กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ

กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ

ตำแหน่งใกล้เคียง การปฏิบัติตามกฎหมาย

Security Armour and Duty Co.,Ltd
Security Armour and Duty Co.,Ltd
98/1 แลนซีโอ สุขาภิบาล 5 ซอย 32 แขวงออเงิน เขตสายไหม
ทนายนิด้า
ทนายนิด้า
ถนน ร่วมมิตรพัฒนา
Diamond Jewelry by Phongphiphat
Diamond Jewelry by Phongphiphat
Boy รับซื้อรถมือสอง รถบ้าน ชัด
Boy รับซื้อรถมือสอง รถบ้าน ชัด
6/168 หมู่บ้านจินดาทาวน์ คู้บอน 27 แยก58
บริษัท สำนักกฎหมายสหไทบัณฑิ
บริษัท สำนักกฎหมายสหไทบัณฑิ
2141 ซอยรามอินทรา15 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน
บริษัท กฎหมายออโต้ดี จำกัด
บริษัท กฎหมายออโต้ดี จำกัด
200/1 ซอยรามอินทรา 65 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
Patent To You
Patent To You
10220
Absolute LAW
Absolute LAW
แขวง/เขต สายไหม กรุงเทพฯ
สำนักงานทนายความ สีมากฎหมาย
สำนักงานทนายความ สีมากฎหมาย
9/530 ซอยรามอินทรา4/1 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร, Bang Khen
Mali Travel Centre Limited Partnership
Mali Travel Centre Limited Partnership
14/62 The Villa Village, Khu Bon 27 Yeak 10, Ramindra Road, Tharang, Bangkhen
สภาทนายความในพระบรมราชูปถั
สภาทนายความในพระบรมราชูปถั
249 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน, Bang Khen
เอ็ม อินเตอร์ลอร์แอนด์เซอร์
เอ็ม อินเตอร์ลอร์แอนด์เซอร์
ซ.พหลฯ 53, Bang Khen
BANGKOK LAW เคียงคู่สู่ความสำเร็จ
BANGKOK LAW เคียงคู่สู่ความสำเร็จ
แจ้งวัฒนะ
รับซ่อมปั้มน้ำ ช่างไผ่เสมา
รับซ่อมปั้มน้ำ ช่างไผ่เสมา
Amphoe Lam Luk Ka 12130
บริษัท เดอะเบสต์ อินเตอร์เนช
บริษัท เดอะเบสต์ อินเตอร์เนช
ถนน เฉลิมพงษ์

แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกฎหมายธุรกิจ สัญญา และการบริหารสัญญา

เปิดเหมือนปกติ

21/10/2021

ไม่ใช่แต่เบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนะที่ศาลลดลงได้ เงินมัดจำสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงได้

คำว่าสูงเกินส่วน คือการที่ริบมัดจำสูงกว่าค่าเสียหายที่แท้จริง

รู้ได้อย่างไรว่าเสียหายแค่ไหน ในทางกฎหมายมีหลักการว่า ผู้เสียหายมีหน้าที่นำสืบ

การนำสืบ อาจสืบด้วยพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร

ทั้งหมดจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่มาว่าทำไมเราต้องบริหารสัญญา

ส่วนใช้กฎหมายเรื่องใดมาปรับกับเรื่องนี้ ตามแนวคำพิพากษาของศาล ใช้ พ.ร.บ. ว่าข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาตรา 7

===

เนื้อหาของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2554 มีอยู่ว่า

เงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการให้เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อจะขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา โดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ หรือหากโจทก์ละเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้ริบเงินนั้นได้ตามสัญญา เงินจำนวนนี้จึงเป็นมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ เพราะเบี้ยปรับเป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อตนไม่ชำระหนี้อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

คู่สัญญามิได้มีเจตนาให้เอาเบี้ยปรับเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ แม้ตาม ป.พ.พ. มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับ แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้

โดยบทกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งให้ศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควรหากมัดจำสูงเกินส่วน ศาลจึงมีอำนาจลดมัดจำได้

===

หวังว่าเรื่องเล่าวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องนี้

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

ไม่ใช่แต่เบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนะที่ศาลลดลงได้ เงินมัดจำสูงเกินส่วน ศาลก็มีอำนาจลดลงได้

คำว่าสูงเกินส่วน คือการที่ริบมัดจำสูงกว่าค่าเสียหายที่แท้จริง

รู้ได้อย่างไรว่าเสียหายแค่ไหน ในทางกฎหมายมีหลักการว่า ผู้เสียหายมีหน้าที่นำสืบ

การนำสืบ อาจสืบด้วยพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร

ทั้งหมดจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่มาว่าทำไมเราต้องบริหารสัญญา

ส่วนใช้กฎหมายเรื่องใดมาปรับกับเรื่องนี้ ตามแนวคำพิพากษาของศาล ใช้ พ.ร.บ. ว่าข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาตรา 7

===

เนื้อหาของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2554 มีอยู่ว่า

เงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการให้เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อจะขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา โดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ หรือหากโจทก์ละเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้ริบเงินนั้นได้ตามสัญญา เงินจำนวนนี้จึงเป็นมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ เพราะเบี้ยปรับเป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อตนไม่ชำระหนี้อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

คู่สัญญามิได้มีเจตนาให้เอาเบี้ยปรับเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ แม้ตาม ป.พ.พ. มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับ แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้

โดยบทกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งให้ศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควรหากมัดจำสูงเกินส่วน ศาลจึงมีอำนาจลดมัดจำได้

===

หวังว่าเรื่องเล่าวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องนี้

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

20/10/2021

หลายคนอาจสับสนระหว่างมัดจำกับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

มัดจำ เป็นสิ่งที่คู่สัญญาได้ส่งมอบให้ไว้แก่กัน เมื่อเข้าทำสัญญา ซึ่งสิ่งที่คู่สัญญาส่งมอบให้ไว้แก่กันนั้นต้องเป็นเงินหรือ ทรัพย์สินอย่างอื่น

จากหลักการดังกล่าว มีข้อสังเกตว่า มัดจำเป็นทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันทำสัญญา และเป็นหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว ทรัพย์สินที่สัญญาว่าจะให้ในวันข้างหน้าไม่ใช่มัดจำ (ฎีกาที่ 513/2538, 1056/2541)

ส่วนหลักประกันสัญญา ซึ่งอาจเป็นเงินหรือหนังสือค้ำประกันธนาคาร โดยให้ไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้รับจ้างหรือผู้ขายจะปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งหากมีค่าปรับ หรือการผิดสัญาเกิดขึ้น ผู้ว่าจ้างหรือผู้ซื้อสามารถเรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาได้

📌ดังนั้น เงินตามสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารส่งมอบให้ผู้ว่าจ้างหรือผู้ซื้อ จึงไม่ใช่เงินมัดจำ จึงไม่มีสิทธิริบ จึงต้องนำหักออกจากค่าปรับหรือค่าเสียหายตามสัญญา

ตัวอย่างฎีกาที่เคยตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2542 เงินตามสัญญาค้ำประกันของธนาคารซึ่งจำเลยใช้เป็นหลักประกันสัญญาจ้างที่โจทก์รับชำระไว้จากธนาคาร ได้มีการระบุไว้ในสัญญาว่าให้ใช้เงินนี้เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติงานรับจ้างของจำเลยตามสัญญา

เงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารดังกล่าว จึงไม่ใช่เงินมัดจำที่โจทก์จะริบได้เมื่อจำเลยผิดสัญญา แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธินำไปหักกับยอดเงินค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าปรับที่ศาลได้กำหนดให้โจทก์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 380 วรรคสอง

===

หวังว่าเรื่องเล่าวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่รู้เรื่องนี้

