WorkWell Insure

WorkWell Insure

Share

ตัวแทนประกันการออมและสุขภาพ จาก Allianz Ayudhya พร้อมวางแผนประกันให้เข้ากับแต่ละบุคคล

04/08/2026

จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพมา 3 ปี ไม่เคยได้ใช้เลยสักบาท

คำนี้ผมได้ยินบ่อยมากครับ และผมไม่คิดว่าคนพูดคิดผิด

ตัวเลขจริงคือ คนไทยถือประกันสุขภาพเอกชนไม่ถึง 10% ของประชากร ราว 12 ล้านฉบับ

ฝรั่งเศส 95% แคนาดา 77% ญี่ปุ่น 70-75% สิงคโปร์ 70%

ตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยเปรียบเทียบ 11 ประเทศ ที่ Thai PBS Policy Watch เอามาเผยแพร่เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

คำถามคือทำไมของเราต่ำขนาดนั้น

1) เพราะคนไทยมีของฟรีอยู่แล้วจริงๆ

อันนี้ต้องพูดตรงๆ ครับ ไม่ใช่คนไทยขี้เหนียว

บัตรทองครอบคลุม 49.8 ล้านคน ประกันสังคมอีก 11.2 ล้านคน

ภาระค่ารักษาที่คนไทยควักเองลดจาก 27% ในปี 2545 เหลือ 12% ในปี 2566

ระบบรัฐเราทำงานได้ดีจริง ในเวทีโลกเราถูกยกเป็นตัวอย่างประจำ

เพราะงั้นเวลาใครมาบอกว่า "ไม่มีประกันแล้วจะหมดตัว" มันเลยไม่อิน เพราะมันไม่จริงในบริบทไทย

2) แต่สิทธิรัฐมีเพดานของมัน

ประกันสังคม ผู้ป่วยในเบิกได้ตามจริง ยกเว้นค่าห้องและค่าอาหาร เบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท

ลองไปถามราคาห้องเดี่ยว รพ.เอกชนแถวบางนาดูครับ

และต้องรักษาที่ รพ.ตามบัตรรับรองสิทธิ ยกเว้นฉุกเฉินหรือ รพ.ตามสิทธิรักษาไม่ได้

แปลว่าสิ่งที่ประกันเอกชนขายจริงๆ ไม่ใช่ "การรักษา" เพราะเรามีอยู่แล้ว

มันคือค่าห้อง ค่าเวลา และสิทธิ์เลือกว่าจะรักษาที่ไหน

จะคุ้มหรือไม่คุ้ม อยู่ที่คุณให้ค่าสามอย่างนี้เท่าไหร่

3) มีความเชื่อนึงที่หมดอายุไปแล้ว แต่คนยังกลัวกันอยู่

"ป่วยหนักปุ๊บ บริษัทประกันบอกเลิกสัญญาปั๊บ"

อันนี้เคยจริงครับ แต่ไม่ใช่ตอนนี้

หลัง คปภ. ปรับมาตรฐานกรมธรรม์สุขภาพ New Health Standard ตั้งแต่ปี 2564 บริษัทต้องรับประกันต่อเนื่องตลอดอายุกรมธรรม์หลัก ยกเลิกเพราะผู้เอาประกันเริ่มป่วยไม่ได้แล้ว

ทั้งนี้รายละเอียดเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของแต่ละแบบนะครับ

4) เคสเคลมไม่ผ่าน ส่วนใหญ่พังตั้งแต่วันเซ็นใบสมัคร

สาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดคือแถลงประวัติสุขภาพไม่ครบ

เป็นเบาหวานอยู่แล้วแต่ไม่บอก บริษัทก็รับประกันตามปกติเพราะไม่รู้ พอเคลมขึ้นมาเข้าข่ายโรคที่เป็นมาก่อน ก็ปฏิเสธได้ และบอกล้างกรมธรรม์ได้ด้วย

ไม่ใช่บริษัทหาเรื่อง แต่คือข้อมูลตอนต้นไม่ตรง

5) แล้วมีกรณีที่ไม่คุ้มจริงไหม

มีครับ ผมไม่ปิด

จ่ายเบี้ยแพงเกินตัว แล้วหลุดกลางทาง อันนี้เสียเปล่าของจริง

ปี 2568 อัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 82% แปลว่าราวๆ 1 ใน 5 หลุดออกจากระบบทุกปี

