สถาบันธรรมวรรณศิลป์

สถาบันธรรมวรรณศิลป์

ตำแหน่งใกล้เคียง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวั
สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวั
อาคารสวัสดิการข้าราชการ อบจ.นนทบุรี ชั้น 6 ด้านหลังศาลากลางจังหวัดนนทบ, Nonthaburi
สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
38 อาคาร 4 ชั้น 5 สถาบันบำราศนรา
งูเหล็กพัทยา บริการแก้ไขและ
งูเหล็กพัทยา บริการแก้ไขและ
291/15 ซอย ติวานนท์ 24 ถนน ติวานนท์ ตำบล บางกระสอ อำเภอ เมืองนนทบุรี, Nonthaburi
ผลิตภัณฑ์จากชุมชน
ผลิตภัณฑ์จากชุมชน
11110
World Health Organization Thailand
World Health Organization Thailand
WHO Thailand, Office of the Permanent Secretary Building 3, 4th Fl., Ministry of Public Health, Tiwanon Road, Amphoe Muang Nonthaburi
มูลนิธิแพทย์ชนบท Rural Doctor Foundation
มูลนิธิแพทย์ชนบท Rural Doctor Foundation
88/20 อาคารสวนกีฬา ชั้น 2 ซอยสาธารณสุข 7 กระทรวงสาธารณสุข อ.เมืองนนทบุรี, Muang Nonta Buri
สภาการแพทย์แผนไทย
สภาการแพทย์แผนไทย
อาคาร 1 ชั้น 4 กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณส
BaanHanuman
BaanHanuman
Pak Kret, Koh Kret, Nonthaburi
สภาเด็กและเยาวชน อ.บางบัวทอง
สภาเด็กและเยาวชน อ.บางบัวทอง
สภาเด้กและเยาวชนอำเภอบางบัวทอง, Nonthaburi
สำนักงานกฎหมาย ธนกฤต สิทธิรา
สำนักงานกฎหมาย ธนกฤต สิทธิรา
81/23 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบ, Nonthaburi
ค่ายวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโน
ค่ายวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโน
อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (แจ้งวัฒนะ), Nonthaburi
TADI-Thai Association of Dental Implantology
TADI-Thai Association of Dental Implantology
โครงการ [email protected] (Zone G) เลขที่ 165/23 ถ.รามอินทรา แขวงอนุสาวรรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ
1 อ่านล้านตื่น
1 อ่านล้านตื่น
10210
Indonesia-Thai Chamber of Commerce - INTCC
Indonesia-Thai Chamber of Commerce - INTCC
19/246 Moo2 ChuanChuen Modus ChaengWattana Rd, Tambon Klongklur, Pakkred, Nonthaburi
กำลังใจให้น้อง ชมรมน้องรัก Goo
กำลังใจให้น้อง ชมรมน้องรัก Goo
55/247 ซ.งามวงศ์วาน32 ถ.งาทมวงศ์วาน ทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. 10210

ความคิดเห็น

ประกาศผลรางวัล ธรรมวรรณศิลป์ ครั้งที่ 11 ประเภทเรื่องสั้น หัวข้อ "สติ" ในระดับเยาวชนอายุ 15-20 ปี ประจำปี 2564

ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาและหนังสือของรางวัลจากโครงการทุกคนเป็นมูลค่ารวม 20,200 บาท ตามประกาศรายชื่อดังต่อไปนี้
.
.
🏆 รางวัลชนะเลิศ รับทุนการศึกษา 3,500 บาท พร้อมหนังสือ

ได้แก่เรื่องสั้น "ระเบิดเวลา" โดย นาย กฤษกร สุขสมโฉม , มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
.
.
🏅 รางวัลรองชนะเลิศ รับทุนการศึกษา 2,500 บาท พร้อมหนังสือ

1. เรื่องสั้น "ครึ้ม" โดย นางสาว นิภาดา ญายะนันท์ , โรงเรียนสตรีศึกษา

2. เรื่องสั้น "พินิจพิเคราะห์" โดย นางสาว อลีนา หนูพันธ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
.
🎗 รางวัลชมเชย รับทุนการศึกษา 1,500 บาท พร้อมหนังสือ

1. เรื่องสั้น "ผ้ากันเปื้อนลายดอกนางพญานิรมลคือชีวิตใหม่ของเธอ" โดยนาย ศุภวัฑฒ์ ใจเอื้อ , มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

2. เรื่องสั้น "เมาฝัน" โดยนาย กณิศ เรืองขำ , โรงเรียนบูรณะรำลึก

3. เรื่องสั้น "สาบานได้เลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย" โดยนางสาว ฐิติวรญา วรเดชษา , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4. เรื่องสั้น "เน็ต ไอ เดี้ยง" โดยนางสาว อภิญญา ฐิตะปัญญา , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

5. เรื่องสั้น "หน้ากาก" โดยนางสาว อริศรา จิตกิตติรัตนา , โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่
.
.
👏 ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ได้ร่วมเผยแพร่ผลงานพร้อมรับหนังสือ

1. เรื่องสั้น "previous time " โดยนางสาว กมลพรรณ ศิริเวช , โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ บางรัก

2. เรื่องสั้น "กระจกของแม่มด" โดยนางสาว อทิตยา เทพบำรุง , โรงเรียนนางรอง

3. เรื่องสั้น "แดนสวรรค์" โดยเด็กหญิง ธนพร โชคศรีเจริญ , โรงเรียนอุดมสิทธิศึกษา

4. เรื่องสั้น "วู่วาม" โดยนางสาว วรนิษฐา คชวัตร , โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย

5. เรื่องสั้น "ชีวิตมีสติพิชิต Newnormal" โดยนางสาว ลูน่า เคียวทานิ , โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย

6. เรื่องสั้น "สิ่งพิเศษที่หายไป" โดยนางสาว ปิยะนันทน์ ไชยสวัสดิ์ , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
.
.
✅ ผลงานของเยาวชนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทุกคนจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของโครงการ ปัญญ์ สเปซ ภายในเดือนเมษายนนี้

✅ น้องๆ ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทุกคนโปรดยืนยันที่อยู่เพื่อรับใบประกาศและหนังสือจากโครงการ , น้องได้รับรางวัลโปรดแจ้งบัญชีธนาคารรับทุนการศึกษา (อีเมล [email protected] หรือ Inbox เพจเฟสบุ๊ค "เขียนเปลี่ยนชีวิต สถาบันธรรมวรรณศิลป์")

✅ การตัดสินของกรรมการเป็นอันสิ้นสุด แต่หากพบการทำผิดกติกาหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ในภายหลัง ทางโครงการจะริบรางวัลคืน

.
สติ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และไม่ใช่เพียงเรื่องของใครคนหนึ่ง การมีสติของคนหนึ่งคนสามารถส่งเสริมสติของสังคมและชีวิตของคนมากมาย เฉกเช่นงานเขียนของน้องๆ ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ซึ่งทางเราเชื่อว่าบทเรียนหรือข้อคิดที่แฝงเร้นเหล่านี้จะส่งเสริมสติในภาครวมใหญ่ของสังคมไทยด้วยเช่นกัน

ขอให้น้องๆ ฝึกฝนการอ่านเขียน และมีชีวิตด้วยสติเพื่อความงอกงามต่อไป

.
.
#ประกวด #งานเขียน #เรื่องสั้น #รางวัลธรรมวรรณศิลป์
8 หนทางอันประเสริฐที่มนุษย์ควรก้าวตาม
“อริยมรรค” (ตอนที่สอง : วิธีคิดแบบพุทธะ ภาค1)
.
การก้าวไปสู่จุดหมายใดๆ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม มิอาจเลี่ยงการฝึกความคิดของตนเอง จะประสบความสำเร็จด้านค้าขายหรือทางธุรกิจ ต้องฝึกวิธีคิดอย่างนักบริหารหรือวาณิชที่ช่ำชอง จะประสบความสำเร็จในทางธรรมหรือทางจิตวิญญาณ ต้องฝึกวิธีคิดอย่างพระพุทธเจ้าและบรมศาสดาของโลกนี้

เพราะความคิดเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนกายจิต ไม่ใช่เพียงแค่ดึงดูดแต่ยังผลักดันให้เวียนว่ายในวังวนซึ่งเป็นภาพสะท้อนของวิธีคิดที่วกวนของเราเอง คิดอย่างไรย่อมเป็นอย่างนั้น เพราะวิถีชีวิตกำหนดเริ่มที่วิธีคิด

จะผ่านพ้นความล้มเหลวไปสู่ความสำเร็จก็ต้องปรับวิธีคิดที่ล้มเหลวให้เป็นวิธีคิดที่สำเร็จ จะผ่านพ้นความทุกข์ระทมก็ต้องปรับวิธีคิดที่เคยพาทุกข์ทน เปลี่ยนเป็นวิธีคิดที่พ้นทุกข์สิ้นเชิง

เราจะเรียนการคิดที่เหมาะสมมากเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตถึงที่สุดแห่งการพัฒนาจากใคร หากไม่เรียนรู้จากผู้ที่ถึงที่สุดแห่งการพัฒนาตนเองแล้ว

บทความนี้คือหลักธรรมที่สอนให้เป็นนายเหนือความคิด ดำริเพื่อหลุดพ้น ไตร่ตรองอย่างแยบยล ขจัดทุกข์ทนในชาตินี้ เรียนรู้จากวิธีคิดแบบพระพุทธเจ้า

การฝึกคิดเพื่อการพ้นทุกข์ทำได้จริง เพียงก้าวตามรอย “อริยมรรค” ของพุทธะ แปดหนทางอันประเสริฐที่มนุษย์ควรก้าวตาม

.
อ่านบทความตอนก่อนหน้า หัวข้อ “สัมมาทิฏฐิ : ดวงตาแห่งพุทธะ”
ทางเว็บไซต์ youngawakening.org/write4life/สัมมาทิฏฐิ/

อ่านบทความตอนนี้ได้ในโพสต์ตามข้อความด้านล่าง
หรือเปิดอ่านในเว็บไซต์ youngawakening.org/write4life/สัมมาสังกัปปะ/

.
.
#วิธีคิดแบบพุทธะ
#ดำริเพื่ออิสระและถูกต้อง #สัมมาสังกัปปะ #ภาคแรก

.
.
หากชีวิตคือหนังสือวรรณกรรม อุปกรณ์การเขียนที่ปรุงแต่งเรื่องราวของแต่ละคนขึ้นมาตั้งแต่ต้นจนจบมีอยู่ 3 ประการคือ “กายสังขาร" , “วจีสังขาร” และ “จิตตสังขาร”

กายสังขาร คือการปรุงแต่งทางกาย หรือปรุงแต่งให้เกิดกาย เปรียบเหมือนกระดาษ เส้นด้าย และอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์รูปเล่มหนังสือขึ้นมา

วจีสังขาร คือการปรุงแต่งทางวาจา หรือปรุงแต่งให้เกิดวาจา เปรียบเหมือนปากกาหรือเครื่องพิมพ์ตัวอักษรลงในหนังสือ

จิตตสังขาร คือการปรุงแต่งทางใจ หรือปรุงแต่งให้เกิดใจ เปรียบเหมือนการสร้างมูลค่าและการให้ความหมายแก่หนังสือเล่มนั้น

หนังสือเล่มนี้จะออกมาดีหรือไม่ อยู่ที่สำนักพิมพ์เป็นสำคัญ ซึ่งมีอยู่สองจำพวกคือ “วิชชา” กับ “อวิชชา”

ถ้าเป็นสำนักพิมพ์แห่งวิชชา ซึ่งมีบรรณาธิการคือ “สติปัญญา” ย่อมผลิตหนังสือที่มิว่ารูปเล่ม ถ้อยคำที่เรียบเรียง และความหมายของหนังสือเล่มนั้นล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ เป็นความสุข แก่ผู้อ่านและผู้เขียน

แต่หากเป็นสำนักพิมพ์แห่งอวิชชา ซึ่งมีบรรณาธิการคือ “อาสวะกิเลส” มิว่ารูปเล่มหนังสือ ถ้อยคำที่เรียบเรียง และความหมายของหนังสือเล่มนั้นย่อมเป็นโทษ เป็นความทุกข์ แก่ผู้อ่านและผู้เขียน

เพราะหนังสือใดๆ เมื่อผลิตแล้วก็ย่อมนำไปสู่การเผยแพร่เป็นที่รับรู้ ก่อนตกลงสู่สายตาของผู้อ่าน เปรียบได้กับ “วิญญาณ" , “นามรูป” , “อายตนะ” และ “ผัสสะ” ซึ่งมี “สังขาร” ทั้งสามเป็นบ่อเกิดตามข้างต้น

เมื่อหนังสือเล่มนี้ผลิตออกมาไม่ดี ความไม่ดีนั้นก็ถูกส่งต่อออกไป เผยแพร่ออกไปสู่กายจิตผู้อ่าน หมึกพิมพ์เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ความเลอะนั้นก็ติดไปยังกายผู้รับหนังสือ เนื้อความเลอะเทอะไร้ประโยชน์ ย่อมนำไปสู่ความเลอะของจิตใจผู้รับสาส์น

หนังสือเลวร้าย ผู้อ่านก็รู้สึกไม่ชอบ (เวทนา) อยากโยนทิ้ง อยากทำลาย อยากพักอ่าน หรืออยากอ่านอย่างอื่นแทน (ตัณหา) ใจนึกไม่ชอบเล่มที่เพิ่งอ่านหรือพาลไม่ชอบหนังสือกับผู้เขียนไปเลย เกิดความคิดตีตราตีความ สมมติยึดถือ (อุปาทาน)

เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว หนังสือเล่มที่ว่าก็ย่อมถูกส่งไปอยู่ที่ๆ เหมาะสมแก่คุณค่าของมันในสายตาของผู้รับมา อาจจะถูกเก็บลืมไว้ในตู้ ใต้ชั้น กองขยะ หรือใส่กล่องบริจาคออกไป เป็นที่ๆ คู่ควรกับสภาพของมัน (ภพ) หนังสือเล่มนี้ก็ได้กลายเป็นหนังสือที่ถูกทิ้งขว้าง ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพนั้นๆ (ชาติ) รอวันเสื่อมโทรม จนพุงพังเป็นขยะในที่สุด จนไม่เหลือความเป็นหนังสืออีกแล้ว (ชรา มรณะ)

ชีวิตของตัวเราเองกำลังเดินทางดั่งหนังสือที่กำลังถูกทิ้งขว้าง หรือจะเป็นดังหนังสือที่เขาจะเลือกเก็บไว้อย่างดี...

