Tbvmag.com
the best variety magazine
ติดต่อลงข่าว Tbvmag.com
[email protected]
สมศักดิ์ กาญจนทิพย์ขจร
0614696395
“อแมนด้า ออบดัม”แต่งนางสงกรานต์สวยงาม ขึ้นเสลี่ยง ขบวนยิ่งใหญ่ ชิมช้อปตลาด “A fair”อร่อยเกรดเอ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
ต้อนรับวันสงกรานต์ ผู้จัด พี่เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร จัดใหญ่จัดเต็มอีกแล้ว เนรมิตนางสงกรานต์แสนสวย อแมนด้า ออบดัม ขึ้นเสลี่ยง เดินแห่รอบงาน ขบวนยิ่งใหญ่ ผู้คนแห่ดูความสวยของขบวนอย่างเนืองแน่น ในงานตลาด “A fair อร่อยเกรดเอ by A Supachai” ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดกัน ระหว่างวันที่ 4-19 เมษายนนี้ ณ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ลานโปรโมชั่น ชั้น B โดยมีร้านค้ากว่า 150 ร้าน หลากหลายของอร่อยทั้งคาวหวานที่คัดสรรกันมาแล้วทุกร้าน มีทั้งร้านค้าดารา ร้านดัง ร้านกระแส เช่น ครัวบ้านเอ, เคนภูปัง ของพี่เคน ภูภูมิ, คนมีน้ำยา และกุ้งแช่ ของตั๊กแตน ชลดา, ข้าวเกรียบอะไรซ์ ของนิว นภัสสร, Two Be Tea ของโซล-โมเน่ และอีกมากมายหลายร้านมาก ที่สำคัญงานครั้งนี้มีความพิเศษหลากหลายมาก ชวนทัพดารานักแสดงกันมามากมาย พร้อมกิจกรรมทุกอย่าง เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน กิน ช้อป เที่ยวแบบเต็มอิ่ม ฉลองเปิดสงกรานต์ และปิดท้ายสงกรานต์ วันปีใหม่ไทยกันไปเลย
โดย พี่เอ ศุภชัย เปิดใจอีกครั้งในงานว่า
“พี่เอ ดีใจมากเลยค่ะ ได้แห่นางสงกรานต์ในงานตลาดเอแฟร์ด้วย อแมนด้า สวยงามมาก ขบวนแห่สวยงาม ทุกคนชมเลย คนมาดูกันตลาดแตกเลยค่ะ งานตลาดครั้งนี้คึกคักมาก แล้วยังไม่หมดแค่นี้นะคะ กิจกรรมยังมีตลอด อย่างวันที่ 11 เมษา แก๊งค์นักร้องยุค90 นำโดย ยุ้ย ปัทมวรรณ-ฝันดีฝันเด่น-จอย ทีสเกิ๊ต ก็มาร้องเพลงให้ฟัง 12 เมษา มีมินิคอนเสิร์ตของ ตั๊กแตน ชลดา แล้ว 18 เมษา กัน นภัทร มาร้องเพลงให้ฟังอีก อาจจะมีนางสงกรานต์อีก ต้องมากันเลยค่ะ ยังมีอีกหลายคนมากๆ เรียกว่ากิจกรรมมีทุกวัน มางานเอแฟร์ของพี่เอแล้วคุ้มค่ามาก ได้ช้อป ชิม ร่วมกิจกรรมสนุก ฟังเพลงอีก ไม่มาไม่ได้แล้วค่ะ”พี่เอกล่าวทิ้งท้าย
ย้ำเลยว่ามาตลาด“A fair อร่อยเกรดเอ by ASupachai” ไม่ผิดหวังแน่นอน งานยังจัดกันตั้งแต่วันนี้ถึง 19 เมษายนนี้ ณ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต มาฉลองสงกรานต์ด้วยกัน
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
11/04/2026
“อแมนด้า ออบดัม”แต่งนางสงกรานต์สวยงาม ขึ้นเสลี่ยง ขบวนยิ่งใหญ่ ชิมช้อปตลาด “A fair”อร่อยเกรดเอ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
ต้อนรับวันสงกรานต์ ผู้จัด พี่เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร จัดใหญ่จัดเต็มอีกแล้ว เนรมิตนางสงกรานต์แสนสวย อแมนด้า ออบดัม ขึ้นเสลี่ยง เดินแห่รอบงาน ขบวนยิ่งใหญ่ ผู้คนแห่ดูความสวยของขบวนอย่างเนืองแน่น ในงานตลาด “A fair อร่อยเกรดเอ by A Supachai” ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดกัน ระหว่างวันที่ 4-19 เมษายนนี้ ณ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ลานโปรโมชั่น ชั้น B โดยมีร้านค้ากว่า 150 ร้าน หลากหลายของอร่อยทั้งคาวหวานที่คัดสรรกันมาแล้วทุกร้าน มีทั้งร้านค้าดารา ร้านดัง ร้านกระแส เช่น ครัวบ้านเอ, เคนภูปัง ของพี่เคน ภูภูมิ, คนมีน้ำยา และกุ้งแช่ ของตั๊กแตน ชลดา, ข้าวเกรียบอะไรซ์ ของนิว นภัสสร, Two Be Tea ของโซล-โมเน่ และอีกมากมายหลายร้านมาก ที่สำคัญงานครั้งนี้มีความพิเศษหลากหลายมาก ชวนทัพดารานักแสดงกันมามากมาย พร้อมกิจกรรมทุกอย่าง เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน กิน ช้อป เที่ยวแบบเต็มอิ่ม ฉลองเปิดสงกรานต์ และปิดท้ายสงกรานต์ วันปีใหม่ไทยกันไปเลย
โดย พี่เอ ศุภชัย เปิดใจอีกครั้งในงานว่า
“พี่เอ ดีใจมากเลยค่ะ ได้แห่นางสงกรานต์ในงานตลาดเอแฟร์ด้วย อแมนด้า สวยงามมาก ขบวนแห่สวยงาม ทุกคนชมเลย คนมาดูกันตลาดแตกเลยค่ะ งานตลาดครั้งนี้คึกคักมาก แล้วยังไม่หมดแค่นี้นะคะ กิจกรรมยังมีตลอด อย่างวันที่ 11 เมษา แก๊งค์นักร้องยุค90 นำโดย ยุ้ย ปัทมวรรณ-ฝันดีฝันเด่น-จอย ทีสเกิ๊ต ก็มาร้องเพลงให้ฟัง 12 เมษา มีมินิคอนเสิร์ตของ ตั๊กแตน ชลดา แล้ว 18 เมษา กัน นภัทร มาร้องเพลงให้ฟังอีก อาจจะมีนางสงกรานต์อีก ต้องมากันเลยค่ะ ยังมีอีกหลายคนมากๆ เรียกว่ากิจกรรมมีทุกวัน มางานเอแฟร์ของพี่เอแล้วคุ้มค่ามาก ได้ช้อป ชิม ร่วมกิจกรรมสนุก ฟังเพลงอีก ไม่มาไม่ได้แล้วค่ะ”พี่เอกล่าวทิ้งท้าย
ย้ำเลยว่ามาตลาด“A fair อร่อยเกรดเอ by ASupachai” ไม่ผิดหวังแน่นอน งานยังจัดกันตั้งแต่วันนี้ถึง 19 เมษายนนี้ ณ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต มาฉลองสงกรานต์ด้วยกัน
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
08/04/2026
ธนาคารกสิกรไทย
Bank of the Year 2026
วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนเมษายน 2569 ประกาศผลการจัดอันดับ ธนาคารแห่งปี 2569 Bank of the Year 2026 โดยใช้ผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ 12 แห่ง ในรอบปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2568 มาพิจารณาจัดอันดับ ปรากฏว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ครองแชมป์ธนาคารแห่งปี 2569
โดยธนาคารกสิกรไทยสามารถโชว์ผลประกอบการที่โดดเด่น มีรายได้รวมในปี 2568 สูงเป็นอันดับ 1 ของระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดที่ 251,100.47 ล้านบาท สามารถสร้างผลกำไรสุทธิสูงเป็นดับ 1 รวม 49,564.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 966.64 ล้านบาท หรือ 1.99% และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 20.63 บาท สูงเป็นอันดับ 2
ด้านความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน ธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) สูงถึง 20.35% แบ่งเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 อยู่ที่ 18.38% และเงินกองทุนขั้นที่ 2 อยู่ที่ 1.97% และมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 162.75%
สำหรับปี 2569-2571 ธนาคารมุ่งยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” โดยปรับบทบาทของธนาคารสู่การเป็นพันธมิตรที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการ และลูกค้าธุรกิจ รวมทั้งพัฒนาบริการให้ครอบคลุมทุกมิติที่ลูกค้าต้องการ ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเงิน คำปรึกษาทางธุรกิจ และบริการสนับสนุนในช่องทางดิจิทัล โดยมุ่งออกแบบประสบการณ์ที่ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างต่อเนื่องทุกช่องทาง
ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ธนาคารยังดำเนินยุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ต่อเนื่องจากปี 2568 ประกอบด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ (Reinvigorate Credit Performance) ธนาคารกำหนดยุทธศาสตร์การยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ โดยเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่านแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกันทั้งในกลุ่มลูกค้าเดิมและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ ธนาคารยังมุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำผ่านการจัดสรรวงเงินสินเชื่อที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการปล่อยสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ยุทธศาสตร์ที่ 2 มุ่งเน้นการขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียม (Scale Capital-Lite Fee Income Businesses) ธนาคารมุ่งเน้นการขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียม ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนและประกันที่ตรงความต้องการของลูกค้า ร่วมกับการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและประเทศในภูมิภาคที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการชำระเงิน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางต่างๆ ของธนาคาร ในการส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าและมีประสิทธิภาพ (Strengthen and Pioneer Sales and Service Models to Deliver Value-based Results) ธนาคารมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทุกช่องทางบริการของธนาคาร เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในการเข้าถึงบริการของธนาคารได้อย่างไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital-First) และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ภายใต้การบริหารต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม
ยุทธศาสตร์ +1 การแสวงหารายได้ใหม่ทั้งในระยะกลางและระยะยาว (New Revenue Creation for Medium and Long Term) ธนาคารมีนโยบายสำรวจโอกาสทางธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้ใหม่ภายใต้การจัดการความเสี่ยงที่รัดกุมผ่านหน่วยธุรกิจสำคัญ ดังนี้
การขยายตลาดใหม่ในกลุ่มลูกค้าฐานรากและกลุ่มที่เข้าถึงบริการของธนาคารได้จำกัด ผ่านการลงทุนของ บริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด (KIV) ในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้สินเชื่อ ให้บริการการชำระเงิน และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าบุคคลและลดต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต
การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำแห่งภูมิภาค (Regional Business) โดยสร้างช่องทางการเข้าถึงตลาดลูกค้าต่างประเทศในสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมกับนำเสนอบริการที่รองรับการทำธุรกรรมและธุรกิจข้ามประเทศของลูกค้า
การพัฒนานวัตกรรมสำหรับอนาคต (Innovation for Future Growth) ต่อยอดจากธุรกิจธนาคารแบบเดิม โดยมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อยกระดับการเติบโตและเป็นแหล่งรายได้ใหม่
