ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม

ปรเมศวร์  อินทรชุมนุม

ความคิดเห็น

สวัสดีคับ ก็ ในกรณีที่ว่า ได้ส่งคืนรถมอเตอร์ไซค์หั้ยกับ ไฟแนนซ์แล้ว ต่อมาค่าส่วนต่างต้องติดตามมาที่หลัง อันนี้ เขาใจของระบบไฟแนนซ์คับ
.....แต่ที่ว่า ค้าส่วนต่าง สามารถขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆ ได้ด้วยหราคับ .ขอกราบเครารพ นะทีีนี้ด้วยคับ
ทำไมเขียนว่าทนายความในคดีอาญา ลาออกจากราชการแล้วหรือ
ขอแสดงความเคารพอย่างสูงค่ะ
ในกรณีของกรณีบอส ท่านมีความคิดเห็นในองค์กรท่านอย่างไร ผมมีความรู้น้อย แต่ก็ทราบถึงคำว่าหิิริโอตัปปะ (แม่ผมสอนครับ)รวมๆถึงหลายๆคนที่ออกมาแถลงข่าว
🙏ขอความช่วยเหลือในการกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยจ้า🙏
❤ใครช่วยได้ยกมรดกให้❤
เป็นกำลังใจให้อาจารย์และเข้าใจนะค่ะ สู้ๆ
นักการเมืองที่ดี...ควรร่วมต่อสู้
กับประชาชนอย่าสร้างวาทะกรรม
ที่บอกว่า "เราจะไม่แทรกแซงพลังบริสุทธิ์"
ในเมื่อประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน
ทุกคนก็ควรมีส่วนร่วม
เห็นสีหน้าของพระพยอมท่าน
อมทุกข์ขมขื่น​กับความ​อยุติธรรม​มานาน​แต่วันนี้​ดูข่าว​เพิ่งได้เห็นพระพยอมท่านยิ้ม​ขอบคุณท่านนะคะ​ที่นำความหวังแห่งความยุติธรรมมาให้​อะคะ
ถ้ามีคนค้ายาเสพติด อ้างว่าเงินที่ปปส.จะยึดมันขอยืมเพื่อนมาจะพ้นผิดหรือปล่าวครับ

กฎหมายมีปัญหา ปรึกษาปรเมศวร์ อัยการไทยหัวใจสหกรณ์

เปิดเหมือนปกติ

Photos from โคออป นิวส์ - co-op news's post 13/06/2021

คนในเรือนจำ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ตาม ในช่วงวิกฤติโควิดเขายังไม่ได้รับการดูแลจากสังคมเท่าที่ควร เรา "ฅนสหกรณ์" พร้อมเอื้ออาทรเพื่อนมนุษย์ทุกคนตามหลักการสหกรณ์ข้อที่ ๗ (Concern for Community)

Photos from โคออป นิวส์ - co-op news's post 12/06/2021

สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียนขนาดเล็ก กำลังจะได้หลักสูตรกรรมการตามกฎกระทรวงใหม่ รอให้ผ่านวันที่ ๒๘ มิถุนายนนี้ก่อนนะครับ ส่วนสหกรณ์ประเภทอื่น ๆ จะได้รับการอบรมความรู้ในระบบใหม่เร็ว ๆ นี้ จากสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์ท่านสนับสนุนส่งเสริมให้ช่วยกันทำครับ ผมและทีมงานพร้อมลงมือในเดือนกรกฎาคมนี้ครับ

Photos from โคออป นิวส์ - co-op news's post 05/04/2021

Photos from โคออป นิวส์ - co-op news's post

[01/20/20]   เมื่อ ๕๐ ปี จีนอดอยาก ไทยเหลือกิน
มาวันนี้จีนก้าวหน้า ไทยอยู่กับที่
เพราะอะไร ประชาชนหรือผู้นำ?

