สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิ

สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิ

ความคิดเห็น

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๖๕

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/028/T_0005.PDF

มีผลอีก 120 วันจากวันในเอกสาร

*แนะนำให้เข้าไปอ่านรายละเอียด
ฎีกานิติสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13163/2558
นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คือ นายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารของบริษัทจำเลย นอกจาก อ. ซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย การที่โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้นย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่า อ. จ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7366/2558

โจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา และไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท ต. ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด โดยโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของบริษัท ต. โจทก์จะทำงานอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีผลงานหรือไม่มีผลงาน ก็ไม่มีการให้คุณให้โทษแก่โจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าการทำงานของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท ต. ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ได้
"ไม่ได้เป็นนายจ้าง"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2561
คดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นแรกว่า "โจทก์กับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ฉันลูกจ้างกับนายจ้างระหว่างกันหรือไม่" และตามคำให้การของจำเลยนอกจากจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์แล้ว ยังให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างอีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์กับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ฉันลูกจ้างกับนายจ้างระหว่างกันหรือไม่ตามที่กำหนดไว้ดังกล่าว นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นนายจ้างผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนบริษัท อ. หรือไม่ด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ครบทุกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในประเทศไทย ส่วนบริษัท อ. มีภูมิลำเนาและจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในประเทศสิงคโปร์ จำเลยกับบริษัท อ. จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แม้จำเลยกับบริษัท อ. มี ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยกับบริษัท อ. กับมีบริษัท ฮ. เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลย และบริษัท อ. ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นสำนักงานสาขาของบริษัท อ. ไปได้เพราะในทางนิตินัยกฎหมายบัญญัติให้ผู้ถือหุ้นกับนิติบุคคลนั้นแยกออกต่างหากจากกัน โจทก์ยอมรับว่าทำสัญญาจ้างกันในนามของบริษัท อ. ส่วนจำเลยไม่ได้ร่วมลงชื่อเป็นคู่สัญญาด้วย ทั้งการที่โจทก์มาทำงานกับจำเลยในประเทศไทย เป็นการมาทำงานตามคำสั่งของบริษัท อ. ส่วนการที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อขอใบอนุญาตทำงานให้แก่โจทก์ การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการหักเงินประกันสังคมก็ดี ล้วนแต่เป็นการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ให้โจทก์สามารถทำงานในประเทศไทยได้เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานใด ๆ แทนบริษัท อ. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เมื่อจำเลยไม่ใช่นายจ้างโจทก์แล้ว ไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์
หลักกฎหมาย : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 583
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5, 118
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49, 51 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง (เดิม)
"ตกรถตกเรือ"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1697/2522
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยร่วมกันใช้อำนาจด้วยกำลังกายผลักผู้ตายให้ตกลงมาจากรถยนต์โดยสารสองแถวเล็กถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83 แม้ทางพิจารณาจะไม่ได้ความชัดว่าพวกของจำเลยผลักผู้ตายตกลงจากรถตามที่โจทก์ฟ้อง แต่การที่พวกของจำเลยใช้มือดึงมือผู้ตายมือต่อมือในขณะผู้ตายอยู่ท้ายรถ ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว ไม่ให้ตกลงไปจากรถ และขณะเดียวกันนั้นจำเลยขับรถพาผู้ตายไปด้วยความเร็วมาก ถ้ามือของผู้ตายหลุดจากมือของพวกจำเลยหรือพวกของจำเลยปล่อยมือผู้ตายไป ผู้ตายย่อมจะต้องเสียหลักตกจากรถและจะต้องได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่นอน เหตุนี้การที่ผู้ตายหลุดจากมือของพวกจำเลยไม่ว่าจะเป็นโดยผู้ตายดึงหลุดหรือพวกของจำเลยปล่อยให้หลุด จนเป็นเหตุให้ผู้ตายตกลงจากรถในลักษณะนอนหงายท้ายทอยน่วม เลือดออกจากปากถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยกับพวก เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลร้ายได้อย่างแน่ชัด จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ก็มิใช่ข้อสารสำคัญ และทั้งจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์ได้ จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาตามที่โจทก์ฟ้อง

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 83 ให้จำคุกมีกำหนด 15 ปี
การเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกส่งผลกระทบให้จำเลยที่ 1 มีปริมาณงานลดลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์กับพวกอีกหลายคนโดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างคนใดคนหนึ่ง แม้ปี 2557 ถึงปี 2559 จำเลยที่ 1 มีผลกำไรจากการประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบการในประเทศไทยหลายเท่าตัว จำเลยที่ 1 พยายามหาทางแก้ปัญหาก่อนเลิกจ้างโจทก์กับพวก ตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบตัวสำนักงานบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง ด้วยเหตุเช่นนี้ย่อมเป็นเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อคู่มือพนักงานจำเลยที่ 1 จัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็น พนักงานประจำสำนักงานและพนักงานด้านการปฏิบัติการ โดยกำหนดให้พนักงานด้านการปฏิบัติการต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกิน 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์กับพวก การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์กับพวก โดยคิดจากการที่โจทก์กับพวกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์กับพวกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์กับพวกสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติโดยคำนวณตามผลงาน แม้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กับพวกในกรณีโจทก์กับพวกเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง แต่เป็นสิทธิของลูกจ้างที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์กับพวกมีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะจึงเป็นค่าจ้างตามผลงานการที่คู่มือพนักงานกำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
(ที่มา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1757/2564)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 32, 57 วรรค หนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49
การส่งข้อมูลในรูปแบบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อื่น ซึ่งเป็นวัตถุอื่นใดทำให้ปรากฏและสามารถอ่านและเข้าใจความหมายได้ อันเป็นหลักฐานแห่งความหมาย จึงเป็นเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 1 (7)
(ที่มา คำพิพากษาฎีกาที่ 1989/2564)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7), มาตรา 264 วรรคหนึ่ง และมาตรา 265
คู่มือประกันสังคม
๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
#วันพ่อแห่งชาติ
#วันชาติไทย
มีคำถามเข้ามาว่า "จ่ายเงินค่าจ้างล่าช้าได้กี่วัน จึงไม่เสียดอกเบี้ย"
มีคำตอบ
ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 กำหนดไว้แยกเป็น 2 กรณี
1) กรณีไม่จ่ายค่าจ้างภายในกำหนดนัดจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ถึงกำหนดต้องจ่ายค่าจ้างเป็นต้นไป
2) หากจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยไม่เหตุอันสมควร เมื่อพ้นกำหนด 7 วันนับแต่ถึงกำหนดต้องจ่ายค้าจ้างแล้ว นายจ้างจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี โดยจะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 15% ทุกระยะเวลา 7 วัน