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

หลายคนอาจสับสนระหว่างมัดจำกับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

มัดจำ เป็นสิ่งที่คู่สัญญาได้ส่งมอบให้ไว้แก่กัน เมื่อเข้าทำสัญญา ซึ่งสิ่งที่คู่สัญญาส่งมอบให้ไว้แก่กันนั้นต้องเป็นเงินหรือ ทรัพย์สินอย่างอื่น

จากหลักการดังกล่าว มีข้อสังเกตว่า มัดจำเป็นทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันทำสัญญา และเป็นหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว ทรัพย์สินที่สัญญาว่าจะให้ในวันข้างหน้าไม่ใช่มัดจำ (ฎีกาที่ 513/2538, 1056/2541)

ส่วนหลักประกันสัญญา ซึ่งอาจเป็นเงินหรือหนังสือค้ำประกันธนาคาร โดยให้ไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้รับจ้างหรือผู้ขายจะปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งหากมีค่าปรับ หรือการผิดสัญาเกิดขึ้น ผู้ว่าจ้างหรือผู้ซื้อสามารถเรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาได้

📌ดังนั้น เงินตามสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารส่งมอบให้ผู้ว่าจ้างหรือผู้ซื้อ จึงไม่ใช่เงินมัดจำ จึงไม่มีสิทธิริบ จึงต้องนำหักออกจากค่าปรับหรือค่าเสียหายตามสัญญา

ตัวอย่างฎีกาที่เคยตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2542 เงินตามสัญญาค้ำประกันของธนาคารซึ่งจำเลยใช้เป็นหลักประกันสัญญาจ้างที่โจทก์รับชำระไว้จากธนาคาร ได้มีการระบุไว้ในสัญญาว่าให้ใช้เงินนี้เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติงานรับจ้างของจำเลยตามสัญญา

เงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารดังกล่าว จึงไม่ใช่เงินมัดจำที่โจทก์จะริบได้เมื่อจำเลยผิดสัญญา แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธินำไปหักกับยอดเงินค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าปรับที่ศาลได้กำหนดให้โจทก์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 380 วรรคสอง

===

หวังว่าเรื่องเล่าวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่รู้เรื่องนี้

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

10/10/2021

ปัญหางานงอกในระหว่างส่งมอบงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำ

หากมีกรณีงานงอกเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารสัญญา จะต้องดำเนินการคือ ต้องควบคุม scope, time, cost และ quality ให้เป็นไปตามที่สัญญากำหนด

หากมีงานเพิ่ม ก็มีหน้าที่ต้องขอขยายเวลา และขอคิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ประเด็นว่าจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มได้หรือไม่ดูจากอะไร

คำวินิจฉัยสำนักงานอัยการสูงสุดที่ ห. 33/2560 ให้ความเห็นเป็นแนวทางว่า
หากเนื้องานไม่ได้กำหนดไว้ในแบบก่อสร้างและแบบบัญชีแสดงปริมาณและวัสดุแนบท้ายสัญญาและไม่อาจถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดอุปสรรคที่กีดขวางถือว่าเป็นงานเพิ่ม

เนื้อหาของคำวินิจฉัยสำนักงานอัยการสูงสุดที่ ห. 33/2560 มีอยู่ว่า

การที่องค์การ ภ. ได้มีคำสั่งให้บริษัท ว. ดำเนินการปรับปรุงสถานที่โรงงานผลิตวัคซีนอันเป็นเนื้องานเพิ่มเติมนอกเหนืองานตามสัญญาจ้างเป็นการใช้สิทธิ์ตามสัญญาจ้างข้อ 18 ในฐานะผู้ว่าจ้างสั่งให้ผู้รับจ้างทำงานแก้ไขเพิ่มเติมงานจากรูปแบบและรายการตามสัญญาจ้าง