[08/27/18]   สัปดาห์นี้ร้อนแรงกับกรณีใบขับขี่ที่ไม่มีหรือไม่พกติดตัว โดยมีการอ้างอิงว่าเพื่อลดอุบัติเหตุ มีทั้งเห็นด้วย มีทั้งคัดค้าน ก็ไม่ว่ากันครับ แต่อย่าด่าทอกันเลย ลองมาทบทวนดูว่า ใบขับขี่กับอุบัติเหตุมันเป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ ในคดีที่ผมพิจารณาอยู่พบว่า คนที่ขับขี่รถยนต์ไปเกิดอุบัตเหตุ ๙๕ % ล้วนมีใบขับขี่ทั้งนั้น สาเหตุอุบัติเหตุหลักคือ ไม่เคารพกฎจราจร(กฎแห่งความปลอดภัย) ขับรถเร็ว เมาสุรา ย้อนเส้นทาง ตัดหน้าไฟแดง เมื่อเรากำหนดอัตราโทษสูงเกินสมควร ก็จะมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องสร้างเป็นเงื่อนไขเรียกรับบังคับให้ผู้กระทำผิดต้องจ่ายใต้โต๊ะง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปศาล เสียเงินค่าปรับจำนวนมาก ดูแค่เรื่องเมาแล้วขีบซิครับ วันนี้ยังมีคำนินทาไม่น้อยเลยครับ ว่าถ้าไม่อยากถูกฟ้องศาล เขาขอแปดพันถึงหมื่นบาท (อย่าเรียกร้องหลักฐานนะ เอาออกมาแล้วจะเสียหาย) ถ้าไม่มีเงินเขาพาไปกดตู้ ATM เลยครับ มันจะกลายเป็นนโยบายส่งเสริมการทุจริตมากขึ้น แต่ไม่เป็นไรครับ ต้องถามว่ากรมการขนส่งทำประชาพิจารณ์์กฎมายนี้หรือยัง ทำเมื่อไหร่บอกด้วยนะครับ ประชาชนจะได้แสดงความคิดเห็น พี่น้องประชาชนทั้งหลายอย่าเพิ่งตกใจ ยงมีอีกหลายขั้นตอนกว่ากฎหมายจะผ่าน เอาว่าวันนี้รบกวนเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจับผู้ฝ่าฝืาวินัยจราจรอย่างเข็มข้น อุบัติเหตุลดลง รถติดน้อยลงแน่นอน "กฎหมาย" ไม่ใช่ดาบอาญาสิทธิ์ที่จะแก้ปัญหาทุกเรื่อง "จิตสำนักแห่งความรับผิดชอบ" เคารพซึ่งก้นและกันในการใช้รถใ้ถนนต่างหากที่จะแก้ปัญหาจราจรของเราได้ ท่านอธิบดีกรมการขนส่งและผู้เกี่ยวข้องลองทบทวนฟังเสียงนกเสียงกาบ้างก็ดีนะครับ ด้วยความเคารพครับ

[07/01/18]   การที่ผมแสดงข้อกฎหมายเรื่องการกระทำอันจำเป็น แม้เป็นความผิด แต่ไมต้องรับโทษ กรณีการช่วยเหลือ "ทีมหมูป่า" ๑๓ ชีวิต มิได้ตั้งใจจะให้ใครเสียหาย แต่แสดงเพื่อปกป้องผู้คนที่มีเจตนาดี เสียสละทั้งสติปัญญาและแรงกาย ทั้งนี้เนื่องจากผมน้อมรับเอาพระราชดำรัชของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๑๐ มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งผู้ที่ทำงานด้านกฎหมายทุกคนพึงระลึกไว้ จะได้ช่วยกันสร้างสรรสังคมให้เป็นสุข และขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ

“อัยการนั้น มีหน้าที่มากมายหลายอย่าง แต่ก็อยู่ในกรอบขอบเขตของการปฏิบัติการทางด้านกฎหมายและชีวิตของราษฎร คือ ดูแลรักษา อำนวยความยุติธรรม หรือช่วยขบวนการแห่งการยุติธรรมให้ไปได้อย่างเรียบร้อยถูกต้อง อัยการมีหน้าที่กว้างขวาง ใส่หมวกหลายใบ มีหน้าที่มากมาย แต่จะต้องจำไว้ว่า มีหน้าที่ที่จะอำนวยความยุติธรรมและอำนวยขั้นตอนต่างๆ ของการปฏิบัติงานในการให้ความยุติธรรมต่อประชาชน ดังนั้น จรรยาบรรณ หรือทัศนคติที่ดี ตลอดจนความรู้ในเรื่องกฎหมาย และศึกษาเข้าใจปรัชญาของชีวิตของประชาชน หรือของคน เพราะว่าปกติคน ไม่มีใครอยากทำผิด ไม่มีใครอยากทำไม่ดี ไม่มีใครอยากถูกโทษ แต่บางทีสถานการณ์บางอย่าง ก็บีบบังคับให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราต้องดูพยานหลักฐานหรือขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นธรรม โปร่งใส ถูกต้อง ฉะนั้น ความรู้ในทางด้านกฎหมาย การมีศีลธรรมในจิตใจ การรู้จรรยาบรรณ และประสบการณ์ นำมาใช้ในทางที่ถูก ก็จะช่วยประเทศชาติและประชาชนอย่างมาก”