ดังนี้ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างตามกำหนดนัดเท่านั้นจึงจะไม่เสียดอกเบี้ย หากจ่ายล่าช้ากว่ากำหนดจะต้องเสียดอกเบี้ย 15%ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเกินกำหนด 7 วันแล้วก็ต้องเสียเงินเพิ่มอัตรา 15% ทุกๆ 7 วันอีกด้วย

#ไม่จ่ายค่าจ้าง
#จ่ายค่าจ้างล่าช้า
"สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย"
มีคำถามเกี่ยวกับแรงงาน/การทำงาน

(1) เรื่องการว่าจ้างไม่มีสัญญาจ้างงาน จะกลายการเป็นการทดลองงานไม่มีกำหนดหรือไม่

(1.1) กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีแบบสัญญาจ้างงาน ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายบังคับแบบสัญญาจ้างแรงงานไว้ การทำสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่มีแบบแห่งนิติกรรม คู่สัญญาอาจทำสัญญาหรือข้อตกลงกันกันด้วยวาจาก็มีผลบังคับได้

(1.2) กฎหมายมิได้กำหนดให้มีการทดลองงานก่อน เป็นแค่เพียงการตกลงกันของนายจ้างกับลูกจ้าง ว่าจะทดลองงานเพื่อประเมินผลการทำงานในช่วงเวลาหนึ่ง โดยประเพณีนิยมคือ 3-4 เดือนหรือไม่เกิน 120 วัน แต่การทดลองงานหรือทำงานครบ 120 วันขึ้นไป เมื่อมีการเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด แม้จะอ้างว่าไม่ผ่านการทดลองงานก็ตาม เว้นแต่จะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และนายจ้างจะต้องจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย สรุปคือคำว่า การทดลองงานไม่มีกำหนดจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ตามกฎหมาย และการเลิกจ้างโดยอ้างว่า ไม่ผ่านโปรฯ ถือเป็นการเลิกจ้างที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

(2) บริษัทไม่มีวันหยุด ให้มาทำงานในวันหยุดแต่ให้ค่าจ้างเพียงแค่ 1 เท่าและบริษัทไม่มีวันหยุดประจำปี 13 วันได้หรือไม่

2.1) บริษัทจะต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน ห่างกันไม่เกิน 6 วัน กล่าวคือ ทำงาน 6 วัน หยุด 1 วันนั้นเอง ซึ่งบริษัทกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้ และงานบางประเภท เช่น ทำงานโรงแรม งานขนส่งฯ จะสะสมวันหยุดและเลื่อนวันหยุดไปหยุดเมื่อใดก็ได้ แต่จะต้องไม่เกิน 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

2.2) การทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดให้สามารถทำได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป แต่ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน อาจให้ทำงานในวันหยุดได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน เช่น กิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานบริการท่องเที่ยว และสถานพยาบาล

2.3) บริษัทจะต้องจัดให้มีวันหยุดตามประเพณี ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13 วันโดยรวมวันแรงงานแห่งชาติ

2.4) การทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ดี ทำงานในหยุดตามประเพณีก็ดี บริษัทจะต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดตามประเพณีเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างปกติอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำฯ

**การให้ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ดี ทำงานในหยุดตามประเพณีก็ดี นายจ้างไม่จำเป็นต้องจัดให้มีวันหยุดชดเชยให้แก่ลูกจ้าง เพราะได้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดฯ ให้แก่ลูกจ้างแล้ว ทั้งนี้ หากลูกจ้างประสงค์จะหยุดในวันหยุดประจำสัปดาห์หรือในหยุดตามประเพณีก็สามารถปฏิเสธที่จะทำงานในวันหยุดนั้นได้ แต่จะต้องไม่เป็นงานที่เข้าลักษณะหรือสภาพที่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนดังกล่าวข้างต้น

(3) แบบของสลิปเงินเดือนควรเป็นอย่างไร?
ในทางบัญชีแล้ว สลิปเงินเดือนควรระบุข้อมูลดังนี้
1. ชื่อเอกสาร ที่ระบุว่าเป็นสลิปเงินเดือน (Pay slip)
2. ข้อมูลบริษัท ชื่อบริษัท
3. ข้อมูลลูกจ้าง รหัสประจำตัวพนักงาน, ชื่อลูกจ้าง, ตำแหน่ง, หน่วยงานที่ทำงาน/แผนก/ฝ่าย
4. รอบหรือระยะเวลาของการชำระเงิน เช่น รอบเดือนมกราคม 2564 หรือระบุเป็นช่วงเวลาที่จ่ายเงินก็ได้ เช่น สำหรับวันที่ 1-30 มกราคม 2564 เป็นต้น
5. วันเดือนปีที่ทำการจ่ายเงินเดือน
6. ที่มาของแหล่งรายได้ทั้งหมดของลูกจ้างคนนั้น ได้แก่ เงินเดือน, ค่าคอมมิชชั่น, ค่าตำแหน่ง,โบนัส, ค่าทำงานล่วงเวลา, รายได้กรณีพิเศษ, ค่าครองชีพ หรือรายได้ประเภทอื่น ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากบริษัท
7. ค่าใช้จ่ายรายการอื่น ๆ ที่ถูกหัก ได้แก่ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม, ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย, เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือรายการหักอื่น ๆ ที่บริษัทหักจากเงินของลูกจ้างออกไป
8. ข้อมูลสรุปรายได้สุทธิ ได้แก่ ยอดรายได้หลังรายการหักทั้งหมด เพื่อแสดงรายได้สุทธิที่ลูกจ้างได้รับจริงในงวดการจ่ายนั้น ๆ

(4) ลูกจ้างจะร้องทุกข์หรือร้องเรียนบริษัทได้หรือไม่อย่างไร?