จ่ายมา 5 ปีแล้วหยุด คือเสียทั้งเงินและเสียอายุที่เคยทำไว้ตอนสุขภาพยังดี

กับอีกกรณีคือซื้อทับซ้อนกับสิทธิที่มีอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว

สรุปสิ่งที่ผมคิดครับ

คำว่า "ไม่คุ้ม" ส่วนใหญ่ไม่ได้แปลว่าประกันแย่ แต่แปลว่าซื้อผิดแบบ หรือซื้อเกินกำลัง

ประกันสุขภาพมันไม่ใช่ของที่ซื้อแล้วได้ใช้ทันที มันคือการจ่ายเงินซื้อทางเลือกไว้เผื่อวันที่เราไม่อยากรอคิว

ถ้าปีนี้ไม่ได้ใช้ ก็แปลว่าปีนี้เราสุขภาพดี ซึ่งเป็นข่าวดี

แต่ถ้าจ่ายแล้วต้องเบียดค่ากินค่าอยู่ อันนั้นแปลว่าแผนใหญ่เกินตัว ไม่ใช่ประกันไม่ดี

ใครเคยคิดจะเลิกจ่ายเบี้ยกลางคัน หรือเลิกไปแล้ว เพราะอะไรครับ อยากฟัง 👀

#ประกันสุขภาพ #มนุษย์เงินเดือน #วางแผนการเงิน

03/08/2026

น้ำเกลือขวดละ 45 บาท พอเข้าไปอยู่ในบิลโรงพยาบาล กลายเป็น 919 บาทครับ

แพงขึ้นกว่า 1,900%

สำลีก้อนเล็กราคาตลาดก้อนละ 10 สตางค์ ในบิลคิดก้อนละ 7 บาท ส่วนต่าง 6,900%

ตัวเลขนี้ไม่ใช่ผมคิดเอง มาจากบิลที่ผู้บริโภคเอาไปร้องเรียนสภาองค์กรของผู้บริโภค แล้วสภาพัฒน์หยิบมาใส่ในรายงานภาวะสังคมไทยปี 2568

เห็นครั้งแรกทุกคนคิดเหมือนกันแหละครับ ว่าโหดจัง

แต่ผมอยากชวนดูลึกกว่านั้นหน่อย เพราะน้ำเกลือขวดนี้มันเล่าเรื่องทั้งระบบได้เลย

1) ทำไมตั้งราคาแบบนี้ได้

กระทรวงสาธารณสุขคุมราคายาได้เฉพาะโรงพยาบาลรัฐ ผ่านราคากลางในบัญชียาหลักแห่งชาติ

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้อยู่ใต้กลไกเดียวกัน ราคายาและเวชภัณฑ์ขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจของผู้บริหาร

มีกฎหมายให้รายงานราคาอยู่นะครับ แต่รายงานสภาพัฒน์เองระบุว่าการบังคับใช้ยังไม่เป็นรูปธรรม บทลงโทษเลยไม่ได้ทำหน้าที่ยับยั้งจริง

2) แต่น้ำเกลือไม่ใช่ตัวการหลัก

อันนี้สำคัญครับ ถ้าดูโครงสร้างบิลจริงๆ

ค่าแพทย์และค่าบริการวิชาชีพ คิดเป็น 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปี 2568
ค่ายาและเวชภัณฑ์ อยู่ราวๆ 35%

เกือบครึ่งบิลคือค่าคน ไม่ใช่ค่าของ

และค่าคนมันขึ้นเพราะขาดแคลนบุคลากร โรงพยาบาลแย่งตัวกัน กลายเป็นต้นทุนคงที่ที่กดลงไม่ได้

3) เครื่องมือที่ซื้อมาแล้วต้องใช้ให้คุ้ม

บริษัทประกันทั่วโลก 74% ระบุว่าเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่คือตัวดันต้นทุนอันดับหนึ่ง