[06/29/18]   การเจาะถ้ำหรือกระทำการอื่นใดในเขตอุทยานหรือป่าไม้ แม้จะมีความผิดตาม พรบ.อุทยาน หรือ พรบ.ป่าไม้ แต่ถ้ากระทำเพื่อช่วย ๑๓ ชีวิต ก็เป็นการกระทำความผิดด้วย "ความจำเป็น" เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตน มิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแต่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้อง รับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๗ ครับ ทุกท่านที่กำลังช่วยน้องๆ ทำไปเถอะครับ ไม่ต้องดูหรอกว่ากฎหมายจะว่าอย่างไร ชีวิตน้องๆ เหล่านั้นสำคัญกว่ามาบังคับใช้กฎหมายในยามนี้

[04/08/18]   แฟนคลับถามผมว่า ทำไมไม่วิจารณ์เรื่องบ้านพักตุลาการที่เชียงใหม่ เห็นพูดอ้อมๆ ไม่กล้าหรือเปล่า ขอตอบว่าไม่ใช่ไม่กล้า แต่ผมมีข้อมูลไม่พอ ตุลาการเพื่อนหลายคนก็ไม่สบายใจ อย่าไปเหมาว่าเขาเห็นด้วยกับการสร้างบ้านทุกดังกล่าวทุกคนนะครับ อย่าโจมตีไปถึงตำแหน่งหน้าที่กันเลยครับ ผมเองก็ไม่ทราบว่าแนวทางแก้ปัญหาจะต้องทำอย่างไร แต่การแก้ปัญหาว่าจะปลูกต้นไม้ให้เต็มพื้นที่ ผมเกรงว่าชาวบ้านที่บุกรุกเขาจะย้อนถามว่า ให้เขาอยู่ต่อไปมั๊ย เขาปลูกต้นไม้ให้เต็มพื้นที่เหมือนกัน เราจะตอบเขาว่าอย่างไร? ผมได้รับข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ มีคนบอกว่ารู้มั๊ยทำไมไม่สร้างในพื่นราบ? คำตอบที่เขาบอกได้ความว่า พื้นราบมีการจัดสรรให้เอกชนบุคคลธรรมดาเช่าใช้สร้างบ้านไร่ละเป็นล้าน อยู่ได้ถึง ๓๐ ปี ไปหมดแล้ว ผมจึงถามใครให้เช่า เขาไม่ตอบ บอกให้ไปถามคนที่ครอบครองที่ดินดู อันนี้งงจริงๆ ทำได้ด้วยเหรอที่เอาที่ดินในความดูแลของส่วนราชการไปให้ชาวบ้านเช่า เอาเป็นว่ากรมธนารักษ์ตอบหน่อยได้มั๊ยครับ จริงหรือเท็จประการใดช่วยตอบทีครับ ประเด็นที่ผมติดใจคือทำไมกองทัพมีที่ดินมากมาย เกินจำเป็นหรือเปล่า เห็นบอกว่าศาลเคยขอใช้ที่ดินของกองทัพในบริเวณนี้มานานแล้ว แต่ "ผบ.ทบ." สมัยนั้นไม่ให้ แล้ว "ผบ.ทบ" สมัยไหนที่อนุญาตให้ใช้ อยากทราบเหตุผลจังว่าทำไมจึงมาให้ หรือกรมธนารักษ์เป็นคนอนุญาตให้ ตอบกันให้ชัดไปเลยครับ อ้ำๆอึ้งๆ กัน ทำให้อีกหลายคนพลอยเสียหายไปด้วยนะครับ ถ้าเรามีคำตอบ ผมว่าเราแก้ปัญหาได้ ต่อจากนี้ไปผมขอเสนอว่า ที่ดินที่ส่วนราชการใดขอใช้เกินจำเป็นควรคืน และถ้าที่ดินที่คืนเป็นที่ป่า ก็ให้มอบแก่กรมป่าไม้ดูแลต่อไปดีมั๊ย จะได้มีป่าไม้เพิ่มขี้น ที่ผ่านมานักการเมืองก็เอาไปทำ สปก.เกือบหมดอยู่แล้ว ทำไปเพียงเพื่อการหาเสียงทั้งนั้น ที่สุดนายทุน็ก็ถือครอง สปก. ชาวบ้านก็รุกป่าต่อไป กรมป่าไม้และกรมอุทยานเขาคิดค่าเสียหายจากชาวบ้านที่บุกรุกป่าตามหลักเกณฑ์การคิดคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดการทำลายป่าไม้ในพื้นที่ ๑ ไร่ จะก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย ๑๕๐,๙๔๒.๗๐ บาท แล้วถ้า ๑๔๗ ไร่ มันจะเป็นเงินเท่าไร สุดท้ายไม้ที่ตัดใครได้ครับ มันไม่ใช่น้อยนะ