ฉะนั้นเมื่อบริษัทได้ดำเนินการตามคำสั่งขององค์การ ภ. เสร็จสิ้นแล้วกรณีจึงเป็นการตกลงการอันมีลักษณะเป็นการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 587 ซึ่งมีผลผูกพันคู่สัญญา

องค์การ ภ. จึงต้องชำระค่างานส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ซึ่งองค์การ ภ.ได้รับไว้ใช้งานแล้วให้แก่บริษัท ว. ส่วนราคาค่างานดังกล่าวจะเป็นเท่าใดคู่สัญญาชอบที่จะต้องตกลงกันตามสัญญาจ้างข้อ 18 ต่อไป

===

อ้างอิง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 587 อันว่าจ้างทำของนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้างตกลงจะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้างและผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

แนวคำวินิจฉัยจากหนังสือสัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐ เขียนโดย กัมพล กิตติพงษ์พัฒนา โชคชัย เนตรงามสว่าง อุกฤกฏ์ ศรพรหม

===
#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

ปัญหางานงอกในระหว่างส่งมอบงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำ

หากมีกรณีงานงอกเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารสัญญา จะต้องดำเนินการคือ ต้องควบคุม scope, time, cost และ quality ให้เป็นไปตามที่สัญญากำหนด

หากมีงานเพิ่ม ก็มีหน้าที่ต้องขอขยายเวลา และขอคิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ประเด็นว่าจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มได้หรือไม่ดูจากอะไร

คำวินิจฉัยสำนักงานอัยการสูงสุดที่ ห. 33/2560 ให้ความเห็นเป็นแนวทางว่า
หากเนื้องานไม่ได้กำหนดไว้ในแบบก่อสร้างและแบบบัญชีแสดงปริมาณและวัสดุแนบท้ายสัญญาและไม่อาจถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดอุปสรรคที่กีดขวางถือว่าเป็นงานเพิ่ม

เนื้อหาของคำวินิจฉัยสำนักงานอัยการสูงสุดที่ ห. 33/2560 มีอยู่ว่า

การที่องค์การ ภ. ได้มีคำสั่งให้บริษัท ว. ดำเนินการปรับปรุงสถานที่โรงงานผลิตวัคซีนอันเป็นเนื้องานเพิ่มเติมนอกเหนืองานตามสัญญาจ้างเป็นการใช้สิทธิ์ตามสัญญาจ้างข้อ 18 ในฐานะผู้ว่าจ้างสั่งให้ผู้รับจ้างทำงานแก้ไขเพิ่มเติมงานจากรูปแบบและรายการตามสัญญาจ้าง

ฉะนั้นเมื่อบริษัทได้ดำเนินการตามคำสั่งขององค์การ ภ. เสร็จสิ้นแล้วกรณีจึงเป็นการตกลงการอันมีลักษณะเป็นการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 587 ซึ่งมีผลผูกพันคู่สัญญา

องค์การ ภ. จึงต้องชำระค่างานส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ซึ่งองค์การ ภ.ได้รับไว้ใช้งานแล้วให้แก่บริษัท ว. ส่วนราคาค่างานดังกล่าวจะเป็นเท่าใดคู่สัญญาชอบที่จะต้องตกลงกันตามสัญญาจ้างข้อ 18 ต่อไป

===

อ้างอิง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 587 อันว่าจ้างทำของนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้างตกลงจะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้างและผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

แนวคำวินิจฉัยจากหนังสือสัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐ เขียนโดย กัมพล กิตติพงษ์พัฒนา โชคชัย เนตรงามสว่าง อุกฤกฏ์ ศรพรหม

===
#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

09/10/2021

สัญญาส่วนใหญ่กำหนดให้ผู้รับจ้างนำหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญามาวาง ณ วันที่ทำสัญญา

หลักประกันสัญญาที่นำมาวางส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee : BG)

