สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุ

ตำแหน่งใกล้เคียง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งข
สำนักงานคณะกรรมการการแข่งข
สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน
โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ชั้น 5, ถนนแจ้ง
สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกอง
สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกอง
แจ้งวัฒนะ
หัวใจสีฟ้า ประชาธิปัตย์ เขตห
หัวใจสีฟ้า ประชาธิปัตย์ เขตห
200/240 ซอยแจ้งวัฒนะ 10
Media Agency Association of Thailand - MAAT
Media Agency Association of Thailand - MAAT
40/64 อาคาร OCM ซอย สยามสามัคคี วิภาวดีรังสิต แขวง ตลาดบางเขน เขต หลักสี่
มูลนิธิสายธาร Saitarn Foundation
มูลนิธิสายธาร Saitarn Foundation
BETAGRO GROUP 323 Vibhavadi Rangsit Road, Laksi
โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิ
โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิ
Mirror Art แจ้งวัฒนะ 1 แยก 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
สายงานกิจการนักศึกษา มธบ.
สายงานกิจการนักศึกษา มธบ.
สำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
มูลนิธิกระจกเงา
มูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 191 ซอย วิภาวดีรังสิต 62 แยก 4-7 แขวง ตลาดบางเขน เขต หลักสี่ กรุงเทพมหาน
CWEFT
CWEFT
CWEFT, 90/15 Moo 4, Chaengwattana 11 Road, Thung Song Hong, Laksi
Thai Furniture Association
Thai Furniture Association
65/13 Soi Chaengwatana1,Talad Bangkaen,Lak Si
ของดีชินเขตงามวงค์วาน
ของดีชินเขตงามวงค์วาน
Soi Chinnakhet 2/16
Lutheran Heritage Foundation Asia
Lutheran Heritage Foundation Asia
34/51-53 ซอย แจ้งวัฒนะ 14 หลักสี่ ทุ่งสองห้อง
สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา - LDI
สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา - LDI
1/62, Ngam Wong Wan 43 Alley, Lane 19, Thung Song Hong, Lak Si
มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย (Asian
มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย (Asian
มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย

ตำแหน่งใกล้เคียง government

กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism
กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism
120 หมู่ 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี ชั้น 2 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลัก
สำนักงานกิจการยุติธรรม
สำนักงานกิจการยุติธรรม
สำนักงานกิจการยุติธรรม ชั้น 9 ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรื
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรื
120 Ratthaprasasanabhakti Building, 9th Fl. The Government Complex Commemorating His Majesty, Chaeng Wattana Road Laksi
สำนักตรวจราชการ กรมการพัฒนา
สำนักตรวจราชการ กรมการพัฒนา
ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี เขตหลักสี่
TFO Thailand Film Office
TFO Thailand Film Office
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่
กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage
กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage
อาคารรัฐประศาสนภักดี
กองกฎหมายและคดี สำนักงานคณะ
กองกฎหมายและคดี สำนักงานคณะ
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง
อาคารรัฐประศาสนภักดี ชั้น 5 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งว
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั
แจ้งวัฒนะ
โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน
โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ชั้น 5, ถนนแจ้ง
เรื่องเล่านักกฎหมายชาวดิน
เรื่องเล่านักกฎหมายชาวดิน
10210
กองบังคับการปราบปรามการกระ
กองบังคับการปราบปรามการกระ
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคาร B ชั้น 4 ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่
Thailand Digital Outlook
Thailand Digital Outlook
สดช. ชั้น 9 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันว
กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือ
กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือ
กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3
GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอว
GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอว
Government Complex Building B

ความคิดเห็น

กสม.ปรีดา ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย

เมื่อวันที่ 22 - 23 ธันวาคม 2564 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยพยานผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย ในพื้นที่บ้านบางกลอยล่าง ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแห่งชาติ (กสม.) ในประเด็น ดังนี้
1) สิทธิชุมชน กรณีการใช้และได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

2) สิทธิในกระบวนการยุติธรรม อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย กรณีการจับกุมและควบคุมตัวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564

3) สิทธิและสถานะบุคคล กรณีการกำหนดสถานะบุคคลของกลุ่มคนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนหรือไม่มีสัญชาติไทย

4) สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ อาทิ การประกอบอาชีพและการมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การขาดแคลนอาหารและภาวะทุพโภชนาการ สภาวะเจ็บป่วยและการเข้าถึงการได้รับบริการสาธารณสุข เป็นต้น

ทั้งนี้ กสม. จะนำข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ มาประกอบการพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
กสม. สุชาติ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตรวจสอบคำร้องกรณีการบังคับตรวจดีเอ็นเอ-รับฟังข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 08.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์​สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชน​แห่ง​ชาติ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษา​ประจำ กสม. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมและรับฟังข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สายบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์​จังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้ ​ตามเรื่องร้องเรียนคำร้องที่ 137/2564 และคำร้องที่ 157/2564 กรณีการตรวจดีเอ็นเอประชาชนที่สถาบันปอเนาะมะอูฮัดซูบูลูซซาลาม อ.สายบุรี จ. ปัตตานี ณ ศูนย์ศึกษา​และประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน​จังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้ ​คณะรัฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​สงขลานครินทร์​ จ. ปัตตานี​

ต่อมาเวลา 10.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ปรึกษา กสม. ได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานกับคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษย​ชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​จังหวัดชายแดนภาคใต้ (คสม. จชต.) ณ ห้องศูนย์ศึกษาตุรกี มอ.ปัตตานี

จากนั้น เวลา 13.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ปรึกษา กสม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พบตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการต่อสู้คัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ หรือ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” โดย กสม. สุชาติ ได้ชี้แจงให้เครือข่ายฯ ทราบว่า กสม. ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้มีมติในการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 52/2564 (27) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 หยิบยกและรับเรื่องร้องเรียนข้างต้นไว้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว รวมทั้งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ได้มีหนังสือไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็นที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการดังกล่าวด้วย
กสม.พบผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) เรื่อง สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน กรณีกล่าวอ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) อาจทับซ้อนที่ดินทำกินของราษฎร