[01/25/18]   ทำไมถึงคิดอย่างนี้ "ไม่ใช่ทรัพย์สินของตนเอง ไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สิน" ความคิดแบบนี้ออกมาสู่สังคมได้อย่างไร อีกหน่อยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองก็จะอ้างว่า "รถหรูคันนี้ (หรือบ้านหลังนี้หรือก้อนนี้) ผมยืมเพื่อนมา ก่อนพ้นหน้าที่ผมก็คืนไปแล้ว จึงไม่ต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สิน" ถ้าทำอย่างนี้ได้ ปปช. ไม่ต้องตรวจสอบใครอีกแล้วครับ เพราะไปเปิดประเด็นให้เขาโกงได้เต็มที่ อย่าลืมซิครับ การยืมใช้คือการได้ประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถ้าคำนวณแล้วเกินกว่า ๓,๐๐๐ บาทก็ผิดมิใช่ครับ นาฬิกา รถยนต์หรือทรัพย์สินอื่นใดก็ตาม อาจเอาให้เช่าได้ แม้เขาให้ใช้ฟรีๆ มันก็เป็นสัญญายืม ซึ่งสามารถคำนวณเป็นค่าเช่าได้ เมื่ออาจคำนวณได้ก็ต้องถือว่าคนยืมได้รับประโยชน์อันอจคำนวณราคาเงินได้ ถ้าบอกว่าเพื่อนให้มา แต่เพื่อนตายแล้ว ก็ต้องดูว่าเพื่อนเขาตายเมื่อไหร่ จะทราบว่าได้มาตอนไหน ต้องแสดงรายการในบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ คำตอบมันมีอยู่ในตัวทุกเรื่องแหละครับ เอาง่ายๆ ผู้กำกับ รองผู้กำกับ สารวัตรหรือแม้แต่ น.๔ ที่ใช้บริการในโรงนวดดัง ไม่ต้องไปเฉไฉไปว่าต้องตรวจสอบดูก่อนว่าตำแหน่งเหล่านั้นเป็นใคร เพราะไม่มีชื่อ ก็ไปดูซิครับว่า คนพวกนั้นใช่บริการเมื่อไหร่ แล้วใครครองตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น มันก็จบ ไหนบอกว่าจะปราบโกง เห็นจัดกิจกรรมโชว์ต้านโกงเสียใหญ่โต เชิญชวนชาวบ้านมาแสดงท่าทางร่วมต้าน พอเอาเขาจริงๆ แล้วเป็นไงครับ ดีแต่ปากกันทั้งนั้น ชักสงสัยว่าคนที่แสดงร่วมต้านมากเท่าไร อ้ายคนนั่นมันน่าจะโกงมากที่สุด ผิดหวังกับ ปปช.