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวนโยบายและมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของธนาคารมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
08/04/2026
วิสกัส® ฉลองความรักเหล่าทาสแมวไทย เปิดตัวประติมากรรม ‘Lucky Cat’ สูง 10 เมตรใจกลางกรุง
ตอกย้ำความสำคัญของโภชนาการแมวที่ครบถ้วนและสมดุล
ผลวิจัยใหม่เผย 7 ใน 10 ของคนเลี้ยงแมวเชื่อว่า “สุขภาพดี” คือเคล็ดลับของชีวิตที่โชคดี
จากซ้าย-ขวา: เอิร์ท พิรพัฒน์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร,
ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, มิกซ์ สหภาพ
จากผลการศึกษาล่าสุด WHISKAS® Purr Study โดยสำรวจกลุ่มผู้เลี้ยงแมวในประเทศไทยกว่า 2,000 คน เมื่อเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนไทยที่มีต่อแมว โดย 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยมองว่าแมวคือสมาชิกอันเป็นที่รักของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม มีเพียง 17% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยที่รู้สึกว่ามีความรู้เกี่ยวกับโภชนาการแมวอย่างดี ในขณะที่ 39% ของผู้เลี้ยงแมวในไทยยอมรับว่ารู้สึกสับสนจากข้อมูลและคำแนะนำด้านโภชนาการที่ขัดแย้งกัน
เพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญของโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล วิสกัส® จัดงานเปิดตัวประติมากรรม Lucky Cat สูง 10 เมตร ณ สยามสแควร์ กรุงเทพฯ เพื่อให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงสนุกสนานไปกับการเรียนรู้เรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของแมว
กรุงเทพฯ, 3 เมษายน 2569 – วิสกัส® ผู้นำระดับโลกด้านโภชนาการสำหรับแมว เปิดตัวแคมเปญเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโภชนาการแมวอย่างมีความรับผิดชอบ โดยไฮไลต์สำคัญคือ ประติมากรรม Lucky Cat สูง 10 เมตร ที่โดดเด่นสะดุดตาใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “แมวที่มีสุขภาพดี คือแมวที่โชคดี” โดยแคมเปญนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารข้อความที่เรียบง่ายว่า โชคที่แท้จริงของแมว มาจากสุขภาพและความสุขที่เกิดจากโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการทางชีวภาพของแมว
แคมเปญนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจัยล่าสุดที่จัดทำขึ้นโดยแบรนด์ วิสกัส® ซึ่งเผยให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญด้านความรู้ความเข้าใจของเจ้าของแมวในประเทศไทย โดยพบว่า 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยมองว่าแมวคือสมาชิกอันเป็น ที่รักของครอบครัว และยังช่วยเยียวยาความเครียด (54%) และเติมเต็มความสุข (52%) ให้กับชีวิต ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่าผู้เลี้ยงแมวจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าควรดูแลแมวอย่างไรจึงจะดีที่สุด งานวิจัยระบุว่า 60% ของผู้เลี้ยงแมวหันไปค้นหาคำแนะนำด้านโภชนาการผ่านโซเชียลมีเดีย และ 39% ยอมรับว่ารู้สึกสับสนจากข้อมูลที่ขัดแย้งกัน โดย 36% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยระบุว่ากังวลเกี่ยวกับสุขภาพของแมว
เพื่อเฉลิมฉลองความรักที่มีต่อแมวในประเทศไทย และเน้นย้ำความสำคัญของโภชนาการสำหรับแมว วิสกัส® ได้เปิดตัวประติมากรรม วิสกัส® แมวนำโชค (WHISKAS® Lucky Cat) สูง 10 เมตร โดยมีนักแสดงดูโอ้ขวัญใจมหาชน และทาสแมวตัวจริงอย่าง มิกซ์ สหภาพ และ เอิร์ท พิรพัฒน์ มาร่วมสร้างสีสัน โดยจะเปิดให้เข้าชมเป็นเวลา 2 วัน
ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เราเห็นแนวโน้มเทรนด์ที่เพิ่มขึ้นของสัตว์เลี้ยงจากทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะแมว ถูกมองว่าเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัวมากยิ่งขึ้น เมื่อความผูกพันนี้แน่นแฟ้นขึ้น ผู้เลี้ยงสัตว์จำนวนมากก็ยิ่งมองหาแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลแมวของตน อย่างไรก็ตาม ปริมาณข้อมูลจำนวนมากบนโลกออนไลน์อาจ ทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์แยกแยะได้ยากว่าแหล่งข้อมูลใดเชื่อถือได้
ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจเพ็ทแคร์ ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงกว่า 455 ล้านตัวทั่วโลก พร้อมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เชิงลึกทั้งด้านโภชนาการสำหรับสุนัขและแมว มาร์ส มีบทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่าการพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายสินค้า เรามองว่าบทบาทของเรา คือการช่วยยกระดับความตระหนักรู้ของผู้เลี้ยงสัตว์เกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของ สัตว์เลี้ยง