เราต้องทบทวนตนเองจากสิ่งที่เป็นอยู่ย้อนไปจนถึง “สังขาร”คือการปรุงแต่งที่ส่งผลต่อชีวิตทั้งกาย วาจา และใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้แก่ “ความคิด” ซึ่งเปรียบได้กับนักเขียนแห่งชีวิต

แล้วย้อนกลับไปพิจารณาว่า หนังสือแห่งชีวิตเล่มนี้ กำลังตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ใด ใช่สำนักที่ชื่อ “อวิชชา” ที่มีบรรณาธิการคือ อาสวะกิเลส หรือไม่...

หนังสือเล่มใดๆ แม้ผ่านการตีพิมพ์ในบัญชาของสำนักพิมพ์ที่มัวหมองด้อยคุณภาพมาก่อน แต่หากผู้เขียนของเรื่องราวนั้นเกิดความตื่นรู้ มีความเห็นแจ้ง เปลี่ยนแปลงตนเอง หรือได้ตระหนักว่าที่ผ่านมาหนังสือเล่มนี้ล้มเหลวผิดพลาดอย่างไร ย่อมยกเลิกสัญญาอันมืดมน แก้ไขขัดเกลาแล้วยื่นตีพิมพ์ครั้งใหม่ในที่ๆ ดีกว่า ชื่อว่า “วิชชา” คือความเห็นแจ้ง มีบรรณาธิการคือ สติปัญญา

เป็นชีวิตที่เหมือนดวงจันทร์ผ่านพ้นออกจากเมฆหมองแล้วสว่างสกาว

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือการย้อนทบทวนเนื้อหาในบทความตอนก่อนอีกครั้งในเชิงอุปมา โดยทั้งการปรุงแต่งทางกาย วาจา และใจ สติปัญญา อวิชชา อาสวะกิเลส ฯ การเปรียบเทียบเล่าให้เห็นเป็นลำดับ กับการฉุกนึกทบทวนตนเองของผู้อ่าน ล้วนเป็นการหยิบยกส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “วิธีคิด”

วิธีคิด หรือ Mindset คือ กรอบความคิด กระบวนการทางความคิด วิถีทางแห่งการคิด และรูปแบบที่ประกอบกันเป็นการคิด ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำหรือการใช้ชีวิตตามลักษณะวิธีคิดนั้น

วิธีคิด ไม่ใช่แค่ ...ฉันคิดอะไร... แต่ยังรวมถึง ...ฉันคิดอย่างไร ...เพราะอะไรฉันจึงคิดแบบนี้ ...ฉันคิดแบบนี้แล้วส่งผลอย่างไร ฯ เป็นเส้นสายกระบวนการแห่งความคิดที่ร้อยเรียงอย่างต่อเนื่อง

Mindset ไม่ใช่แค่เรื่องในหัว แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการปรุงแต่งทางจิตใจ ตั้งแต่การรับรู้ ความจำมั่นหมาย กาย วาจา และใจ รวมทั้งความเชื่อ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดทั้งสิ้น

ทัศนคติ หรือมุมมองความเชื่อ (ทิฏฐิ) เป็นตัวเหนี่ยวนำสำคัญ เป็นเหมือนธงของ Mindset ทำให้เกิดความนึกคิดต่างๆ จากสิ่งที่เข้ามากระทบผ่านการรับรู้ แล้วนำไปสู่การกระทำทางกาย วาจา และใจ เรียกว่า “กรรม” ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของทัศนคติที่เรามี

วิธีคิดอาจนำไปสู่ความ “โลภ โกรธ หลง” (โลภะ โทสะ โมหะ) ซึ่งพาให้ใช้ชีวิตผิดพลาดจนเป็นทุกข์ หรืออาจนำไปสู่ สติปัญญา จนเป็นเหตุให้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้องและเป็นสุขก็ได้

อยู่ที่ว่าเรามีวิธีคิดที่ถูกต้องหรือไม่ และมีมุมมองความเชื่อที่เหมาะสมต่อชีวิตมากเพียงใด...

“อริยมรรค” หรือเส้นทางเดินแห่งความเจริญงอกงาม ตามหลักธรรมในพุทธศาสนา จึงขึ้นต้นสองข้อแรกได้แก่ “สัมมาทิฏฐิ” และ “สัมมาสังกัปปะ”

สัมมาทิฏฐิ คือมุมมองที่ถูกต้องเหมาะสมในการใช้ชีวิต เข้าใจแจ่มแจ้งว่าชีวิตคืออะไรและมีความเป็นอย่างไรโดยแท้จริง เปรียบได้ดั่ง “ดวงตาแห่งพุทธะ” คือการมองชีวิตอย่างตื่นรู้ มองโลกด้วยสายตาอย่างพระพุทธเจ้า

ผู้ที่สนใจเรื่องนี้โปรดอ่านในบทความ “สัมมาทิฏฐิ : ดวงตาแห่งพุทธะ” ตามลิงก์ข้างต้น

สัมมาสัมกัปปะ คือการ “ดำริ” ที่ถูกต้องเหมาะสมฯ คำว่า ดำริ หมายถึงการคิด ชุดความคิด การไตร่ตรอง ความตั้งใจ และกระบวนการของการคิดที่มีจุดมุ่งหมาย ซึ่งมักจะนำไปสู่การกระทำหรือข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง

บทความนี้จึงจะใช้คำว่า “วิธีคิด” ในการอธิบายประกอบคำว่า ดำริ เพื่อให้ครอบคลุมมิติต่างๆ ของ สัมมาสังกัปปะ มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

บทความตอนที่แล้ว ได้เปรียบเปรยการใช้ชีวิตเป็นเสมือนการขับรถเดินเรือ การมีมุมมองความเชื่อที่ถูกต้อง หรือ สัมมาทิฏฐิ ก็เหมือนการมี “วิสัยทัศน์” ในการขับขี่หรือเดินเรือที่เหมาะสม

พาหนะจะแล่นถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสวัสดีหรือไม่ อยู่ที่วิธีการขับขี่และการมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องเป็นอันดับแรกๆ หากไม่สามารถมองเส้นทางเพราะมีหมอกควันหนาหรืออุปสรรคใดก็ตาม ย่อมประสบอุบัติเหตุได้ง่าย หรือหลงทางเสียก่อนจะถึงจุดหมาย

หากสามารถมองเห็นเส้นทางด้วยดี แต่ไม่รู้วิธีการขับที่ถูกต้องเหมาะควร ขาดความชำนิชำนาญ คนขับไม่พร้อม ขับอย่างไม่ใส่ใจ ขับด้วยความประมาทหวาดเสียว ฯ ย่อมยากจะถึงจุดหมาย อาจจะพลิกคว่ำเสียก่อนกลางทาง

ชีวิตคนก็ขับเคลื่อนไปด้วยอำนาจการปรุงแต่งจากความคิด เป็นเหมือนพลขับสารถีที่พาชีวิตโลดแล่นตามที่เขากำหนด ชะตากรรมของผู้โดยสารฝากไว้ในมือผู้ขับขี่ ฉันใด ชะตากรรมของเราก็ฝากไว้ในกำมือของการดำริ ฉันนั้น

“สัมมาสังกัปปะ” คือการดำริหรือวิธีคิดที่น้อมนำกาย วาจา และใจไปสู่ความถูกต้องเหมาะสม เพื่อใช้ชีวิตอย่างไม่เป็นทุกข์ และพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง เพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดที่เกิดมา

เป็นการคิดอย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในธรรม เฉกเช่นพระพุทธเจ้าและบรมศาสดาของโลก

ชีวิตจะดำเนินไปสู่หนทางใด อยู่ที่ว่าเราเห็นชีวิตอย่างไร แล้วดำริอย่างไรในการใช้ชีวิต...

การเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิด จึงเป็นการเปลี่ยนชีวิต หากรู้จักมุมมองและวิธีคิดที่คนๆ หนึ่งใช้ ก็เท่ากับรู้จักทั้งชีวิตของเขาก็ว่าได้

คิด เป็นคำที่กว้างและใช้ในความหมายหลากหลาย บางครั้งเราใช้คำว่าคิด ในความหมายว่า “ฟุ้งซ่าน” บางครั้งก็ใช้ในความหมาย “ใคร่ครวญ” หรือ “พิจารณา” บ้างก็หมายถึง “ตีความ” บ้างก็สื่อว่า “วิตกกังวล”, “คาดคะเน” , “ระลึกนึกถึง” หรือ “จินตนาการ" ฯ

ที่กล่าวกันว่าห้ามคิด ละวางความคิด หรือไม่คิดเลย จริงๆ แล้วมักจะหมายถึง ห้ามฟุ้งซ่าน ปล่อยวางความกังวล หรือไม่ฟุ้งซ่านใจลอย ที่เป็นไปตามกิเลสอย่างโง่เขลา

แต่มิได้หมายความว่า ไม่มีการไตร่ตรอง ไม่มีการกำหนดรู้พิจารณา ปราศจากการตีความ หรือว่างจากการปรุงแต่งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นความหมายหนึ่งของการคิดด้วยเช่นกัน

การคิด คือ สังขาร เป็นการปรุงแต่งของนามธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกันกับจิต เรียกว่า “เจตสิก” ส่งผลหนุนเนื่องตามเหตุปัจจัย แทรกอยู่ในกิริยาการกระทำต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา

คำว่า คิดปรุงแต่ง คนไทยอาจรู้สึกว่าเป็นคำตำหนิ เป็นสิ่งที่แย่ เป็นเรื่องที่ต้องขจัด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น การคิดปรุงแต่งหมายถึง คิดจากปัจจัยที่มากระทบ หรือการคิดที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย หรือการคิดที่ปรุงแต่งให้นามธรรมต่างๆ ตามมา

ในการกระทำต่างๆ มันก็มีการคิดปรุงแต่งอยู่ในนั้น อ่านหนังสือ ตาเห็นรูปกระทบเป็นผัสสะ เกิดความจดจำมั่นหมายในความหมายของอักษรที่เรียนรู้มา (สัญญา) ร้อยเรียงเป็นคำ เชื่อมโยงเป็นเรื่องราว ตีความเห็นความหมาย (สังขาร) นั่นคือคิดปรุงแต่งได้เกิดขึ้นเป็นการอ่านหนังสือแล้ว

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าในการคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้นมันเป็น “สัมมาสังกัปปะ” หรือเป็น “มิจฉาสังกัปปะ” ซึ่งในบทความชุดนี้จะยกจุดสำคัญต่างๆ ให้ผู้อ่านลองสังเกตด้วยตนเอง

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้ทำลายการปรุงแต่งเสีย แต่ทรงสอนให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า สังขาร จนสามารถเป็นนายเหนือ เป็นอิสระมิใช่ทาส เลือกได้ว่าจะปรุงหรือไม่ปรุงอย่างไร และทรงสอนให้อยู่อย่างมิต้องอยากได้ใคร่มีกับการปรุงแต่งหรือสิ่งที่ปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง

มีหรือไม่มีการปรุงแต่งเกิดขึ้นก็ไม่ต้องไปโลภ โกรธ หลง อยาก หรือยึดกับมัน...