4.1) การร้องทุกข์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง/การทำงาน จะเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทฯ

4.2) หากลูกจ้างเห็นว่า ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับการทำงานหรือมีปัญหาแรงงาน สามารถร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่
1. ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของกรมแรงงาน หรือเว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักงานนายกรัฐมนตรี เว็บไซต์กระทวงมหาดไทย เป็นต้น
2. ร้องเรียนด้วยตัวเองที่สำนักงานแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ
3. ร้องเรียนผ่านการยื่นหนังสือหรือจดหมายร้องทุกข์ / ร้องเรียน
4. ร้องเรียนผ่านทางโทรศัพท์

สำนักงานกฎหมายที่ให้บริการด้านกฎห?

Legal services[法律服务], Business Contract[商务合同] , Company/ School registrations, Work Permit/Visa[工作许可/签证], The registration of intellectual property rights such as trademarks[知识产权,如商标的注册], patents, Land Survey , Construction Survey, Do litigation practice, Labor litigation services[劳动诉讼服务], DBS Registered, DBS Verified, Notarial Services Attorney, Contract Agreement Notary public, Letter of Authorization for Travel /*Custodianship declaration- parents/guardians notary public, etc.

09/07/2022

ยกเลิกตม.6
เข้า_ออกสนามบินสำหรับชาวต่างขาติ

01/06/2022

การเปรียบเทียบความผิดทางแพ่ง ของ PDPA กับ อื่นๆ


Cr.สคส

31/05/2022

การขอความยินยอมจากผู้เยาว์ตามพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา20

Cr.สคส

Photos from สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย's post 30/05/2022

สรุปขั้นตอนวิธีการยื่นฟ้องคดีซื้อขายของออนไลน์ในศาลแพ่ง

Cr.ศาลแพ่ง

27/05/2022

www.ratchakitcha.soc.go.th

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ - เริ่มใช้งาน 1 มิถุนายน 2565 ข้อยกเว้นมีเพียงมาตรา 4 เท่านั้น
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0052.PDF

www.ratchakitcha.soc.go.th

08/05/2022

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๖๕
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/028/T_0005.PDF

มีผลอีก 120 วันจากวันในเอกสาร

*แนะนำให้เข้าไปอ่านรายละเอียด

10/03/2022

ฎีกานิติสัมพันธ์นายจ้างลูกจ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13163/2558
นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คือ นายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารของบริษัทจำเลย นอกจาก อ. ซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย การที่โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้นย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่า อ. จ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7366/2558

โจทก์มีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา และไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัท ต. ไม่ต้องลงเวลาทำงาน สามารถตัดสินใจในกิจการของบริษัทได้โดยลำพังไม่ต้องปรึกษาผู้ใด โดยโจทก์มีหน้าที่ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของบริษัท ต. โจทก์จะทำงานอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีผลงานหรือไม่มีผลงาน ก็ไม่มีการให้คุณให้โทษแก่โจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าการทำงานของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท ต. ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. จึงมิได้อยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ได้

10/03/2022

"ไม่ได้เป็นนายจ้าง"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2561
คดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นแรกว่า "โจทก์กับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ฉันลูกจ้างกับนายจ้างระหว่างกันหรือไม่" และตามคำให้การของจำเลยนอกจากจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่นายจ้างของโจทก์แล้ว ยังให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างอีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์กับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ฉันลูกจ้างกับนายจ้างระหว่างกันหรือไม่ตามที่กำหนดไว้ดังกล่าว นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นนายจ้างผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนบริษัท อ. หรือไม่ด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ครบทุกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในประเทศไทย ส่วนบริษัท อ. มีภูมิลำเนาและจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในประเทศสิงคโปร์ จำเลยกับบริษัท อ. จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน แม้จำเลยกับบริษัท อ. มี ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยกับบริษัท อ. กับมีบริษัท ฮ. เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลย และบริษัท อ. ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นสำนักงานสาขาของบริษัท อ. ไปได้เพราะในทางนิตินัยกฎหมายบัญญัติให้ผู้ถือหุ้นกับนิติบุคคลนั้นแยกออกต่างหากจากกัน โจทก์ยอมรับว่าทำสัญญาจ้างกันในนามของบริษัท อ. ส่วนจำเลยไม่ได้ร่วมลงชื่อเป็นคู่สัญญาด้วย ทั้งการที่โจทก์มาทำงานกับจำเลยในประเทศไทย เป็นการมาทำงานตามคำสั่งของบริษัท อ. ส่วนการที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อขอใบอนุญาตทำงานให้แก่โจทก์ การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการหักเงินประกันสังคมก็ดี ล้วนแต่เป็นการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ให้โจทก์สามารถทำงานในประเทศไทยได้เท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานใด ๆ แทนบริษัท อ. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เมื่อจำเลยไม่ใช่นายจ้างโจทก์แล้ว ไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์
หลักกฎหมาย : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 583
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5, 118
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49, 51 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง (เดิม)

27/02/2022

"ตกรถตกเรือ"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1697/2522
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยร่วมกันใช้อำนาจด้วยกำลังกายผลักผู้ตายให้ตกลงมาจากรถยนต์โดยสารสองแถวเล็กถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83 แม้ทางพิจารณาจะไม่ได้ความชัดว่าพวกของจำเลยผลักผู้ตายตกลงจากรถตามที่โจทก์ฟ้อง แต่การที่พวกของจำเลยใช้มือดึงมือผู้ตายมือต่อมือในขณะผู้ตายอยู่ท้ายรถ ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว ไม่ให้ตกลงไปจากรถ และขณะเดียวกันนั้นจำเลยขับรถพาผู้ตายไปด้วยความเร็วมาก ถ้ามือของผู้ตายหลุดจากมือของพวกจำเลยหรือพวกของจำเลยปล่อยมือผู้ตายไป ผู้ตายย่อมจะต้องเสียหลักตกจากรถและจะต้องได้รับอันตรายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่นอน เหตุนี้การที่ผู้ตายหลุดจากมือของพวกจำเลยไม่ว่าจะเป็นโดยผู้ตายดึงหลุดหรือพวกของจำเลยปล่อยให้หลุด จนเป็นเหตุให้ผู้ตายตกลงจากรถในลักษณะนอนหงายท้ายทอยน่วม เลือดออกจากปากถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำของจำเลยกับพวก เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลร้ายได้อย่างแน่ชัด จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ก็มิใช่ข้อสารสำคัญ และทั้งจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์ได้ จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาตามที่โจทก์ฟ้อง