การเปิดตัวแคมเปญประติมากรรม วิสกัส® แมวนำโชค (WHISKAS® Lucky Cat) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการช่วยให้ผู้เลี้ยงแมวเข้าใจด้านโภชนการของแมว เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจควบคู่ไปกับการเน้นย้ำถึงความสำคัญ และคุณประโยชน์ของโภชนาการที่เชื่อถือได้บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น แมววิสกัส® จึงเป็นแมวที่โชคดีเพราะได้รับโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล 100% ซึ่งช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุข และอาจมีชีวิตที่โชคดีมากขึ้น”
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นหนึ่งในเมืองชั้นนำ ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งสัตว์เลี้ยงและผู้คนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข เรายังมุ่งมั่นส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ผ่านการดูแลเอาใจใส่ที่เหมาะสม ทั้งในด้านโภชนาการและสุขภาวะที่ดี และในวันนี้ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่กรุงเทพฯ ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดแสดง ‘วิสกัส® แมวนำโชค’ ครั้งแรกของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่คนรักสัตว์ชาวไทยมีให้กับเหล่าน้องแมว 'แมวนำโชค' คือแมวที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และได้รับโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุข และพร้อมที่จะสร้างความสุขให้กับชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร"
ประติมากรรม วิสกัส® แมวนำโชค (WHISKAS® Lucky Cat) ใจกลางกรุงเทพฯ เปิดโอกาสให้ทั้งผู้เลี้ยงแมวและคนทั่วไปได้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์กับกิจกรรมยิ่งใหญ่สุดตระการตา พร้อมสนุกกับเกมแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ และลุ้นรับของรางวัลมากมาย รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารแมวจากแบรนด์ วิสกัส® เป็นเวลา 1 ปี การสร้างประสบการณ์ที่สนุกและน่าสนใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เลี้ยงแมวได้เรียนรู้ถึงบทบาทสำคัญของโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุลต่อสุขภาพและ ความเป็นอยู่ที่ดีของแมว
ประติมากรรมดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมในวันที่ 3 – 4 เมษายน 2569 ณ สยามสแควร์ ซอย 3 กรุงเทพฯ โดยเชิญชวนคนรักแมวและประชาชนทั่วไปมาร่วมสัมผัสประสบการณ์พิเศษนี้
# # # #
หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
แคมเปญนี้ แบรนด์ วิสกัส® ต้องการส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงแมวแสดงความรักต่อแมวแสนรัก ไม่เพียงผ่านความเอาใจใส่และความผูกพันทางอารมณ์เท่านั้น แต่รวมถึงการเลือกโภชนาการอย่างรับผิดชอบที่เหมาะกับความต้องการทางชีวภาพของแมวด้วย แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ และต้องการสารอาหารเฉพาะ เช่น ทอรีน กรดอะมิโนจำเป็น วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งแตกต่างจากความต้องการทางโภชนาการของมนุษย์อย่างมาก อาหารปรุงเองในบ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเหล่านี้ได้ครบถ้วนเสมอไป การได้รับโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสนับสนุนสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวมของแมว แคมเปญ Whiskas® Lucky Cat จึงตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลให้แมวได้รับอาหารอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ
ระเบียบวิธีวิจัย:
การวิจัยนี้จัดทำโดย Censuswide จากกลุ่มตัวอย่างผู้เลี้ยงแมวในประเทศไทยจำนวน 2,002 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เก็บข้อมูลระหว่าง วันที่ 05/03/2569 - 10/03/2569 โดย Censuswide เป็นสมาชิกของ Market Research Society (MRS) และ British Polling Council (BPC) รวมถึงเป็นผู้ลงนามใน Global Data Quality Pledge และดำเนินการตามหลักจรรยาบรรณของ MRS และหลักการของ ESOMAR
เกี่ยวกับ MARS, INCORPORATED
Mars, Incorporated ดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อว่า โลกแบบที่เราอยากให้เป็นในวันพรุ่งนี้ เริ่มจากวิธีดำเนินธุรกิจของเราในวันนี้ ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่มีมูลค่ามากกว่า 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาร์สมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงชั้นนำและบริการด้านสัตวแพทย์ ที่สนับสนุนสัตว์เลี้ยงทั่วโลก รวมถึงผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารคุณภาพที่สร้างความพึงพอใจให้ผู้คนนับล้านใน ทุกๆ วัน มาร์สเป็นผู้ผลิตแบรนด์ชั้นนำที่ผู้บริโภคทั่วโลกรู้จักและชื่นชอบ อาทิ ROYAL CANIN®, PEDIGREE®, WHISKAS®, CESAR®, M&M’S®, SNICKERS®, Pringles®, Cheez-It® และ BEN’S ORIGINAL™ นอกจากนี้ เครือข่ายโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงระดับนานาชาติของมาร์ส ได้แก่ BANFIELD™, BLUEPEARL™, VCA™ และ ANICURA™ ครอบคลุมบริการด้านการป้องกัน การรักษาทั่วไป เฉพาะทาง และฉุกเฉิน ขณะที่ธุรกิจด้านการวินิจฉัยโรคสัตว์เลี้ยงระดับโลกอย่าง ANTECH® มอบขีดความสามารถด้านการวินิจฉัยที่ล้ำสมัย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาร์ส กรุณาเยี่ยมชม www.mars.com. และ Facebook, Instagram, LinkedIn, YouTube.