จำนวนเงินหลักประกันสัญญามักจะกำหนดไว้ที่ 5% หรือ 10% ของมูลค่าสัญญา

แต่ก็มีบางสัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้หักเงิน (Retention) ไว้เป็นประกันสัญญาแทนการนำ BG มาวางเป็นหลักประกัน

วัตถุประสงค์ของการมีหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ก็เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากงานที่รับจ้าง

ดังนั้น หากผู้รับจ้างพ้นภาระผูกพัน
ตามสัญญาแล้ว ผู้ว่าจ้างจึงมีหน้าที่คืนหลักประกันสัญญาให้แก่ผู้รับจ้าง หากผู้ว่าจ้างไม่ยอมคืน ผู้รับจ้างมีสิทธิฟ้องเรียกคืนได้ภายใน อายุความ 10 ปี

ดังตัวอย่างของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6335/2550

เงินประกันผลงานที่จำเลยหักจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้โจทก์ในแต่ละงวดเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญาประสงค์จะใช้เป็นหลักประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างค้างชำระที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายใน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

สัญญาส่วนใหญ่กำหนดให้ผู้รับจ้างนำหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญามาวาง ณ วันที่ทำสัญญา

หลักประกันสัญญาที่นำมาวางส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee : BG)

จำนวนเงินหลักประกันสัญญามักจะกำหนดไว้ที่ 5% หรือ 10% ของมูลค่าสัญญา

แต่ก็มีบางสัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้หักเงิน (Retention) ไว้เป็นประกันสัญญาแทนการนำ BG มาวางเป็นหลักประกัน

วัตถุประสงค์ของการมีหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ก็เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากงานที่รับจ้าง

ดังนั้น หากผู้รับจ้างพ้นภาระผูกพัน
ตามสัญญาแล้ว ผู้ว่าจ้างจึงมีหน้าที่คืนหลักประกันสัญญาให้แก่ผู้รับจ้าง หากผู้ว่าจ้างไม่ยอมคืน ผู้รับจ้างมีสิทธิฟ้องเรียกคืนได้ภายใน อายุความ 10 ปี

ดังตัวอย่างของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6335/2550

เงินประกันผลงานที่จำเลยหักจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้โจทก์ในแต่ละงวดเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยในฐานะคู่สัญญาประสงค์จะใช้เป็นหลักประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการก่อสร้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างค้างชำระที่โจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายใน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องในกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

06/10/2021

#ตอบคำถามแฟนเพจ

คำถามมีอยู่ว่า สั่งซื้อของไปเพื่อจะเอามาประกอบงานพิธี ผู้ขายส่งช้า เลยวันพิธีไปแล้ว สามารถใช้กฏหมายตัวไหนบอกเลิกได้บ้าง เพราะไม่มีเงื่อนไขอะไรในใบสั่งจ้างเลย

ในเรื่องนี้ในทางกฎหมายถือว่าเป็นกรณีที่การชำระหนี้กลายเป็นอันไร้ประโยชน์แก่ผู้ซื้อ (เจ้าหนี้) ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ซื้อมีสิทธิไม่รับของและเรียกค่าเสียหายได้ด้วย

หลักกฎหมายที่ว่านี้ ถูกเขียนไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 216 ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่า “ถ้าโดยเหตุผิดนัด การชำระหนี้กลายเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะบอกปัดไม่รับรับชำระหนี้ และเรียกค่าทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ก็ได้

📌จากหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น สรุปองค์ประกอบได้สั้น ๆ คือ
1. ผู้ขาย (ลูกหนี้) ผิดนัด
2. การผิดนัดส่งผลการชำระหนี้แม้จะส่งมาภายหลังก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
3. ผู้ซื้อ (เจ้าหนี้) เกิดความเสียหาย

📌ผลทางกฎหมายที่ตามมามีดังนี้
1. ผู้ซื้อ (เจ้าหนี้) มีสิทธิไม่รับของที่ส่งได้ และ
2. มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้รับชำระหนี้ได้ด้วย