ฝั่งไทย ผลสำรวจโรงพยาบาลเอกชนพบว่า 92% ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีทันสมัย 78.5% มี CT Scan และ 33.5% มี MRI

พอลงทุนหนัก แล้วระบบจ่ายเงินเป็นแบบจ่ายตามรายการ ยิ่งทำเยอะยิ่งได้เยอะ

สภาพัฒน์เลยตั้งข้อสังเกตว่าในบางกรณีอาจนำไปสู่การตรวจหรือการรักษาที่เกินความจำเป็น

4) อีกฝั่งคือคิวโรงพยาบาลรัฐ

ปีงบ 2568 อัตราครองเตียงของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 86% บางจังหวัดเกิน 100% คือมีคนไข้นอนมากกว่าจำนวนเตียงที่มีจริง

และคนไทย 46.2% ใช้เวลารับบริการที่โรงพยาบาลรัฐประมาณ 5-8 ชั่วโมงต่อครั้ง

คนที่พอมีกำลังจ่ายก็ไหลไปเอกชน ดีมานด์ฝั่งเอกชนแน่นขึ้น ราคาก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องลง

5) ปลายทางมาจบที่เรา

พอทุกอย่างรวมกัน เงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยปี 2568 อยู่ที่ 10.8%

เงินเฟ้อทั่วไปปีเดียวกัน 0.7%

ต่างกัน 15 เท่าครับ

ฝั่งประกันก็โดนเต็มๆ อัตราการเคลมอยู่ที่ 66.7% ในปี 2566 และมีการคาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นไปแตะ 90% ในปี 2569

ผลคือเงื่อนไขเปลี่ยน เบี้ยขยับ และเริ่มมีเงื่อนไขร่วมจ่ายเข้ามาในกรมธรรม์รุ่นใหม่

คปภ. ยังพบว่าปี 2567 การใช้สิทธิที่ไม่เหมาะสมคิดเป็น 28% ของเคลมทั้งหมด ทั้งที่มาจากผู้เอาประกันแค่ 5% ของกรมธรรม์

แปลว่าคนใช้เกินไม่กี่คน แต่ต้นทุนถูกเฉลี่ยมาที่ทุกคน

สรุปสิ่งที่ผมคิดหลังอ่านรายงานจบครับ

น้ำเกลือ 919 บาท ไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง

มันคืออาการของระบบที่ราคายังไม่มีเพดาน คนไข้ไม่มีข้อมูลไว้เทียบ และทุกฝ่ายมีแรงจูงใจให้ค่าใช้จ่ายวิ่งขึ้นมากกว่าวิ่งลง

สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้มีไม่เยอะ แต่ก็ไม่ใช่ศูนย์

ถามหมอได้ว่าการตรวจนี้จำเป็นแค่ไหน มีทางเลือกอื่นไหม
ขอดูบิลก่อนจ่าย เจอรายการที่ไม่เข้าใจก็ถามได้
และถ้ามีประกันอยู่แล้ว อ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ให้จบสักรอบ โดยเฉพาะหน้าเงื่อนไขการต่ออายุ

ใครเคยเปิดบิลโรงพยาบาลแล้วเจอรายการที่ต้องอ่านซ้ำสองรอบ เล่าให้ฟังหน่อยครับ 👀

#ค่ารักษาพยาบาล #เงินเฟ้อ #ประกันสุขภาพ

01/08/2026

มีบริษัทของตัวเอง แต่ยังจ่ายเบี้ยประกันด้วยเงินส่วนตัวอยู่ป่าว ?

สรุปเรื่อง Keyman ให้ครบในโพสต์เดียว

◾ Keyman คืออะไร

ประกันชีวิตที่บริษัทเป็นคนซื้อให้บุคคลสำคัญขององค์กร กรรมการ ผู้บริหาร หรือคนที่ถ้าหายไปแล้วธุรกิจสะดุด

ไม่ใช่แบบประกันตัวใหม่ แต่เป็นวิธีถือกรมธรรม์ ต่างกันตรงที่ใครจ่ายเบี้ย และใครรับประโยชน์

◾ ต่างกับซื้อประกันเองยังไง

ซื้อเอง
จ่ายด้วยเงินตัวเองที่ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว
ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 100,000 ต่อปี
บริษัทไม่เกี่ยวข้อง

