ทนายท่องยุทธจักร นักรบพเนจร

ทนายท่องยุทธจักร นักรบพเนจร

ความคิดเห็น

จิตวิญญาณของทนายความต้องมีความเป็นขบถต่ออำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมและต้องกล้าหาญต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และสิทธิ เสรีภาพของผู้คน

#ตอนที่2 ดร.อัมเบดการ์
ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ค.ศ. ๑๘๙๑ วรรณะจัณฑาล ในรัฐมหาราษฏระของอินเดีย ครอบครัวฐานะยากจน เดิมชื่อว่า พิม

แม้จะยากจน พ่อแม่ก็ทำงานสารพัดเพื่อส่งเสียให้เด็กชายพิมได้เรียนจนจบชั้นมัธยม ซึ่งเด็กชายพิมต้องทนกับพฤติกรรมเหยียดหยามทางวรณะของครูและเพื่อนร่วมชั้น ครูและนักเรียนรังเกียจกระทั่งไม่ยอมให้เขานั่งเก้าอี้ พิมต้องไปปูกระสอบนั่งเรียนกับพื้นอยู่มุมห้องทุกวัน ทุกครั้งที่ครูสั่งให้พิมออกมาทำแบบทดสอบหน้าห้อง เพื่อนนักเรียนจะวิ่งไปเอาปิ่นโตและห่ออาหารที่วางไว้บนรางชอล์กกระดานดำออกมา เพราะกลัวว่าเสนียดของพิมจะไปติดอาหารของพวกเขา เวลาที่พิมกระหายน้ำเขาก็ดื่มน้ำจากแก้วตรงๆ ไม่ได้ ต้องวิงวอนขอความเห็นใจจากเพื่อนให้คอยเทน้ำลงในปากของเขา

ต่อมามีครูคนหนึ่งในวรรณะพราหมณ์มีเมตตาต่อพิม เล็งเห็นว่าสาเหตุข้อหนึ่งที่พิมถูกรังเกียจคือ “สักปาล” นามสกุลของเขาซึ่งบ่งบอกความเป็นจัณฑาลจึงไปแก้ทะเบียนที่โรงเรียน เปลี่ยนให้พิมใช้นามสกุลของตนคือ “อัมเบดการ์” นับแต่นั้นเป็นต้นมา นามสกุลใหม่นี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าพิมเป็นคนในวรรณะพราหมณ์ ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานที่เขาต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี

เมื่อพิมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ด้วยผลการเรียนดีเด่น มีนักสังคมสงเคราะห์พาเขาเข้าเฝ้ามหาราชาแห่งเมืองบาโรดา พระองค์พระราชทานเงินทุนจนพิมเรียนจบปริญญาตรี และหลังจากนั้นก็ส่งเขาไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ใน ค.ศ.๑๙๑๓-๑๙๑๖ ในปี ค.ศ.๑๙๑๘ พิมเข้าเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยซิดนาห์ม บอมเบย์ ต่อมา ย้ายไปเป็นข้าราชการในเมืองโครักขปุระ

ต่อมาเขากลับไปเรียนที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (แอลเอสอี) ในอังกฤษ ด้วยเงินที่ยืมจากมหาราชาและเพื่อน จนเรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอก เป็น ดร. ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ทั้งยังสอบผ่านเนติบัณฑิต ทำให้ในที่สุดเขาก็กลับมาทำงานเป็นทนายความในศาลสูงของ
บอมเบย์ได้สำเร็จ

ข้อเขียนที่วิพากษ์นักการเมืองอย่างตรงไปตรงมาและการเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อสิทธิของคนจัณฑาลอย่างต่อเนื่องทำให้ ดร. อัมเบดการ์ได้รับความนิยมชมชอบจากชาวอินเดียร่วมวรรณะมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี ๑๙๓๒ เขาได้รับเชิญไปร่วมงานเสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับอนาคตของอินเดียที่กรุงลอนดอน ในห้วงเวลาที่จักรวรรดิอังกฤษเริ่มเปิดพื้นที่ให้คนอินเดียมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ดร. อัมเบดการ์เชื่อมั่นว่า ความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตของคนวรรณะจัณฑาลทั้งมวลจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามี “อัตลักษณ์” ต่างหากจากทั้งสภาคองเกรสแห่งชาติ (ซึ่งมีมหาตมะคานธีเป็นผู้นำ) และอังกฤษเจ้าอาณานิคม ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกร้องว่าชาวจัณฑาลควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตนต่างหาก คานธีไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของ ดร. อัมเบดการ์ (ทั้งที่เห็นว่าชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อาทิชาวมุสลิม และซิกข์ควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน) เนื่องจากเกรงว่าการกันผู้แทนให้แก่จัณฑาลโดยเฉพาะจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมฮินดูรุ่นหลัง (เพราะมองว่าจัณฑาลยังเป็นฮินดู ไม่ใช่คนต่างศาสนาอย่างมุสลิมหรือซิกข์)

ระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษเห็นด้วยกับ ดร. อัมเบดการ์ว่าจัณฑาลควรมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน คานธีก็เริ่มอดอาหารประท้วงข้อเสนอดังกล่าวระหว่างที่ถูกคุมขังในคุกเมืองปูเน เรียกร้องว่าชาวฮินดูทั้งมวลจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และประกาศว่าจะอดอาหารจนถึงแก่ชีวิต การประท้วงของคานธีได้รับการสนับสนุนมหาศาลจากมวลชนทั่วทั้งอินเดีย ผู้นำหัวอนุรักษนิยมชาวฮินดูและนักกิจกรรมชั้นแนวหน้าขอนั่งโต๊ะเจรจากับ ดร. อัมเบดการ์และผู้สนับสนุนเขา พยายามกดดันให้ ดร. อัมเบดการ์ยอมยกเลิกข้อเรียกร้องเรื่องผู้แทนของจัณฑาล แรงกดดันประกอบกับความหวั่นเกรงว่าคนในวรรณะจัณฑาลจะตกเป็นเป้าความโกรธแค้นของชาวฮินดูหมู่มากถ้าหากคานธีสิ้นชีวิตจริงๆ ทำให้ ดร. อัมเบดการ์ยอมละทิ้งจุดยืนที่เคยยึดมั่น

ดร. อัมเบดการ์มองว่าการประท้วงอดอาหารของคานธีเป็นอุบายอันแยบยลที่จะกีดกันไม่ให้จัณฑาลมีสิทธิทางการเมือง และเขาก็มองว่าสภาคองเกรสแห่งชาติภายใต้การนำของคานธีอย่างดีที่สุดก็จะทำให้ชาวฮินดูรู้สึกสมเพชเวทนาจัณฑาล แต่ยังปฏิเสธว่าพวกเขาควรมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม คานธีก็หาได้ผูกใจเจ็บ ดร. อัมเบดการ์ไม่ หากมองว่าเขาเป็นเสาหลักที่สำคัญต่ออนาคตของอินเดีย หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ คานธีหว่านล้อม เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรก ให้แต่งตั้ง ดร. อัมเบดการ์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และเชิญเขาให้มามีบทบาทนำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ

ร่างรัฐธรรมนูญที่ ดร. อัมเบดการ์เขียนขึ้นนั้นชัดเจนว่ามุ่งสร้าง “การปฏิวัติทางสังคม” ในอินเดียเหนือสิ่งอื่นใด ด้วยการประกันและคุ้มครองสิทธิพลเมืองนานัปการ ตั้งแต่เสรีภาพในการนับถือศาสนา การยกเลิกวรรณะจัณฑาล และประกาศให้การเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ดร. อัมเบดการ์ยังเสนอให้ใช้โควตาในระบบราชการ โรงเรียน และวิทยาลัยเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รัฐธรรมนูญที่ ดร. อัมเบดการ์เป็นหัวหอกผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๔๙

หลังจากที่ผลักดันรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ก้าวต่อไปของดร. อัมเบดการ์ คือการเขียนกฎหมายกฎบัตรฮินดู (Hindu Code Bill) เพื่อแทนที่จารีตฮินดูซึ่งผู้หญิงตกเป็นเบี้ยล่างมาตลอด ด้วยกฎหมายที่มอบสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ผู้หญิงอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย โดยเฉพาะเรื่องมรดก การแต่งงาน และเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่า ดร. อัมเบดการ์จะได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรีเนห์รู ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักการเมืองส่วนใหญ่ในสภา ความขัดแย้งส่งผลให้ ดร. อัมเบดการ์ตัดสินใจลาออกจากคณะรัฐมนตรีในปี ๑๙๕๑ ปีต่อมาเขาลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่แพ้การเลือกตั้ง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปีเดียวกัน และเป็นวุฒิสมาชิกจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ค.ศ.๑๙๒๗ ดร.อัมเบดการ์นำพิธีสัตยาเคราะห์ดื่มน้ำในสระโชว์ดาร์
ที่เมืองมหัท(Mahad)ซึ่งเดิมห้ามคนวรรณะต่ำใช้น้ำในสระนี้
นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งความเสมอภาค”

ในประ ค.ศ.๑๙๕๖ ดร. อัมเบดการ์นำคนวรรณะจัณฑาลกว่า ๕ แสนคน เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะพร้อมกันในงานฉลองพุทธชยันตี เมืองนาคปุระ เป็นการปลดแอกออกจากระบบวรรณะที่กดขี่คนมากว่า ๓๐๐๐ ปี

ดร. อัมเบดการ์ถึงแก่กรรมก่อนกาลในวันที่ ๖ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๕๖ ด้วยโรคร้าย เพียง ๓ เดือนหลังจบพิธีพุทธชยันตี ท่ามกลางความตกใจและเศร้าโศกเสียใจของชาวอินเดียนับล้านคน
นายกรัฐมนตรีเนห์รูกล่าวคำสดุดีเขาตอนหนึ่งว่า “เพชรของรัฐบาลได้จากไปเสียแล้ว…ชื่อของอัมเบดการ์จะต้องถูกจดจำชั่วกาลนาน ในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู”

ข้อมูลจาก https://www.sarakadee.com/2011/03/29/babasaheb/
จิตวิญญาณของทนายความต้องมีความเป็นขบถต่ออำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมและต้องกล้าหาญต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และสิทธิ เสรีภาพของผู้คน
เป็นแรงบันดาลใจกระตุ้นให้ผมอยากเล่าเรื่องราวของทนายความทั่วทุกมุมโลก(เท่าที่สามารถหาได้) ที่อุทิศตนต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเพื่อสร้างสรรค์สังคมใหม่ ไม่ใช่แค่ทนายรับใช้ผู้มีอำนาจ ทนายหน้าสื่อหน้าจอ อย่างที่เห็นในบ้านเรา
โดยขอเริ่มเล่าเรื่องราวของทนายความจากประเทศอินเดียก่อนเพราะประเทศนี้มีปัญหาทับซ้อนมานับพันปี แต่ก็เป็นอู่อารยธรรมแหล่งภูมิปัญญาที่สำคัญของโลกและที่สำคัญอินเดียมีทนายความที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในด้านต่างๆมากมายจนโลกต้องจารึกชื่อของพวกเขา และผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งก็คือ มหาตมะ คานที

#ตอนที่1 มหาตมะ คานที
กว่าจะมาเป็นมหาตมะ คานที ผู้ปลดแอกอินเดียจากอังกฤษ คานทีก็เคยเป็นทนายความที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของชาวแอฟริกาใต้ในบังคับของอังกฤษมาก่อน

ภายหลังจากที่คานธีสำเร็จการศึกษาและสอบได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว คานธีก็เดินทางกลับสู่อินเดียใน ค.ศ. 1892 เพื่อประกอบอาชีพทนายความ

ต่อมาคานธีก็ได้งานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คานธีกลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา งานนั้นคือ ให้ไปเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้

ใน ค.ศ. 1893 คานธีได้เดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ โดยเมื่อเดินทางไปถึง คานธีได้ซื้อตั๋วรถไฟชั้นหนึ่ง (ชั้นที่หรูหราสะดวกสบายที่สุด ค่าตั๋วแพงที่สุด) ไปยังเมืองที่ ลูกความ ต้องการ แต่ทว่า ผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ผิวขาว ไม่พอใจที่คนผิวคล้ำอย่างคานธีมาอยู่ร่วมชั้นหนึ่งกับพวกเขา จึงไปประท้วงบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเดินมาสั่งให้คานธีย้ายตู้โดยสารไปโดยสารตู้ของชั้นสาม (ชั้นไม่สะดวก ไม่หรูหรา ค่าตั๋วถูกที่สุด) ทั้งๆที่คานธีเสียเงินซื้อตั๋วชั้นหนึ่งมาอย่างถูกต้อง คานธีจึงปฏิเสธ ทำให้ความขัดแย้งในรถไฟชั้นหนึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คานธีก็ถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้าย และคานธีถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่ต่างอ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้สร้างสำหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น

เหตุการณ์นี้ทำให้คานธีเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งเศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าชาวผิวคล้ำเกือบทุกคนถูกเหยียดหยามจากชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ นับแต่นั้น คานธีก็ได้เข้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวคล้ำในแอฟริกาใต้ และเมื่อคานธีรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่จบง่ายๆ จึงได้เดินทางไปอินเดียใน ค.ศ. 1896 เพื่อพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่แอฟริกาใต้ และกลับสู่อินเดียใน ต้นปี ค.ศ. 1897 และใช้ชีวิตครอบครัวต่อจนมีลูกกับภรรยาต่ออีก 2 คน