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
03/04/2026
บราเดอร์ พลิกโฉมโซลูชันสู่ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “At Your Side, Every Side of Life” พร้อมอยู่เคียงข้างในทุกมิติของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เชื่อมต่อโลกธุรกิจและชีวิตส่วนตัว ให้สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ยิ่งขึ้นในทุกช่วงเวลา สร้างนิยามใหม่ให้โลกการทำงานและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต
ด้วยโซลูชันผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้งานได้จริง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ยกระดับ “ประสบการณ์ของลูกค้า” ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น และสามารถเปลี่ยนไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ หรือความชื่นชอบส่วนตัวให้กลายเป็นโอกาสใหม่ ๆ ได้ในทุกวัน
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
03/04/2026
บิ๊กซี ยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับโลก เดินหน้าผนึกพันธมิตรธุรกิจในแคมเปญ
“ร้อนนี้ ต้องที่บิ๊กซี” ปลุกบรรยากาศจับจ่ายและการท่องเที่ยวรับซัมเมอร์ 2569
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เดินหน้าปลุกบรรยากาศความคึกคักทั่วประเทศรับเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ผ่านแคมเปญ “ร้อนนี้ ต้องที่บิ๊กซี” สะท้อนเสน่ห์และเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของบิ๊กซีในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการจับจ่ายและประสบการณ์ (Shopping Destination) ในช่วงไฮซีซันการท่องเที่ยวของประเทศไทย
โดยเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นหนึ่งในช่วงที่มีการเดินทางและการใช้จ่ายสูงสุดของปี เพื่อตอบรับความต้องการดังกล่าว บิ๊กซีได้คัดสรรสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์เล่นน้ำ และสินค้าเฉพาะเทศกาลสงกรานต์รวมกว่า 1,000 รายการ ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าในช่วงเทศกาล
แคมเปญดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันนี้ถึง 22 เมษายน 2569 ครอบคลุม บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและประสบการณ์การชอปปิงได้อย่างสะดวก ครบครัน และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในช่วงเทศกาล ท่ามกลางสภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน บิ๊กซีมุ่งนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในช่วงเทศกาล โดยคาดว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1,580.23 ล้านบาท หรือเติบโต 16.68% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อความคุ้มค่าที่บิ๊กซีมอบให้ลูกค้า
คุณวิภาดา ดวงรัตน์ กรรมการบริษัทและกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศไทยที่ได้รับความนิยมในระดับสากล บิ๊กซีจึงมุ่งมีส่วนร่วมในการสืบสานและต่อยอดเทศกาล ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่ผสานทั้งความสนุก ความคุ้มค่า และความเป็นไทย ในปีนี้ บิ๊กซีผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อยกระดับงาน ‘ร้อนนี้ ต้องที่บิ๊กซี’ ให้ครอบคลุมทั้งสินค้า บริการ และประสบการณ์ ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ พร้อมร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Summer Destination และสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของปี เพราะสงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาล แต่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทย”
ตลอดระยะเวลากิจกรรม บิ๊กซีพร้อมสร้างสีสันความคึกคักทั่วประเทศ ผ่านการยกระดับประสบการณ์การชอปปิงด้วยสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ 3 ต่อ เพื่อมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้า ดังนี้:
• คุ้มที่ 1: Special Price สินค้าราคาพิเศษตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
• สาดความสนุก: อุปกรณ์เล่นน้ำหลากหลายรูปแบบ ปืนฉีดน้ำเด็กเริ่มต้นเพียง 29 บาท ปืนฉีดน้ำขนาดใหญ่เริ่มต้น 259 บาท และสระน้ำเป่าลมเริ่มต้น 199 บาท
• อิ่มบุญ: ส่งเสริมงานบุญด้วยชุดสังฆทานคละแบบ เริ่มต้นเพียง 49 บาท
• แฟชั่นคลายร้อน: เสื้อสงกรานต์สำหรับผู้ใหญ่ ดีไซน์ทันสมัยเริ่มต้น 99 บาท
• สืบสานความเป็นไทย: อุปกรณ์รดน้ำดำหัวและเครื่องหอม เริ่มต้นเพียง 7 บาท
• คุ้มที่ 2: พิเศษเฉพาะสมาชิกบิ๊กพอยต์
• เมื่อชอปสินค้าทุกแผนกครบ 299 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์แลกซื้อเครื่องปั่นน้ำผลไม้ และพัดลมรุ่นยอดนิยมในราคาพิเศษสุด เพื่อความเย็นสบายตลอดฤดูกาล