Keyman
บริษัทเป็นคนจ่ายเบี้ย ลงเป็นรายจ่ายของบริษัทได้
เบี้ยก้อนนั้นกลายเป็นเงินได้ 40(1) ของกรรมการ
กรรมการยังเอาไปลดหย่อนภาษีส่วนตัวต่อได้อีก 100,000

◾ Benefits ที่ได้

1. ลดภาษีนิติบุคคล เบี้ยลงเป็นรายจ่ายได้ตามจ่ายจริง ไม่มีเพดานตายตัวเหมือนบุคคลธรรมดา
2. กรรมการได้ความคุ้มครองฟรี แล้วยังลดหย่อนภาษีส่วนตัวต่อได้อีกชั้น
3. ถ้าคนสำคัญหายไป มีเงินก้อนมาพยุงธุรกิจ ไม่ต้องขายทรัพย์สินหรือกู้
4. มูลค่าเวนคืนสะสมขึ้นเรื่อยๆ ใช้เป็นสภาพคล่องสำรองได้ทีหลัง

◾ สรุป

Keyman เวิร์คกับบริษัทที่มีกำไรจริง เสียภาษีนิติบุคคลอยู่แล้ว และกรรมการยังมีวงเงินลดหย่อนเหลือ

ถ้าบริษัทขาดทุนอยู่ หรือกรรมการเต็มเพดานลดหย่อนแล้ว ประโยชน์จะน้อยลงเยอะ

ใครอยากรู้ว่าเคสตัวเองคุ้มไหม ทักมาถามได้ คำนวณให้ดูก่อนตัดสินใจ

#ลดหย่อนภาษี #ภาษีนิติบุคคล #เจ้าของกิจการ

Photos from WorkWell Insure's post 21/07/2026

ขอบคุณพี่เขมมี่สำหรับการเป็นวิทยากรวันนี้ในหัวข้อ
"เจาะลึกแบบประกัน" ครับผม

12/07/2026

THINK TO GROW | Quarter 3 — The Decision Quarter

อีก 90 วันจากนี้… คุณจะเป็นคนแบบไหนครับ?

พูดตรง ๆ นะครับ ชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนตอนที่สำเร็จหรอก
มันเปลี่ยนตั้งแต่วันที่เรา "ตัดสินใจ" ว่าจะไม่เป็นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

Q3 คือไตรมาสตัดสินใจครับ เหลืออีกไม่กี่เดือนปีนี้ก็จบแล้ว จะปล่อยให้จบแบบเดิม หรือจบแบบที่เล่าให้ใครฟังได้ ก็อยู่ที่ 90 วันนี้เลย

5 ช่วงเวลาที่จะเปลี่ยน 90 วันข้างหน้าของคุณ

1. Reflection — มองย้อนเพื่อมองไกล ทบทวนทางที่ผ่านมา แล้วหาจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
2. Why Not Me? — เลิกถามว่า "ทำไมไม่ใช่เรา" แล้วเปลี่ยนเป็น "ทำไมจะเป็นเราไม่ได้?"
3. The Cost of Standing Still — ถ้าอีก 90 วันยังเหมือนเดิม เรากำลังเสียอะไรไปบ้างแบบไม่รู้ตัว
4. Design Your Quarter — ออกแบบ 90 วันให้มีความหมาย เป้าหมายชัด แผนลงมือทำได้จริง
5. Commitment Ceremony — ประกาศกับตัวเอง แล้วลุยจริงจังครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569
เวลา 09.00 – 12.00 น.
ร้าน Oyard พุทธมณฑลสาย 1

ไม่ได้มาเพื่อฟัง… แต่มาเพื่อตัดสินใจครับ

วันที่ 12 กรกฎาคม ไม่ใช่วันที่เปลี่ยนชีวิตคุณ
แต่ "การตัดสินใจ" ในวันที่ 12 กรกฎาคม ต่างหากครับ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ

11/07/2026

บรรยากาศการประชุมประจำไตรมาสของทีมสายงาน Victory Beyond ครับผม ✨

Photos from WorkWell Insure's post 03/07/2026

เริ่มต้นไตรมาสใหม่ ✨

01/07/2026

ทำไมค่ารักษาเฉลี่ยแค่ปีละ 9,000 แต่คนถึงต้องมีประกันสุขภาพ?