เรียกว่าทรงสอนให้มี “วิราคะ” คลายจากความกำหนัดความหลงใหล จนสิ้นไปซึ่งกิเลสอันหมักดองที่เรียกว่า “อาสวะ”

ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า... *(A)

“...เราย่อมจำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมตรึกวิตกนั้นได้
ไม่จำนงเพื่อตรึกวิตกใด ย่อมไม่ตรึกวิตกนั้นได้
ย่อมจำนงเพื่อดำริสิ่งที่พึงดำริใด ย่อมดำริสิ่งที่พึงดำรินั้นได้
ไม่จำนงเพื่อดำริสิ่งที่พึงดำริใด ย่อมไม่ดำริสิ่งที่พึงดำรินั้นได้

“...แท้จริง เราเป็นผู้ถึงความชำนาญแห่งใจในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย
แท้จริง เราเป็นผู้มีปรกติได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
แท้จริง เรากระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่...”

ใจความโดยสรุปแล้วการคิดอย่างพระพุทธเจ้าคือการเป็นนายเหนือความคิด มิใช่เป็นทาสของความคิดหรือถูกครอบงำด้วยการคิดอย่างที่คนทั่วไปเป็น

เมื่อรู้ว่าไม่ควรคิดอย่างไรก็ไม่คิดเช่นนั้น
เมื่อรู้ว่าควรคิดอย่างไรก็คิดเช่นนั้น
เมื่อตั้งใจไม่คิดถึงสิ่งใดก็ไม่คิดถึงสิ่งนั้น
เมื่อตั้งใจคิดถึงสิ่งใดก็คิดถึงสิ่งนั้น

เป็นผู้รู้รอบในการคิด ชำนาญในการกำกับดูแล เป็นผู้ถึงความชำนาญในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย เมื่อมีปกติแห่งการคิดเช่นนี้ การจะได้ตามจุดมุ่งหมายก็มิใช่การยาก

นี่คือการคิดและการฝึกความคิดอย่างพระพุทธเจ้าที่พึงฝึกอย่างท่านให้ได้

จากคำตรัสข้างต้น จะสังเกตว่าการมีความชำนาญในคลองแห่งวิตกคือความคิดทั้งหลาย เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ฌาน ๔

ฌาน คือสมาธิอันแน่วแน่ แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวไม่แกว่งไกว สงบระงับดับจากกิเลสหรือการปรุงแต่งต่างๆ ตามลำดับขั้น

เมื่อมีสมาธิแน่วแน่แล้วย่อมสามารถกำหนดการปรุงแต่งนามธรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับจิตใจ มากน้อยเพียงใดก็ได้ตามลำดับขั้นของ “ฌาน” หรือกล่าวง่ายๆ ว่า จิตที่มีสมาธิเป็นหนึ่งเดียว จึงบังคับการคิดได้อย่างแท้จริง

ด้วยจิตที่มี ฌาน จึงสามารถอยู่กับปัจจุบันได้อย่างเป็นสุข

ดังนั้นแล้ว การฝึกสมาธิ จึงเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ ของการมีวิธีคิดที่ถูกต้องและเหมาะสมในการใช้ชีวิต เพราะสามารถเป็นนายเหนือความคิด มิต้องพะวงไปถึงอนาคตจนเป็นทุกข์ ไม่ต้องอาลัยถึงอดีตจนไม่เป็นสุข สามารถกำหนดการคิดให้เป็นไปในทางที่ประสงค์

“สัมมาสังกัปปะ” จึงจะเกิดขึ้นได้เมื่อมี “สัมมาสมาธิ” ต้องฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ดังที่จะกล่าวต่อไปในโอกาสหน้า

หากใครได้ศึกษาวิเคราะห์วิธีการพูดของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎก จะพอสังเกตได้ว่าท่านทรงให้ความสำคัญกับความคิดเป็นอย่างมาก และทรงชี้ให้เห็นความสำคัญของการคิดในฐานะที่สามารถนำไปสู่หนทางที่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องก็ได้

ดังหลายครั้งที่ท่านจะทรงกล่าวในทำนอง... เพราะมีความคิดแบบนี้... จึงเกิดผลอย่างนี้...

เช่นการตรัสสอนว่า... ภิกษุใดที่จะเข้าชุมชน หากมีความคิดเช่น ขอชาวบ้านทั้งหลายจงให้แก่เราเท่านั้น อย่าไม่ให้ จงให้แก่เราให้มาก อย่าให้น้อย จงให้เราแต่สิ่งประณีตเท่านั้น อย่าให้สิ่งเศร้าหมอง จงให้เราเร็วพลันทีเดียว อย่าให้ช้า จงให้เราโดยความเคารพเท่านั้น อย่าให้โดยไม่เคารพ...

เมื่อชาวบ้านทั้งหลายไม่ให้อย่างที่คิด ภิกษุผู้นั้นย่อมอึดอัด เป็นทุกข์ เพราะสาเหตุนั้น *(B)

หรือทรงสอนเป็นลำดับเหตุผลว่า ...เพราะมีเหตุการณ์แบบนี้...จึงเกิดความคิดแบบนี้...แล้วนำไปสู่...

ดังในพระไตรปิฎก นิวาปสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเกี่ยวกับฝูงกวางทั้งสี่เอาไว้ว่า... ครั้งหนึ่งมีกลุ่มพรานรวมตัวจะเข้าป่าหมายล่ากวาง จึงออกอุบายปลูกป่าหญ้าไว้ ปรากฎว่าทั้งกวางฝูงที่ 1 ฝูงที่ 2 ฝูงที่ 3 ก็ไม่อาจรอดพ้นจากนายพรานได้ เหลือแต่ฝูงที่ 4 ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงคิดเห็นร่วมกันว่า

ฝูงกวางแรกเข้าไปกินหญ้าที่พรานปลูกไว้ กินจนลืมตัว มัวเมา และประมาท จึงไม่อาจรอดชีวิตจากพรานที่ดักซุ่ม

กวางฝูงที่สองเห็นดังนั้นก็คิดตามว่าเพราะเข้าไปกินหญ้าจึงถูกนายพรานจัดการ จึงพากันหนีออกไปอยู่ราวป่าไม่เข้ามากินหญ้าเหล่านี้ จนครั้นถึงฤดูร้อน อาหารกับน้ำขาดแคลน ทำให้ซูบผอมหมดแรง จึงพากันเข้ามากินหญ้าที่พรานปลูกไว้ กวางฝูงนี้จึงไม่รอดชีวิตเช่นเดียวกัน

กวางฝูงที่สามเห็นตามดังนั้นก็คิดว่าฝูงกวางทั้งสองต่างเข้าไปกินหญ้าปลูกจนมัวเมาและประมาทจนให้ถูกพรานล่าเอาได้ง่าย จึงไปอาศัยกันบริเวณรอบนอก

หมู่พรานเมื่อเห็นว่าไม่มีกวางฝูงต่อมากินหญ้าก็คิดกันว่ากวางฝูงที่สามนี้มีเล่ห์เหลี่ยมไม่ธรรมดาแต่ไม่รู้ว่าพากันอยู่ตรงไหน ถ้านำไม้มาขัดล้อมไว้รอบๆ บริเวณอาจช่วยให้เห็นพบที่อยู่ของพวกมันได้

คิดดังนั้นแล้วจึงพากันขัดไม้เป็นตาข่ายล้อมไว้รอบอาณาบริเวณใกล้ๆ ป่าหญ้าที่ปลูก จึงพบที่อยู่ของกวางฝูงที่สาม พวกมันไม่อาจรอดจากเงื้อมมือของนายพรานไปได้อีก

กวางฝูงที่สี่คิดตามจากเหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด จึงฉุกนึกว่า หากไปอาศัย ณ ป่าแห่งอื่นที่ไกลออกไป ย่อมรอดจากเหล่านายพราน เพราะไม่ต้องเข้ามากินหญ้าหรือเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ที่แห่งนี้ ทำให้กวางฝูงที่สี่พากันเลี่ยงออกไปยังป่าที่แห่งไกล

นายพรานทั้งหลายเมื่อเห็นแล้วว่ากวางฝูงต่อไปไม่มากินหญ้า ดักตาข่ายล้อมทั่วบริเวณใกล้ๆ ก็ไม่พบที่อาศัย ครั้นจะดุ่มเดิมเข้าไปออกล่าก็เกรงว่าจะทำให้ฝูงกวางฝูงอื่นตื่นตัวแล้วไม่เข้ามาใกล้บริเวณนี้ คิดดังนั้นแล้วจึงพากันเลิกลาความตั้งใจล่ากวางฝูงที่สี่ลงไป... *(C)

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่าหญ้าที่พรานปลูกดักไว้ก็คือ “ปัญจกามคุณ” หรือความหลงใหลใคร่อยากในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เป็นเสมือนกับดักที่พาไปสู่ความทุกข์และความตาย

ใครข้องเกี่ยวกับกามคุณ รีรออยู่รอบๆ กามคุณ ย่อมไม่พ้นความพินาศ

หากคิดได้ถึงโทษ คิดไม่ไปหา ไม่คิดเกาะแจอยู่ใกล้ๆ พากายใจหลบเลี่ยงไปเสียซึ่งกับดักเหล่านี้ ให้ไกลที่สุด เราก็หลบภัยซึ่งซุ่มรออยู่ได้

อีกทั้งยังเป็นการตรัสสอนว่า หากเราคิดใคร่ครวญดีๆ ถึงสาเหตุแห่งความทุกข์และความพินาศของชีวิต ย่อมเห็น “นิโรธ” กับ “มรรค” คือความพ้นไปเสียได้จากทุกข์ กับ หนทางออกจากทุกข์

การตรัสสอนให้เห็นถึงความเป็นลำดับเชื่อมโยงกันอย่างนี้ก็เพื่อให้เห็นความเป็นจริงที่เรียกว่า “อิทัปปัจจยตา” ความเป็นเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกัน แม้ความคิดก็เป็นเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่อง ไม่ใช่สิ่งคงตัวหรือความเที่ยงแท้

วิธีคิดที่พิจารณาต้นสายปลายเหตุแห่งทุกข์ ดังที่ทรงยกตัวอย่างนิทานให้พิจารณาตาม เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” นี่ก็เป็น วิธีคิดแบบพุทธะ ดังที่จะกล่าวต่อไปในบทความชุดเดียวกันนี้ตอนหน้า

นอกจากนี้ พระองค์ก็ทรงสอนในทำนอง ...เธอควรมีความคิดว่า... เพื่อ...

ดังคำตรัสสอนจากพระพุทธเจ้าว่า... “ถ้าบุคคลเหล่าอื่นสักการะ เคารพ นับถือ และบูชาตถาคตในเรื่องการประกาศสัจจะ ๔ ประการนั้น (อริยสัจสี่) ตถาคตมีความดำริอย่างนี้เพราะสักการะเป็นต้นนั้นว่า ‘บุคคลกระทำสักการะเห็นปานนี้ในขันธปัญจก (ขันธ์ ๕) ที่เรากำหนดรู้แล้วในกาลก่อน’

หมายถึง... พระองค์ทรงมีวิธีคิดว่า เขาไม่ได้สักการะตัวตนท่าน เขาเคารพเลื่อมใสในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งท่านได้กำหนดรู้ถึงความไม่ใช่ตัวตนของตนแล้ว...

“เพราะเหตุนั้น ถ้าบุคคลเหล่าอื่นจะพึงด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียน และกระทบกระทั่งเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายก็ไม่ควรทำความอาฆาต ไม่ควรทำความเสียใจ ไม่ควรทำจิตคิดร้ายเพราะการด่าเป็นต้นนั้น

“เพราะเหตุนั้น ถ้าบุคคลเหล่าอื่นจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ และบูชาเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายก็ไม่ควรทำความยินดี ไม่ควรทำความดีใจ ไม่ควรทำความลำพองใจเพราะสักการะเป็นต้นนั้น

“ถ้าบุคคลเหล่าอื่นจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ และบูชาเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรคิดอย่างนี้เพราะสักการะเป็นต้นนั้นว่า ‘บุคคลกระทำสักการะเห็นปานนี้ในขันธปัญจกที่เราทั้งหลายกำหนดรู้แล้วในกาลก่อน’

ท่านทรงสอนว่า... เขาไม่ได้ยกย่องหรือเหยียดหยามตัวตนเรา เขาแค่ยกย่องหรือเหยียดหยามรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่านั้น ซึ่งเราควรระลึกถึงความไม่ใช่ตัวตนของตนของสิ่งเหล่านี้...

“เพราะเหตุนั้น สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้น สิ่งนั้นซึ่งเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเกิดประโยชน์ และความสุขสิ้นกาลนาน

“อะไรเล่าไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย คือ รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ... ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย

“เธอทั้งหลายจงละรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ...เหล่านั้น เมื่อเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเกิดประโยชน์ และความสุขสิ้นกาลนาน” *(D)

คำสอนชุดนี้ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของ “สัมมาสังกัปปะ” หรือวิธีคิดแห่งพุทธะการคิดอย่างพระพุทธเจ้านั้นคือการดำริบนความไม่ใช่ตัวตน และดำริเพื่อละวาง มิใช่ยึดถือ...

ทรงคิดบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงเหตุปัจจัยกับธาตุธรรมชาติประกอบเข้าด้วยกัน ปรุงแต่งกันเป็น “อิทัปปัจจยตา” มิได้เป็นตัวเป็นตนเลย...

การสอนธรรมจึงทรงให้ความสำคัญกับการคิดที่ถูกต้องเช่นนี้ บางครั้งทรงบรรยายโดยตรง บางครั้งก็ทรงตรัสในลักษณะคำถามว่า ...ควรคิดเช่นนั้นหรือไม่ เช่นว่า

“ชาวบ้านจะนำหญ้า กิ่งไม้ ใบไม้ ที่มีอยู่แถวนี้ นำไปเผาหรือทำอะไรก็ตาม พวกเธอควรคิดว่า ชาวบ้านกำลังนำพวกเราไปเผาหรือนำไปทำสิ่งใดๆ หรือไม่หนอ”

หมายถึง... กิ่งไม้ใบไม้เหล่านั้นคือตัวตนเรา คือของๆ เราหรือไม่ ?

เพื่อทรงย้ำคำสอนที่ตรัสไว้ก่อนหน้าว่า “สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันเธอทั้งหลายละได้แล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์
เกื้อกูล เพื่อความสุข” *(E)

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า พุทธศาสนาใช้การคิดเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อไปสู่การดับทุกข์ โดยให้เข้าใจธรรมชาติของการคิด เห็นผลกระทบของการคิด และเป็นนายเหนือความคิดโดยการฝึกจิตใจ โดยทรงตรัสให้คิดตามอย่างเป็นระบบ

การคิดอย่างเป็นระบบด้วยการพิจารณาในความเป็นเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกัน ไม่ได้ด่วนสรุปตีความด้วยการยิดติดเป็นตัวตน นี่วิธีคิดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ให้เราเห็นเป็นตัวอย่างผ่านคำตรัสของท่าน

แม้พระพุทธเจ้าจะทรงสอนด้วยการบรรยายเป็นหลัก แต่ในการอบรมภิกษุหรือลูกศิษย์ของท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะเรื่องกฎข้อห้ามธรรมวินัย ท่านมักจะทรงตรัสถามก่อนว่า “พวกเธอคิดว่าอย่างไร” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการรับฟังความคิดเห็นและการส่งเสริมให้ลูกศิษย์ผู้ติดตามคิดด้วยตนเอง

เช่นเดียวกับที่ทรงกล่าวไว้ในหลักที่เรียกว่า “กาลามสูตร” *(F)

...อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังมา
...อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าใครๆ ก็พูดกัน
…อย่าเพิ่งเชื่อเพราะโบราณว่าไว้
…อย่าเพิ่งเชื่อเพราะอ้างอิงหมายเหตุ
…อย่าเพิ่งเชื่อเพราะการคิดเอาเอง
…อย่าเพิ่งเชื่อโดยการอนุมานคาดคะเน
...อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดตามรูปการณ์ที่ปรากฎ
…อย่าเพิ่งเชื่อเพราะสอดคล้องกับความเห็นเดิมของตน
...อย่าเพิ่งเชื่อเพราะความน่าเชื่อถือหรือเห็นว่ามันเป็นไปได้
...อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูของเรา

เราจะเห็นว่าคำสอนหลัก “กาลามสูตร” หรือบทเรียนที่พระองค์ทรงสอนชาว กาลามะ ซึ่งเวลานั้นมีนักบวชต่างๆ มาเปิดสำนักสอนกันมากมาย เหมือนสมัยนี้ที่มีคอร์สเปิดเรียนหลากหลาย ชาวเมืองก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี ไม่รู้ว่าอันไหนเชื่อได้ และขัดแย้งกระทบกระทั่งความเห็นกัน

ท่านจึงตรัสสอนให้อย่าปลงใจเชื่อในความคิดความเห็นต่างๆ โดยง่าย แม้จะมีปัจจัยทั้งสิบอย่างข้างต้นทำให้น่าเชื่อถือก็ตาม

ประเด็นสำคัญหนึ่งในคำสอนดังกล่าวยังเตือนให้เราฉุกนึกว่า แม้สิ่งที่คิดในหัวก็ไม่ควรเชื่อจนเกินไป แม้ว่ามันจะดูมีเหตุผล มีหลักฐาน มีความน่าจะเป็น หรือมีความสอดคล้องกับสิ่งที่เห็นจะๆ ตรงหน้าก็ตาม

สมัยนี้แค่เห็นโพสต์ ภาพข่าว หรือคำคนที่เขียนลงสื่อสังคมออนไลน์ก็หลงเชื่อโดยง่ายแล้ว เรียกว่า “โป๊ะแตก” กันมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่หน

ความคิดหลอกเราได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อยังมี ดำริ หรือ วิธีคิด ที่ยังไม่ถูกต้อง ยังไม่ใช่ “สัมมาสังกัปปะ” อย่างแท้จริง

วิธีคิดของคนมีหลายเหตุปัจจัยประกอบเข้าด้วยกัน อาจมี “อวิชชา” คือความโง่หรือไม่ซื่อตรงต่อความจริง เข้ามาผสมเจือปนได้ตลอด อาจมีโลภะ โทสะ โมหะ หรือ "โลภ โกรธ หลง" ทำให้การคิดผิดเพี้ยนไปจากเหตุอันควร

การคิดทั่วไปมักเกิดจากการปรุงแต่งจากสิ่งที่รับรู้ผ่านอายตนะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อรับรู้อย่างขาดสติ เป็นไปด้วยอวิชชาคือความไม่รู้จริงในธรรมชาติ สิ่งใดมากระทบก็มัวเมารู้สึกรู้สา เกิดเป็น “ตัณหา" คือความอยาก และนำไปสู่ “อุปาทาน” คือการยึดติด

วิธีคิดที่ผิดเพี้ยนก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว เพราะการคิดใดๆ ของเราต่อจากนั้นก็จะเป็นการคิดที่รับใช้อวิชชา รับใช้ตัณหา รับใช้อุปาทาน แต่ไม่ได้รับใช้ความจริง ไม่ได้รับใช้ความถูกต้อง

วิถีทางแห่งการคิดที่ผิดเพี้ยนไปนี้ก็คือการมี “อคติ” นั่นเอง แต่คำว่า อคติ นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องความคิดความเห็นอย่างภาษาปากที่คนไทยใช้ แต่ในทางพุทธศาสนานั้น หมายรวมในความประพฤติ ทัศนคติ และการคิดอีกด้วย

หากแปลตรงตัว คำว่า อคติ หมายถึง ผิดที่ผิดทาง หรือความเป็นไปอันไม่สมควร แปลแบบไทยก็ใช้คำว่า “ลำเอียง” เพียงแต่ “ลำ” ในที่นี้ ภาษาธรรมเปรียบได้ดั่ง ลำเรือ-นาวาชีวิต หรือ ลำต้นของต้นไม้ก็ได้

หากลำเรือเอียงเกินไปก็พลิกคว่ำ ลำต้นของไม้เอียงเกินไปก็ล้ม ชีวิตจึงต้องตั้งอยู่บนทางสายกลาง ทั้งความประพฤติ วาจา และใจ ซึ่งประกอบกันดังลำเรือหรือลำต้นไม้

วิธีคิดที่เหมาะสม เป็น สัมมาสังกัปปะ จึงต้องอยู่บนทางสายกลาง มิโน้มเอียงทางหนึ่งทางใดมากจนเกินไปตามกิเลส

สิ่งที่ทำให้ลำเรือชีวิตโน้มเอียงจนเกินไป แบ่งออกเป็นสี่ประเภท ได้แก่ *(G)

1. ลำเอียงเพราะชอบ...ฉันทาคติ
2. ลำเอียงเพราะชัง...โทสาคติ
3. ลำเอียงเพราะหลง...โมหาคติ
4. ลำเอียงเพราะกลัว...ภยาคติ

สี่อย่างนี้เองทำให้ความคิดของเราไม่ถูกต้อง เพราะโน้มไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากจนเกินไป เมื่อวิธีคิดไม่สมดุล ไม่เป็นกลาง การกระทำก็พลิกคว่ำ ทำชีวิตหกคะเมนระเนระนาด

อคติ ทำให้เราไม่ซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริง เราจึงไม่สามารถตัดสินใจหรือเลือกด้วยความเหมาะสมได้ มีความคิดความเห็นไปทางหนึ่งทางใดมากเกินไป เพราะต้องตามใจกิเลส

เปรียบชีวิตดังการขับรถ วิธีคิดก็คือคนที่นั่งขับหรือสารถี ผู้นี้จริงๆ มีความสามารถอยู่แล้ว มีสติปัญญาอยู่แล้ว แต่แทนที่เขาจะขับไปอย่างถูกต้องตรงเป้าหมาย กลับต้องตามใจผู้โดยสารหรือเสียสมาธิเพราะพวกเขา

“คุณฉันทา” ก็อยากไปที่ชอบๆ อยากกินลม ชมวิว อยากดูเส้นทางที่สวยถูกใจ คอยรบเร้าออดอ้อน “คุณโทสา” บ่นโวยวาย หงุดหงิดรำคาญ เกลียดรถราคันอื่น คอยสั่งเร่งเร้าให้ขับแซงไปมาหรือเร่งความเร็วเกินควร

“คุณโมหา” บอกทางมั่ว ชี้ถูกชี้ผิด ดูแผนที่ไม่ออก บางครั้งก็หลับตลอดทางชวนง่วงตาม “คุณภยา” ตื่นตกใจ หวาดหวั่นกับเส้นทาง สะดุ้งแล้วสะดุ้งเล่า วิตกกังวลจนคนขับกลัวตัวสั่นไปด้วย

เมื่อชีวิตดำเนินไปด้วย อคติ ย่อมถึงเป้าหมายช้า เสียเวลา หลงทาง หรืออาจไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะเลือกทางไปไม่ถูกต้อง หรือขับขี่ไม่เหมาะสม ด้วยความชอบ ความชัง ความหลง และความกลัว พาให้ลำเอียงเบี่ยงเบนไป

นี่คือปัญหาของวิธีคิดทั่วไป เป็นสาเหตุที่ว่าทำไม เราจึงคิดไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยเฉพาะตอนที่ความชอบ ความชัง ความหลง หรือความกลัว กำลังเข้มข้นรุนแรงอยู่ ความนึกคิดกับการตัดสินใจยิ่งไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

...วันหน้าเมื่ออารมณ์ทั้งสี่เหล่านี้ลดหายไป ตัวเราเองยังสงสัยได้เลยว่าทำไมเมื่อวันนั้นจึงคิดและทำแบบนี้

วิธีคิดที่ถูกต้อง เป็น “สัมมาสังกัปปะ” จึงเป็นความคิดที่ไม่โน้มเอียงไปตามอารมณ์ หรือฉันทะ โทสะ โมหะ และภยะ ตั้งอยู่เป็นกลางอย่างมั่นคงด้วย ฌาน หรือ สมาธิที่แนบแน่น ประดุจพลขับสารถีที่แน่วแน่จดจ่อในการขับรถไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย มิหวั่นไหวกับสิ่งรบกวนรอบๆ ตัว

การคิดของคนทั่วไปเป็น อคติ ได้ง่ายเพราะขาดการฝึกจิตให้มีสมาธิ รับรู้โลกผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจอย่างขาดสติ เป็นไปด้วย “อวิชชา” ยังไม่มี “สัมมาทิฏฐิ” เรียกว่าเห็นโลกอย่างโง่ๆ จนเกิดอารมณ์หลงมั่นหมาย แล้วยึดถือว่าสิ่งที่คิดเหล่านั้นเป็นความจริง นี่ก็เป็นสาเหตุของ “มิจฉาสังกัปปะ” วิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง

ปัญหาการคิดของคนส่วนใหญ่อีกอย่างก็คือ การหยุดความคิดไม่ได้ คิดแล้วมันก็ไหลไปเรื่อย เป็นผลจากการที่ยังไม่ได้ฝึกใจมากพอเช่นกัน เวลาเกิดความคิดใดๆ ก็จะคิดไปอย่างยืดเยื้อเนิ่นนาน เรียกว่าปรุงแต่งไปเรื่อย บางทีก็เวียนวนคิดแล้วคิดอีก

ทำให้บางคนเชื่ออย่างผิดๆ ว่า ...คนเราหยุดคิดไม่ได้... ทั้งที่ในความจริงแล้ว ความคิดหรือการปรุงแต่งทั้งหลายมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แทบตลอดเวลาในชั่วเสี้ย

พัฒนาชีวิตลิขิตใจ ด้วยบทความ การอบรม และกิจกรรมเพื่อการกุศลโดย สถาบันธรรมวรรณศิลป์ หลักสูตร : #เขียนเปลี่ยนชีวิต , ห้องเรียน #เขียนภาวนา , ห้องเรียน วิถีครู , ห้องเรียน พลังแห่งจิต , รู้จักตัวเองผ่านไพ่ทาโรต์ , โอบกอดด้านมืดแห่งตัวตน และ Visual Notes เพื่อการเยียวยา