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าพบนายสมชาย เลขาวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) เพื่อตรวจสอบการทับซ้อนที่ดินระหว่างป่าสงวนแห่งชาติกุดจับกับที่ราชพัสดุ และแปลงที่ดินทำกินของราษฎร ณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
(ENGLISH BELOW)

(กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2564)
กสม.แถลงผลการตรวจสอบกรณีการชุมนุมปีนี้ ระบุมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายกรณี เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางกลุ่มใช้สิ่งเทียมอาวุธ เสนอรัฐเยียวยาผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ


วันที่ 24 ธันวาคม 2564 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายพิทยา จินาวัฒน์ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญประจำปี 2564 กรณีการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 ซึ่ง กสม. มีมติในคราวการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 53/2564 (28) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เห็นชอบรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

ตามที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนอันเกี่ยวเนื่องกับกรณีการชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 หลายคำร้อง ประกอบกับพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 16 และ 18 กรกฎาคม 2564 รวมทั้งเมื่อวันที่ 1 และ 7 สิงหาคม 2564 อาจมีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงได้มีมติให้ตรวจสอบและตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ โดยได้รับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งจากกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (เจ้าหน้าที่ คฝ.) หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน ผู้พักอาศัยบริเวณรอบพื้นที่การชุมนุม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง และการคุ้มครองสิทธิเด็กในสถานการณ์การชุมนุม ร่วมกับตัวแทนผู้ชุมนุม หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านสันติวิธี และนักจิตวิทยาเด็ก นอกจากนี้ยังได้เฝ้าระวังสถานการณ์และลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนลงพื้นที่ไปติดตามการจับกุมผู้ถูกจับกุมเพื่อตรวจสอบและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย

จากการตรวจสอบ พบว่า การชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 เป็นการรวมตัวของประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักกิจกรรมทางการเมือง เพื่อแสดงความเห็นและมีข้อเรียกร้องปฏิรูปทางการเมืองควบคู่กับข้อเรียกร้องต่อมาตรการของรัฐบาลในการบริหารจัดการสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) โดยมีรูปแบบการชุมนุม
ที่สำคัญ 3 รูปแบบ คือ (1) การชุมนุมที่เป็นการประท้วง การเดินขบวนประท้วง และการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ (2) การชุมนุมในรูปแบบกิจกรรม “คาร์ม็อบ (Car Mob) และ “ไบก์ม็อบ” (Bike Mob) และ (3) การชุมนุมที่ไม่มีกลุ่มหรือแกนนำขับเคลื่อนการชุมนุมอย่างชัดเจน โดยการตรวจสอบมีประเด็นที่ กสม. ได้พิจารณาและมีความเห็น ดังนี้

1. การใช้อำนาจรัฐในการควบคุมดูแลการชุมนุม พิจารณาว่ามีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ พบว่า การบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548) เพื่อจัดการและควบคุมการชุมนุมของรัฐบาล มีแนวโน้มเป็นการห้ามการชุมนุมแบบเหมารวมและห้ามชุมนุมโดยเด็ดขาด และไม่ได้สัดส่วนระหว่างเสรีภาพในการชุมนุม กับความปลอดภัยสาธารณะ (การป้องกันภัยทางสาธารณสุข) นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมผู้ที่มาชุมนุมและดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 และกฎหมายอื่น ซึ่งถือเป็นการสร้างความหวาดกลัวต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุม จึงมีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม

ส่วนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมดูแลการชุมนุม พบว่า หลายกรณี เจ้าหน้าที่ คฝ. ได้ใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนด้วยวิธีการไม่เหมาะสม เช่น ใช้กระบองในลักษณะที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง ยิงกระสุนยางในแนวสูงระดับศีรษะ หรือ ยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปตกในที่พักอาศัยของประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนตามแผนการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 และไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ขณะที่การใช้กำลังจับกุมผู้ชุมนุมนั้น หลายกรณีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้กระสุนยางยิงสกัดการหลบหนี การขับรถยนต์ตัดหน้าเฉี่ยวชนหรือถีบรถจักรยานยนต์จนล้มลง ซึ่ง กสม. เห็นว่า แม้ผู้ที่ถูกจับกุมจะมีการใช้ความรุนแรงในการแสดงออกร่วมอยู่ แต่ไม่มีเหตุจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้วิธีการรุนแรงโดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาโดยเฉพาะการเข้าจับกุมเด็กและเยาวชน จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ของผู้ถูกจับกุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับการดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พบว่า มีการใช้เครื่องพันธนาการในการจับกุมเด็กและเยาวชน ซึ่งขณะที่ถูกจับกุมในบางกรณีเยาวชนไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีหรือต่อสู้ขัดขวาง แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใส่สายรัดข้อมือ (Cable Tie) เป็นเครื่องพันธนาการ และยังปรากฏกรณีเยาวชนถูกควบคุมตัวร่วมกับผู้ต้องหาผู้ใหญ่โดยไม่มีการแยกให้อยู่ในสถานที่พิเศษเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ถูกจับกุมถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจซึ่งไม่ใช่ที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับหรือที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เช่น ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี (ตชด. ภาค 1) ส่งผลให้ทนายความไม่สามารถเข้าพบผู้ต้องหาเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ในทันที ขณะที่การดำเนินคดีบางกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับกุม หรือไม่ยินยอมให้ติดต่อญาติ ซึ่งไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ในประเด็นการปล่อยชั่วคราว ซึ่งมีทั้งกลุ่มผู้ถูกจับและควบคุมตัวที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันและมีประกัน และมีกรณีที่ศาลไม่ให้ประกันตัวด้วยเหตุผลพฤติการณ์ในการกระทำความผิดครั้งหลังผิดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราว หรืออาจมีการกระทำผิดซ้ำ กสม. เห็นว่า กรณีนี้แม้จะเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของศาล แต่การพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวควรยึดหลักที่ว่าทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวนั้นต้องเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อาญา. เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด และสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี

2. ความเห็นต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน แม้การชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2564 จะอยู่ในช่วงเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่การชุมนุมในรูปแบบกิจกรรม “คาร์ม็อบ” (Car Mob) และไบก์ม็อบ (Bike Mob) ซึ่งเป็นการขับขี่ยานพาหนะไปตามเส้นทางต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค อีกทั้งไม่ปรากฏการใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมในลักษณะที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่น ส่วนกรณีที่มีเหตุใช้ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมยุติหรือเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นจากมวลชนที่ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการชุมนุม เช่นเดียวกับการชุมนุมที่เป็นการประท้วง การเดินขบวนประท้วง และการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองและไม่มีจุดประสงค์ในการใช้ความรุนแรง การชุมนุมทั้งสองรูปแบบนี้จึงถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี รูปแบบการชุมนุมที่ไม่มีกลุ่มหรือแกนนำขับเคลื่อนอย่างชัดเจนโดยที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้สิ่งเทียมอาวุธตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถือเป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและมิใช่การชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้มาตรการบังคับทางกฎหมายได้ แต่ต้องคำนึงถึงหลักความเหมาะสมและได้สัดส่วน โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชน

3. ความเห็นต่อผลกระทบและการเยียวยาความเสียหายจากสถานการณ์การชุมนุม เห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมืองเป็นการเฉพาะ แม้มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 13 มิถุนายน 2560 จะกำหนดให้กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำกฎหมายหรือระเบียบ เงื่อนไขและวิธีการช่วยเหลือเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกรณี แต่ปัจจุบันยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในประเด็นนี้

4. ความเห็นต่อกรณีการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์การชุมนุม พบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีการแยกแยะกลุ่มเด็กออกจากกลุ่มผู้ใหญ่ในการชุมนุม รวมทั้งไม่ปฏิบัติต่อเด็กด้วยวิธีการที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ทั้งในเรื่องการใช้กำลังในการควบคุมดูแลการชุมนุม และปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง กสม.ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของเด็กในสถานการณ์การชุมนุม (กรณีสามเหลี่ยมดินแดง) ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อเดือนกันยายน 2564 ซึ่งหน่วยงานเห็นชอบต่อข้อเสนอแนะของ กสม.

จากผลการตรวจสอบและความเห็นข้างต้น กสม. จึงมีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สรุปได้ดังนี้

ในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องงดเว้นการใช้ลวดหีบเพลงแถบหนามเป็นเครื่องมือควบคุมฝูงชน ปรับปรุงวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ คฝ. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและหลักสากล รวมทั้งต้องจัดให้ผู้ถูกจับกุมทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมีตามกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนหลีกเลี่ยงการกระทำ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของผู้ถูกจับกุมในการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้คณะรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 เป็นไปเพื่อป้องกันภัยร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่อาจนำไปใช้ในการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป และควรมอบหมายกระทรวงยุติธรรมเร่งรัดการจัดทำกฎหมายหรือระเบียบกลางในการช่วยเหลือเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกรณีรวมทั้งกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองโดยเร็ว ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรกำหนดแนวทางปฏิบัติให้การควบคุมการชุมนุมกระทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ โดยการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมต้องให้การคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหาอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการตั้งข้อหาที่เป็นการจำกัดหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ศาลยุติธรรมพิจารณากำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว ให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้การรับรองและคุ้มครอง และควรพิจารณามาตรการอื่นแทนการคุมขังด้วย

พร้อมกันนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะต่อการจัดการชุมนุม ซึ่งต้องเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธและสิ่งเทียมอาวุธ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิและความปลอดภัยของบุคคลอื่น รวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้เข้าร่วมการชุมนุม ต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากอันตรายในการชุมนุม และการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และเหตุอื่น โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน รวมทั้งควรมีช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้จัดการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปตามหลักสากล

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
24 ธันวาคม 2564

.

(NHRCT Weekly Press Conference, No. 13/2564)


The NHRCT reports the investigation of human rights violations during political demonstrations: the disproportional acts by police officers and the use of artificial weapons by some protesters found. The NHRCT issues recommendations for the government to provide remedies to affected protesters, people and police officers.

On 24 December 2021, the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) led by Mr. Wasan Paileeklee and Assistant Professor Suchart Setthamalinee, National Human Rights Commissioners, together with Mr. Pittaya Jinawat and Mr. Boonkua Somnuk, Advisors to the NHRCT, released the report on the investigation of human rights violations for the year 2021 in the case of political demonstrations during July-September 2021. The report was adopted at the NHRCT meeting on human rights protection and standards No. 53/2021 (28) on 20 December 2021. The details can be summarized as follows:

The NHRCT received a number of complaints related to political demonstrations during July-September 2021, and the NHRCT viewed that certain incidents should be raised to investigate whether there are acts or omissions of human rights violation during the demonstrations on 16 and 18 July, and on 1 and 7 August 2021. Therefore, the Working Group was appointed to investigate cases of human rights violations during the period. In producing the report, the Working Group collected information from all parties, namely protesters, crowd control police officers, relevant government agencies, media, residents around the demonstration areas and affected people. Brainstorming sessions were also organized to seek possible conflict solutions, including the protection of children's rights in demonstrations. Representatives of protesters, government agencies, civil society organizations, scholars on peace studies and child psychologists attended the discussion. In addition, Commissioners and staff members visited protesting areas to observe and monitor the situations, visited protesters who were arrested and coordinated the protection of their human rights.

From the investigation, the NHRCT finds that people who joined political demonstrations during July-September 2021 were mostly school and university students, and political activists who expressed their opinions demanding political reform and called for effective government’s measures to manage the situation of COVID-19 pandemic. The demonstrations were organized in three main forms, which were: (1) protest marches and flash mobs (2) demonstrations in form of "Car Mob" and "Bike Mob" and (3) demonstrations without clear leaders. The investigation of human rights violations focused on the following issues:

1. The use of State power to control and manage the demonstrations The NHRCT considers whether there are acts or omissions that violate human rights or not, and the investigation finds that the enforcement of the Emergency Decree on Public Administration, B.E. 2548 (2005) was used to manage and control the demonstrations by the government, resulting in most prohibition of all forms of demonstrations. The restriction of freedom of assembly is not proportionate to the reason for public health safety. In addition, the arrest and prosecution of protesters for the offenses under the 2005 Emergency Decree and other laws is considered to create fear among people to exercise freedom of assembly in such circumstance. Therefore, it is regarded the act of human rights violation against protesters.