ค.ศ. 1901 คานธีเดินทางกลับอินเดียเพื่อกลับไปประกอบอาชีพต่อ แต่มีเสียงเรียกร้องจากชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ให้มาช่วยด้วย คานธีเดินทางกลับไปยังแอฟริกาใต้เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ต่อใน ค.ศ. 1902 แต่ว่า การต่อสู้ของคานธีเมื่อครั้งก่อนนั้นให้ผลไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นในครั้งนี้ คานธีใช้วิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งคือ การไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่มีการใช้กำลัง ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีมาก ทำให้คานธีรู้ว่าการประท้วงโดยไม่ใช้กำลังนั้นให้ผลดีกว่าที่คิด จึงพบวิธีที่แน่นอนและได้ผลดีในการเรียกร้องความยุติธรรม โดยคานธีได้อยู่เรียกร้องความยุติธรรมนี้จนถึง ค.ศ. 1914 ก็เดินทางออกจากแอฟริกาใต้
ค.ศ. 1915 คานธีเดินทางกลับมาถึงอินเดียที่เมือง
บอมเบย์ คานธีตัดสินใจละทิ้งการแต่งกายแบบตะวันตกดังที่เคย และหันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของแคว้นคุชราต และเมื่อเดินทางกลับมาถึง ชาวอินเดียจำนวนมากไปชุมนุมต้อนรับคานธีกลับบ้านอย่างล้นหลาม ไม่กี่วันต่อมา คานธีเดินทางไปหา รพินทรนาถ ฐากุร มหากวีแห่งอินเดีย และรพิทรนาถนี้เอง ได้ขนานนามคานธีว่า "มหาตมา" อันแปลว่า ผู้มีจิตใจสูงส่งให้แก่คานธี เป็นคนแรก และหลังจากนั้น คานธี ได้เดินทางไปทั่วประเทศอินเดีย เพื่อจะได้ไป
รู้เห็นความเป็นจริงในอินเดียอย่างรู้จริงเป็นเวลารวม 1 ปี
ค.ศ. 1916 คานธีเริ่มก่อกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนอินเดีย จนกระทั่งอินเดียได้เป็นอิสระจากอังกฤษในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947

ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย

เล่าเรื่องราว ในทุกที่ที่ไปว่าความ

เปิดเหมือนปกติ

ทนายเล่าความ EP.2 [อุปเท่ห์เล่กฎหมาย] ปฏิเสธตลอด แต่ศาลลงโทษ พยานซัดทอด พยานประกอบที่ศาลให้ 13/06/2021

ทนายเล่าความ EP.2 [อุปเท่ห์เล่กฎหมาย] ปฏิเสธตลอด แต่ศาลลงโทษ พยานซัดทอด พยานประกอบที่ศาลให้

ทนายเล่าความ EP.2 [อุปเท่ห์เล่กฎหมาย] ปฏิเสธตลอด แต่ศาลลงโทษ พยานซัดทอด พยานประกอบที่ศาลให้น้ำหนักhttps://www.youtube.com/watch?v=LzbprCNS88o&t=185s

ทนายเล่าความ EP.2 [อุปเท่ห์เล่กฎหมาย] ปฏิเสธตลอด แต่ศาลลงโทษ พยานซัดทอด พยานประกอบที่ศาลให้

ทนายเล่าความ EP.1 07/06/2021

ทนายเล่าความ EP.1

เขียนมาเยอะแล้ว ลองเล่าความบ้าง EP.1 สารภาพแต่ทำไมศาลยกฟ้อง มาดูอุปเท่ห์เล่กฎหมายกัน
https://www.youtube.com/watch?v=Ozek4_IWbAM&t=44s

ทนายเล่าความ EP.1 รับสารภาพ แต่ทำไมศาลยกฟ้อง พยานหลักฐานประกอบ คือ อะไร ?????

[09/25/20]   เสียงโซ่ตรวน พันธนาการข้อมือ ข้อเท้า จำเลยสี่คน ที่ผูกติดกันกระทบพื้นเดินเข้าสู่ห้องพิจารณาศาลเป็นเสียงครูดดัง กร๊าก กร๊าก กร๊าก กร๊าก

สีหน้าจำเลยทั้งสี่ที่ทุกข์ทน ปนด้วยความหวัง
รอยยิ้มแห้งๆ แววตาหม่นหมอง

เสียงให้กำลังใจของพ่อแม่ลูกเมียและญาติพี่น้อง

ภาพเด็กน้อยในอ้อมกอดของพ่อที่แขนขาถูกโซ่ตรวนพันธนาการไว้ ทุกๆวันเจอกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง พ่อก็จะถูกแยก เอาตัวไป เด็กน้อยคงมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเขา

ภาพเสียงที่ผมสัมผัสตลอดการสืบพยานทั้งสี่วัน
ในวันที่ 22-25 กันยายน 2563

คนเราหากไม่ได้กระทำความผิด เขาไม่ควรต้องสูญเสียอิสรภาพ และหากไม่คิดหลบหนีก็ไม่สมควรถูกจองจำในระหว่างพิจารณาคดี

คดีนี้ จำเลยทั้งสี่ไม่มีพฤติการณ์ใดๆที่จะหลบหนี ทั้งให้ความร่วมมือต่อกระบวนการติยุติธรรมมาตลอด กลับถูกกักขังในระหว่างพิจารณา ยื่นขอประกันตัวแต่กลับถูกยกคำร้องไม่ให้ประกันตัวถึงสามครั้ง เพียงเพราะเป็นคดีฉกรรจ์ฐานฆ่าคนตาย ทั้งๆที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาทำผิดจริงหรือไม่

หรือทั้งหมดนี่ เพียงเพราะเขายากจนเกินกว่าจะได้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค

หรือเพราะเชื่อว่า คนจนถูกคดีน่าจะหลบหนีคดี
มากกว่าคนรวย

หากเชื่อกันเช่นนั้น ก็สมควรแก้ไขกฎหมายวิ.อาญา เสียใหม่ว่า

"คนจน คนหาเช้ากินค่ำ คนต้อยต่ำไร้ชื่อเสียง
ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี"

27/05/2020

#มือสังหารในตำนาน

ผมชอบอ่านเรื่องราวของนักฆ่าหรือมือสังหารในตำนาน และในบรรดามือสังหารที่คลาสสิคของโลกชาติหนึ่ง คือ มือสังหารจากแผ่นดินจีน

แผ่นดินจีนมีตำนานมือสังหารมากมายตั้งแต่ยุคโบราณ หนึ่งในตำนานนักฆ่าคนสำคัญ นาม จิงเคอ นักฆ่าผู้ที่สามารถเข้าใกล้ตัวจิ๋นซีมากที่สุด ในบรรดาผู้ที่คิดลอบฆ่าจิ๋นซี โดยปลอมเป็นฑูตแคว้นเยี่ยนทำทียอมแพ้ หิ้วศรีษะของฝานอีฉีแม่ทัพแปรพักษ์ของแคว้นฉินเข้าสวามิภักดิ์ แล้วซ่อนดาบในแผนที่ทางทหารของแคว้นเยี่ยน เตรียมทำการลอบสังหารขณะที่กำลังอธิบายแผนที่ทางการทหารจนถึงหน้าสุดท้าย.........แน่นอนตามบันทึกประวัติศาสตร์ การลอบสังหารล้มเหลว...