👉หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วสัญญาหรือใบสั่งซื้อจะเป็นอย่างไรต่อไป

คำตอบคือผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที และการบอกเลิกสัญญานี้ไม่มีผลต่อการที่เรียกค่าเสียหายของผู้ซื้อ

ซึ่งหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเห็นข้างต้นคือ

ป.พ.พ. มาตรา 388 ที่กำหนด “ถ้าวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญานั้น ว่าโดยสภาพหรือโดยเจตนาที่คู่สัญญาได้แสดงไว้ จะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ ณ เวลามีกำหนดก็ดี หรือภายในระยะเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ก็ดี และกำหนดเวลาหรือระยะเวลานั้นได้ล่วงพ้นไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ชำระหนี้ไซร้ ท่านว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ มิพักต้องบอกกล่าวดังว่าไว้ในมาตราก่อนนั้นเลย”

ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคท้าย กำหนดว่า “การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่”

📌สรุป แม้ใบสั่งจ้างไม่ได้เขียนเรื่องค่าเรียกค่าเสียหายไว้ก็สามารถเรียกว่าเสียหายได้ และปฏิเสธที่จะไม่รับของได้ที่สั่งซื้อได้

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

#ตอบคำถามแฟนเพจ

คำถามมีอยู่ว่า สั่งซื้อของไปเพื่อจะเอามาประกอบงานพิธี ผู้ขายส่งช้า เลยวันพิธีไปแล้ว สามารถใช้กฏหมายตัวไหนบอกเลิกได้บ้าง เพราะไม่มีเงื่อนไขอะไรในใบสั่งจ้างเลย

ในเรื่องนี้ในทางกฎหมายถือว่าเป็นกรณีที่การชำระหนี้กลายเป็นอันไร้ประโยชน์แก่ผู้ซื้อ (เจ้าหนี้) ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ซื้อมีสิทธิไม่รับของและเรียกค่าเสียหายได้ด้วย

หลักกฎหมายที่ว่านี้ ถูกเขียนไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 216 ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่า “ถ้าโดยเหตุผิดนัด การชำระหนี้กลายเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะบอกปัดไม่รับรับชำระหนี้ และเรียกค่าทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ก็ได้

📌จากหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น สรุปองค์ประกอบได้สั้น ๆ คือ
1. ผู้ขาย (ลูกหนี้) ผิดนัด
2. การผิดนัดส่งผลการชำระหนี้แม้จะส่งมาภายหลังก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
3. ผู้ซื้อ (เจ้าหนี้) เกิดความเสียหาย

📌ผลทางกฎหมายที่ตามมามีดังนี้
1. ผู้ซื้อ (เจ้าหนี้) มีสิทธิไม่รับของที่ส่งได้ และ
2. มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้รับชำระหนี้ได้ด้วย

👉หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วสัญญาหรือใบสั่งซื้อจะเป็นอย่างไรต่อไป

คำตอบคือผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที และการบอกเลิกสัญญานี้ไม่มีผลต่อการที่เรียกค่าเสียหายของผู้ซื้อ

ซึ่งหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเห็นข้างต้นคือ

ป.พ.พ. มาตรา 388 ที่กำหนด “ถ้าวัตถุที่ประสงค์แห่งสัญญานั้น ว่าโดยสภาพหรือโดยเจตนาที่คู่สัญญาได้แสดงไว้ จะเป็นผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ ณ เวลามีกำหนดก็ดี หรือภายในระยะเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ก็ดี และกำหนดเวลาหรือระยะเวลานั้นได้ล่วงพ้นไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ชำระหนี้ไซร้ ท่านว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ มิพักต้องบอกกล่าวดังว่าไว้ในมาตราก่อนนั้นเลย”

ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคท้าย กำหนดว่า “การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่”