As for the use of force by police officers to manage and control demonstrations, the investigation finds that, in several cases, crowd control police officers used tools with inappropriate methods. For example, batons were used to cause serious injury; rubber bullets were shot at head-height level; tear gas were fired into people's houses. These acts are inconsistent with “the guiding practices for police officers in using crowd control tools under the public assembly supervision plan” according to the Cabinet Resolution on 25 August 2015, and also the United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement. It is also found that the use of force to arrest protesters caused injuries in the course of action since several dangerous tactics were used. For example, rubber bullets were shot to block the escape; cars cut in front of them caused collision; and motorcyclists were shoved away and collapsed. Although there were not peaceful incidents, the NHRCT considers that it is unreasonable for the authorities to resort to violent means without due consideration of harmful consequences, especially when applied to children and youth. Such operation is improper, disproportionate and thus regarded the act of human rights violation.

Concerning the administration of justice, the method used to restrain and arrest children and youth is also inappropriate. In some cases, there was no indication of fleeing or fighting but police officers still used cable tie restraints. The NHRCT also found cases of youth being detained together with adult suspects without separating them to specific places. The arrested persons were taken to police stations that were not the office of the local investigators or investigating officers in charge, such as the Border Patrol Police Region 1 in Pathum Thani Province. As a result, lawyers were unable to immediately meet the accused persons to provide legal assistance. In the litigation of some cases, police officers did not inform the accused persons of their rights or did not allow them to contact relatives which was not in accordance with the legal procedures.

On the issue of temporary release, this included both arrested persons and detainees who were released temporarily without bail and with bail. There were cases where the court did not grant bail for the circumstances of the latter's offense of breaking the conditions of temporary release or there may be repeat offences. The NHRCT considered that in this case, even it was the exercise of discretion under the jurisdiction of the court but the consideration of provisional release should be based on the principle that everyone should be allowed to temporary release. The provisional suspension of release should be applied in cases where there are reasonable grounds as stipulated only in the Criminal Procedure Code in order to be consistent with the Constitution and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) which guarantees the right of accused person or defendant to be presumed innocent until final judgment is made, and safeguards the right to be temporarily released pending trial.

2. Consideration of the exercise of right and freedom of assembly of the people Although political demonstrations in July-September 2021 occurred during the enforcement of the 2005 Emergency Decree to prevent and control the spread of COVID-19, the assembly in form of activities such as “Car Mob” and “Bike Mob”, driving vehicles along different routes, proved its aim to prevent the spread of the disease and there was no violence manner harming life, body and property of other people. As for the violence, it occurred after the end of assembly, or was caused by the mass who did not conform with the assembly rules. As for march protests and flash mobs, they were generally genuine political demonstrations with no violent purpose. These two forms of assembly are thus considered a constitutional exercise of the right and freedom to peaceful assembly and without arms. However, in the assemblies without clear collective or individual leadership, the use of imitation weapons in retaliation to the police by demonstrators are regarded violent, thus not peaceful assembly. Therefore, officials can use legal enforcement measures, but it needs to meet the requirement of the principles of necessity and proportionality, especially the treatment of children and youth.

3. Consideration of the impacts and remedies for damage from the protest situation At present, there is still no specific law or regulation to support those affected by political violence or conflicts. Despite the Council of Ministers’ resolutions on July 5, 2016 and June 13, 2017 assigning the Ministry of Finance, together with related agencies, to draft a law or regulation related to State’s assistance and remedies to cover all harms, the operation has yet to complete without imminent progress. Therefore, the NHRCT recommends to complete the amendment of such law soon.

4. Consideration of the case of child protection in the protest situation It finds that government officials did not distinguish groups of children from adults in the assemblies. They were treated indiscriminately, both in the use of force to control protests and in the judicial process. The NHRCT, therefore, has recommendations to protect the rights and safety of children in protest situations (in the case of the Din Daeng Triangle) to the Royal Thai Police, the Ministry of Justice and the Ministry of Social Development and Human Security in September 2021, which all agencies agreed with.

Based on the results of the investigation and the above consideration, the NHRCT, therefore, proposes recommendations to the Council of Ministers and relevant agencies relating to the prevention and the redress of the situations of human rights violation, including the promotion and safeguards of human rights which can be summarized as follows:

Regarding the prevention and the redress of the situations of human rights violation, the Royal Thai Police has to refrain from using barbed accordion wire for the purpose of crowd control, to improve the procedures and operation of crowd control officers to comply with legal and international standards, to ensure that all arrested persons will enjoy and can access their rights in the judicial process, and to avoid the acts that impede the right of the arrested to obtain legal assistance.

Regarding the promotion and safeguards of human rights, the Council of Ministers has to avoid declaring a state of emergency to keep the assembly in order. The purpose of the 2005 Emergency Decree is to prevent serious threats of national security, and it must not be used in general political gatherings. The Council of Ministers should also assign the Ministry of Justice to expedite the preparation of law or regulation to help and remedy all effected harms to the public, including in the situation of political assembly. Meanwhile, the Royal Thai Police should establish guidelines for the management of public assemblies by uniformed police officers. In the arrest and prosecution of the demonstrators, the Royal Thai Police has to strictly respect the rights of the arrested and the accused and to avoid charges that impose an unreasonable burden on rights and liberties bearers. The NHRCT has also proposed to the Court of Justice to determine the guidelines for the exercise of discretion on provisional release in accordance with the principles recognized and protected by the Constitution and the International Covenant on Civil and Political Rights, and other measures in lieu of detention should be considered.

At the same time, the NHRCT has recommendations on the organizing of assemblies which has to be peaceful and free from weapons and imitation weapons. The organizers or demonstrators must consider the rights and safety of other people, and be responsible to participants in the assembly. The organizers of the assembly have to assess the risks in the assembly and the COVID-19 pandemic as well as other causes, especially the safe areas for children and youth. Lastly, the communication channel between the organizers and government officials should be provided. The assemblies will then be in accordance with international standards.