ตัวตนของจิงเคอจริงๆในประวัติศาสตร์เป็นยังไง
เราไม่อาจรู้ได้ แต่เรื่องราววีรกรรมของจิงเคอเมื่อ 227 ก่อนคริสต์ศักราช ถูกนำมาถ่ายทอดต่อๆกัน
มาถึงในยุคของเราก็ยังมีถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งในนวนิยาย ซีรีย์ และภาพยนต์ ที่โด่งดัง อาทิ

The Emperor and the Assassin ค.ศ. 1999

Hero ค.ศ. 2003 ที่จิงเคอแสดงโดยเจ๊ทลี (หลี่ เหลียนเจี๋ย) หรือ

ซีรีย์ชุด The Rise of the Great Wall ค.ศ. 1986 เป็นต้น

ล่าสุดผมได้ดูเรื่อง #มือสังหารกระบี่บิน Assassinator Jing Ke ค.ศ.2004
ที่ผูกเรื่องให้จิงเคอกับฝานอีฉี เป็นเพื่อนกันแต่วัยเด็กหนีสงครามมาด้วยกัน แต่ชีวิตต้องพลัดพราก
ฝานอีฉี ได้เข้ากองทัพฉินจนได้เป็นถึงแม่ทัพ
ส่วนจิงเคอโชคชะตานำพาไปสู่ความเป็นนักฆ่า
แต่ทั้งฝานอีฉีและจิงเคอไม่ต้องการสงครามเบื่อการฆ่าฟัน แต่ดันเกิดมาในยุคสงครามระหว่างแคว้น แถมโชคชะตาพัดพาชีวิตให้ต่างกัน ทำให้คนทั้งคู่มีแนวคิดที่แตกต่างกัน

ฝานอีฉี เชื่อว่า หากเหลือเพียงฉินแคว้นเดียวแล้ว ยุคสมัยแห่งสงครามการฆ่าฟันคงจบลง ความสงบจึงจะเกิดขึ้น

ส่วนจิงเคอ เชื่อว่า หากสังหารคนชั่วลงแล้ว สังคมก็จะสงบสุข

ภายหลังฝานอีฉี ถูกใส่ร้ายหลบหนีมาอยู่แคว้นเยี่ยน แต่แคว้นฉินยกทัพตามมาตีแคว้นเยี่ยน จนเกิดอุบายลอบสังหาร ฝานอีฉียอมสละหัวตัวเอง เพื่อให้จิ๋นซีไว้วางใจจิงเคอ ทำให้จิงเคอสามารถเข้าถึงตัวจิ๋นซีได้ แต่สุดท้ายการลอบสังหารกลับล้มเหลว จิงเคอถูกทหารฉินรุมฆ่าตาย

ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกสนใจในความเชื่อของบุคคลทั้งสอง

ที่ฝานอีฉี เชื่อว่า หากเหลือเพียงฉินแคว้นเดียวแล้ว ยุคสมัยแห่งสงครามการฆ่าฟันคงจบลง ซึ่งเขาคิดผิด เพราะเมื่อแคว้นฉินพิชิตชัยเหนือแคว้นอื่นได้แล้ว กลับปกครองอย่างทารุณ โหดร้าย ยุคสมัยแห่งสงครามไม่ได้จบลงอย่างที่คิด และเมื่อเขาเป็นเพียงแค่แม่ทัพ แม้คิดดีอย่างไร หากได้นายไม่ดีมันก็เท่านั้น ดีไม่ดีตนเองอาจเดือดร้อน เช่นที่ถูกใส่ความจนต้องหลบหนีภัยมาแคว้นเยี่ยน

ส่วนความเชื่อของจิงเคอว่า หากสังหารคนชั่วลงแล้ว สังคมก็จะสงบสุข แม้จิงเคอไม่สามารถสังหารจิ๋นซีสำเร็จได้ จึงไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อเขาได้ก็ตาม แต่ผมคิดว่า จิงเคอคิดไม่ถูกเหมือนกัน เพราะหากแม้เขาฆ่าจิ๋นซีสำเร็จ ก็ต้องมีผู้นำคนใหม่ ที่อาจโหดเหี้ยมไม่แพ้คนเก่าขึ้นมาได้ เพราะการฆ่าคนชั่ว คนหนึ่ง อาจเป็นเพียงแค่เปิดโอกาสให้คนชั่วอีกคนหนึ่งขึ้นมาแทนที่เท่านั้น แต่มิอาจทำให้คนชั่วหมดไปได้


นักฆ่าอาจสามารถซ่อนมีดไว้ในแผนที่ทางทหาร ซ่อนมีดในจานอาหาร ซ่อนมีดในเนื้อปลา แต่พวกเขาก็ไม่เก่งกาจกว่านักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่สามารถซ่อนมีดในรอยยิ้มได้

ภาพจิงเคอลอบสังหารจิ๋นซีอ๋อง จากกูเกิ้ล

07/04/2020

บันทึกประสบการณ์ ความรู้ แนวคิด ของฉัน

#วิเคราะห์สามก๊ก​ สถานการณ์​สร้างวีรบุรุษ

ฉากกวนอูตัดหัวฮัวหยง ในศึกพันธมิตรต่อต้านตั๋งโต๊ะ​ เป็นอีกฉากที่ชอบในสามก๊ก​ ที่ชอบไม่ใช่เพียงแค่ฝีมือการรบและความกล้าหาญของกวนอู​ที่สามารถตัดหัวฮัวหยงแม่ทัพฝ่ายตั๋งโต๊ะในขณะที่สุราในถ้วยของโจโฉยังอุ่นๆอยู่​ แต่ผมชอบตรงจังหวะเวลาที่กวนอูออกไปแสดงความสามารถ​ ได้เหมาะเจาะลงตัว​ เรียกได้ว่า​ สถานการณ์​สร้างวีรบุรุษ​โดยแท้จริง​ ผมมองว่านี่เป็นความสามารถของเล่าปี่ในการกำกับกวนอู​ และดึงศักยภาพกวนอูออกมาใช้ได้ในเวลาที่ดีที่สุด​ และเป็นความสามารถของโจโฉในการให้โอกาสคนได้แสดงความสามารถอย่างเสมอภาคโดยไม่มองคนแค่ยศตำแหน่ง​หรือหน้าตาทางสังคม

มองในความสามารถและความกล้าหาญของกวนอูย่อมเป็นประจักษ์​ชัด​ เห็นได้ว่า​ กวนอูพยายามเสนอตัวตั้งแต่แรกแล้ว​ แต่ถูกเล่าปี่เบรคไว้ก่อน

ทำไมเล่าปี่ต้องเบรคกวนอู​ มิให้อาสาออกรบตั้งแต่แรก???