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 83 ให้จำคุกมีกำหนด 15 ปี

25/02/2022

การเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันทั่วโลกส่งผลกระทบให้จำเลยที่ 1 มีปริมาณงานลดลงและมีจำนวนพนักงานมากเกินกว่าความต้องการของงาน จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างลูกจ้างทั้งก่อนและหลังเลิกจ้างโจทก์กับพวกอีกหลายคนโดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างคนใดคนหนึ่ง แม้ปี 2557 ถึงปี 2559 จำเลยที่ 1 มีผลกำไรจากการประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ผลประกอบการทั่วโลกของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดทุนสูงกว่าผลกำไรที่ได้จากผลประกอบการในประเทศไทยหลายเท่าตัว จำเลยที่ 1 พยายามหาทางแก้ปัญหาก่อนเลิกจ้างโจทก์กับพวก ตั้งแต่การไม่ปรับเงินเดือน การปลดผู้บริหาร การโอนย้ายลูกจ้างไปทำงานสาขาอื่นในต่างประเทศ การยุบตัวสำนักงานบางส่วน และการปรับลดลูกจ้าง ด้วยเหตุเช่นนี้ย่อมเป็นเหตุจำเป็นและสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 เป็นค่าตอบแทนในการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เมื่อคู่มือพนักงานจำเลยที่ 1 จัดหมวดหมู่ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับลักษณะของงานและสถานที่ทำงานโดยแบ่งเป็น พนักงานประจำสำนักงานและพนักงานด้านการปฏิบัติการ โดยกำหนดให้พนักงานด้านการปฏิบัติการต้องทำงานตามตารางการทำงานปกติ อันประกอบด้วยวันที่ทำงานภาคสนามติดต่อกันไม่เกิน 28 วัน ตามด้วยวันหยุดประจำช่วง ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของโจทก์กับพวก การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนให้แก่โจทก์กับพวก โดยคิดจากการที่โจทก์กับพวกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์กับพวกไปทำงานบนแท่นขุดเจาะในวันทำงาน จึงเป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์กับพวกสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติโดยคำนวณตามผลงาน แม้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กับพวกในกรณีโจทก์กับพวกเจ็บป่วยมิได้ทำงานและยังไม่ได้ถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่ง แต่เป็นสิทธิของลูกจ้างที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 และมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์กับพวกมีสิทธิลาป่วยและได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย เงินเพิ่มพิเศษเมื่อทำงานบนแท่นขุดเจาะจึงเป็นค่าจ้างตามผลงานการที่คู่มือพนักงานกำหนดให้เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าวไม่ถือเป็นค่าจ้างนั้น ไม่อาจกระทำได้เพราะเป็นการขัดต่อบทบัญญัตินิยามความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
(ที่มา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1757/2564)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 32, 57 วรรค หนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

25/02/2022

การส่งข้อมูลในรูปแบบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตถือเป็นการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อื่น ซึ่งเป็นวัตถุอื่นใดทำให้ปรากฏและสามารถอ่านและเข้าใจความหมายได้ อันเป็นหลักฐานแห่งความหมาย จึงเป็นเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 1 (7)
(ที่มา คำพิพากษาฎีกาที่ 1989/2564)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7), มาตรา 264 วรรคหนึ่ง และมาตรา 265

Photos from สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย's post 04/02/2022

คู่มือประกันสังคม

05/12/2021

๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
#วันพ่อแห่งชาติ
#วันชาติไทย

27/11/2021

มีคำถามเข้ามาว่า "จ่ายเงินค่าจ้างล่าช้าได้กี่วัน จึงไม่เสียดอกเบี้ย"
มีคำตอบ
ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 กำหนดไว้แยกเป็น 2 กรณี
1) กรณีไม่จ่ายค่าจ้างภายในกำหนดนัดจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ถึงกำหนดต้องจ่ายค่าจ้างเป็นต้นไป
2) หากจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยไม่เหตุอันสมควร เมื่อพ้นกำหนด 7 วันนับแต่ถึงกำหนดต้องจ่ายค้าจ้างแล้ว นายจ้างจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อย ละ 15 ต่อปี โดยจะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 15% ทุกระยะเวลา 7 วัน

ดังนี้ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างตามกำหนดนัดเท่านั้นจึงจะไม่เสียดอกเบี้ย หากจ่ายล่าช้ากว่ากำหนดจะต้องเสียดอกเบี้ย 15%ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเกินกำหนด 7 วันแล้วก็ต้องเสียเงินเพิ่มอัตรา 15% ทุกๆ 7 วันอีกด้วย

#ไม่จ่ายค่าจ้าง
#จ่ายค่าจ้างล่าช้า
"สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย"

06/11/2021

มีคำถามเกี่ยวกับแรงงาน/การทำงาน

(1) เรื่องการว่าจ้างไม่มีสัญญาจ้างงาน จะกลายการเป็นการทดลองงานไม่มีกำหนดหรือไม่

(1.1) กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีแบบสัญญาจ้างงาน ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายบังคับแบบสัญญาจ้างแรงงานไว้ การทำสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่มีแบบแห่งนิติกรรม คู่สัญญาอาจทำสัญญาหรือข้อตกลงกันกันด้วยวาจาก็มีผลบังคับได้

(1.2) กฎหมายมิได้กำหนดให้มีการทดลองงานก่อน เป็นแค่เพียงการตกลงกันของนายจ้างกับลูกจ้าง ว่าจะทดลองงานเพื่อประเมินผลการทำงานในช่วงเวลาหนึ่ง โดยประเพณีนิยมคือ 3-4 เดือนหรือไม่เกิน 120 วัน แต่การทดลองงานหรือทำงานครบ 120 วันขึ้นไป เมื่อมีการเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด แม้จะอ้างว่าไม่ผ่านการทดลองงานก็ตาม เว้นแต่จะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และนายจ้างจะต้องจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย สรุปคือคำว่า การทดลองงานไม่มีกำหนดจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ตามกฎหมาย และการเลิกจ้างโดยอ้างว่า ไม่ผ่านโปรฯ ถือเป็นการเลิกจ้างที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

(2) บริษัทไม่มีวันหยุด ให้มาทำงานในวันหยุดแต่ให้ค่าจ้างเพียงแค่ 1 เท่าและบริษัทไม่มีวันหยุดประจำปี 13 วันได้หรือไม่