Office of the National Human Right Commission of Thailand
24 December 2021

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
(The National Human Rights Commission of Thailand - NHRCT) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

องค์กรตามรัฐธรรมนูญเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

"สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน"

สายด่วนร้องเรียน 1377

เปิดเหมือนปกติ

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 24/12/2021

กสม.ปรีดา ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย

เมื่อวันที่ 22 - 23 ธันวาคม 2564 นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยพยานผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย ในพื้นที่บ้านบางกลอยล่าง ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแห่งชาติ (กสม.) ในประเด็น ดังนี้
1) สิทธิชุมชน กรณีการใช้และได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

2) สิทธิในกระบวนการยุติธรรม อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย กรณีการจับกุมและควบคุมตัวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564

3) สิทธิและสถานะบุคคล กรณีการกำหนดสถานะบุคคลของกลุ่มคนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนหรือไม่มีสัญชาติไทย

4) สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ อาทิ การประกอบอาชีพและการมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การขาดแคลนอาหารและภาวะทุพโภชนาการ สภาวะเจ็บป่วยและการเข้าถึงการได้รับบริการสาธารณสุข เป็นต้น

ทั้งนี้ กสม. จะนำข้อเท็จจริง-สภาพปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ มาประกอบการพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 24/12/2021

กสม. สุชาติ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตรวจสอบคำร้องกรณีการบังคับตรวจดีเอ็นเอ-รับฟังข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 08.30 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์​สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชน​แห่ง​ชาติ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษา​ประจำ กสม. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ร่วมประชุมและรับฟังข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สายบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์​จังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้ ​ตามเรื่องร้องเรียนคำร้องที่ 137/2564 และคำร้องที่ 157/2564 กรณีการตรวจดีเอ็นเอประชาชนที่สถาบันปอเนาะมะอูฮัดซูบูลูซซาลาม อ.สายบุรี จ. ปัตตานี ณ ศูนย์ศึกษา​และประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน​จังหวัด​ชายแดน​ภาคใต้ ​คณะรัฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​สงขลานครินทร์​ จ. ปัตตานี​

ต่อมาเวลา 10.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ปรึกษา กสม. ได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานกับคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษย​ชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้​จังหวัดชายแดนภาคใต้ (คสม. จชต.) ณ ห้องศูนย์ศึกษาตุรกี มอ.ปัตตานี

จากนั้น เวลา 13.00 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ปรึกษา กสม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พบตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการต่อสู้คัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ หรือ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” โดย กสม. สุชาติ ได้ชี้แจงให้เครือข่ายฯ ทราบว่า กสม. ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้มีมติในการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 52/2564 (27) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 หยิบยกและรับเรื่องร้องเรียนข้างต้นไว้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว รวมทั้งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ได้มีหนังสือไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนกระบวนการรับฟังความเห็นที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการดังกล่าวด้วย

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 24/12/2021

กสม.พบผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) เรื่อง สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน กรณีกล่าวอ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) อาจทับซ้อนที่ดินทำกินของราษฎร

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 เวลา 09.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าพบนายสมชาย เลขาวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) เพื่อตรวจสอบการทับซ้อนที่ดินระหว่างป่าสงวนแห่งชาติกุดจับกับที่ราชพัสดุ และแปลงที่ดินทำกินของราษฎร ณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 24/12/2021

(ENGLISH BELOW)

(กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2564)
กสม.แถลงผลการตรวจสอบกรณีการชุมนุมปีนี้ ระบุมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายกรณี เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางกลุ่มใช้สิ่งเทียมอาวุธ เสนอรัฐเยียวยาผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ


วันที่ 24 ธันวาคม 2564 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายพิทยา จินาวัฒน์ และนายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญประจำปี 2564 กรณีการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 ซึ่ง กสม. มีมติในคราวการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 53/2564 (28) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เห็นชอบรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

ตามที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนอันเกี่ยวเนื่องกับกรณีการชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 หลายคำร้อง ประกอบกับพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 16 และ 18 กรกฎาคม 2564 รวมทั้งเมื่อวันที่ 1 และ 7 สิงหาคม 2564 อาจมีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงได้มีมติให้ตรวจสอบและตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ โดยได้รับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งจากกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (เจ้าหน้าที่ คฝ.) หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน ผู้พักอาศัยบริเวณรอบพื้นที่การชุมนุม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง และการคุ้มครองสิทธิเด็กในสถานการณ์การชุมนุม ร่วมกับตัวแทนผู้ชุมนุม หน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านสันติวิธี และนักจิตวิทยาเด็ก นอกจากนี้ยังได้เฝ้าระวังสถานการณ์และลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนลงพื้นที่ไปติดตามการจับกุมผู้ถูกจับกุมเพื่อตรวจสอบและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย

จากการตรวจสอบ พบว่า การชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2564 เป็นการรวมตัวของประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักกิจกรรมทางการเมือง เพื่อแสดงความเห็นและมีข้อเรียกร้องปฏิรูปทางการเมืองควบคู่กับข้อเรียกร้องต่อมาตรการของรัฐบาลในการบริหารจัดการสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) โดยมีรูปแบบการชุมนุม
ที่สำคัญ 3 รูปแบบ คือ (1) การชุมนุมที่เป็นการประท้วง การเดินขบวนประท้วง และการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ (2) การชุมนุมในรูปแบบกิจกรรม “คาร์ม็อบ (Car Mob) และ “ไบก์ม็อบ” (Bike Mob) และ (3) การชุมนุมที่ไม่มีกลุ่มหรือแกนนำขับเคลื่อนการชุมนุมอย่างชัดเจน โดยการตรวจสอบมีประเด็นที่ กสม. ได้พิจารณาและมีความเห็น ดังนี้

1. การใช้อำนาจรัฐในการควบคุมดูแลการชุมนุม พิจารณาว่ามีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ พบว่า การบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548) เพื่อจัดการและควบคุมการชุมนุมของรัฐบาล มีแนวโน้มเป็นการห้ามการชุมนุมแบบเหมารวมและห้ามชุมนุมโดยเด็ดขาด และไม่ได้สัดส่วนระหว่างเสรีภาพในการชุมนุม กับความปลอดภัยสาธารณะ (การป้องกันภัยทางสาธารณสุข) นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมผู้ที่มาชุมนุมและดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 และกฎหมายอื่น ซึ่งถือเป็นการสร้างความหวาดกลัวต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุม จึงมีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม

ส่วนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมดูแลการชุมนุม พบว่า หลายกรณี เจ้าหน้าที่ คฝ. ได้ใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนด้วยวิธีการไม่เหมาะสม เช่น ใช้กระบองในลักษณะที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง ยิงกระสุนยางในแนวสูงระดับศีรษะ หรือ ยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปตกในที่พักอาศัยของประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนตามแผนการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 และไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ขณะที่การใช้กำลังจับกุมผู้ชุมนุมนั้น หลายกรณีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้กระสุนยางยิงสกัดการหลบหนี การขับรถยนต์ตัดหน้าเฉี่ยวชนหรือถีบรถจักรยานยนต์จนล้มลง ซึ่ง กสม. เห็นว่า แม้ผู้ที่ถูกจับกุมจะมีการใช้ความรุนแรงในการแสดงออกร่วมอยู่ แต่ไม่มีเหตุจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้วิธีการรุนแรงโดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมาโดยเฉพาะการเข้าจับกุมเด็กและเยาวชน จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ของผู้ถูกจับกุม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับการดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พบว่า มีการใช้เครื่องพันธนาการในการจับกุมเด็กและเยาวชน ซึ่งขณะที่ถูกจับกุมในบางกรณีเยาวชนไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีหรือต่อสู้ขัดขวาง แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใส่สายรัดข้อมือ (Cable Tie) เป็นเครื่องพันธนาการ และยังปรากฏกรณีเยาวชนถูกควบคุมตัวร่วมกับผู้ต้องหาผู้ใหญ่โดยไม่มีการแยกให้อยู่ในสถานที่พิเศษเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ถูกจับกุมถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจซึ่งไม่ใช่ที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับหรือที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เช่น ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี (ตชด. ภาค 1) ส่งผลให้ทนายความไม่สามารถเข้าพบผู้ต้องหาเพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ในทันที ขณะที่การดำเนินคดีบางกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับกุม หรือไม่ยินยอมให้ติดต่อญาติ ซึ่งไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ในประเด็นการปล่อยชั่วคราว ซึ่งมีทั้งกลุ่มผู้ถูกจับและควบคุมตัวที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันและมีประกัน และมีกรณีที่ศาลไม่ให้ประกันตัวด้วยเหตุผลพฤติการณ์ในการกระทำความผิดครั้งหลังผิดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราว หรืออาจมีการกระทำผิดซ้ำ กสม. เห็นว่า กรณีนี้แม้จะเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของศาล แต่การพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวควรยึดหลักที่ว่าทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราวนั้นต้องเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อาญา. เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด และสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี

2. ความเห็นต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน แม้การชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2564 จะอยู่ในช่วงเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่การชุมนุมในรูปแบบกิจกรรม “คาร์ม็อบ” (Car Mob) และไบก์ม็อบ (Bike Mob) ซึ่งเป็นการขับขี่ยานพาหนะไปตามเส้นทางต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค อีกทั้งไม่ปรากฏการใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมในลักษณะที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่น ส่วนกรณีที่มีเหตุใช้ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมยุติหรือเชื่อได้ว่าเกิดขึ้นจากมวลชนที่ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการชุมนุม เช่นเดียวกับการชุมนุมที่เป็นการประท้วง การเดินขบวนประท้วง และการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองและไม่มีจุดประสงค์ในการใช้ความรุนแรง การชุมนุมทั้งสองรูปแบบนี้จึงถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี รูปแบบการชุมนุมที่ไม่มีกลุ่มหรือแกนนำขับเคลื่อนอย่างชัดเจนโดยที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้สิ่งเทียมอาวุธตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถือเป็นการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและมิใช่การชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้มาตรการบังคับทางกฎหมายได้ แต่ต้องคำนึงถึงหลักความเหมาะสมและได้สัดส่วน โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชน

3. ความเห็นต่อผลกระทบและการเยียวยาความเสียหายจากสถานการณ์การชุมนุม เห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมืองเป็นการเฉพาะ แม้มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 13 มิถุนายน 2560 จะกำหนดให้กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำกฎหมายหรือระเบียบ เงื่อนไขและวิธีการช่วยเหลือเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกรณี แต่ปัจจุบันยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในประเด็นนี้

4. ความเห็นต่อกรณีการคุ้มครองเด็กในสถานการณ์การชุมนุม พบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีการแยกแยะกลุ่มเด็กออกจากกลุ่มผู้ใหญ่ในการชุมนุม รวมทั้งไม่ปฏิบัติต่อเด็กด้วยวิธีการที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ทั้งในเรื่องการใช้กำลังในการควบคุมดูแลการชุมนุม และปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง กสม.ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของเด็กในสถานการณ์การชุมนุม (กรณีสามเหลี่ยมดินแดง) ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อเดือนกันยายน 2564 ซึ่งหน่วยงานเห็นชอบต่อข้อเสนอแนะของ กสม.

จากผลการตรวจสอบและความเห็นข้างต้น กสม. จึงมีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สรุปได้ดังนี้

ในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องงดเว้นการใช้ลวดหีบเพลงแถบหนามเป็นเครื่องมือควบคุมฝูงชน ปรับปรุงวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ คฝ. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและหลักสากล รวมทั้งต้องจัดให้ผู้ถูกจับกุมทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมีตามกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนหลีกเลี่ยงการกระทำ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของผู้ถูกจับกุมในการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้คณะรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 เป็นไปเพื่อป้องกันภัยร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่อาจนำไปใช้ในการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป และควรมอบหมายกระทรวงยุติธรรมเร่งรัดการจัดทำกฎหมายหรือระเบียบกลางในการช่วยเหลือเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกรณีรวมทั้งกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองโดยเร็ว ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรกำหนดแนวทางปฏิบัติให้การควบคุมการชุมนุมกระทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ โดยการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมต้องให้การคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับและผู้ต้องหาอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการตั้งข้อหาที่เป็นการจำกัดหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ศาลยุติธรรมพิจารณากำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว ให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้การรับรองและคุ้มครอง และควรพิจารณามาตรการอื่นแทนการคุมขังด้วย

พร้อมกันนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะต่อการจัดการชุมนุม ซึ่งต้องเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธและสิ่งเทียมอาวุธ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิและความปลอดภัยของบุคคลอื่น รวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้เข้าร่วมการชุมนุม ต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากอันตรายในการชุมนุม และการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และเหตุอื่น โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน รวมทั้งควรมีช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้จัดการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปตามหลักสากล

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
24 ธันวาคม 2564

.