นี่แหละเป็นความล้ำลึกของเล่าปี่

ประการแรก​ อาจมองได้ว่า​ เล่าปี่อยากประเมินความสามารถของแม่ทัพฝ่ายข้าฯศึกก่อนที่จะให้คนของตัวเองไปเสี่ยง

ประการหลังซึ่งผมมองว่าสำคัญกว่า​ คือ​ เล่าปี่ต้องการให้การแสดงความสามารถของกวนอูเพียงครั้งเดียวนี้ได้เป็นการประกาศศักดาความแกร่งกล้าของกวนอูออกไปให้เป็นที่ยอมรับของเหล่าขุนศึกผู้กล้าทั้งหลาย​ เพราะอะไร
เพราะว่า​ หากกวนอูออกไปรบเป็นคนแรกๆ​ ถึงสามารถฆ่าฮัวหยงได้​ ก็ยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถของกวนอูและเป็นที่ยอมรับของขุนศึกคนอื่นๆ​ เพราะคนอื่นยังไม่เห็นความสามารถของฮัวหยง การยอมให้คนอื่นได้ออกไปแสดงความสามารถก่อน​ จนไม่มีใครขันอาสาแล้ว​ จนสถานการณ์​เข้าตาจนคับขันแล้ว​ ตัวเองจึงขันอาสา​ แถมเอาชนะฮัวหยงคนที่ฆ่าแม่ทัพมีชื่อของฝ่ายพันธมิตร​ไปหลายคนอย่างง่ายดาย​ เป็นการแจ้งเกิดให้กับกวนอูเพียงชั่วข้ามคืน​ เพียงแค่แสดงความสามารถในจังหวะ​ เวลาที่ต่างกัน​ ก็มีผลต่อการยอมรับของผู้คนที่แตกต่างกัน​ และชัยชนะของกวนอูครั้งนี้​ ทำให้ก๊กของเล่าปี่มีตัวตนขึ้นมาได้​ ทั้งๆที่ก่อนหน้าแทบไม่อยู่ในสายตาผู้ใดเลย.... ทั้งหมดนี้​ คือ​ ความสามารถของเล่าปี่ที่ช่วงใช้คนเก่งได้ถูกต้องตามสถานการณ์​ จึงเกิดประสิทธิผลได้อย่างสูงสุด

นอกจากนี้​ แม้เล่าปี่จะเป็นผู้กำกับที่เก่งเพียงใด​ หากไม่มีคนใจนักเลงอย่างโจโฉสนับสนุน​ ความสำเร็จครั้งนี้ก็อาจไม่เกิด​ เพราะขุนศึกคนอื่นล้วนแต่เป็นพวกบ้ายศบ้าตำแหน่งไม่ได้มองคนที่ความสามารถ​ แต่การแสดงความใจกว้าง​ในการช่วงใช้คนของโจโฉ​ ก็ทำให้ชื่อเสียงของโจโฉขจายขจรออกไปทั่วหล้าดึงดูดผู้กล้าเข้ามาสวามิภักดิ์​ต่อตนเองในเวลาต่อมาเช่นกัน

สรุปศึกนี้​ กวนอูได้ชื่อ​ เล่าปี่ได้ที่ยืน​ โจโฉได้บารมี

[01/21/20]   ขั้นตอนการทำงานของทนายความในศาลชั้นต้น

1.สอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น เช่น การประชุม คุยทางโทรศัพท์ หรือ เครื่องมือสื่อสารอื่นๆ

2.ตรวจสอบพยาน หลักฐานที่เกี่ยวข้อง

3.สรุปข้อเท็จจริง

4.ค้นหากฎหมาย แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา หรือของหน่วยงานอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องกับคดี

5.กำหนดประเด็น วางรูปคดี

6.ยื่นคำฟ้องต่อศาล และไปศาลเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาตาม
กำหนดนัด

7.เตรียมพยานหลักฐานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร
พยานวัตถุ พยานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าสู่งกระบวนการสืบพยานให้ถูก
ต้องตามหลักวิธีพิจารณาความ เช่น จัดทำบัญชีพยานให้ครบถ้วน
สมบูรณ์ ออกหมายเรียกพยาน ตรวจสอบสำนวนและคำคู่ความ

8.เตรียมสืบพยาน เป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมของพยานก่อน
สืบ

9.สืบพยาน

10.แถลงการณ์ปิดคดี

11.ฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น

03/12/2019

ในการทำคดี​ การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ​ ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร​ เป็นต้น​

ไม่ใช่เฉพาะเพื่อการสืบ​พยานสู้คดี​เพียงอย่างเดียว​ แต่รวมถึงการเตรียมพร้อมเพื่อจะไม่ต้องสู้คดีด้วย​

คดีหนึ่งลูกความถูกฟ้องคดีอาญา​ เป็นจำเลยที่​ 2​ คดีฉ้อโกง​ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องเจรจากับทนายโจทก์ว่า​ หากไต่สวนมูลฟ้องแล้วศาลยกฟ้อง​ ลูกความผมจะฟ้องกลับ​

ทนายโจทก์ว่า​ ถ้าน้องมีหลักฐานแสดงว่า​ ลูกความน้องไม่เกี่ยว​ พี่จะถอนฟ้องให้ทันที​

ผมจึงเปิดเอกสารที่เตรียมมาประกอบการถามค้าน​1​แฟ้ม​ ให้เห็น​ (เพราะทนายโจทก์เป็นทนายผู้ใหญ่และไม่ใช่ทนายที่เอาปรียบทางคดี)​ ว่าลูกความผมไม่ได้เกี่ยวข้อง​ โจทก์จึงยอมถอนฟ้องโดยที่ยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง คดีจบโดยไม่ต้องสู้รบกัน

หลักการนี้ แม้ในทางการเมืองระหว่างประเทศตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา​ การซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางการทหาร​ การรักษาบ้านเมืองให้สงบสุข​ ตลอดจนการสร้างเศรษฐกิจให้มั่งคั่ง​ มีผลอย่างมากทำให้รัฐอื่นยำเกรง​ ไม่กล้ารุกราน

ซุนวู กล่าวว่า ชนะโดยไม่ต้องรบ คือ ชัยชนะที่ดีที่สุด

[10/22/19]   ในฐานะทนาย​ความ คดีอาญาราษฎรฟ้องกันเอง​ ผมรู้สึกไม่ชอบใจ​ 2​ อย่างที่มักได้ยินได้ฟังมาตลอด​ คือ

1.ไม่ชอบใจศาล เมื่อทนายเตรียมหลักฐานประกอบคำถามค้านอย่างเต็มที่เพราะเห็นว่าคดีมีทางยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้​ แล้วศาลบอกว่าให้รับฟ้องไปก่อน​ จำเ​ลยค่อยนำหลักฐานมาแก้ต่างในชั้นสืบเอา