มีตัวเลขนึงที่น่าสนใจ
ค่าใช้จ่ายสุขภาพเฉลี่ยของคนไทย อยู่ที่ประมาณ 9,000 บาท/ปี เท่านั้น

ฟังแล้วเหมือนประกันไม่จำเป็นเลยใช่มั้ย
เบี้ยตั้งหลักหมื่น/ปี แต่ค่ารักษาเฉลี่ยแค่ 9,000
จ่ายเบี้ยแพงกว่าค่ารักษาเฉลี่ยตั้งหลายเท่า

แต่เลข "เฉลี่ย" มันหลอกตา

ค่าเฉลี่ยมันต่ำ เพราะคนส่วนใหญ่ปีนึงๆ ไม่ได้ป่วยหนัก
จ่ายแค่ค่าหวัด ค่าตรวจเล็กๆ น้อยๆ

ปัญหาอยู่ที่ "คนที่ป่วยหนัก" ต่างหาก
เพราะพอป่วยหนักทีนึง ไม่ใช่หลักพัน
- ผ่าไส้ติ่ง: 57,000 – 210,000
- เส้นเลือดสมองตีบ: 110,000 – 800,000
- บายพาสหัวใจ: 680,000 – 2,000,000

ประกันสุขภาพไม่ได้ไว้สู้กับ "ปีปกติ"
ปีปกติค่ารักษาถูก จ่ายเองได้สบาย
มันไว้กัน "ปีที่ซวย" ที่มาครั้งเดียวแล้วล้างเงินเก็บทั้งหมด

ลองคิดเป็นเคสจริง

สมมติเก็บเงินได้เดือนละ 10,000 = ปีละ 120,000
เก็บมา 5 ปี = 600,000 บาท

แล้ววันนึงต้องผ่าตัดใหญ่ ค่ารักษา 700,000

ไม่มีประกัน
เงินเก็บ 600,000 หายเกลี้ยง แถมยังไม่พอ ต้องกู้อีก 100,000
เงินที่อดออมมา 5 ปี = ศูนย์ กลายเป็นหนี้

มีประกัน (เบี้ย 40,000/ปี)
ประกันจ่ายค่ารักษา 700,000 แทน
เงินเก็บ 400,000 ยังอยู่ครบ เสียแค่เบี้ยปีนั้น

ต่างกัน 500,000 บาท ในกระเป๋า จากเหตุการณ์เดียว

นี่แหละหน้าที่จริงของประกันสุขภาพ
ไม่ใช่ทำให้เรารวยขึ้น
แต่กันไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิต หายในพริบตา

แล้วที่ต้องรีบคิดคือ ค่ารักษาไทยแพงขึ้นปีละ 14-15%
ขณะที่ของกินของใช้ขึ้นไม่ถึง 1%
ยิ่งเริ่มช้า เบี้ยยิ่งแพง ค่ารักษายิ่งสูง

ประกันคือการยอมเสียนิดแน่นอนทุกปี
เพื่อกันเสียหมดแบบไม่ทันตั้งตัวครั้งเดียว

ศึกษาเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ

#ประกันสุขภาพ #วางแผนการเงิน #เงินเก็บ #ค่ารักษาพยาบาล

29/06/2026

ดอกเบี้ยเงินฝากที่โฆษณา กับดอกที่คุณได้รับจริง มักไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน

เรื่องนี้คนเข้าใจผิดเยอะที่สุด เลยอยากอธิบายให้ครบครับผม 🫡

━━━━━━━━━━━

1. ดอกสูงในโฆษณา = ดอกขั้นบันได ไม่ใช่ทั้งก้อน

บัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลเกือบทุกตัวให้ดอกสูงเฉพาะ "เงินก้อนแรก" เท่านั้น
เช่น ให้ 1.8% เฉพาะ 1 แสนบาทแรก ส่วนที่เกินได้ดอกฐานต่ำลงมาก