(NHRCT Weekly Press Conference, No. 13/2564)


The NHRCT reports the investigation of human rights violations during political demonstrations: the disproportional acts by police officers and the use of artificial weapons by some protesters found. The NHRCT issues recommendations for the government to provide remedies to affected protesters, people and police officers.

On 24 December 2021, the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) led by Mr. Wasan Paileeklee and Assistant Professor Suchart Setthamalinee, National Human Rights Commissioners, together with Mr. Pittaya Jinawat and Mr. Boonkua Somnuk, Advisors to the NHRCT, released the report on the investigation of human rights violations for the year 2021 in the case of political demonstrations during July-September 2021. The report was adopted at the NHRCT meeting on human rights protection and standards No. 53/2021 (28) on 20 December 2021. The details can be summarized as follows:

The NHRCT received a number of complaints related to political demonstrations during July-September 2021, and the NHRCT viewed that certain incidents should be raised to investigate whether there are acts or omissions of human rights violation during the demonstrations on 16 and 18 July, and on 1 and 7 August 2021. Therefore, the Working Group was appointed to investigate cases of human rights violations during the period. In producing the report, the Working Group collected information from all parties, namely protesters, crowd control police officers, relevant government agencies, media, residents around the demonstration areas and affected people. Brainstorming sessions were also organized to seek possible conflict solutions, including the protection of children's rights in demonstrations. Representatives of protesters, government agencies, civil society organizations, scholars on peace studies and child psychologists attended the discussion. In addition, Commissioners and staff members visited protesting areas to observe and monitor the situations, visited protesters who were arrested and coordinated the protection of their human rights.

From the investigation, the NHRCT finds that people who joined political demonstrations during July-September 2021 were mostly school and university students, and political activists who expressed their opinions demanding political reform and called for effective government’s measures to manage the situation of COVID-19 pandemic. The demonstrations were organized in three main forms, which were: (1) protest marches and flash mobs (2) demonstrations in form of "Car Mob" and "Bike Mob" and (3) demonstrations without clear leaders. The investigation of human rights violations focused on the following issues:

1. The use of State power to control and manage the demonstrations The NHRCT considers whether there are acts or omissions that violate human rights or not, and the investigation finds that the enforcement of the Emergency Decree on Public Administration, B.E. 2548 (2005) was used to manage and control the demonstrations by the government, resulting in most prohibition of all forms of demonstrations. The restriction of freedom of assembly is not proportionate to the reason for public health safety. In addition, the arrest and prosecution of protesters for the offenses under the 2005 Emergency Decree and other laws is considered to create fear among people to exercise freedom of assembly in such circumstance. Therefore, it is regarded the act of human rights violation against protesters.

As for the use of force by police officers to manage and control demonstrations, the investigation finds that, in several cases, crowd control police officers used tools with inappropriate methods. For example, batons were used to cause serious injury; rubber bullets were shot at head-height level; tear gas were fired into people's houses. These acts are inconsistent with “the guiding practices for police officers in using crowd control tools under the public assembly supervision plan” according to the Cabinet Resolution on 25 August 2015, and also the United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement. It is also found that the use of force to arrest protesters caused injuries in the course of action since several dangerous tactics were used. For example, rubber bullets were shot to block the escape; cars cut in front of them caused collision; and motorcyclists were shoved away and collapsed. Although there were not peaceful incidents, the NHRCT considers that it is unreasonable for the authorities to resort to violent means without due consideration of harmful consequences, especially when applied to children and youth. Such operation is improper, disproportionate and thus regarded the act of human rights violation.

Concerning the administration of justice, the method used to restrain and arrest children and youth is also inappropriate. In some cases, there was no indication of fleeing or fighting but police officers still used cable tie restraints. The NHRCT also found cases of youth being detained together with adult suspects without separating them to specific places. The arrested persons were taken to police stations that were not the office of the local investigators or investigating officers in charge, such as the Border Patrol Police Region 1 in Pathum Thani Province. As a result, lawyers were unable to immediately meet the accused persons to provide legal assistance. In the litigation of some cases, police officers did not inform the accused persons of their rights or did not allow them to contact relatives which was not in accordance with the legal procedures.

On the issue of temporary release, this included both arrested persons and detainees who were released temporarily without bail and with bail. There were cases where the court did not grant bail for the circumstances of the latter's offense of breaking the conditions of temporary release or there may be repeat offences. The NHRCT considered that in this case, even it was the exercise of discretion under the jurisdiction of the court but the consideration of provisional release should be based on the principle that everyone should be allowed to temporary release. The provisional suspension of release should be applied in cases where there are reasonable grounds as stipulated only in the Criminal Procedure Code in order to be consistent with the Constitution and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) which guarantees the right of accused person or defendant to be presumed innocent until final judgment is made, and safeguards the right to be temporarily released pending trial.

2. Consideration of the exercise of right and freedom of assembly of the people Although political demonstrations in July-September 2021 occurred during the enforcement of the 2005 Emergency Decree to prevent and control the spread of COVID-19, the assembly in form of activities such as “Car Mob” and “Bike Mob”, driving vehicles along different routes, proved its aim to prevent the spread of the disease and there was no violence manner harming life, body and property of other people. As for the violence, it occurred after the end of assembly, or was caused by the mass who did not conform with the assembly rules. As for march protests and flash mobs, they were generally genuine political demonstrations with no violent purpose. These two forms of assembly are thus considered a constitutional exercise of the right and freedom to peaceful assembly and without arms. However, in the assemblies without clear collective or individual leadership, the use of imitation weapons in retaliation to the police by demonstrators are regarded violent, thus not peaceful assembly. Therefore, officials can use legal enforcement measures, but it needs to meet the requirement of the principles of necessity and proportionality, especially the treatment of children and youth.

3. Consideration of the impacts and remedies for damage from the protest situation At present, there is still no specific law or regulation to support those affected by political violence or conflicts. Despite the Council of Ministers’ resolutions on July 5, 2016 and June 13, 2017 assigning the Ministry of Finance, together with related agencies, to draft a law or regulation related to State’s assistance and remedies to cover all harms, the operation has yet to complete without imminent progress. Therefore, the NHRCT recommends to complete the amendment of such law soon.