บทความคอลัมน์ : "ไกด์โลกจิต" , "บทภาวนา อนัตตา"

และสื่อออนไลน์ฟรี โครงการ PunnSpace

เปิดเหมือนปกติ

07/05/2022

ขอเชิญชวนผู้สนใจการปฏิบัติธรรมผ่านศิลปะการเขียนและลมหายใจ ในชุดอบรมหัวข้อ "ปฏิบัติ เขียนภาวนา" Practice Of Meditation Writing หรือ #เขียนภาวนา รุ่นที่ 13
.
เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ เรียนวันที่ 11 - 12 , 18 - 19 , 25 - 26 มิถุนายน และ 2 - 3 , 9 - 10 กรกฎาคม 2565 ผ่านโปรแกรม Zoom
.
👉 เนื้อหา 4 วันแรกคือเนื้อหาขั้น "พื้นฐาน เขียนภาวนา"
👉 เนื้อหา 6 วันถัดมาคือขั้น "ปฏิบัติ เขียนภาวนา"
.
สามารถเลือกเรียนเฉพาะขั้นพื้นฐาน 4 วัน หรือตลอดทั้งหลักสูตร 10 วัน ศิษย์เก่าที่ผ่านการอบรมขั้นพื้นฐานมาแล้ว หรือเคยเรียนจบตลอดหลักสูตร สามารถเลือกเรียนเฉพาะขั้นปฏิบัติ 6 วันได้
.
* ค่าลงทะเบียน / ค่าวิทยากร ตามบริจาค *

ทางโครงการจะนำค่าลงทะเบียนที่ได้รับมาเพื่อชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมของโครงการต่อไปได้ ทั้งในส่วนของกิจกรรม เขียนภาวนา และโครงการเพื่อการกุศลอื่นของสถาบันฯ อาทิ โครงการปัญญ์ สเปซ ดังนั้นแล้ว ค่าลงทะเบียนนี้จึงไม่ได้เป็นการรับผิดชอบการอบรมในรอบที่ตนเองเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมกิจกรรมของเราและการอบรมรอบต่อไป
.
* เนื้อหาและการฝึกฝนในคอร์ส 10 วัน มีดังนี้ *

✅ เริ่มใหม่พื้นฐาน
✅ สติปัฏฐาน 4
✅ ปริศนาธรรม
✅ เขียนภาวนา เข้มข้น
✅ พิจารณา กิเลสละเอียด
✅ การละวางอัตตา
✅ กลไกต่างๆ ของจิตใจ
.
* เกี่ยวกับ เขียนภาวนา *

เขียนภาวนา คือ ศิลปะการเขียนในลมหายใจออก ซึ่งมีจุดหมายในการขัดเกลากิเลสตัณหา บนหลักสติปัฏฐาน และ อริยมรรค เพื่อส่งเสริมอาณาปานสติ การเจริญสติ และการปฏิบัติธรรม ทั้งผู้มีประสบการณ์จนถึงผู้เริ่มต้นใหม่

การเขียนลักษณะนี้ไม่ใช่การสร้างผลงาน ไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนหรือพื้นฐานในการภาวนามาก่อน เป็นการเขียนบันทึกเพื่ออยู่กับตนเอง จรดปากกาเพื่อกำกับความคิดและจิตใจ เป็นเครื่องมือในการภาวนาที่ชวนเราเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองอย่างลุ่มลึกหลากหลายด้านที่เหมาะสมทั้งผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาและผู้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม
.
* เวลาในการอบรม *

การอบรมทั้ง 10 วัน ผู้เรียนต้องเข้าร่วมครบ 3 ช่วงดังนี้
ช่วงที่หนึ่ง : 9.00 - 10.30 น. , ช่วงที่สอง : 12.30 - 14.00 น. และช่วงที่สาม : 15.30 - 17.00 น.
เรียนผ่านโปรแกรม Zoom และกลุ่มไลน์ โดยระหว่างวันและระหว่างสัปดาห์จะมีการบ้าน / การฝึกเพิ่มเติม
.
✅ กรอกใบสมัคร
https://forms.gle/ML6Jgcrkp764dh7a6

👉 เว็บไซต์รายละเอียด
https://punnspace.com/p/practice-meditationwriting

Photos from สถาบันธรรมวรรณศิลป์'s post 04/05/2022

Ace Of Pentacles คอร์สรวมศิษย์เก่า "รู้จักตัวเองผ่านไพ่ทาโรต์" เมื่อวันที่ 30 เมษายน -1 พฤศภาคม 2565 ที่ผ่านมา 🥳

เรียนรู้เทคนิคการดำรงอยู่กับไพ่ใบเดียวหลายๆ ทาง ทั้งการสัมผัสพลัง การเขียน การทำสมาธิ ศิลปะ และการทำงานกับไพ่ลงลึกด้วยเทคนิคใหม่ๆ พร้อมทั้งแลกของแบ่งปันกิจกรรมอ่านไพ่ร่วมกับรุ่นพี่รุ่นน้องที่ผ่านมา

ยินดีและขอบคุณทั้งหมี , เอ , ขลุ่ย , นัน , เอ๋ , โช , ป้อม และคุณโอ๋ ที่มาค้นหาความหมายของ Ace Of Pentacles ในกันและกัน

***

ติดตามหลักสูตรการอบรม
https://youngawakening.org/write4life/open-course/

.
#รู้จักตัวเองผ่านไพ่ทาโรต์

30/04/2022

8 หนทางอันประเสริฐที่มนุษย์ควรก้าวตาม
“อริยมรรค” (ตอน : วิธีคิดแบบพุทธะ ภาค 3)
.
.

บทความนี้เป็นภาคต่อของ “วิธีคิดแบบพุทธะ ภาค 2” ผู้สนใจอ่านให้ครบถ้วนเนื้อหาที่ปูพื้นไว้สามารถย้อนอ่านได้ทางลิงก์

https://youngawakening.org/write4life/สัมมาสังกัปปะ2/

อ่านบทความตอนนี้ได้ในโพสต์ตามข้อความด้านล่าง
หรือเปิดอ่านในเว็บไซต์

https://youngawakening.org/write4life/สัมมาสังกัปปะ3/

.
.
#วิธีคิดแบบพุทธะ
#ดำริเพื่ออิสระและถูกต้อง #สัมมาสังกัปปะ #ภาคสาม

.
.

ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ในเรือนของท่านสุทัตตะเศรษฐี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี หมายถึง เศรษฐีผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนยาก หรือที่พึ่งแก่ผู้ยากจน

พระพุทธเจ้าทรงเรียกภิกษุผู้ติดตามและอยู่ในละแวกนั้น เพื่อทรงสอนผ่านเรื่องราวการฝึกตนของพระองค์ก่อนตรัสรู้ ความว่า

เมื่อยังทรงเป็นเพียงพระโพธิสัตว์ หมายถึง ผู้ที่มีความสามารถในการตรัสรู้ และกำลังบำเพ็ญเพียรฝึกตนเพื่อตรัสรู้ ขณะนั้นท่านทรงมีความคิดว่า เราควรแยกความวิตก หรือความคิด ให้เป็นสองส่วน เพื่อจักได้พิจารณาอย่างชัดเจน

ความคิดที่ทรงแยกออกเป็นสองส่วน ประกอบด้วย อกุศลวิตก คือความคิดที่เป็นโทษ ได้แก่ กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก

อีกส่วนคือ กุศลวิตก คือความคิดที่เป็นคุณ ได้แก่ เนกขัมมวิตก อัพยาบาทวิตก และอวิหิงสาวิตก

ท่านทรงแลเห็นว่า อกุศวิตก เกิดขึ้นมาตามธรรมดา ขณะที่ทรงกำลังพากเพียรฝึกตนอยู่ มีความคิดในทางกามบ้าง พยาบาทบ้าง และวิหิงสาบ้าง ปรากฏขึ้นมาตามลักษณะที่ได้แยกแยะไว้ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว

เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น ท่านก็มีสติกำหนดรู้การเกิดขึ้นของมัน จนเห็นชัดว่า กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ล้วนทำให้เกิดความเบียดเบียน แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น หรือไม่ก็ทั้งสองฝ่าย ความคิดอันเป็นโทษเหล่านี้ยังบั่นทอนปัญญา คือยิ่งคิดยิ่งเขลาต่อธรรมหรือความเป็นจริง คิดแล้วทำให้เกิดทุกข์ และไม่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น หรือนิพพาน

เมื่อทรงพิจารณาโทษของอกุศลวิตก ความคิดลบอันเป็นโทษเหล่านั้นก็จางคลายเอง ทำให้ทรงมีความเพียรลดละกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกให้ดับสูญ แล้วทรงกำกับใจมิปล่อยให้เลื่อนลอยไปยังความคิดเหล่านั้นอีก

พระพุทธเจ้าตรัสสอนต่อว่า ยิ่งเราปล่อยใจระลึกนึกถึงกาม พยาบาท และวิหิงสา เราก็ยิ่งมีใจน้อมไปในทางอกุศลวิตกมากขึ้น กุศลวิตกซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกันก็จะเป็นอันเลือนหายไป

คนเลี้ยงโคทั้งหลายคอยระวังโคของตนไม่ให้ไปเหยียบย่ำข้าวกล้าที่ชาวบ้านเพาะปลูกไว้ ต้องคอยตี คอยต้อน ให้ออกไปไกลจากที่เขาปลูกเหล่านั้น เหตุผลก็เพราะว่า คนเลี้ยงโคตระหนักถึงโทษภัย เช่นการถูกจองจำ ติเตียน ค่าปรับ และการทำร้าย หากโคของตนทำให้ข้าวกล้าของชาวบ้านเสียหาย

พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นคนเลี้ยงโค เมื่อได้เห็นโทษภัยของอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว และเห็นคุณประโยชน์จากการเลี่ยงออกมาจากกาม อันเป็นฝ่ายกุศลธรรม จึงมีความไม่ประมาท มีความพากเพียรในการฝึกตน ความคิดที่เป็นกุศลเช่น เนกขัมมวิตก อัพยาบาทวิตก และ อวิหิงสาวิตก ก็ย่อมเกิดขึ้น

เมื่อความคิดบวกอันเป็นคุณทั้งสามเกิดแล้ว ท่านก็ทรงกำหนดรู้ความคิดเหล่านั้นด้วยสติ จนแลเห็นว่ามันไม่ทำให้เกิดความเบียดเบียนแก่ใครเลย มิว่าความคิดปราศจากกาม ความคิดปราศจากความโกรธ และความคิดปราศจากการมุ่งร้ายเอาชนะ ทั้งสามต่างทำให้ปัญญางอกงาม มิทำให้เกิดทุกข์ และมุ่งไปสู่การหลุดพ้นหรือนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น

พระพุทธเจ้าได้ทรงบรรยายกับภิกษุต่อว่า แม้ทรงพิจารณากุศลวิตกอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่เห็นพิษภัยจากความคิดเหล่านี้เลย

เมื่อพระองค์ทรงตรึกตรองอย่างนั้นอยู่นาน จนร่างกายเหนื่อยล้า จิตก็เริ่มฟุ้งซ่านตามกำลังกายที่ถดถอย เมื่อนั้นสมาธิก็จางคลายจากจิตใจ ท่านจึงทรงดำรงจิตไว้อยู่ภายใน หมายถึง พาสติกลับมาอยู่กับตนเอง ระงับจากการคิดตรึกตรองแล้วกระทำกายใจให้สงบลง ประคับประคองจนเกิดสมาธิขึ้นมาอีกครั้ง เพราะทรงตั้งใจไว้แล้วว่า จิตของเรานั้นอย่างได้ฟุ้งซ่านเลย *(A)

ข้อความที่พระพุทธเจ้านี้ทรงตรัสสอนข้างต้นนี้ มีข้อคิดหลายประการ สำหรับผู้สนใจการฝึกเป็นนายเหนือความคิดตน และมุ่งพัฒนาตัวเองให้มีวิธีคิดแบบพุทธะ เป็นผู้ตื่นรู้เหนือทุกข์ทั้งหลาย

อย่างแรก ต้องแยกแยะความคิดให้ชัดเจนก่อน พึงรู้ว่าการคิดบวกที่แท้จริงเป็นอย่างไร การคิดลบที่แท้จริงเป็นอย่างไร ต้องมีความข้าใจและตัดสินใจแจ่มแจ้ง

อย่างที่สอง เมื่อความคิดเกิดขึ้น พึงเห็นว่ามันได้เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เป็นธรรมดา แล้วมีสติกำหนดรู้กับมัน โดยไม่ไปยึดถือว่า นี่คือความคิดของฉัน ให้ทำอย่างพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติให้สังเกต คือพึงระลึกรู้ว่ามันสักแต่ว่าเป็น กุศลวิตก หรือ อกุศลวิตก ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