2.1) บริษัทจะต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน ห่างกันไม่เกิน 6 วัน กล่าวคือ ทำงาน 6 วัน หยุด 1 วันนั้นเอง ซึ่งบริษัทกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้ และงานบางประเภท เช่น ทำงานโรงแรม งานขนส่งฯ จะสะสมวันหยุดและเลื่อนวันหยุดไปหยุดเมื่อใดก็ได้ แต่จะต้องไม่เกิน 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

2.2) การทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดให้สามารถทำได้โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป แต่ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน อาจให้ทำงานในวันหยุดได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน เช่น กิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานบริการท่องเที่ยว และสถานพยาบาล

2.3) บริษัทจะต้องจัดให้มีวันหยุดตามประเพณี ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13 วันโดยรวมวันแรงงานแห่งชาติ

2.4) การทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ดี ทำงานในหยุดตามประเพณีก็ดี บริษัทจะต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดตามประเพณีเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างปกติอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำฯ

**การให้ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ดี ทำงานในหยุดตามประเพณีก็ดี นายจ้างไม่จำเป็นต้องจัดให้มีวันหยุดชดเชยให้แก่ลูกจ้าง เพราะได้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดฯ ให้แก่ลูกจ้างแล้ว ทั้งนี้ หากลูกจ้างประสงค์จะหยุดในวันหยุดประจำสัปดาห์หรือในหยุดตามประเพณีก็สามารถปฏิเสธที่จะทำงานในวันหยุดนั้นได้ แต่จะต้องไม่เป็นงานที่เข้าลักษณะหรือสภาพที่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างก่อนดังกล่าวข้างต้น

(3) แบบของสลิปเงินเดือนควรเป็นอย่างไร?
ในทางบัญชีแล้ว สลิปเงินเดือนควรระบุข้อมูลดังนี้
1. ชื่อเอกสาร ที่ระบุว่าเป็นสลิปเงินเดือน (Pay slip)
2. ข้อมูลบริษัท ชื่อบริษัท
3. ข้อมูลลูกจ้าง รหัสประจำตัวพนักงาน, ชื่อลูกจ้าง, ตำแหน่ง, หน่วยงานที่ทำงาน/แผนก/ฝ่าย
4. รอบหรือระยะเวลาของการชำระเงิน เช่น รอบเดือนมกราคม 2564 หรือระบุเป็นช่วงเวลาที่จ่ายเงินก็ได้ เช่น สำหรับวันที่ 1-30 มกราคม 2564 เป็นต้น
5. วันเดือนปีที่ทำการจ่ายเงินเดือน
6. ที่มาของแหล่งรายได้ทั้งหมดของลูกจ้างคนนั้น ได้แก่ เงินเดือน, ค่าคอมมิชชั่น, ค่าตำแหน่ง,โบนัส, ค่าทำงานล่วงเวลา, รายได้กรณีพิเศษ, ค่าครองชีพ หรือรายได้ประเภทอื่น ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากบริษัท
7. ค่าใช้จ่ายรายการอื่น ๆ ที่ถูกหัก ได้แก่ เงินสมทบกองทุนประกันสังคม, ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย, เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือรายการหักอื่น ๆ ที่บริษัทหักจากเงินของลูกจ้างออกไป
8. ข้อมูลสรุปรายได้สุทธิ ได้แก่ ยอดรายได้หลังรายการหักทั้งหมด เพื่อแสดงรายได้สุทธิที่ลูกจ้างได้รับจริงในงวดการจ่ายนั้น ๆ

(4) ลูกจ้างจะร้องทุกข์หรือร้องเรียนบริษัทได้หรือไม่อย่างไร?

4.1) การร้องทุกข์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง/การทำงาน จะเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทฯ

4.2) หากลูกจ้างเห็นว่า ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับการทำงานหรือมีปัญหาแรงงาน สามารถร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่
1. ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของกรมแรงงาน หรือเว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักงานนายกรัฐมนตรี เว็บไซต์กระทวงมหาดไทย เป็นต้น
2. ร้องเรียนด้วยตัวเองที่สำนักงานแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ
3. ร้องเรียนผ่านการยื่นหนังสือหรือจดหมายร้องทุกข์ / ร้องเรียน
4. ร้องเรียนผ่านทางโทรศัพท์

16/10/2021

ช่วงเรื่องยึดรถ ทวงหนี้เช่าซื้อมีเยอะหน่อย มีตัวอย่างให้อ่านกันขอรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15358/2558

แม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2550 ติดต่อกันเกิน 3 งวด แต่ปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที และตามใบตอบรับจำเลยที่ 1 รับหนังสือในวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 ซึ่งจะครบ 30 วันในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 แต่โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2551 ซึ่งยังไม่ล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ยึดรถและไม่ได้โต้แย้งทักท้วง อันเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายในวันยึดรถดังกล่าว

โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย อันเป็นการเลิกสัญญาด้วยเหตุอื่นมิใช่เป็นการเลิกสัญญาที่มีผลมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาเช่าซื้อ คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้ออีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระโดยอาศัยข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งระงับไปแล้วได้ โจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ครอบครองนับตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ยึดรถที่เช่าซื้อได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม

หมายเหตุ : ป.พ.พ. มาตรา 391 บัญญัติไว้ว่า
"มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้
ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น
การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่"