ลองคิดเป็นตัวเลข (สมมติส่วนเกินได้ 0.5%):
ฝาก 500,000 บาท
• 1 แสนแรก ได้ 1.8% = 1,800 บาท
• 4 แสนที่เหลือ ได้ 0.5% = 2,000 บาท
• รวมทั้งปี 3,800 บาท → ดอกเฉลี่ยจริงเหลือ 0.76%

ตัวเลขหน้าโฆษณา 1.8% แต่ของจริงบนเงินก้อนนี้คือ 0.76% นั่นแหละคือกับดัก

━━━━━━━━━━━

2. ดอกเงินฝากยังต้องเสียภาษี

• ดอกเบี้ยออมทรัพย์ ถ้ารวมทั้งปีเกิน 20,000 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
• ดอกเบี้ยฝากประจำ ถูกหัก 15% ตั้งแต่บาทแรก

ดอก 1.6% หลังหักภาษีจริงเหลือราว 1.36% ต้องคิดเผื่อตรงนี้ด้วย

━━━━━━━━━━━

3. ดอกออมทรัพย์ดิจิทัลเป็นอัตราลอยตัว ไม่การันตี

เป็นเรตโปรโมชันที่ธนาคารปรับลดได้ตลอดเวลา ปีนี้ 1.8% ปีหน้าอาจไม่เท่าเดิม
ส่วนฝากประจำได้อัตราการันตีจริง แต่แลกกับดอกที่ต่ำ — แบงก์ใหญ่อยู่แค่ 0.75–1.10%

━━━━━━━━━━━

4. แล้วฝั่งประกันสะสมทรัพย์ต่างยังไง

ตัวเลขผลตอบแทนของประกันจะรายงานเป็น IRR = อัตราผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นตลอดอายุสัญญา จึงเอามาเทียบกับดอกเงินฝากต่อปีได้

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรง:
• ตัวเลข IRR ที่มักโชว์ (เช่น ~1.7–1.9%) คิดบนสมมติ "เงินปันผล 4%" ซึ่งไม่การันตี
• ส่วนที่การันตีจริงตามกรมธรรม์ IRR อยู่ที่ประมาณ 0.19% เท่านั้น

จุดที่ประกันได้เปรียบเงินฝากจริงๆ คือ
• คิดผลตอบแทนบนเงินทั้งก้อน ไม่จำกัดเพดาน (ไม่โดนกับดักดอกขั้นบันได)
• พ่วงความคุ้มครองชีวิตในตัว
• เบี้ยใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท/ปี (สำหรับคนมีฐานภาษี)
• ผลตอบแทนตามกรมธรรม์โดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษี

สิ่งที่ต้องแลก
• สภาพคล่องต่ำกว่ามาก ต้องล็อกเงิน 10–20 ปี
• เวนคืนก่อนครบกำหนดอาจได้คืนน้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไป
• ส่วนผลตอบแทนที่เกินจากการันตี ขึ้นกับผลประกอบการ ไม่ฟิกซ์

━━━━━━━━━━━

สรุปให้เลือกตามโจทย์ตัวเอง

• เงินสำรองฉุกเฉิน / เงินก้อนเล็ก / ต้องใช้คล่อง → บัญชีดิจิทัลเหมาะสุด
• อยากการันตี 100% ถอนได้ → ฝากประจำ
• เงินก้อนใหญ่เกินเพดานบัญชี อยากได้ผลตอบแทนบนทั้งก้อน + คุ้มครอง + ลดหย่อนภาษี และไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้ยาวๆ → ประกันสะสมทรัพย์เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้

ไม่มีอันไหน "ดีที่สุด" สำหรับทุกคน มันขึ้นกับว่าเงินก้อนนั้นมีหน้าที่อะไร

ใครอยากให้คำนวณ IRR ตามอายุและงบจริงของตัวเอง เทียบกับเงินฝากที่ถืออยู่ ทักมาได้ ยินดีทำตารางให้ดู

#วางแผนการเงิน #ดอกเบี้ยเงินฝาก #ออมเงิน #ประกันสะสมทรัพย์ #ความรู้การเงิน

27/06/2026

หายไปสอบปริญญาโท หลักสูตร Y-MBA มานะครับ
กลับมาแล้วรับทุกคน 🙂‍↕️🙏