2.​ ไม่ชอบใจทนาย​ ที่ชอบพูดประมาณว่า​ ทนายความที่ทำงานเต็มที่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง​ จนศาลยกฟ้อง​ เป็นทนายโง่​ เพราะทำให้คดีเสร็จไว​ ได้เงินน้อย​ ลูกความไม่เห็นคุณค่า​ ควรถามค้านพอเป็นพิธีพอ​ ศาลรับฟ้องค่อยมาสู้กันเต็มที่​ แบบนี้ลูกความถึงจะเห็นว่าทนายทำงานเต็มที่​ ทนายก็ได้กินค่าว่าความนานๆ​

ความจริงอีกด้าน​ เมื่อศาลรับฟ้องคดีอาญา​ นั้นคือ​ จำเลยต้องหาเงินมาประกันตัว​ คนจนๆไม่มีเงินก็ต้องไปซื้อหลักทรัพย์ประกันอิสระภาพ​ ไม่มีก็ติดคุกไปก่อน​
สำหรับคนที่ไม่ได้ทำผิด​ การติดคุกแม้เพียงวันเดียวก็ไม่สมควรเกิดสำหรับเขา​ และถ้าเขาต้องติดคุกเพราะ​ ศาลไม่ดูคดีอย่างละเอียดรอบคอบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง​ หรือทนายความกลัวลูกความไม่เห็นคุณค่าหรือกลัวได้เงินน้อยถ้าคดีเสร็จไว​ เลยเลี้ยงไข้ไปก่อน​​ ถือเป็นความเฮงซวยของคนในกระบวนการยุติธรรม​อย่างยิ่ง​

ทำงานเพื่อเอาหน้า​ หรือเพื่อให้คนอื่นเห็นคุณค่า​ กับทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมายในผลของงานมันจึงต่างกัน​ และคนเราควรมีความซื่อสัตย์กับงานที่ตนเองได้ทำ เพราะการทำงาน​ คือ​ การปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง

[06/29/19]   #เกร็ดว่าด้วยถามค้านของทนายความ
1.มีเป้าหมาย​ ได้ประเด็น​ ชัดเจน​เข้าใจง่าย​ ไม่ยืดยาวเยิ้นเย้อ

2.ข้อเท็จที่พยานเบิกความไว้หรือตอบคำถามทนายท่านอื่นไว้ชัดเจนแล้ว ก็ไม่ต้องไปถามอีก

3.ถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดี​ ไม่ใช่ถามความเห็นหรือถามข้อกฎหมาย​ (เว้นแต่พยานผู้เชี่ยวชาญ)

4.ถามเพื่อให้พยานเบิกความต่อศาล​ ไม่ใช่ทนายไปยืนคุยกับพยาน

5.ทนายมีหน้าที่ถาม​ ไม่ใช่ไปโต้เถียงหรือทะเลาะกับพยาน

6.ข้อความที่ปรากฏชัดเจนในเอกสารที่ส่งให้ศาลหมาย​เข้าสำนวนแล้ว บางครั้งศาลไม่ให้ทนายเอาข้อความในเอกสารนั้นไปถามพยานอีก​ เพราะศาลสามารถอ่านเองได้​ ส่วนทนายมักจะถามให้พยานเบิกความติดไว้ในคำเบิกความพยาน

7.ทนายบางคนมักใช้เทคนิค​ ถามหนึ่งคำถามแต่มีหลายประเด็น​ในคำถามเดียว ให้พยานตอบใช่​

8.​ทนายบางคน​ ถาม​ค้าน​ พยานตอบอย่าง​ แต่ทนายสรุปคำเบิกความพยานให้ศาลฟังอีกอย่าง

9.เวลาถามค้านเกี่ยวกับเอกสารใด​ ควรหยิบเอกสารนั้นมาประกอบด้วย

10.ถ้าอีกฝ่ายอ้างเอกสารใดให้ศาลหมายรับไว้แล้ว​ แม้เราจะมีเอกสารชุดเดียวกัน​ ก็ไม่จำเป็นต้องอ้างส่งใหม่​ สามารถหยิบเอกสารฝ่ายตรงข้ามไปถามได้เลย​ แต่ต้องตรวจดูดีๆว่าเอกสารตรงกันหรือไม่​ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข​ ดึงออกหรือสอดไส้​หรือไม่

11.​หากคัดค้านเอกสารใด​ไว้แล้ว​ ไม่ควรหยิบเอกสารนั้นมาใช้ถาม​ ดังนั้น​ ก่อนคัดค้านควรตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่

12.ถามในเรื่องที่พยานเกี่ยวข้อง

13.ข้อเท็จจริงใดปรากฏชัดในสำนวนคดีแล้ว​ ไม่ต้องไปถามอีก

14.​คดีอาญา​ ข้อเท็จจริงใด​ ที่ฝ่ายโจทก์สืบไม่ถึง​ ไม่จำเป็นต้องไปถามค้านให้มันชัดเจนขึ้นอีก​ เพราะบางครั้ง​ ความชัดเจนอาจไม่เป็นประโยชน์กับจำเลย

15.​ประโยคใดในเอกสารที่เห็นว่าเป็นข้อความสำคัญอาจขออนุญาตศาลทำสัญลักษณ์กำกับไว้​ เช่น​ วงกลม​ หรือป้ายด้วยปากกาเน้นคำ

17.กรณีมีจำเลยหลายคน​ จำเลยอาจอ้างจำเลยคนอื่นเป็นพยานโดยระบุไว้ในบัญชีพยาน​ แต่หากจำเลยไม่ได้อ้างจำเลยอื่นไว้เป็นพยาน​ แต่จำเลยอื่นได้เบิกความพาดพิงตนเอง​ ทนายจำเลยที่ถูกพาดพิงมีสิทธิขออนุญาตศาลถามค้านจำเลยคนนั้นได้

18.คำถามค้าน​ใช้คำถามนำให้พยานตอบใช่หรือไม่ใช่

19.พยานที่ถูกถามค้าน​สามารถอธิบายได้​ หลังตอบคำถามค้านทนายว่าใช่หรือไม่ใช่แล้ว​ แต่บางครั้ง​ ศาลก็ไม่ให้พยานได้อธิบาย​ แต่ให้ทนายตัวเองถามติงเอา​ แต่พยานบางคนก็จะไม่ยอมตอบใช่หรือไม่ใช่​ แต่จะอธิบายเรื่องราวเอง​ว่าเป็นอย่างไร

20.น้ำเสียงในการถามควรดังฟังชัด​ แต่ไม่ต้องถึงกับตะคอก​ ข่มขู่พยาน​

21.​ครูทนายบางท่าน​ สอนให้ยืน​ 45​ องศา​ ระหว่างพยานกับศาล​ ระยะห่างพอสมควร​

22.ทนายไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวความเสียเอง

[05/17/19]   🐱
ช่วง 5 ปีแรกของชีวิตทนาย
#ขมมากกว่าหวาน
เล่าต่อๆกันมาว่า วงจรชีวิตทนายความ หากสามารถเดินสายวิชาชีพนี้ได้ถึง 5 ปี พอมีแนวโน้มว่าจะเอาดีทางนี้ได้

5 ปีในที่นี้ คือ 5 ปีแห่งการลงมือทำงานและเรียนรู้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ 5 ปี นับจากวันที่สภาทนายความประทานใบอนุญาตว่าความให้ และ ทำไมถึง 5 ปี ผมจะเหลาให้ฟัง.....