4. Consideration of the case of child protection in the protest situation It finds that government officials did not distinguish groups of children from adults in the assemblies. They were treated indiscriminately, both in the use of force to control protests and in the judicial process. The NHRCT, therefore, has recommendations to protect the rights and safety of children in protest situations (in the case of the Din Daeng Triangle) to the Royal Thai Police, the Ministry of Justice and the Ministry of Social Development and Human Security in September 2021, which all agencies agreed with.

Based on the results of the investigation and the above consideration, the NHRCT, therefore, proposes recommendations to the Council of Ministers and relevant agencies relating to the prevention and the redress of the situations of human rights violation, including the promotion and safeguards of human rights which can be summarized as follows:

Regarding the prevention and the redress of the situations of human rights violation, the Royal Thai Police has to refrain from using barbed accordion wire for the purpose of crowd control, to improve the procedures and operation of crowd control officers to comply with legal and international standards, to ensure that all arrested persons will enjoy and can access their rights in the judicial process, and to avoid the acts that impede the right of the arrested to obtain legal assistance.

Regarding the promotion and safeguards of human rights, the Council of Ministers has to avoid declaring a state of emergency to keep the assembly in order. The purpose of the 2005 Emergency Decree is to prevent serious threats of national security, and it must not be used in general political gatherings. The Council of Ministers should also assign the Ministry of Justice to expedite the preparation of law or regulation to help and remedy all effected harms to the public, including in the situation of political assembly. Meanwhile, the Royal Thai Police should establish guidelines for the management of public assemblies by uniformed police officers. In the arrest and prosecution of the demonstrators, the Royal Thai Police has to strictly respect the rights of the arrested and the accused and to avoid charges that impose an unreasonable burden on rights and liberties bearers. The NHRCT has also proposed to the Court of Justice to determine the guidelines for the exercise of discretion on provisional release in accordance with the principles recognized and protected by the Constitution and the International Covenant on Civil and Political Rights, and other measures in lieu of detention should be considered.

At the same time, the NHRCT has recommendations on the organizing of assemblies which has to be peaceful and free from weapons and imitation weapons. The organizers or demonstrators must consider the rights and safety of other people, and be responsible to participants in the assembly. The organizers of the assembly have to assess the risks in the assembly and the COVID-19 pandemic as well as other causes, especially the safe areas for children and youth. Lastly, the communication channel between the organizers and government officials should be provided. The assemblies will then be in accordance with international standards.

Office of the National Human Right Commission of Thailand
24 December 2021

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

กสม. แถลงรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญประจำปี 2564
กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 12/2564  วันพุธที่ 15 ธันวาคม 2564
Live ถ่ายทอดสด กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 11/2564
Live กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 10/2564
กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 9/2564 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564
Live คณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ วันที่2
Live การประชุมสมัยที่ 105 ของคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
(Live) กสม.แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 8/2564 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564
Janlo ชวนมาทำคลิปกันครับ
ประเด็น‼ Clubhouse Toxic
Live ถ่ายทอดสด กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 7/2564  วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน 2564

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


120 หมู่ 3
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30
Bangkok องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิ โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิ
Mirror Art แจ้งวัฒนะ 1 แยก 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
Bangkok, 10210

ความสุข = การให้ความใส่ใจ = การลงมือทำ

Juliecomm Juliecomm
SUKHUMVIT 53
Bangkok

Ateliers de théâtre enfants, ados et adultes. Impro, stage ... Un joli mélange à savourer sans attendre sur Bangkok.

Begpackers in Asia Begpackers in Asia
Soi Nana 1
Bangkok

Exposing western people begging for traveling around SEA

Climate Action in Asia-Pacific at Plan International Climate Action in Asia-Pacific at Plan International
14th Floor, 253 Asoke Building
Bangkok

Plan International in Asia's Climate Change Adaptation Team works in 9 countries across the region with an aim to build awareness, support communities to be climate-smart and to empower children by working with and for them.

Evangelische Gemeinde Deutscher Sprache in Thailand Evangelische Gemeinde Deutscher Sprache in Thailand
125/1 Soi Sitthi Prasat, Thung Mahamaek, Sathorn (MRT Lumphini)
Bangkok, 10120

Herzlichen Einladung zu unseren Gottesdiensten und Gemeindeveranstaltungen...

SOOK SOOK
อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. 99/8 ซอยงามดูพลี ถนนพระราม4 แขวงทุ่งมหาเมฆ
Bangkok, 10120

SOOK ผู้สร้างแรงบันดาลใจสู่การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ

Asia Development Dialogue Asia Development Dialogue
Bangkok, 10500

Community of experts to discuss urban development in Asia. Visit www.asiadialogue.org for more information

วัชรสิทธา • vajrasiddha วัชรสิทธา • vajrasiddha
290/1 Pichai Road, Thanon Nakhon Chai Si, Dusit District
Bangkok

Vajrasiddha is a buddhist center located in Dusit area of Bangkok, Thailand. Our activities include Sunday morning sitting group, meditation workshops, and seminars on various topics. Come visit us on the 5th floor of Phongwarapha Building.

Horwang's Scout Movement of Honor Horwang's Scout Movement of Honor
16/9
Bangkok, 10900

กลุ่มลูกเสือ-เนตรนารี กองพิเศษ กองเกียรติยศ โรงเรียนหอวัง (Horwang's Voluntary Boy Scout and Girl Guide Movement of Honour)

Yoga for all Yoga for all
ชั้น 2 สโมสรหมู่บ้านชวนชื่น ซอยพัฒนาการ 57
Bangkok, 10250

เปิดสอนโยคะเพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน

ศูนย์นิสิตจิตอาสา มศว ศูนย์นิสิตจิตอาสา มศว
ศูนย์จิตอาสา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU Volunteer Center)
Bangkok, 10110

"SWU Volunteer Center | Official : แฟนเพจหลักศูนย์นิสิตจิตอาสา มศว"

Your Maid / แม่บ้านดี มีคุณภาพ Your Maid / แม่บ้านดี มีคุณภาพ
95/1036 ถ.สุขุมวิท ซ.สุขุมวิท 64 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพ
Bangkok, 10260

บริษัท ยัวร์เมด จำกัด จัดส่งแม่บ้านดี มีคุณภาพ ส่งตรงถึงที่ให้คุณ