• คุ้มที่ 3: ซื้อครบรับเพิ่ม (Premium Gift)
• รับฟรี! มาม่า (แพ็ค 6) ขนาด 55 กรัม เมื่อซื้อสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มและขนมมันฝรั่งที่ร่วมรายการ ครบ 299 บาท
• รับฟรี! เครื่องดื่ม โค้ก, แฟนต้า หรือสไปรท์ ขนาด 1 ลิตร 1 ขวด เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจาก แบรนด์ชั้นนำ อาทิ เทสโต, โดโซะ, ปาร์ตี้, แคมปัส หรือสยามโกลด์ทองม้วน ครบ 109 บาท
นอกจากนี้ บิ๊กซียังยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านการออกแบบพื้นที่ในสาขาให้สะท้อนเอกลักษณ์ ความเป็นไทยและบรรยากาศสงกรานต์ พร้อมจัดกิจกรรมสรงน้ำพระ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าชาวไทย และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
บิ๊กซีขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศความสุข ความสนุก และความชุ่มฉ่ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กับแคมเปญ “ร้อนนี้ ต้องที่บิ๊กซี” ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์
หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
03/04/2026
เบเยอร์ คว้ารางวัล CSR-DIW Award 2568 สะท้อนความมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
บริษัท เบเยอร์ จำกัด ตอกย้ำบทบาทองค์กรผู้นำนวัตกรรมสีที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดคว้ารางวัล CSR-DIW Award ประจำปี 2568 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สะท้อนการดำเนินธุรกิจที่ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
“เบเยอร์ไม่หยุดที่รางวัล ใช้ทุกก้าวเป็นหลักฐานของการลงมือทำ”
รางวัล CSR-DIW Award เป็นการประเมินตามมาตรฐาน มอก. 26001 ซึ่งครอบคลุม 7 มิติสำคัญของการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการ นับเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่สะท้อนศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในการเติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อโลกและสังคม
สำหรับเบเยอร์ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่ “ปลายทาง” แต่เป็น “checkpoint ของการพัฒนา” ที่ยืนยันแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบลงมือทำจริง (Action-driven Sustainability) มากกว่าการประกาศเจตนารมณ์
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสีและเคมีภัณฑ์ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค โดยเฉพาะโซลูชันที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งเน้น “การใช้งานได้จริง” ในชีวิตประจำวัน
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมสีที่ช่วยลดความร้อนในอาคาร ลดการใช้พลังงาน และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในทุกการใช้งาน สะท้อนแนวคิดที่ว่า
“นวัตกรรมต้องไม่จบที่สินค้า แต่ต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริงในวงกว้าง”
ดร.จารุรัตน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล กล่าวว่า
“สำหรับเบเยอร์ รางวัลไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงจุดสะท้อนของสิ่งที่เราทำมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าความยั่งยืนไม่สามารถเกิดจากคำประกาศ แต่ต้องเกิดจากการลงมือทำจริง และทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกนวัตกรรมที่เราพัฒนา ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสามารถส่งต่อคุณค่าให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริงในทุกการใช้งาน”
รางวัล CSR-DIW Award ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเครื่องการันตีในระดับองค์กร แต่ยังสะท้อนทิศทางระยะยาวของเบเยอร์ ในการสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
“เบเยอร์ไม่หยุดพัฒนา เพราะผลกระทบที่ดี ต้องถูกสร้างอย่างต่อเนื่อง”
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
03/04/2026
“ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เอ็กซ์โป 2026” เผยพฤติกรรมคนไทยหันรีโนเวทบ้านเพิ่มขึ้น
ดันยอดสินค้าตกแต่งบ้าน โตแรงรับต้นปี สะท้อนกระเป๋าคนไทยที่พร้อมจ่าย
เพื่อ Smart, Safe & Sustainable Living กว่าที่เคย
ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ที่กำลังก้าวผ่านจุดที่ยากลำบากและเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการซื้อบ้านใหม่ แต่ในทางกลับกัน ตลาดกลับพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุน เพื่อคุณภาพชีวิตภายในที่พักอาศัยเดิมมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดบ้านมือสองและการรีโนเวทปรับปรุงบ้าน กลายเป็นทางเลือกกระแสหลัก โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่บ้านมือสองมักตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เช่น ใจกลางเมืองหรือใกล้แหล่งสาธารณูปโภค และมีราคาที่ถูกกว่าบ้านสร้างใหม่ประมาณ 20% จึงเป็นทางออกสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อจำกัด สถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไปนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้มหกรรมสินค้าเพื่อบ้านระดับประเทศอย่าง “ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เอ็กซ์โป 2026” ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น และเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นกำลังซื้อและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน
ถอดรหัส 3 เมกะเทรนด์จากสินค้าขายดีในงาน ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เอ็กซ์โป 2026
มหกรรมในครั้งนี้สะท้อน 3 เมกะเทรนด์สำคัญที่เป็นหัวใจของตลาดอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยปี 2569 อย่างชัดเจน โดยนอกเหนือจากเทรนด์ของตลาดบ้านมือสองและที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีปัจจัยด้านโครงสร้างประชากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางสินค้า ดังนี้
1. Renovation & Second-hand Home ดีมานด์โตแรงแซงโค้ง การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ
เทรนด์การปรับปรุงบ้านมียอดดีมานด์พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรูปแบบประชากรและแนวทางในตลาดอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตาม โดยส่วนใหญ่เริ่มหันมาลงทุนกับคุณภาพชีวิตผ่านการซ่อมแซมและตกแต่งบ้านเดิม หรือรีโนเวทบ้านมือสองให้ตรงใจ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในบ้านมากแทนการซื้อบ้านใหม่ ส่งผลให้กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้างพื้นฐาน สินค้าตกแต่ง และโซลูชันซ่อมแซมบ้านมียอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นและเป็นสินค้าที่มียอดขายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ครัว ซิงค์ สินค้าก่อสร้างพื้นฐานอย่าง วัสดุประตู และอุปกรณ์ช่างและอุปกรณ์เพื่อการก่อสร้าง ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องนอน อีกหนึ่งสินค้าขายดีที่ช่วยให้บ้านเป็นพื้นที่พักผ่อนที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
2. Aging Society & Smart Living เปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่อัจฉริยะ ดูแลความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว ปัจจัยด้านประชากรกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นกว่า 28% ส่งผลให้สินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการกับกลุ่ม Aging Society และสินค้าที่ได้รับการออกแบบตามหลัก Universal Design จึงกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มสินค้าอุปกรณ์ห้องน้ำ ราวจับ พื้นลดแรงกระแทก ควบคู่กับสินค้าที่มีระบบ Smart Home อย่างระบบไฟอัตโนมัติ เพื่อเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่อัจฉริยะที่ดูแลชีวิตและความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน
3. Sustainability & Green Solution หัวใจสำคัญของบ้านยุคใหม่ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสินค้าที่มีแนวคิความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และฟังก์ชันด้านการประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องกรองน้ำ และโซลูชัน Solar Cell
บ้านเดิมที่ดีขึ้น กับเศรษฐกิจที่เติบโตตาม
นอกเหนือจากการตอบโจทย์ผู้บริโภคแล้ว กระแสการรีโนเวทบ้านมือสองที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2569 ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมา ช่างท้องถิ่น ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากดีมานด์การปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการรีโนเวทไม่ได้จบเพียงแค่การซื้อวัสดุ แต่ยังหมายถึงการจ้างแรงงาน การใช้บริการช่างติดตั้ง งานโครงสร้าง และงานตกแต่งภายใน ซึ่งล้วนเป็นห่วงโซ่รายได้ที่หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะในภาคค้าปลีก แต่กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน แบรนด์ไทยในกลุ่มเครื่องมือช่างและเคมีภัณฑ์ก่อสร้างหลายรายได้รับการตอบรับอย่างโดดเด่น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าภายในประเทศ และแนวโน้มที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาโซลูชันที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าได้อย่างมีศักยภาพ
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiwatsadu.com Facebook Fanpage : Thai Watsadu และไลน์ไอดี และ BnB home: www.bnbhome.com , Line : , Facebook: BnB home หรือ โทร. 1308
www.lifestylebynuch.net
tiktok.com/.lifestylebynuch
https://www.facebook.com/vip6395
https://www.facebook.com/Tbvnews?mibextid=ZbWKwL
https://www.facebook.com/profile.php?