13/10/2017

ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม's cover photo

[08/13/17]   ก็เป็นอันว่าคดีบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นผู้ฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้นว่าเป็นการฟ้องซ้ำจำเลยทั้งสี่ในคดีหมายเลขดำที่ อ.๓๑๓/๒๕๕๘ ที่ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้ว ซึ่งผมยังเห็นต่างกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ เว้นแต่อัยการสูงสุดจะรับรองในฎีกาว่าข้อความที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญมีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกาไว้พิจารณาต่อไป ตามมาตรา ๒๒๑ ดังนั้นด้วยความเคารพคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ประกอบกับไม่ใช่หน้าที่ผมที่จะพิจารณาคดีนี้ จึงไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในคดีนี้
ส่วนคดีที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันที่ ๒๙ สิงหาคมนี้ เป็นคดีแรกที่สอบสวนโดย ปปช. นั้น ผมยังมีข้อติดใจอยู่เพียงบางประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ จึงขอเล่าสู่กันฟังก่อนที่จะได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งไม่เป็นการโน้มน้าวศาลอุทธรณ์เพราะศาลอุทธรณ์พิจารณาเสร็จแล้ว และประเด็นที่จะกล่าวถึง นักกฎหมายและนักศึกษากฎหมายพึงใช้เป็นกรณีศึกษาอย่างยิ่ง กล่าวคือ
๑) คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า บริษัทไร่ส้มจ่ายเงินให้คุณพิชชาภา พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ อสมท. จริง แต่บริษัทไร่ส้มต่อสู้ว่าเป็นการจ่าย “ค่าตอบแทนในการทำงาน” ให้บริษัทไร่ส้มตามวิธีปฏิบัติในทางธุรกิจ “มิใช่การให้สินบน” แต่อย่างใด เพราะบริษัทไร่ส้มฯ ไม่ทราบว่า อสมท. มีระเบียบห้ามพนักงาน อสมท. รับงานจากบุคคลนอกจากการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ เมื่อฝ่ายการตลาดของบริษัทไร่ส้มที่รับผิดชอบในการจัดหาผู้สนับสนุนรายการจัดส่งคิวรายการโฆษณาไปให้ อสมท. ฝ่ายการตลาดของบริษัทไร้ส้มได้ว่าจ้างตุณพิชชาภาประสานงานกับลูกค้าที่ลงโฆษณาเพื่อให้ทราบรายการโฆษณาเป็นด้วยความเรียบร้อย และเมื่อลูกค้าจ่ายเงินค่าโฆษณามาให้บริษัทไร่ส้ม บริษัทไร่ส้มก็จะสั่งจ่ายเช็คเป็นค่าตอบแทนให้คุณพิชชาภาโดยมี “การหักภาษี ณ ที่จ่าย” ส่งสรรพากรตามที่กฎหมายกำหนด และมีการบันทึกบัญชีของบริษัท พร้อมมีการบันทึกบัญชีแสดงรายการค่าใช้จ่ายครบถ้วนในงบดุลประจำปี ซึ่งหากตั้งใจทำการทุจริตก็ไม่น่าจะทิ้งร่องรอยขนาดนี้ ผมว่ามันแปลกและผิดวิสัยของการกระทำความผิด
๒) คดีมีข้อต่อสู้ของบริษัทไร่ส้มอีกว่า บริษัทไร่ส้มส่งรายการโฆษณาตามความเป็นจริงทุกอย่างและกระบวนการจัดทำคิวโฆษณาเป็นเรื่องของ อสมท.เองทั้งหมด และทำอย่างเปิดเผยตรวจสอบได้ตลอดเวลา แต่ อสมท. ไม่เคยเรียกเก็บค่าโฆษณาส่วนเกินเวลาในแต่ละเดือนและและไม่เคยแย้งให้บริษัทไร้ส้มทราบมาก่อนเลย แต่ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบในภายหลัง ก็มีการเรียกเก็บย้อนหลังจากบริษัทไร่ส้มที่เดียวทั้งหมด ซึ่งในที่สุดบริษัทไร่ส้มก็จ่ายจนครบ การกระทำของบริษัทเป็นการกระทำโดยสุจริต เป็นเพียงการผิดสัญญามิใช่การทุจริต ประเด็นนี้ก็น่าสนใจ
๓) ประเด็นทีน่าสนใจในประการต่อมา การจ่ายเงินของบริษัทไร้ส้มให้คุณพิชชาภา มีจำนวนเงินเป็นเศษสตางค์อยู่ด้วย เช่น ๗,๖๘๔.๒๕ บาท (ตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมุติ) ซึ่งผมยังสงสัยว่าทำไม่ต้องเศษ เพราะคดีที่กินสินบาทคาดสินบนมักจะจ่ายกันเป็นตัวเลขกลมๆ เช่น ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมไม่เคยเห็นคดีที่จ่ายเป็นเศษสตางค์อย่างนี้ และมาทราบว่าที่เป็นอย่างนั้น ก็ตอนที่บริษัทไร้ส้มอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่ามีการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวมาแล้ว อีกทั้งจำนวนเงินตามเช็คที่จ่ายไม่สามารถคิดคำนวณให้สัมพันธ์กับจำนวนเวลาโฆษณาที่เกิดได้เลยด้วย
สรุป หากได้มีการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ก็อาจเป็นไปได้ที่ศาลอาจพิพากษายกฟ้องเพราะมีเหตุอันควรสงสัยตามประมวลกฎหมาวิธีพิจารณา มาตรา ๒๒๗ ซึ่งบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย หรือถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี ศาลก็จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ให้ปล่อยจำเลยไป ตามประมวลกฎหมาวิธีพิจารณา มาตรา ๑๘๕ แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษายืนตามเดิม ซึ่งถือเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจในปัญหาข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง มิใช่น่าสนใจเพราะจำเลยเป็นใคร โดยเฉพาะ “คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา” ว่ากันทีจริงก็คุ้นเคยกันพอสมควร เคยไปออกรายการกันหลายครั้ง แต่งานคืองาน หน้าที่คือหน้าที่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณสรยุทธยังเหมือนเดิม ดังนั้นเรามาติดตามผลคดีนี้กันต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร

[12/22/16]   เมื่อวานได้กล่าวถึง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่เป็นฉบับใหม่ วันนี้ขอเพิ่มเติมสำหรับนักกฎหมายเพราะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (ราชกิจจานุเบกษา ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๙เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๑๐๔ ก หน้า ๓๐ ) สาระสำคัญคือ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๘ แห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนี้ วรรคสาม “ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การแสดงตนของจำเลยก็ได้ ข้อบังคับนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้"
วรรคสี่ "ความในวรรคสามมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยได้รับการรอการลงโทษจำคุก หรือรับโทษจำคุก ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว” และให้ใช้ความต่อไปนี้ “ฎีกานั้น ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๙๘ มาตรา ๒๐๐ และมาตรา ๒๐๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม” แทนในวรรคสองของมาตรา ๒๑๖ ที่นี้มาดูกรณีของ "หมอนิ่ม" ในวันยื่นอุทธรณ์หมอนิ่มต้องไปศาล ถ้าไม่ไปผลจะเป็นอย่างไร ผลคือศาลม่รับอุทธรณ์ของหมดนิ่ม แต่เนื่องด้วยคดีนี้มีโทษประหารชีวิต ป.วิอาญามาตรา ๒๔๕ บังคับให้ศาลชั้นต้นส่งต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหาร ชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์ คำพิพากษานั้น และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน นอกจากนั้น มาตรา ๒๔๗ บัญญัติให้คดีที่จำเลยต้องประหารชีวิต ห้ามมิให้บังคับตาม คำพิพากษาจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยอภัยโทษแล้ว ซึ่งโดยปกติเขาจะประหารชีวิตนักโทษเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันฟังคำพิพากษา เว้นแต่............วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ ส่วนการประหารชีวิตมีขั้นตอนอย่างไรไว้ค่อยคุยกันวันหลัง ฝากถึงบัณฑิตกฎหมายที่เป็นนักศึกษาสำนักอบรมกฏหมายแห่งเนติบัณฑิตนสภาดูไว้บ้างนะ เพราะเป็นประเด็นฮิตในสังคม เนื่องจากขณะนี้มีจำเลยที่ถูกตัดสินประหารชีวิตหลายคน บางคนได้ประกัน บางคนหลบหนีไปแล้วจับมาได้แล้ว จะมีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เดี๋ยวออกสอบเทอมสองขึ้นมาจะทำไม่ได้ เหมือนเรื่องผู้ต้องหาต่างชาติที่ออกข้อสอบคราวที่แล้ว

28/11/2016

ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม

[11/28/16]   เพื่อเป็นการตอบคำถามที่ทั้งชาวบ้านและเพื่อนสื่อมวลชน กรณีคำสั่งของอัยการในคดีกรณีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยอัยการมีคำสั่งฟ้องนายศุภชัยและผู้ต้องหาอื่น แต่กลับ “เห็นควรสั่งฟ้อง” พระธัมมชโย ทำไมไม่สั่งฟ้องให้เหมือนกัน หลายคนสงสัย ก็จะขออธิบายในฐานะครูกฎหมายให้ฟํงดังนี้ครับ ในกระบวนการยุติธรรมนั้น หลักสำคัญในการพิจารณา คือ “ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย” เสียก่อนจึงมีคำสั่งได้ เช่น การพิจารณาคดีของศาล ศาลก็จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายโจทก์นำพยานหลักฐานเข้าแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา แล้วจึงให้จำเลยนำพยานหลักฐานเข้าแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน จากนั้นศาลจึงพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายว่าพยานหลักฐานฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แล้วจึงพิพากษาไปตามนั้น อัยการก็เช่นเดียวกัน การที่เราในฐานะตัวแทนรัฐจะออกคำสั่งฟ้องดำเนินคดีกับใครสักคน เราก็ต้องให้โอกาสเขาชี้แจ้งแสดงพยานหลักฐานก่อน เราจะไม่ฟังความข้างเดียวเด็ดขาดครับ การที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนโดยที่ยังไม่ได้สอบสวนผู้ต้องหานั้นสามารถทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๑ อยู่แล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนจะมีแต่เพียง “ความเห็น” เท่านั้นว่าควรสั่งฟ้องหรือควรสั่งไม่ฟ้อง ไม่ใช่พนักงานสอบสวนมี “คำสั่งฟ้องหรือคำสั่งไม่ฟ้อง” การสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเป็นอำนาจของอัยการ ถ้าอัยการเห็นว่าผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ตัวมาสอบสวนนั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อัยการก็จะทำความเห็นในสำนวนว่า “ควรสั่งฟ้อง” ส่วนคำสั่งที่แท้จริงก็คือ “ให้พนักงานสอบสวนไปจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีภายในอายุความ” ซึ่งการจัดการให้ได้ตัวมานั้นก็เป็นเรื่องอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะไปดำเนินการ กล่าวคือ อาจออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวน หรือ อาจขอให้ศาลออกหมายจับในกรณีที่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องจับกุมตามกฎหมาย เมื่อผู้ต้องหามอบตัวหรือถูกจับมาแล้ว พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมายให้ครบถ้วน แล้วแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบ และสอบถามปากคำของผู้ต้องหาไว้ด้วย ผู้ต้องหาจะให้การก็ได้หรือไม่ให้การก็ได้ จะให้การด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรก็ได้ทั้งนั้น ทั้งมีสิทธิที่จะให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของตนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้เช่นกัน เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการเสร็จแล้วจึงส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมคำให้การและพยานหลักฐานที่ผู้ต้องหาชอให้เพิ่มเติมไปยังอัยการ คราวนี้อัยการก็จะต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานของผู้ต้องหามีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังและแก้ข้อกล่าวหาได้หรือไม่ ถ้าฟังไม่ขึ้น อัยการก็จะออกคำสั่งว่า “สั่งฟ้อง” แล้วนำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องต่อศาล เว้นแต่ผู้ต้องหาถูกศาลสั่งขังไว้ก่อนแล้ว แต่ถ้าพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ผิด อัยการก็ต้องออกคำสั่งว่า “สั่งไม่ฟ้อง” ครับ คงพอเข้าใจกันนะครับว่า “ควรสั่งฟ้อง” ของอัยการมีความหมายอย่างไร ที่นี้ในกรณีพระธัมมชโย ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า น่าจะเข้ามอบตัวต่อสู้คดีไปตามวิถีทางแห่งกฎหมายดีกว่า มีหลักฐานอะไรก็ว่ามา เอามาแสดงกันให้หมด ไม่ควรปล่อยให้เกิดความสับสนหรือเป็นประเด็นทางสังคมให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหาประโยชน์ในการสร้างเงื่อนไข เพราะช่วงนี้เราทั้งประเทศควรอยู่ในความสงบเพื่อถวายอาลัยต่อพระเจ้าอยู่หัวดีกว่ามั๊ยครับ อันนี้ฝากถึงท่านทนายความและบรรดาศิษย์วัดพระธรรมกายของพระธัมมชโยด้วยความเคารพนะครับ ส่วนท่าจะมีเหตุผลพิเศษอย่างไรก็ไม่ขอก้าวล่วงครับ