อย่างที่สาม ความคิดลบทั้งหลายตามหลักพระพุทธศาสนา คือสิ่งที่คิดแล้วทำให้เกิดความเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ไม่ส่งเสริมปัญญาที่ทำให้เข้าใจความเป็นจริง ทำให้เกิดความทุกข์ และไม่มุ่งไปสู่การหลุดพ้นหรือนิพพาน แม้เป็นการคิดที่มีสาระน่าสนใจเพียงใด ให้ความรู้สึกดี หรือสวยงามมากแค่ไหน แต่ถ้าคิดแล้วบั่นทอนฝ่ายใด ทำให้หลงผิดคิดเห็นไม่ตรงตามความจริง เกิดความทุกข์บีบคั้น หรือยิ่งส่งเสริมโลภ โกรธ หลงให้มัดใจมากขึ้น ความคิดนั้นก็คือความคิดลบ หรือ อกุศลวิตก

อย่างที่สี่ การจะละจากความคิดใดๆ ก็ตาม เราต้องตระหนักถึงโทษภัยของมัน แล้วเห็นคุณค่าของความคิดขั้วตรงข้ามของมัน ความคิดที่เกิดขึ้นเพราะการหลงในกาม ความโกรธ และความมุ่งร้ายเอาชนะ มีโทษอย่างไร ความคิดที่ละเว้นจากกาม ความโกรธ และความมุ่งร้ายเอาชนะ มีคุณอย่างไร หากใจเราได้ทราบดีย่อมกำหนดทิศทางใจได้แจ่มชัด

อย่างที่ห้า เมื่อใส่ใจความคิดใดมาก ความคิดแบบนั้นก็จะมีกำลังมากขึ้น และบั่นทอนความคิดในขั้วตรงข้ามให้จางหายไป เช่น เมื่อปล่อยใจให้คิดด้วยความโกรธมาก ความคิดที่มีเมตตาก็ย่อมลับเลือน การจะละจากการคิดลบก็ต้องฝึกตนด้วยความพากเพียรเพื่อใส่ใจในความคิดบวก หรือ กุศลวิตก ให้มากยิ่งขึ้น

อย่างที่หก มิว่าคิดตรึกตรองในทางที่ดีเพียงใดก็ตาม หากคิดมากเกินไปกายก็อ่อนล้า กำลังสมาธิก็ลดเลือนลง จากการคิดที่แน่วแน่ชัดเจนก็กลายเป็นการคิดที่ฟุ้งกระจายไม่ชัดเจน เรียกว่า ฟุ้งซ่าน ดังนั้นแล้ว ตามคำตรัสช่วงท้าย แง่หนึ่งก็เป็นการเตือนให้เราใช้ความคิดแต่พอดี คอยสังเกตระมัดระวังว่าการคิดนั้น เป็นการคิดที่มีสมาธิดีแล้ว หรือเป็นความฟุ้งซ่าน หากฟุ้งซ่านคิดได้ไม่ชัดเจนก็พึงสำรวมใจกลับมาภายใน กระทำกายใจให้สงบ ประคับประคองจิตให้กลับมามีสมาธิ ความฟุ้งซ่านจึงจะหยุดลง

อย่างที่เจ็ด ท่านทรงเน้นย้ำว่า เราจะต้องมีความเพียรและไม่ประมาท เพื่อจะฝึกตนให้เป็นนายเหนือการคิดใดๆ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การไม่หลงเชื่อความคิดใดโดยง่าย แม้จะเป็นการคิดที่เห็นแวบแรกว่าดูดีไม่มีภัย ท่านก็ยังทรงปฏิบัติให้เราเห็นเป็นตัวอย่างว่า เราควรพิจารณาทุกการคิดในหัวของเราให้ดี คำนึงถึงโทษ ผลกระทบต่อตนเองและคนอื่น พิจารณาไปยังผลภายหน้า รอบคอบไม่ประมาทต่อความคิด จึงเป็นนายแก่ความคิดได้

โดยสรุปแล้วนั้น ความคิดที่ชาวพุทธ หรือผู้เดินตามรอยพระพุทธเจ้าพึงละวาง ได้แก่

ความคิดที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม และ ส่งเสริมกาม
ความคิดที่เกี่ยวเนื่องด้วยพยาบาท และ ส่งเสริมพยาบาท
ความคิดที่เกี่ยวเนื่องหรือส่งเสริม ความมุ่งร้าย การเอาชนะ และความรุนแรง

เหตุใดการคิดเนื่องด้วยกามหรือการคิดถึงกาม จึงเป็นการคิดลบในทางพระพุทธศาสนา ? พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “กามให้ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้ยิ่ง” ผู้พบกับกุศลธรรมคือสภาพอันเป็นคุณที่มีความสงบยิ่งแล้ว ย่อมไม่ปรารนากลับมาเวียนว่ายกับกามอีก

กาม หมายถึง ความหลงเพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ สิ่งใดเหล่านี้ที่น่ารักใคร่ปรารถนาก็เรียกว่า กามคุณ

ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะกามเป็นต้นเหตุ จึงเกิดปัญหาขึ้นแก่ชีวิตและสังคม อาทิ *(B)

ทำให้เป็นทุกข์ เพราะต้องขวนขวายให้ได้มาซึ่งอาหารทางอายตนะทั้งหลาย ทำให้การใช้ชีวิตต้องดิ้นรน เช่นถ้าเราอยากได้รถคันใหม่ที่สวยงาม เพราะเอื้อความสบายและความดูดี เราก็ต้องทำงานหาเงินเพื่อผ่อนหนี้ในแต่ละเดือน ทำให้ชีวิตมีรายจ่ายมากขึ้น
ทำให้เป็นทุกข์ เพราะความผิดหวังที่ไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่อยากได้ใคร่มี เช่นไม่มีฐานะเพียงพอที่จะผ่อนรถคันใหม่ได้ ใจก็เป็นทุกข์ หรือได้มาแล้ว รถคันนั้นไม่ได้ดีดังหวัง นั่นก็เป็นทุกข์
ทำให้เป็นทุกข์ เพราะต้องคอยคุ้มครองดูแลรักษา เหมือนหากมีคันใหม่มาก็ต้องระแวงระแวดระวังตลอดว่าใครจะขโมยไปหรือมาทำความเสียหายหรือไม่ พลอยให้ใจไม่สงบ
ทำให้เป็นทุกข์ เพราะความเสียไปซึ่งสิ่งที่ไขว่คว้าหรือหลงใหล พาให้โศกเศร้าเสียใจ ลำบาก เครียด โกรธแค้น ยุ่งยากใจ
ทำให้เป็นทุกข์ เพราะความสัมพันธ์แตกแยก ด้วยอำนาจของกามที่พาให้ไขว่คว้า หวงแหน หรือคร่ำครวญเมื่อเสียไปซึ่งสิ่งที่อยากได้ใคร่ปรารถนา หรือเพราะความลุ่มหลงมัวเมา จากเดิมที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีก็สิ้นสลายสายใยรักได้
ทำให้เป็นทุกข์ เพราะวิวาทกันหรือสงครามเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนและระหว่างประเทศ เป็นผลให้เกิดการทำร้ายเบียดเบียนเข่นฆ่าชีวิตกัน
ทำให้เป็นทุกข์ เพราะสภาพสังคมเสื่อมทราม ไร้ขื่อแป ปราศจากกฎระเบียบ และความสงบสุข ถึงความโกลาหลวุ่นวาย ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย เพราะด้วยกามเป็นต้นเค้าด้วยเช่นกัน
ทำให้เป็นทุกข์ เพราะผู้คนทั้งหลายจะประพฤติทางกาย วาจา และใจ ในทางทุจริต ไม่ดีงาม เป็นไปด้วยกิเลสตัณหา เป็นผลสุดท้ายทำให้ตกสู่อบายภูมิ ถึงทุคติ วินิบาต นรก

เมื่อเราหลีกพ้นจากกามเสียได้แล้ว เราก็จะพ้นไปจากปัญหาทั้งแปดประการนี้ ดังนั้นการคิดที่จะช่วยให้ปราศจากทุกข์ จึงเป็นการคิดที่พ้นเสียจากกาม คิดในทางเว้นจากกาม ไม่คิดเอื้อกาม การคิดในลักษณะเช่นนั้นจึงเรียกว่าเป็น เนกขัมมะ

พระพุทธเจ้าทรงถามพระสารีบุตรว่า กำลังของพระอรหันต์ (ภิกษุขีณาสพ - ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว) มีเท่าใดบ้าง มีอย่างไรบ้าง พระสารีบุตรทรงตอบท่านว่ามีอยู่ทั้งหมดสิบประการ *( C) โดยสามข้อแรกนั้น ได้ตอบว่า

“เป็นผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ...

"อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้พิจารณาเห็นกามทั้งหลาย เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง...

“อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้มีจิตโน้มไป น้อมไป โอนไปในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ เป็นจิตสิ้นไปจากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง...”

คำตอบของพระสารีบุตรยืนยันกับเราเป็นอย่างดีว่า การพ้นไปเสียจากบ่วงทุกข์อันร้อยรัดทั้งหลายนั้น เราต้องเห็นความเป็นจริงของการปรุงแต่งทั้งหลายที่เรียกว่า สังขาร ต้องเห็นความเป็นจริงของ กาม อันเป็นของร้อนและดักให้ตกต่ำ ต้องน้อมใจไปในทางสงบจากกาม และเห็นคุณค่าใน เนกขัมมะ

การคิดที่เห็นทุกข์ของกาม เห็นคุณจากการเว้นกาม นี่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ สัมมาสังกัปปะ หรือ วิธีคิดแบบพุทธะ ในส่วนของข้อแรกคือ เนกขัมมสังกัปปะ

นอกจากนั้นแล้ว เราก็ยังสามารถเจริญการดำริเช่นนี้ได้ด้วยการคิดในทางเสียสละ เน้นจาคะคือการให้ ไม่ละโมบโลภมาก คิดถือเอาในความสันโดษ คือเห็นค่าความพอเพียงและสิ่งที่มีอยู่ตามอัตภาพ ไม่พยายามวิ่งตามกระแสค่านิยมหรือแฟชั่นต่างๆ สิ่งใดมีแล้วเกินจำเป็นก็บริจาคให้ผู้ยากไร้ที่ลำบากกว่า ฯ การปล่อยความโลภออกจากใจเช่นนี้ ใจก็สงบเย็นและเป็น “เนกขัมมะ” ซึ่งยังหมายถึงความปลอดโปร่งจากสิ่งยั่วเร้าทั้งหลาย เหมือนกับคนบวชเนกขัมมะ ก็คือการให้โอกาสชีวิตได้อยู่ไกลห่างจากกามคุณทั้งหลายอันเป็นสิ่งยั่วเร้าบ้าง เพื่อให้จิตมีโอกาสทบทวนตนและความเป็นจริงของชีวิตอย่างกระจ่างชัดเจน

สำหรับข้อสองคือ อัพยาปาทสังกัปปะ อันหมายถึงการคิดในทางเว้นเสียจากพยาบาทหรือความโกรธขุ่นเคืองทั้งหลาย เหตุใดจึงต้องละเว้นจากความโกรธ ความพยาบาท หรือความขุ่มเคืองทั้งหลาย ? ขอยกตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าดังว่า *( D)

“บุคคลฆ่าความโกรธเสียแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ดูกรท้าววาสวะ พระอริยะเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญ การฆ่าความโกรธอันมีรากเป็นพิษมียอดหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก”

เพราะความโกรธมีรากเป็นพิษ แต่มียอดหวาน หมายถึง ให้ความรู้สึกสะใจหรือสาแก่ใจเมื่อได้ตอบสนองต่อความโกรธหรือระบายมันออกมา แต่ผลร้ายของการโกรธอย่างขาดสติกลับมียิ่งกว่านัก คิดในทางโกรธก็เหมือนมีกองไฟเผาไหม้อยู่บนหัวตัวเอง ย่อมแผดเผาให้พินาสไปทั้งกายใจของตน ผู้คน และสิ่งรอบข้างทั้งหลาย

พระองค์จึงทรงแนะนำให้เอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ เอาชนะความชั่วด้วยความดี อีกทั้งยังทรงเน้นย้ำว่า “บุคคลโกรธตอบบุคคลผู้โกรธ จัดว่าเป็นคนเลวกว่าบุคคลผู้โกรธ...