15/10/2021

สมัครใจทะเลาะวิวาท

เห็นข่าวแว็บๆ จับใจความสรุปได้ว่า มีวัยรุ่นคู่อริกลุ่มหนึ่ง ข่าวว่า 6 คน มาท้าทายวัยรุ่นคนหนึ่งถึงหน้าบ้าน วัยรุ่นคนหนึ่งพกมีดออกไปต่อสู้โดนรุมตีแขนหัก ส่วนวัยรุ่นคนหนึ่งใช้มีดแทงวัยรุ่นในกลุ่มนั้นเสียชีวิตไป 2 คน (ข้อเท็จจริงมันลวกๆ พอสุก รวบรัดให้พอเข้าใจ รายละเอียดไปตามในสื่อได้) มันมีเรื่องน่าติดตามในทางกฎหมายต่อว่า ในทางอาญาและในทางแพ่งใครจะผิดใครจะต้องรับผิดชอบสิ่งใดบ้าง คดีประเภทนี้ไม่ใช่คดีแรกมีหลายคดีมาก จึงขอยกคำพิพากษาฎีกามาให้ได้อ่านกันสัก 4 เรื่อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3089/2541
การที่ผู้เสียหายที่ 1 ไปท้าทายจำเลยโดยพูดเพียงว่า "มึงออกมาต่อยกับกูตัวต่อตัวถ้าแน่จริง" แม้จำเลยไม่มีหน้าที่ จะต้องหลบหนีก็ตาม แต่หากจำเลยไม่สมัครใจที่จะวิวาท หรือต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยก็ชอบที่จะไม่ตอบโต้ หรือ ออกไปพบผู้เสียหายที่ 1 แต่จำเลยกลับออกไปพบผู้เสียหายที่ 1 โดยพกอาวุธปืนไปด้วย แสดงว่า จำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 และเข้าสู่ภัยโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะชักมีดออกมาเพื่อจ้วงแทงจำเลย ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะวิวาทกัน จำเลยไม่มีสิทธิ ใช้ไม้ตีผู้เสียหายทั้งสองและใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างเหตุป้องกันตามกฎหมาย ทั้งการที่ผู้เสียหายที่ 1 มาเรียกจำเลยให้ออกไปชกต่อยกันตัวต่อตัว ไม่เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 จำเลยใช้ไม้กลมยาวประมาณ 1 ศอก ตีที่ศีรษะ ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้มีรอยช้ำที่บริเวณท้ายทอยใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน เป็นการใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญ เป็นเหตุ ให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

คำพิพากษาฎีกาที่ 8347/2554
ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับจำเลยซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายออกจากร้านไปแล้ว ผู้เสียหายร้องตะโกนท้าทายจำเลยให้ออกไป จะฟันให้คอขาด จำเลยจึงรีบวิ่งไปหาผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่จำเลยเข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภยันตรายมาถึงตน จึงเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำเลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเอง ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10294/2546
คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ 1 และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องสมัครใจวิวาทกัน ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17584/2555
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมทำร้ายร่างกายจำเลย แต่เป็นผู้เข้าไปห้ามการทะเลาะวิวาทระหว่างจำเลยกับผู้ตาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปห้ามและดึงผู้ตายออกมาห่างตัวจำเลย จึงเป็นโอกาสให้จำเลยชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 1 ดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายจำเลย แต่ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า นางสาว จ. มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย นางสาว จ. จึงไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาว จ. นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาว จ. ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี และปรับ 2,000 บาท สำหรับโทษปรับหากไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท แก่นางสาว จ. พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

02/06/2021

สัญญาเช่าซื้อมีกรอบเวลาและขั้นตอนก่อนยึดหรือการฟ้องร้องคดีดังนี้
1) ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวด 3 งวดติดต่อกัน
2) ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งหนังสือเตือนให้เวลา 30 วันนับแต่วันทีได้รับหนังสือเพื่อการชำระหนี้ที่ค้างชำระแล้ว
3) ผู้เช่าซื้อไม่ชำระภายในกำหนด ผู้ให้เช่าซื้อเข้ายึดรถยนต์ นำออกขายทอดตลาด (ก่อนขายทอดตลาดจะมีจดหมายแจ้งมาให้ทราบตามขั้นตอน) และหากขายไม่ได้ราคาก็ฟ้องคดีต่อศาลเรียกส่วนต่าง (ถ้ามี) หรือ
4) ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเรียกให้คืนรถ ถ้าคืนไม่ได้ให้ชำระราคาแทน และจะต้องรับผิดชอบชำระค่าขาดประโยชน์ระหว่างที่ผู้เช่าซื้อครอบครองรถให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อด้วย (ท่านที่เอารถไปแอบ เอาไปใช้ที่อื่นเขาตามไม่ได้ หรือขายต่อไป แล้วท่านยังมีหนี้อยู่นะขอรับ)
กรณีที่น่าสนใจ
1) ผู้เช่าซื้อส่งงวดไม่ไหว ยังไม่ได้ผิดนัด ได้นำรถยนต์ไปคืน ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ไว้ ถือเป็นการบอกเลิกสัญญากันโดยสมัครใจ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ส่วนต่าง
2) ผู้เช่าซื้อส่งงวดไม่ไหวผิดนัดชำระ 3 งวด โดยเจ้าหนี้ยังมิได้ออกหนังสือเตือนให้ปฏิบัติ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือหรือออกหนังสือแล้วแต่ยังไม่ครบกำหนดดังกล่าว ผู้ให้เช่าซื้อไปยึดรถ ถือเป็นเป็นการบอกเลิกสัญญากันโดยสมัครใจ ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ส่วนต่าง
แต่ทั้งสองกรณียังต้องรับผิดชอบในหนี้หรือค่าใช้จ่ายก่อนส่งมอบหรือยึดรถ

16/05/2021

หลักฐานกู้ยืมเงิน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “การกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้”
มีคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ 2 เรื่อง ได้แก่
“คำพิพากษาฎีกาที่ 3148/2530 จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เขียนจดหมายถึงโจทก์ข้อความในจดหมายดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองเขียนชื่อเล่นของจำเลยทั้งสองไว้ตอนท้ายจดหมาย ด้วยตัวอักษรหวักแกมบรรจงถือว่า เป็นการลงลายมือชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 แล้ว”
จดหมายฉบับนั้นจึงเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้กู้แล้ว
“คำพิพากษาฎีกาที่ 3262/2535 จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ไปจริง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งในสัญญาตอนต้นระบุว่าผู้กู้ ลงลายมือชื่อในช่องพยาน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้โดยไม่มีชื่อเป็นผู้กู้ในตอนต้นของสัญญาไม่ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชอบตามข้อความในเอกสารดังกล่าว”
คดีนี้ในสัญญาช่องชื่อผู้กู้ระบุแค่ชื่อของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไปลงชื่อผิดช่องลงช่องพยาน ส่วนจำเลยที่ 1 ในสัญญาช่องชื่อผู้กู้ไม่ระบุชื่อ แต่จำเลยที่ 1 ลงชื่อช่องผู้กู้ ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก แล้ว

แถมท้ายอีกนิดเผื่อใครคิดจะหัวหมอบอกว่าสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้เขียนเอง (ส่วนจะสู้คดีกันเรื่องจำนวนเงินในสัญญาเงินกู้กับจำนวนเงินที่รับมาจริงไม่ตรงกันเป็นอีกกรณีนะขอรับ)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 บัญญัติไว้ว่า เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ

พูดกันง่ายกฎหมายเขียนไว้ให้ทำตามแนวนี้ก็บังคับกันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

เขียน ณ สำนักงานกฎหมายเชษฐคุณธุรกิจไทย
วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2564

25/03/2021

How does the registration of Thailand's geographical indications do?