[08/12/16]   จากในเฟสที่โพสกันมากมาก กรณีผู้จัดการสาว ๗-๑๑ โต้เถียงกับสารวัตรที่เขาไปขอให้เรียกผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์คนหนึ่งที่ไม่สวมหมวกนิรภัยซึ่งสารวัตรตาม ให้ออกมาพบเพื่อขอดูใบขับขี่ เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ในมุมมองกฎหมาย เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ความจริงถ้าสารวัตรจะจับผู้ขับขี่ในร้าน ๗-๑๑ นั้นก็ทำได้ ซึ่งปกติการจับบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้าสามารถจับไม่จำต้องมีหมายจับ เมื่อผู้ขับขี่เข้าไปหลบในร้าน ๗-๑๑ ในส่วนที่ไม่เป็นที่ี่สาธารณะ คือหลังร้านซึ่งเป็นที่รโหฐาน สารวัตรก็็ยังมีมีเหตุที่จะตามเข้าไปได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้น ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๙๒(๓) คือเมื่อมีบุคคลกระทำความซึ่งหน้า ขณะถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุแน่นแฟ้นอันควรสงสัยว่าได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น การที่สารวัตรไปขอความร่วมมือจากเธอ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่เมื่อเธอไม่ให้ความร่วมมือ ก็นาจะบังคับตามกฎหมายเข้าไปตรวจค้นและทำการจับกุมไปเลยครับส่วนการที่ไปโต้เถียงกับเธอนั้น น่าจะไม่เหมาะสมของการปฏิบัติ การอ้างว่าตนเองมีอำนาจเรื่องจะดูทะเบียนรถและมีเหตุสงสัยยึดได้ก็จริงอยู่ แต่เหตุอันควรสงสัยนั้นต้องมีมูลเหตุว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ กรณีเห็นผู้ขับขี่หลบหนีก็ยถือว่ามีเหตุอันควสงสัยก็ยึดรถไปเลย ไม่จำเป็นขอดูสำเนาทะเบียนครับ แต่บอกว่าถ้าไม่มีสำเนาทะเบียนรถให้ดูก็ยึดได้หมด นั้นไม่น่าจะถูกต้อง การพาสำเนาทะเบียะนรถติดตัวหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง สงสัยว่ารถถูกลักมานั้นต้องมีมากกว่าการไม่สำเนาทะเบียน เช่น การได้รับแจ้งเหตุว่ารถชนิดนี้ถูกลักไป เป็นต้น เพราะเหตุแค่ไม่มีสำเนาทะเบียนรถนี้ไม่เพียงพอที่จะยึด สำหรับการขอตรวจบัตรประชาชนของเธอ ยิ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง จากพฤติการดังกล่าวน่าจะเกิดจากความไม่พอใจ จึงใช้อำนาจเกินขอบเขตอาจเป็นผิดฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตาม ป.อาญา มาตรา ๑๔๘ หรือ ๑๕๗ ได้ ส่วนการกระทำชองเธอนั้นยังไม่ถึงกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือไม่ยอมบอกชื่อเมื่อเจ้าพนักงานถาม ตาม ป.อาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๗ และ ๓๖๗ ตามลำดับ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงบทเรียนกฎหมายที่เราศึกษาจากกรณีตัวอย่างครับ เรื่องง่ายๆ แบบนี้เวลาเอาไปออกข้อสอบกฎหมายชั้นเนติบัณฑฺตในกฎหมายอาญา(ภาค ๑) และวิอาญา(ภาค ๒) นักศึกษากฎหมายตอบได้มั๊ยครับ เพราะข้อสอบเนติบัณฑิตในยุคนี้ออกจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงนะครับ ฝากเป็นการบ้านครับ