“บุคคลผู้ไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธ ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก บุคคลใดรู้ว่าบุคคลอื่นโกรธแล้ว มีสติสงบใจได้ บุคคลนั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ แก่ตนและบุคคลอื่น” *(E)

ผู้เป็นฝ่ายเห็นความโกรธของคนอื่นก่อน มีโอกาสมากกว่าที่จะยับยั้งชั่งใจ และแลเห็นโทษจากความโกรธที่อีกฝ่ายกำลังแสดงให้ตนดู มากกว่าผู้โกรธก่อนซึ่งไม่ทันมีสติ หากมีโอกาสเช่นนี้แล้วแต่กลับไม่ใช้ ทั้งรับความโกรธนั้นมาด้วยอัตตาแล้วยังทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ถือว่า ผู้โกรธตอบเป็นฝ่ายที่แย่กว่า

เมื่ออีกฝ่ายกระทำไม่ดีต่อเรา หากโกรธแค้นอาฆาตอีกฝ่าย เท่ากับว่าตนเองก็กำลังซ้ำเติมตน ด้วยการทิ่มแทงจิตให้เป็นทุกข์มากขึ้น การละเว้นจากความโกรธหรือความพยาบาท จึงไม่ได้เป็นประโยชน์แก่คนอื่นเท่านั้น หากเป็นการรักตัวเองที่แท้จริง ไม่ยอมให้ตนต้องเป็นทุกข์ซ้ำเติมลงไป

...คนอื่นอาจพูดบาดหู แต่คนที่เก็บคำนั้นมาบาดใจตนก็คือตัวเราเอง คนอื่นอาจทำให้ร่างกายเราเจ็บปวดทรมาณ แต่คนที่นำความเจ็บนั้นมาบีบคั้นใจตนก็ไม่พ้นตัวเราเอง

การคิดแบบพุทธะคือการคิดที่เป็นอิสระจากกิเลส ดั่งข้อแรกที่เป็นไทจากกาม ข้อที่สองนี้ก็เป็นไทจากพยาบาท ถ้าสมองเรามีพยาบาทเป็นนายแล้ว เราจะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขได้อย่างไร การคิดใดๆ มันก็หลงวกวนเวียนอยู่ในการจองเวรจองกรรมไม่สิ้นสุด นี่จึงมิใช่อิสระเลย

ท่านจึงทรงตรัสสอนวิธีคิดของเราว่า *(F)

“ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญเมตตาในบุคคลนั้น
“ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น
“ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญอุเบกขาในบุคคลนั้น
“ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงถึงการไม่นึกไม่ใฝ่ใจในบุคคลนั้น
"ความอาฆาตพึงบังเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงนึกถึงความเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน ให้มั่นในบุคคลนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นทายาท (ผู้รับผล) ของกรรมนั้น”

การคิดแบบพุทธะ มุ่งหมายเอาชนะความชั่วร้ายด้วยความดีงาม และแลเห็นสิ่งต่างๆ ตามกฎแห่งกรรม ในเมื่อการโกรธไม่ใช่กรรมอันควรแล้ว ก็ไม่ควรสุมไฟด้วยความโกรธลงไปอีก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเหตุแห่งทุกข์และปัญหาต่างๆ ให้เลวร้ายมากขึ้น

ตามกฎแห่งกรรมแล้ว คนที่คิดก็ดี พูดก็ดี หรือกระทำทางกายก็ดี ด้วยความโกรธ ความโกรธเหล่านั้นก็จะเป็นผลย้อนกลับคืนไปหาผู้กระทำ เราคิดด้วยความโกรธ ความโกรธนั้นก็เพิ่มความดันในเลือด บีบคั้นกายใจ ทำให้เป็นเครียดเป็นโรค และหมักหมมนิสัยความโกรธไว้จนเผลอกระทำตามอารมณ์ชั่ววูบในวันหน้า

หากเรารับมือกับความโกรธของคนอื่นหรือแม้แต่ของตนเอง ด้วยความเมตตา กรุณา อุเบกขา ฯ พลังที่ดีงามเหล่านี้ก็เป็นผลต่อกายใจของเราเอง

แม้เป็นความโกรธในใจตนเองก็ให้เมตตา กรุณา และอุเบกขาต่อตัวตนภายในที่โกรธนั้น ซึ่งอาจเป็นความเจ็บปวดที่สะสมในใจจากอดีตที่ผ่านมา กำลังพยายามเรียกร้องหรือปกป้องตนเอง โดยใช้ความโกรธเป็นอาวุธ แต่เมื่อเรามีสติแล้วเมตตาฯ ตน เราก็กำลังมีหนทางในการปกป้องตัวเองที่ดีกว่าแล้ว

มีเรื่องที่น่าสนใจในพระไตรปิฎกจุดหนึ่งคือตอนที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงขับไล่ภิกษุสงฆ์เพราะเหตุบางอย่าง ซึ่งในพระไตรปิฎกไม่ได้บอกว่าคือสาเหตุใด

หลังจากนั้นทรงออกบิณฑบาตยังกรุงกบิลพัสดุ์ แล้วเสด็จกลับมาเสวยพระกระยาหาร ก่อนเข้าไปยังป่ามหาวัน ประทับนั่ง ณ โคนต้นมะตูมหนุ่ม ขณะนั้นทรงเกิดความรำพึงว่า

“เราเองได้ขับไล่ภิกษุสงฆ์ไปแล้ว ในภิกษุเหล่านี้ มีพวกภิกษุใหม่บวชยังไม่นาน
เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่เห็นเราก็จะพึงเป็นอื่น เปลี่ยนแปลงไป
เหมือนลูกโคน้อยๆ เมื่อไม่เห็นแม่ก็จะพึงเป็นอื่น เปลี่ยนแปลงไปฉะนั้น และ
เหมือนพืชที่ยังอ่อนๆ ขาดน้ำพึงเหี่ยวเฉาไปฉะนั้น ทางที่ดี เราพึงอนุเคราะห์
ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ เหมือนกับที่เคยอนุเคราะห์มาแล้วในครั้งก่อนๆ เถิด”

จึงทรงเสด็จออกจากป่าในเวลาเย็น กลับโครธาราม ทรงแสดงฤทธิ์ให้ภิกษุเกิดความเกรงกลัวจนต้องทยอยเข้าเฝ้า ก่อนตรัสสอนว่า

“การที่ภิกษุทุศีลเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพนี้เป็นการกระทำที่ต่ำทราม การที่ภิกษุทุศีลประพฤติเช่นนี้ ย่อมถูกชาวโลกด่าว่า ‘เจ้าคนนี้อุ้มบาตรเที่ยวขอชาวโลกมาเลี้ยงชีพ’

“กุลบุตรต่างเป็นผู้ตระหนักในเหตุ อาศัยความตระหนักในเหตุจึงเข้ามาใช้ชีวิต
เที่ยวขอก้อนข้าวนี้ มิใช่ถูกพระราชารับสั่งให้นำไปจองจำ มิใช่ถูกพวกโจรนำไปกักขัง มิใช่เป็นลูกหนี้ มิใช่ตกอยู่ในห้วงอันตราย มิใช่จะยึดเป็นอาชีพ แท้ที่จริง กุลบุตรเหล่านั้นเข้ามาบวชด้วยเหตุผลว่า ‘พวกเราต่างถูกชาติ (ความเกิด) ชรา (ความแก่) มรณะ (ความตาย) โสกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์ (ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) ทับถมครอบงำ จมปลักอยู่ในทุกข์ สาละวนอยู่กับทุกข์ ทำอย่างไรเล่า การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏได้’

“กุลบุตรนี้เป็นผู้บวชด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่แล้วกุลบุตรนั้นกลับ
เกิดความละโมบ กำหนัดยินดีอย่างแรงกล้าในกาม มีจิตพยาบาท คิดประทุษร้าย ลงลืมสติ ไม่รู้สึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกระสับกระส่าย ไม่สำรวมอินทรีย์ บุคคลผู้เสื่อมจากโภคะของคฤหัสถ์ และไม่สามารถบำเพ็ญประโยชน์สำหรับความเป็นสมณะให้บริบูรณ์ได้ เราเรียกว่า เป็นเหมือนท่อนไม้ที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า” *(G)

จากที่อ่านมาถึงจุดนี้ เราคงพอตีความได้ว่า เหตุแห่งการขับไล่ภิกษุออกไปแล้วทรงเลือกออกมาพักผ่อนลำพังในตอนแรกนั้น เกิดจากความ “ทุศีล” คือการละเมิดพระธรรมวินัยของเหล่าภิกษุ ซึ่งถูกความโลภ โกรธ หลง ทำให้ขาดความสำรวมระวังจนทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเป็นสมณะ เรียกได้ว่า ประพฤติตนไม่สมกับเป็นลูกศิษย์ของท่าน

แทนที่ท่านจะทรงโกรธเคือง หรือทอดทิ้งพวกเขาไปเสีย กลับคิดถึงด้วยความใส่ใจ เห็นใจ และเข้าใจ เมื่อได้พักผ่อนจนสภาพพระวรกายและเหตุปัจจัยในการสอนพร้อมแล้ว จึงเสด็จดำเนินกลับไปทรงตักเตือนในเชิงดุ และตรัสสอนพวกเขาให้เห็นคุณค่าที่เลือกมาฝึกตน นี่ก็ถือเป็นตัวอย่างของ อัพยาปาทสังกัปปะ ต่อลูกศิษย์ของท่าน

ในคำตรัสสอนนี้ก็ยังสะท้อนให้เราเห็นว่า การสอนของท่านนั้นไม่ได้จี้ตรงยังความผิดอย่างเดียว แต่ยังตรัสให้ภิกษุเหล่านั้นเปลี่ยนวิธีคิดของตนเองว่าที่มาบวชนี้เป็นเพราะสาเหตุใด มีคุณค่าอย่างใด และชี้ให้เห็นว่าความประพฤตินี้มีสาเหตุจากอะไร

อีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนวิธีคิดแบบพุทธะในการไม่พยาบาทหรือจองเวรจองกรรมต่อกันด้วยปัญญา คือกรณีที่ พระปุณณะ ขออนุญาตพระพุทธเจ้าเดินทางไปบำเพ็ญภาวนาในแคว้นสุนาปรันตะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน

พระองค์ตรัสถามว่า ชาวสุนาปรันตะเป็นคนดุร้าย ถ้าเขาด่าว่า ท่านจะวางใจต่อคนเหล่านั้นอย่างไร ?

พระปุณณะทูลตอบว่า... จะคิดว่ายังดีนักหนาที่เขาไม่ตบตี

พระองค์ตรัสถามอีกว่า ถ้าเขาตบตีจะวางใจอย่างไร ?

พระปุณณะทูลตอบว่า... จะคิดว่ายังดีนักหนาที่เขาไม่ขว้างปาด้วยก้อนดิน

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ถ้าเขาขว้างด้วยก้อนดิน จะวางใจอย่างไร ?

ทูลตอบว่า... จะคิดว่ายังดีนักหนาที่เขาไม่ทุบตีด้วยท่อนไม้

พระองค์ตรัสถามว่า ถ้าเขาทุบตีด้วยท่อนไม้ จะวางใจอย่างไร ?

ทูลตอบว่า... จะคิดว่ายังดีนักหนาที่เขาไม่ฟันแทงด้วยศัสตรา

ท่านตรัสถามต่อว่า ถ้าเขาฟันแทงด้วยศัสตรา จะวางใจอย่างไร ?

ทูลตอบว่า... จะคิดว่ายังดีนักหนาที่เขาไม่เอาศัสตราอันคมฆ่าเสีย

แล้วท่านก็ตรัสถามว่า ถ้าเขาเอาศัสตราอันคมปลิดชีพเสีย จะวางใจอย่างไร ?