Thailand Geographical Indications Protection Act B.E. 2546 (2003)
https://lnkd.in/gkeYVm9

พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546
https://lnkd.in/gqEgttF

Cr. ipthailand

19/03/2021

ลูกจ้างสั่งซื้อหวยทางไลน์ในเวลางาน

ลูกจ้างเล่นสลากกินรวบและสั่งซื้อหวยจากเจ้ามือทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ในเวลาทำงานอันเป็นการเบียดบังเวลาทำงานของบริษัทไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงานของบริษัทจำเลยซึ่งทำให้ผลงานของลูกจ้างลดน้อยลง ซึ่งบริษัทฯ มีข้อบังคับห้ามลูกจ้างเล่นแชร์ สลากกินรวบ การพนันขันต่อทุกชนิด ออกเงินกู้หรือขายสินค้าใด ภายในบริเวณบริษัท กรณีที่ลูกจ้างซื้อสลากกินรวบจากบุคคลภายนอก แม้ลูกจ้างเป็นเพียงผู้ซื้อมิได้เป็นเจ้ามือรับแทงและหยุดเล่นมาครึ่งปีแล้ว นายจ้างมาตรวจสอบพบในภายหลังก็ตาม ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทฯ กรณีไม่ร้ายแรง เลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชย แต่การกระทำของลูกจ้างดังกล่าวนี้ เป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต มีเหตุอันควรเลิกจ้าง บริษัทนายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนล่วงหน้า ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและไม่เป็นการละเมิดต่อลูกจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 421 ศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษพิพากษาให้นายจ้างจ่ายเฉพาะค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง
(เรียบเรียงมาจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษที่ 151/2562)

19/03/2021

การใช้เฟสบุ๊คเป็นที่ระบายอารมณ์พึงระวัง พนักงานต้องอ่านและผู้บริหารบริษัทควรรู้

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมีการฟ้องร้องไปยังศาลแรงงานกลาง สรุปเนื้อหาได้ดังนี้

** การที่จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ นั้น จะต้องเป็นการใส่ความผู้อื่น โดยยืนยันข้อเท็จจริงที่ใส่ความนั้นต่อบุคคลที่สาม และการใส่ความดังกล่าวนั้นน่าจะทำให้ผู้อื่นที่ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ดังนั้นข้อความว่า “ผู้ชายหน้าตัวเมีย หน้าห* หน้าแต* แย่งที่จอดรถ กุเฉย มึงนะไอ้ควาย” ที่โจทก์ (ลูกจ้าง) พิมพ์และส่งเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเพียง คำด่าด้วยคำหยาบคาย มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงอันน่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง แต่ประการใด ฉะนั้น ลำพังการที่โจทก์ (ลูกจ้าง) ลงข้อความดังกล่าว จึงยังไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อ. ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ (ลูกจ้าง) ถ่ายภาพของ ส. (เป็นพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาและเป็นผู้บริหารของบริษัทในเครือ) และพิมพ์ส่งข้อความดังกล่าว เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยโทรศัพท์มือถือผ่านโปรแกรมเฟสบุ๊คไปยังเพื่อนร่วมงานในบริษัทและ บริษัทในเครือของจำเลย ซึ่งข้อความดังกล่าวถือได้ว่าคำด่าและหยาบคาย หาใช่เป็นแต่เพียง คำไม่สุภาพและเมื่อข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า ผู้ถูกด่าไม่ใช่ลูกผู้ชายอันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอายแก่ ส. จึงเป็นการดูหมิ่นด้วยการโฆษณาต่อ ส.
----
**ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับกำรปฏิบัติงานของบริษัทจำเลย ข้อ ๔๔ ระบุว่า ความผิดในลักษณะ ดังต่อไปนี้ เป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับ พนักานผู้กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษโดยการเลิกจ้างด้วยการไม่จ่ายชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ได้แก่ ความผิดดังนี้...(๔) ฝ่าฝืน กฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ประกาศ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของบริษัท และบริษัทได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง บริษัทไม่จำเป็นต้องเตือน ได้แก่ ความผิด ดังต่อไปนี้...(๔.๑๑) กระทำผิดอาญาต่อผู้อื่น... ดังนี้ข้อความว่า “ผู้ชายหน้าตัวเมีย หน้าห* หน้าแ** แย่งที่จอดรถ กุเฉย มึงนะไอ้ควาย” นั้น เป็นการดูหมิ่น ส. ด้วยการโฆษณา เมื่อโจทก์มีการกระทำผิดอาญาต่อผู้อื่นแล้ว การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลยเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ ต้องคำนึงถึงลักษณะของการกกระทำ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นแต่ละกรณีไป ดังนี้ การที่โจทก์ (ลูกจ้าง) เข้าใจว่า ตนเองถูกแย่งที่จอดรถ จึงถ่ายภาพของ ส. และพิมพ์ข้อความว่า “ผู้ชายหน้าตัวเมีย หน้าห* หน้าแ** แย่งที่จอดรถ กุเฉย มึงนะไอ้ควาย” ส่งเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยโทรศัพท์มือถือผ่านโปรแกรมเฟสบุ๊คไปยังเพื่อนร่วมงาน ในบริษัทและบริษัทในเครือของจำเลย ทั้งที่ไม่เคยรู้หรือทราบมาก่อนว่า ส. เป็นใคร อันเป็นการประจาน ส. ต่อสื่อสังคมออนไลน์ที่มีคนนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยไม่สนใจไยดีในความเดือดร้อน ของ ส. ว่า จะถูกสังคมดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอายมากเพียงใด แม้จะได้ความว่า โจทก์ลบโพสต์ดังกล่าวออกไปซึ่งถือว่าข้อความที่โจทก์ส่งลงระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นช่วง ระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม แต่ก็เป็นที่ทราบและรู้กันอยู่ทั่วไปว่า สื่อดังกล่าวสามารถแพร่ข่าวสารไปได้ อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น พฤติกกรณ์แห่งการกระทำของโจทก์ (ลูกจ้าง) ดังกล่าวถือเป็นการขาดสติ ความรับผิดชอบและความยับยั้งชั่งใจย่อมไม่สมควรที่จะกระทำอย่างยิ่ง ถือได้ว่า เป็นกำรกระทำความผิดที่ร้ายแรงอยู่ในตัว บริษัทจำเลยย่อมเลิกจ้ำงโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ ไม่ต้องจ่ายคำชดเชยตำม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงำน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ทั้งมิใช่ การเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ **

(เรียบเรียงมาจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษที่ ๗๓/๒๕๖๒)

ข้อสังเกตุคือ
1) การพิมพ์คำด่า คำหยาบคายต่อผู้อื่น ส่งเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ เช่น เฟสบุ๊ค แม้ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่อาจจะผิดอาญาฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณาได้
2) นายจ้างสามารถปรับแก้ระเบียบข้อบังคับ โดยยึดถือตามคำวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นนี้ได้

18/03/2021

ผู้ค้ำประกันควรอ่าน

นายกู้ กู้ยืมเงินไปจากธนาคารฯ กำหนดชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560
นายซวย เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
นายกู้ ไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารฯ ในเดือนมีนาคม 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 -- ส่วนเดือนมิถุนายนและเดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนมีนาคม 2559 นายกู้ ชำระหนี้น้อยกว่างวดที่กำหนดไว้ แต่ธนาคารฯ ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดทันที ธนาคารฯ รับชำระหนี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อนตลอดมา
ต่อมาธนาคารฯ มีหนังสือบอกกล่าวให้นายกู้ ชำระหนี้ภายใน 7 วันนับแต่วันรับหนังสือ นายกู้ รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 และมีหนังสือบอกกล่าวให้นายซวยชำระหนี้ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากนั้นธนาคารฯ ไม่มีหนังสือบอกกล่าวก็ยังนายซวยอีก
นายกู้ ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 ตามสัญญากู้เงินระบุว่า ผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือน ถ้าผู้กู้ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผู้กู้ผิดนัดทั้งหมด ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระคืนได้ทั้งหมดก่อนครบกำหนด
นายกู้ ไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารฯ ในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม 2557
ในเดือนมิถุนายน 2557 และเดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนมีนาคม 2559 นายกู้ กลับมาชำระหนี้น้อยกว่างวดที่กำหนดไว้ แต่ธนาคารฯ ไม่ได้บอกเลิกสัญญาหรือเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดทันที ธนาคารฯ กลับรับชำระหนี้ไว้โดยไม่อิดเอื้อนตลอดมา คู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้และเงื่อนไขจำนวนเงินที่ชำระแต่ละงวดตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ นายกู้จะตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อธนาคารฯ ได้ให้คำเตือนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง
ธนาคารฯ หนังสือบอกกล่าวให้นายกู้ ชำระหนี้พร้อมไปรษณีย์ตอบรับกำหนดให้ชำระหนี้ภายใน 7 วันนับแต่วันรับหนังสือ นายกู้รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 นายกู้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2559
การผิดนัดหนี้ตามฟ้องจึงเกิดขึ้นภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558)

แม้สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว มาตรา 19 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้..."
ตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด..."
แต่ปรากฏว่าธนาคารฯ มีหนังสือบอกกล่าวให้นายซวยชำระหนี้ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นหนังสือบอกกล่าวก่อนวันที่นายกู้ผิดนัดจึงถือไม่ได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวตามบทบัญญัติดังกล่าว
ดังนั้น การที่ธนาคารฯ ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังนายซวย ทราบภายใน 60 วันนับแต่วันที่นายกู้ผิดนัดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ธนาคารฯ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนายซวย
ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องธนาคารฯ สำหรับนายซวย

(อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 4603/2562)

Our Story

1)ให้บริการด้านส่งเสริมการลงทุนBOI และให้คำปรึกษาการเริ่มต้นธุรกิจ

2)จดทะเบียนบริษัทจำกัด มหาชน จดบริษัทต่างด้าว จดภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบอนุญาตต่าง ๆ

3)รับทำวีซ่า / การต่ออายุวีซ่า / ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน /รับแก้ไขเปลี่ยนแปลงใบอนุญาตทำงาน

ประเภท

ที่อยู่


6/154 ซอยสวนสยาม 12 แยก 2 ถนนสวนสยา
Bangkok
10230

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 18:00
อังคาร 08:00 - 18:00
พุธ 08:00 - 18:00
พฤหัสบดี 08:00 - 18:00
ศุกร์ 08:00 - 18:00

Legal อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
FindmyLawyer FindmyLawyer
เวนิส ดิ ไอริส ชอย 2/7, ท่าแร้ง, บ
Bangkok, 10220

ให้ความรู้ทางกฎหมาย และให้บริการให

มุมกาแฟ คนสอบ Tax Auditor-TA BY AJ.Artit มุมกาแฟ คนสอบ Tax Auditor-TA BY AJ.Artit
วิภาวดี-รังสิต
Bangkok, 10210

บริการทางวิชาการ ความรู้ด้านการสอบ

ทนายวินัย รับทำคดีปกครองและ ทนายวินัย รับทำคดีปกครองและ
Bangkok

รับปรึกษาคดีวินัยที่ไม่เป็นธรรมขอ?

สถานีกฎหมายอวกาศ - Space Law Station สถานีกฎหมายอวกาศ - Space Law Station
Bangkok

Platform แลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้ปฏิ?

Pdpamatter Pdpamatter
22/43 ลุมพินี ทาวน์ เรสซิเดนซ์
Bangkok, 10900

PDPA MATTER เป็นโปรแกรมในการช่วยเขียนข้อก?

ซื้อขายไอดีเกมส์ ออนไลน์ FreeFrie- ซื้อขายไอดีเกมส์ ออนไลน์ FreeFrie-
Bangkok, 10900

ห้ามโกงห้ามเกรียน หากพบว่าแอดกลุ่มเกรียน ให้แจ้งแอดผู้ดูแลทันที

Aequitas Aequitas
Bangkok

A personal blog to share knowledge about legal English, the language of the law, and legal translati

TaxforYou Training TaxforYou Training
Bangkok, 10240

ให้ความรู้ จัดอบรมด้านภาษีอากร

LL.JS.Thailand Lawfirms LL.JS.Thailand Lawfirms
ถนนร่มเกล้า, คลองสามประเวศ, ล
Bangkok, 10520

Tax and Biz Law Tax and Biz Law
Bangkok, 10150

ผู้เชี่ยวชาญภาษีอสังหาริมทรัพย์ ภา