https://www.facebook.com/share/18L3rgfuFe/
01/04/2026
SCGP จับมือ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด
ยกระดับบริการตรวจสอบสินค้าแบบครบวงจร เพิ่มความสะดวกให้ผู้ส่งออกไทย
บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP โดย กรัณย์ เตชะเสน ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กิจการ Healthcare Supplies ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด โดย ชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ ในการพัฒนาบริการทดสอบและตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการสำหรับสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร ปศุสัตว์และประมง เป็นต้น โดยบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหน่วยงานชั้นนำของประเทศด้านการตรวจสอบและวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ จะให้บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้า ขณะที่ SCGP จะนำความเชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์มาสนับสนุนการทดสอบและประเมินความเหมาะสม ครอบคลุมการทดสอบความทนทานของบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง การตรวจสอบความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร และการทดสอบการปนเปื้อนของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 17025 และข้อกำหนดของประเทศปลายทาง ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับการให้บริการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอาหารและบรรจุภัณฑ์ให้แก่ผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจร ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และสร้างความมั่นใจในการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
.net
#.lifestylebynuch
By Nuch
.com
01/04/2026
ททท. จัดเสวนา “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์”
ชูศักยภาพของวัฒนธรรมอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่านคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก
ภายในงานเสวนาดังกล่าว ททท. ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ ‘มิชลิน ไกด์’ มานานกว่า 9 ปี ได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็นบนเวทีเสวนา ได้แก่ นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เชฟ “แทน” ภากร โกสิยพงษ์ จาก ‘โกท’ ร้านอาหารรางวัล ‘หนึ่งดาวมิชลิน’ และ ‘ดาวมิชลิน รักษ์โลก’, เชฟ “โก๋” ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จาก ‘แก่น’ และ “กอล์ฟ” เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จาก ‘แก่นกรุง’ โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected
นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”
ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลจากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ‘มิชลิน ไกด์’ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารใน ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล
ทั้งนี้ อ้างอิงจากการศึกษา สำรวจ และรวบรวมผลการดำเนินงาน ประจำปี 2568 โดยบริษัท เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ ททท. ดำเนินการจัดจ้างในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา พบว่า รายได้ส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารในร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 รวมเป็นเงิน 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากปี 2567 (586.57 ล้านบาท) มูลค่าส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารจากการดำเนินโครงการ The MICHELIN Guide Thailand รวม 8 ปี (พ.ศ. 2561-2568) รวมทั้งสิ้น 3,182.4 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสนับสนุนโครงการรวม 8 ปี มีความคุ้มค่าถึง 14.7 เท่า
ผู้ร่วมเวทีเสวนารับเชิญทั้ง 3 ท่าน ซึ่งเป็นบุคลากรจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มทิศทางการดำเนินงานร้านอาหารในอนาคต, ระบบนิเวศอาหารไทย, ความสัมพันธ์กับเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่น, บทบาทของร้านอาหารที่มีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ
ในปี 2569 ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผ่านนโยบาย “ก้าวใหม่ท่องเที่ยวไทย” (Thailand Tourism Next) ที่เน้นการยกระดับสู่ความยั่งยืนตามแนวคิดการเน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” (Value over Volume) โดยวัฒนธรรมอาหารถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ‘มิชลิน ไกด์’ ยังคงเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายของ ททท. โดยช่วยตอกย้ำความเป็นเลิศและมาตรฐานสากลของวงการอาหารในประเทศไทยบนเวทีโลก
.net
#.lifestylebynuch
By Nuch
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10900