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่

Bangkok
Bangkok
นักกฏหมายอาญา อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
ทนายความอำเภอหนองแค Lawyer at Nong Khae Di ทนายความอำเภอหนองแค Lawyer at Nong Khae Di
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ ทนายใกล้บ้าน โทร. 089-226-8899 ไลน์ ไอดี. @homelawyer

H&P Herrera and Partners H&P Herrera and Partners
23rd Floor,Two Pacific Place, 142 Sukhumvit
Bangkok, 10110

Legal services in Thailand. Lawyers specialized on Corporate, Criminal, Civil and dispute resolution in Bangkok.

ทนายความจังหวัดขอนแก่น Khon Kaen Law ทนายความจังหวัดขอนแก่น Khon Kaen Law
สำนักงานใหญ่ เลขที่ ๒๒ อาคารเค ซอยสุขุมวิท ๓๕ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเห
Bangkok, 10110

ทนายใกล้คุณ ให้คำปรึกษาและบริการ ประหยัด สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย คอลเซ็นเตอร์ 02 114 7521

ทนายความจังหวัดตาก Tak Lawyer ทนายความจังหวัดตาก Tak Lawyer
สำนักงานใหญ่ เลขที่ ๒๒ อาคารเค ซอยสุขุมวิท ๓๕ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเห
Bangkok, 10110

ทนายใกล้คุณ ให้คำปรึกษาและบริการ ประหยัด สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย คอลเซ็นเตอร์ 02 114 7521

ทนายความอำเภอแก่งคอย Lawyer at Kaeng Kho ทนายความอำเภอแก่งคอย Lawyer at Kaeng Kho
22 K-Building, Sukhumvit 35 (Headquarters)
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ ทนายใกล้บ้าน โทร. 089-226-88999

ทนายความอำเภอแม่ริม Lawyer at Mae Rim Dist ทนายความอำเภอแม่ริม Lawyer at Mae Rim Dist
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ ทนายใกล้คุณ โทร. 089-226-8899 ไลน์. @helpmelawyer แชท. https://direct.lc.chat/8941034

ทนายความอำเภอหลังสวน Lang Suan Lawyer ทนายความอำเภอหลังสวน Lang Suan Lawyer
สำนักงานใหญ่ เลขที่ ๒๒ อาคารเค ซอยสุขุมวิท ๓๕ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเห
Bangkok, 10110

ทนายใกล้คุณ ให้คำปรึกษาและบริการ ประหยัด สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย คอลเซ็นเตอร์ 02 114 7521

ทนายความอำเภอกมลาไสย Lawyers at Kamalasa ทนายความอำเภอกมลาไสย Lawyers at Kamalasa
สำนักงานใหญ่ เลขที่ ๒๒ อาคารเค ซอยสุขุมวิท ๓๕ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเห
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ บริการ ให้คำปรึกษา จัดหาทนายความ ทั่วประเทศ โทร 089-226-8899

กฎหมายและฎีกา อินเทร็นด์ กฎหมายและฎีกา อินเทร็นด์
กรุงเทพ
Bangkok, 10170

ปรึกษาคดีความและรับว่าความ

ทนายคดีหมิ่นประมาท Defamation Lawyer ทนายคดีหมิ่นประมาท Defamation Lawyer
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ บริการให้คำปรึกษา จัดหาทนายความที่ทีประสพการณ์ในคดีต่างๆ

ทนายความจังหวัดลำปาง Lampang Lawyer ทนายความจังหวัดลำปาง Lampang Lawyer
22 K-Building, Sukhumvit 35
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ ให้คำปรึกษาและบริการ ประหยัด สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย คอลเซ็นเตอร์ 02 114 7521