เพราะเหตุว่า....เมื่อ จบ.นิติศาสตร์มาใหม่ๆ สิ่งที่มีในหัวคุณ คือ กฎหมาย แต่จุดเริ่มต้นของวิชาทนาย คือ การเข้าใจข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องราวทางคดี เท่ากับว่า คุณต้องเริ่มต้นใหม่ ในการเรียนรู้วิชาข้อเท็จจริง ซึ่งมันยากกว่า เพราะข้อเท็จจริงมันดิ้นได้ มันปรุงได้ มันเปลี่ยนได้ เช่น คดีหนึ่งที่คุณลงมือสอบข้อเท็จจริงจนคุณมั่นใจแล้วว่า คุณรู้ข้อเท็จจริงอย่างละเอียดดีแล้ว แต่คุณอาจเหวอ เมื่ออีกฝ่ายเปิดข้อเท็จจริงออกมาคนละด้านกับข้อเท็จจริงของคุณทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน

เพราะเหตุว่า....วิชากฎหมายที่เรียนมา ตลอด 4 ปี อาจได้ใช้แค่ 20% และอีก 80% เป็นกฎหมายที่ไม่ได้เรียน

เพราะเหตุว่า....คุณต้องทำงานใต้เงาคนอื่น นั่นคือ หัวหน้า อาจารย์ และทนายรุ่นพี่ ซึ่งคุณจะพบว่า แต่ละคนมีหลาย
สไตร์กันเหลือเกิน และทุกคนมีสิทธิทำงานตามสไตร์ตัวเอง ยกเว้นคุณผู้มาใหม่ ที่จะต้องปรับตัวตามสไตร์การทำงานของทนายคนอื่น โดยตัวเองยังไม่มีสิทธิ์ทำงานตามสไตร์ของตัวเองได้ เพราะคุณ คือ ทนายใหม่ ที่จะต้องเรียนรู้จากคนอื่น เรื่องนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะอาจเป็นการทำลายจินตนาการและความคิดนอกกรอบของทนายใหม่ได้ ตัวผมเองก็จะไม่ตึงเครียดกับรูปแบบการทำงานของลูกน้องมากนัก

เพราะเหตุว่า.....คุณจะพบวิกฤตศรัทธาครั้งยิ่งใหญ่ คือ ลูกความจะยังไม่เชื่อคุณ ไม่ว่าคุณจะมีข้อกฎหมายและฏีกามาอ้างอิงก็ตาม นั่นเพราะเขาจะตัดสินคุณที่วัยวุฒิ บางครั้งคุณอาจพบว่าคนที่ไม่ได้จบกฎหมาย หรือไม่รู้เรื่องคดีความ แต่ปากดีพูดไปเรื่อย หรือพวกทะแนะ แต่ลูกความดันไปเชื่อถือเขามากกว่าคุณ

เพราะเหตุว่า....คุณจะโดนฝ่ายตรงข้าม ดิสเครดิตคุณ หรือทำลายความหน้าเชื่อถือคุณต่อหน้าลูกความของคุณเอง หรือไม่คุณอาจโดยฝ่ายตรงข้ามหลอกหรือวางยา หรือคุณอาจซวยมากกว่านั้น คือ โดนคนทั้งกระบวนการยุติธรรมหลอกคุณจนหลงทาง อาชีพนี้อย่าไว้วางใจใครง่ายๆ แม้กระทั่งตัวความ หรือทนายรุ่นพี่ที่อาจส่งคุณไปตายแทนได้เสมอ

เพราะเหตุว่า....แม้แต่ศาลยังให้เกียรติคุณน้อยกว่าทนายอาวุโสที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคุณ

เพราะเหตุว่า....คุณจะประสบปัญหาในการติดต่อกับข้าราชการทุกหน่วยงาน

เพราะเหตุว่า....จะมีเหตุการณ์ที่กระทบความรู้สึกของคุณเข้ามาเป็นระยะๆ บางครั้งอาจรุนแรงจนช๊อคความรู้สึกได้ บางครั้งคุณอาจกลายเป็นนักปรัชญาที่ตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมที่ไม่มีคำตอบ บางครั้งคุณจะได้ยินเสียงหัวเราะของผู้ทำผิดและเสียงร้องไห้ของผู้เป็นฝ่ายถูก บางครั้งคุณอาจรู้สึกว่าชีวิตช่างไร้ค่าและไร้ความหมาย

เพราะเหตุว่า....คุณจะเจอความกดดันจากวงสังสรรค์ในหมู่เพื่อนที่เห็นความก้าวหน้าของเพื่อที่จบ.สาขาอื่น มีเงินเดือนตั้งต้นที่สูง และเงินเดือนขึ้นตามระบบ มีโบนัส สวัสดิการ ใช้ชีวิตได้แสนสะดวกโยธินกว่าคุณมากมาย แน่นอน เขาอาจมีแม่สาวน้อย
หน้าตาดีมาอวดคุณ ขณะที่ตัวคุณยังดูล่องลอยไร้จุดหมาย

เพราะเหตุว่า...เมื่อปริมาณคดีเข้ามามาก คุณจะยังไม่เข้าใจหลักการบริหารงานคดี มันทำให้คุณเครียด กดดัน เหนื่อยล้้า และผิดพลาด

[03/20/19]   ทนายความ ควรเลือกได้ว่าจะทำงานให้กับใคร

ครูทนายท่านแรกสอนผมว่า​ ทนายความไม่จำเป็นต้องมีลูกความเยอะ​ #แค่มีลูกความจำนวนหนึ่งแล้วดูแลกันไปโดยตลอด​ เพราะถ้าได้ค่าว่าความน้อย​ ก็ต้องหาคดีจำนวนมาก​ และหากมีคดีมากไป​ ก็ไม่มีเวลาทำ​ พอไม่มีเวลาทำ​ งานมันก็ออกมาลวกๆ​ ไม่มีคุณภาพ​ ผลงานก็ไม่เกิด​ แถมเสียลูกความอีก ดังนั้น​ ค่าว่าความกับจำนวนคดีต้องพอเหมาะ​ #ท่านยังสอนอีกว่าอาชีพทนายเหมือนปลูกไม้ใหญ่​ ทั้งนี้เพราะช่วงแรกๆยังไม่เห็นผล​ ต้องฝึกฝนฝีมือเก็บเกี่ยวประสบการณ์และค่อยๆสร้างฐานลูกความ