พระปุณณะทูลตอบว่า... จะคิดว่า มีสาวกบางท่านเบื่อหน่ายร่างกายและชีวิตต้องเที่ยวหาศัสตรามาสังหารตนเอง แต่เราไม่ต้องเที่ยวหาเลย ก็ได้ศัสตราแล้ว

พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสชื่นชมที่มี “ทมะ” (ความข่มกลั้น) และ “อุปสมะ” (ความระงับใจ) สามารถไปอยู่ในแคว้นสุนาปรันตะได้ *(H)

คำตอบข้างต้นนี้ คือวิธีคิดที่ปราศจากพยาบาท เป็นตัวอย่างแก่เราได้ดีว่า แม้สถานการณ์จะดูเลวร้ายเพียงใดก็ตาม มันก็ยังมีแง่มุมดีๆ ให้เรามองเห็นเพื่อสามารถวางใจอย่างเป็นสุขได้เสมอ ผู้ที่จะสามารถคิดเช่นนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง ย่อมไม่พ้นต้องมี ทมะ กับ อุปสมะ ในใจตนเอง จึงข่มกลั้นและระงับใจมิให้ความโกรธ เกลียด กลัว หรือเครียด มาครอบงำตนเองได้

การคิดในแง่ดีที่เป็น “อัพยาปาทสังกัปปะ” ยังหมายถึงการไม่เพ่งโทษผู้อื่น การเพ่งโทษหมายถึง การเอาแต่โทษหรือประณามผู้อื่นเป็นต้นเหตุ และการจับจ้องแต่ส่วนที่เลวของผู้อื่นจนนำมาขยายความเกินเลย ดังคาถาธรรมบทที่กล่าวว่า

“โทษของผู้อื่นเห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของคนอื่น ดุจบุคคลโปรยแกลบแต่ปกปิดโทษของตนไว้ เหมือนพรานนกปกปิดอัตภาพด้วยกิ่งไม้ ฉะนั้น อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลผู้ตามเพ่งโทษผู้อื่น” *(I)

หากใจเราเอาแต่คิดถึงความชั่วร้ายของผู้อื่น หมกมุ่นในการคิดโทษผู้อื่น คิดขยายความไม่ดีของเขาจนเกินควร การคิดเหล่านี้ก็เป็น อกุศลวิตก ทำให้กิเลสหมกหมัมในกมลสันดานตนเองมากขึ้น

...อย่าเอาความเลวร้ายคนอื่นมาใส่ใจจนตนเองเลวร้ายกว่าเขาเสียเอง อย่าเอาแต่คิดถึงความมืดมนที่คนอื่นกระทำไว้ จนใจตนหม่นหมองและมืดมน

ท่านพุทธทาสได้สอนเป็นคำกลอนในเรื่องนี้ไว้ว่า

“เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย,

“จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเอย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง,

“ไม่ควรฟุ้ง ฟื้นฝอย หาตะเข็บ
ถ้าเผลอมัน กัดเจ็บ จะยุ่งขิง
เสียเวลา ไม่คุ้มค่า, ควรประวิง
ทุกๆ สิ่ง มองแต่ดี มีอยู่พอ”

มันอาจรู้สึกเหมือนไม่ยุติธรรม เมื่อเราไม่จ้องจับผิดหรือโทษประณามใคร แต่ความยุติธรรมมีอยู่เสมอในกฎแห่งกรรม อาจกล่าวได้ว่า พระเจ้าจะลงโทษเขาเอง หรือจักรวาลจะพิจารณาโทษเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องโลภ โกรธ หรือหลงไปกับสถานการณ์หรือความชั่วร้ายของเขา จนสร้างกรรมทางใจเป็นผลลบต่อชีวิตของเราเสียเอง

สำหรับข้อสุดท้ายของ สัมมาสังกัปปะ คือ อวิหิงสาสังกัปปะ เป็นการดำริในอันไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่มุ่งหมายเอาชนะ แก่งแย่งแข่งดี หรือส่งเสริมความรุนแรงให้เกิดขึ้นมิว่าในทางใด แม้แต่การไม่ “บูลลี่” คนอื่น ก็อยู่ในคำว่า อวิหิงสา ด้วย

คำว่า “อวิหิงสา” ยังเป็นข้อหนึ่งของหลัก ทศพิธราชธรรม ซึ่งหมายถึง หน้าที่ที่พระราชาผู้ปกครองควรประพฤติ โดยตามความหมายจาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ได้ให้ความหมายของ อวิหิงสา ของทศพิธราชธรรมไว้ว่า

“ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือ เกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใด เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง — non-violence; non-oppression”

ดังนั้นการคิดแบบอวิหิงสา หรือ อวิหิงสาสังกัปปะ จึงยังครอบคลุมถึงการคิดที่ไม่หวังกดขี่ข่มเหง กลั่นแกล้ง เอารัดเอาเปรียบ หรือใช้อำนาจกับฐานะในทางที่มิชอบ ขณะที่วิหิงสาคือความรุนแรง อวิหิงสาสังกัปปะก็คือการคิดในสันติวิธี คิดเพื่อหาหนทางให้เกิดสันติสุขร่วมกัน มิใช่การมีผู้ชนะหรือมีผู้อยู่เหนือกว่าใคร

คาถาธรรมบทตอนหนึ่งได้ให้ข้อคิดไว้ว่า *(J)

“เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ เมื่อพวกมนุษย์มีเวรกันอยู่ เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ เป็นอยู่สบายดีหนอ

“ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมเป็นทุกข์ พระขีณาสพผู้สงบระงับ ละความชนะความแพ้ได้แล้วย่อมอยู่เป็นสุข”

ข้อความย่อหน้าแรก “เวร" คือความผูกใจเจ็บ การปราศจากเวร ก็คือการไม่มี พยาบาทสังกัปปะ และ พยาบาทวิตก ไม่มีความคิดแค้นเคืองใคร คนที่เป็นเช่นนั้นย่อมอยู่เย็นเป็นสุข

ผู้ที่พยายามชนะหรือหมายมั่นในการเอาชนะอีกฝ่าย ย่อมก่อเวรหรือผูกความเคืองใจให้เกิดขึ้นแก่กัน เพราะได้เบียดเบียนให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นทุกข์ อีกฝ่ายก็ย่อมอยากเอาคืนหรือพลิกเป็นผู้ชนะในวันหน้า ดังนั้นแล้ว ผู้ละจากอาสวะกิเลส ย่อมละจากความชนะความแพ้ จึงอยู่เย็นเป็นสุข

ผู้เขียนได้ฟังธรรมหนึ่งของท่านพุทธทาส มีข้อความหนึ่งในการเทศนานั้นที่ทำให้ผู้เขียนคลายจากความหมายมั่นในการต่อสู้ฟาดฟันลงไปมาก จากเดิมที่เป็นคนไม่ยอมอะไรง่ายๆ ข้อความนั้นคือ “ชนะหรือแพ้ ก็ไม่ถึงความสงบ”

ตราบใดที่ใจเรายังมีเมล็ดพันธุ์แห่งความรุนแรง ตราบนั้นก็จะยังมีความพยายามเอาชนะหรือข่มเหงรังแก ไม่ตนเองก็ผู้อื่น ในทางหนึ่งทางใด เมื่อนั้นแล้วก็ต้องเป็นทุกข์เพราะการเปรียบเทียบ การแข่งขัน การชิงดีชิงเด่น โอ้อวดเกทับกัน การแสวงหาการยอมรับ ความอยากมีคุณค่า หรือการแพ้การชนะอยู่ร่ำไป ความสงบในชีวิตก็หายากยิ่ง

ความพยายามเอาชนะ มิได้ทำให้เราได้เติมเต็มสิ่งที่ใจต้องการอย่างแท้จริง

บ่อยครั้งที่เราควรคิดแก้ไขปัญหา แต่สมองกลับคิดวนแต่การหาทางเอาชนะอยู่ ทั้งที่เรื่องราวอาจไม่ได้ซับซ้อน แค่รอมชอมถอยคนละก้าวก็ได้ แต่เรื่องเล็กก็มักถูกทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะการคิดอยากเอาชนะกัน อยากเป็นใหญ่กว่าอีกฝ่ายหรือเป็นผู้ถูกต้อง ส่วนหนึ่งมันก็มาจากความต้องการมีคุณค่านั่นแล

ตามข้อมูลจากอาจารย์บุษบง เจริญวัฒนะ และ เหมือนขวัญ เรณุมาศ ในวารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 บทความ “สันติวิธี : การจัดการความขัดแย้งตามแนวทางสันติวิธี” ได้สรุปหลักคิด 8 ประการของสันติวิธี ไว้ดังนี้

ปฏิเสธความรุนแรงอย่างสิ้นเชิง
โจมตีที่ตัวปัญหา ไม่ใช่ตัวบุคคล
สร้างความสัมพันธ์อันดี
ไม่มุ่งเอาชนะกัน แต่สร้างความร่วมมือกัน
ตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย
มองทุกคนมีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน
เน้นทั้งเหตุผลและความรู้สึก
กล้าและสร้างสรรค์

ข้อที่แปดนี้ ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นเพราะความกลัว การใช้สันติวิธีจึงต้องก้าวข้ามความกลัว และกล้าเผชิญกับความเป็นจริง กล้าตั้งคำถาม กล้าคิด กล้ากำจัดอคติ กล้าที่จะสูญเสียผลประโยชน์บางอย่าง และกล้าหันหน้าเข้าหาเพื่อพูดคุยกัน ความกล้าหาญเหล่านี้ก็จะผลักดันให้เกิดการกระทำที่สร้างสรรค์เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

หลักแปดข้อนี้ เราสามารถใช้เป็นหลักในการคิดเพื่อขจัดวิหิงสาในตนให้หมดไป เพื่อทำให้การใช้ชีวิตของเรานั้นเป็นไปอย่างกล้าหาญและสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์แก่ทุกๆ ฝ่าย มิใช่แค่ตนเองเท่านั้น

...ผู้ที่คิดอย่างสันติ จึงจะพบสันติในชีวิต ผู้ที่คิดใช้ความรุนแรง ย่อมหาความสงบในชีวิตไม่พบ

หากสังเกตให้ดีจักเห็นว่า อกุศลวิตก กับ มิจฉาสังกัปปะ ทั้งสามล้วนมีความโลภ โกรธ หลง เป็นแรงผลักดัน และเป็นไปเพื่อสนองความโลภ โกรธ หลง

กามวิตก / กามสังกัปปะ เป็นการคิดเพราะความโลภ สนองความโลภ
พยาบาทวิตก / พยาบาทสังกัปปะ เป็นก

ความหมายของธรรมวรรณศิลป์

ศูนย์การเขียนเปลี่ยนชีวิต สถาบันธรรมวรรณศิลป์

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

คุณ... แล้วหรือยัง ?
ส. ค. ส. ต้อนรับปี 2565
มีอะไรอยู่ในห่อนี้...
คุณให้เขา เราดูไพ่ให้คุณ
เกมไพ่เส้นทางฝัน
สอนเด็กอย่างไรให้อยากเรียน และทางออกสอนออนไลน์
ฝึกพูดสั้น "วิถีครูกับชีวิตของฉัน"
สัมภาษณ์ผู้เรียน "พื้นฐาน เขียนภาวนา" รุ่นที่ 1/63 (คุณปุ๊กลุ๊ก)
สัมภาษณ์ผู้เรียน "พื้นฐาน เขียนภาวนา" รุ่นที่ 1/63 (คุณก้อย)
เกี่ยวกับเรา สถาบันธรรมวรรณศิลป์

เว็บไซต์

ที่อยู่


74 สุขาภิบาล 5 ซอย 20
Bangkok
10220
Bangkok องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
The Rotary Club of Bangkok South The Rotary Club of Bangkok South
The Crowne Plaza Bangkok Lumpini Park Hotel,Lower Ground Floor, 952 Rama IV Road,
Bangkok, 10500

Give a little, change a lot... With help of sponsors and donations, we have funded and installed over 500 water systems throughout Thailand.

Greenpeace Thailand Greenpeace Thailand
1371 อาคารแคปิตอลแมนชั่น ชั้น 1 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok, 10400

ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมด้วยสันติวิธี

The JUMP Foundation The JUMP Foundation
1/5-1/6, Soi Ari 2, Phahonyothin Road Samsen Nai, Phayathai · กรุงเทพมหานคร
Bangkok, 10200

The JUMP! Foundation is a non-profit organization that believes in inspiring, empowering, and engaging youth through collaborative and innovative transformational learning programs.

Love Wildlife Love Wildlife
77 Nakornsawan Rd. Wat Sommanat, Pomprap Sattruphai
Bangkok, 10100

Love Wildlife is a Thai non-profit organization dedicated to protecting southeast Asian wildlife through outreach and education. Thank you for the support!

Friedrich Naumann Foundation for Freedom Southeast & East Asia Friedrich Naumann Foundation for Freedom Southeast & East Asia
Bangkok, 10110

The creative innovation platform for the promotion of freedom

William Warren Library ห้องสมุดวิลเลียม วอ William Warren Library ห้องสมุดวิลเลียม วอ
10/1, Soi Kasemsan2, Rama 1 Rd., Wangmai, Pathumwan
Bangkok, 10330

พื้นที่สำหรับผู้ที่สนใจสืบค้นข้อมูลด้านผ้า การออกแบบ และศิลปะร่วมสมัย

Imagine Thailand Imagine Thailand
195 Soi Udomsuk 37 Sukhumvit Road
Bangkok, 10261

We believe in the capacity of youth, university students and skilled professionals to create a new future for communities in need. Our work shapes global citizens who bring real benefit and change to local communities, the marketplace and the world.

ChangeFusion ChangeFusion
4th Floor, VolunteerSpirit Home 2044/21 New Petchaburi Road, Bangkapi, Huay Khwa
Bangkok, 10310

ChangeFusion grows social entrepreneurs for sustainable change

Culture Network Foundation - CNF Culture Network Foundation - CNF
Bangkok, 10230

Culture Network Foundation (CNF) is a not-for-profit organisation run by a small local Thais family with kindly helps from worldwide volunteers on various arts and community projects. ([email protected])

มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์
19/39 ซอยหัวหมาก 11 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ
Bangkok, 10240

A tree planting organization that aims to increase no. of trees in Thailand and raise green awareness in Thai people.

ASAswu ชมรมอาสาพัฒนา มศว ASAswu ชมรมอาสาพัฒนา มศว
114 สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา
Bangkok, 10110

เพจประชาสัมพันธ์กิจกรรมของชมรมอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

UNICEF Thailand UNICEF Thailand
19 Phra Atit Road
Bangkok, 10200

ยูนิเซฟทำงานเพื่อส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็กทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก