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโ สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโ
190th Anniversary King Mongkut's Memorial Bldg
Bangkok, 10140

พิทักษ์ผลประโยชน์ เป็นสื่อกลางนักศึกษา พัฒนางานกิจกรรม ด้วยความยุติธรรมและโปร่งใส

MED RSU Cheerleader MED RSU Cheerleader
College Of Medicine
Bangkok, วิทยาลัยแพทยศาสตร์

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของผู้นำเชียร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้ทางเพจนี้เลยค่ะ/ครับ :)

RBAC RBAC
306 Soi Ladprao 107, Klong Jan, Bang Kapi, 10240
Bangkok