ครูทนายอีกท่านสอนว่า​ ถ้าเราต้องวิ่งงานงกๆตามที่เขาสั่ง​ มันก็เป็นแค่พวก​ #เกกเฬวราก​ เที่ยววิ่งพล่านเหมือนหมาถูกน้ำร้อนลวก​ ไม่มีศักดิ์ศรี​ ดังนั้น​ ต้องฝึกฝีมือให้เจนจัดและเลือกลูกความได้ และความสำเร็จของทนายความเกิดจาก​ 1.ทำงานเป็น​ 2.หาลูกความได้ และ​ 3.เก็บเงินได้​

อาจารย์ถวัลย์​ ดัชนี​ เคยกล่าวว่า​ แกเป็นพวกชอบพุ่งฉมวก​ แต่ไม่หว่านแหหรือสุ่มปลาเพราะแกไม่ชอบการเดาสุ่ม​ แต่แกจะฝึกพุ่งฉมวกร้อยครั้งพันครั้งจนแม่นยำ​ เมื่อเห็นตัวปลา​ จะเลือกว่าจะเอาปลาตัวใหน​ แล้วกำฉมวกในมือให้มั่นพุ่งไปที่ปลาตัวนั้นโดยไม่พลาด​เป้า​ โดยแกไม่ชอบหว่านแหหรือสุ่มลงไปได้ทั้งปลาซิวปลาสร้อยเศษซากใบไม้ขยะ​ โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน​

สุนทร​ ภู่​ มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า​ อันความรู้​ รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว​ แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจึงเกิดผล​

ฉะนั้น​ การทำงานทนายความเช่นเดียวกันกับทุกๆศาสตร์​ ที่จำเป็นต้องฝึกปรือฝีมือให้เจนจัดเสียก่อน​ เมื่อมั่นใจในฝีมือของตัวเองแล้ว​ ค่อยเอาวิชาความรู้นั้นไปรับใช้ลูกความที่คู่ควร​ อย่างกรณีของ​ เจียงจื่อหยา นักยุทธศาสตร์ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของจีนโบราณ ท่านรอเวลาถึง​ 80​ ปีเพื่อรับใช้โจวเหวินหวัง​ และโจวอู่หวัง​ ล้มล้างราชวงศ์ซาง​ สถาปนาราชวงศ์โจว​ยาวนานถึง​ 800​ ปี จนเป็นที่มาของตำนานเจียงจื่อหยานั่งตกปลารอผู้ปกครองมาติดเบ็ด

ในประสบการณ์การทำงาน ทนายเรามีโอกาสพบเจอคนทุกประเภท ที่เอาปัญหามาให้เราแก้​ ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับทุกคนได้​ บางทีก็เป็นเรื่องลางเนื้อชอบลางยา​ หรือ​ กับคนบางคนพอทำงานด้วยแล่วทำให้เราไม่มีความสุข​ ดังนั้น​ ทนายความก็สมควรเลือกบุคคลที่ตนเองรับใช้​ เหมือนที่ตัวความเขาก็เลือกทนายความทำงานรับใช้เขา​
ตัวผมเองร้อยละ​ 98% ได้ตัวความที่เหมาะสมกับตัวเอง​
ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะบุคลิกภาพของผมชัดเจน​ สามารถดึงดูดคนบางประเภทและไม่ดึงดูดคยบางประเภท​ และผมเองก็พอมีเกณฑ์ในการเลือกลูกความไว้กว้างๆ​ที่สามารถพอเล่าสู่กันฟังได้​ ดังนี้

1.คนบางคนเหมาะสมทั้งเป็นมิตรสหายและลูกความ​ จงรักษาไว้ให้ดีที่สุด

2.​คนบางคนเหมาะสำหรับเป็นมิตรสหายแต่ไม่เหมาะที่จะเป็นลูกความ​ คนประเภทนี้เราสามารถช่วยเหลือโดยให้คำปรึกษาแนะนำ​ แต่อย่ารับเป็นทนายความให้​ แต่จงหาทนายความที่ไว้วางใจได้และเหมาะสมทำงานให้แทน​ เพราะถ้าเราทำเองอาจเสียทั้งทนายความและมิตรภาพ

3.​คนบางคนไม่น่าคบหาเป็นมิตรสหาย​ แต่รับเป็นลูกความได้ คนประเภทนี้คุยเนื่องผลประโยชน์และหน้าที่ต่อกันให้ชัดเจน และจงมีช่องว่างต่อกันพอสมควร

4.​คนบางคนไม่ควรคบเป็นมิตรสหายและไม่ควรรับเป็นทนายความ​ คนประเภทนี้ทำยังไงก็ได้ที่ให้ไม่ต้องให้เข้ามาในชีวิตเรามากที่สุด

5. คนที่เราทำงานให้แล้ว แม้ไม่ได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินหรือผลประโยชน์โดยตรง แต่ทำให้เราเติบโตทางจิตวิญญาณ และเข้าถึงคุณค่าของวิชาชีพ จงรับทำ อย่าปฏิเสธ แต่จงบริหารให้จงดี ควรรักษาสมดุลระหว่างงานที่เลี้ยงปากท้องกับงานที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ อย่าให้ถึงกับต้องเบียดเบียนชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองจนเกินไปและอย่างเห็นแก่ผลประโยชน์จนละเลยความเป็นธรรมในสังคม

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10600
ทนายอสังหาริมทรัพย์ อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
ปรึกษาทนายฟรี จริงใจในการทำ ปรึกษาทนายฟรี จริงใจในการทำ
Bangkok, 10310

ติดต่อ 097-130-8451 ปรึกษาทนายฟรี ปรึกษาทนายกรณ์ฟรี ทนาย ทนายยาเสพติด ทนายคดียาเสพติด รับว่าความ

Real estate to go Real estate to go
Bangkok

Provide up-to-date Thailand real estate news and information

Hua Hin Property Hua Hin Property
Interchange 21 Building, 23rd Floor, 399 Sukhumvit Road, North Klongtoey, Wattana
Bangkok, 10110

Speak to us if you are buying property or any real estate in Thailand. Our Hua Hin office will assist you with the property transfer, taxes and all other l

ทนายนิ้ง รับปรึกษาปัญหากฎหม ทนายนิ้ง รับปรึกษาปัญหากฎหม
127
Bangkok, 10110

ทนายนิ้ง รับปรึกษาปัญหากฎหมาย รับยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก

Invest บริการสืบหาข้อมูลที่ดินท Invest บริการสืบหาข้อมูลที่ดินท
92 Ramkumhang 2 Soi 8, Dokmai, Pravate
Bangkok, 10250

บริการข้อมูลที่ดิน ติดต่อเจ้าของที่โดยตรง ค้นหาเอกสารสิทธิ์ สืบหาข้อมูลวงใน

ทนายนิล รับว่าความ รับปรึกษา ทนายนิล รับว่าความ รับปรึกษา
46/167
Bangkok, 10220

ทนายนิล รับปรึกษาปัญหากฎหมาย รับว่าความ คดีอาญา คดีทั่วไป คดีมรดก