📌สรุป แม้ใบสั่งจ้างไม่ได้เขียนเรื่องค่าเรียกค่าเสียหายไว้ก็สามารถเรียกว่าเสียหายได้ และปฏิเสธที่จะไม่รับของได้ที่สั่งซื้อได้

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

02/10/2021

#ช่วงตอบถามคำถามแฟนเพจ

คำถามมีอยู่ว่า = ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ (เช่น เช่าที่ดิน เช่าบ้าน) ทำสัญญาหลายฉบับ แต่ละฉบับมีผลใช้บังคับแตกต่างกัน เช่น

ฉบับที่1 ระบุวันที่ทำสัญญา 1 ต.ค.59 ให้มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.59 - 30 ก.ย.62

ฉบับที่2 ระบุวันที่ 1ต.ค.62 มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.62 - 30ก.ย.64

ฉบับที่3 ระบุวันที่ 1 ต.ค.64 มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.64 - 30 ก.ย.67

กรณีแบบนี้สามารถทำได้หรือไม่?

==

จากคำถาม มีความเห็นว่า

หลักของการทำสัญญาทั่วไป ถ้าไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดความสงบเรียบร้อย ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนด สัญญานั้นก็ใช้บังคับได้

#หลักการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์
ระยะเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป กฎหมายกำหนดให้ทำสัญญากันเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้รับผิด และต้องไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

เนื่องจากการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เกินกว่า 3 ปีนั้นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน หากทำเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว ไม่ไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ ผลคือจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

กรณีตามคำถาม ถ้าได้ทำสัญญาตามแบบ แต่ลงวันที่ล่วงหน้า แต่ละฉบับเช่ากันไม่เกิน 1 ปี โอกาสที่จะผิดสัญญาค่อนข้างสูง เพราะอีกฝ่ายมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ผูกพันตามสัญญาเพราะเป็นวันที่ในอนาคตได้

นอกจากนี้อาจมีประเด็นเรื่องลืมนำสัญญาไปปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย (สัญญาเช่าเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น เสียค่าอากรฯ 1 บาททุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของเงิน 1,000 บาท แห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกันตลอดอายุการเช่า ถ้าค่าเช่าเกิน 1 ล้านบาทต้องนำสัญญาไปตีตราสารภายใน 15 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา)

ในทางปฏิบัติ การทำสัญญาแบบนี้ จะลงวันที่ปัจจุบัน และเมื่อสัญญาใกล้หมดระยะเวลาก็ทำสัญญาเช่าต่อกันอีก 3 ปีเป็นคราวๆไป เพื่อที่จะไม่ต้องนำสัญญาไปจดทะเบียนการเช่าและมีการตกลงเรื่องอัตราค่าเช่ากันใหม่ พร้อมหลักประกันการเช่าตามอัตราค่าเช่าที่เพิ่มเติมขึ้น

แต่มีข้อที่ต้องระวังว่า หากทำสัญญาเช่าต่อกันทีละหลายฉบับพร้อมกัน ฉบับละไม่เกิน 3 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ ผลคือสัญญาเช่าที่ทำต่อกันหลายฉบับนั้นสามารถบังคับใช้ได้เพียงฉบับเดียวซึ่งก็คือแค่ 3 ปี ฉบับอื่นไม่มีผลทางกฎหมาย

ในกรณีที่สัญญาเช่าได้หมดระยะเวลาตามสัญญาแล้วทั้งสองฝ่ายยังนิ่งเฉย จะถือว่าเป็นสัญญาที่ไม่กำหนดระยะเวลา ซึ่งมีผลตามกฎหมายจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญา

หากจะบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ประสงค์จะบอกเลิกสัญญา สามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในทางปฎิบัติส่วนใหญ่แล้วจะบอกกล่าวล่วงหน้าประมาน 30 วัน

รุ่งเห็นว่าคำถาม และคำตอบอาจมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องนี้ จึงนำมาแบ่งปัน

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

#ช่วงตอบถามคำถามแฟนเพจ

คำถามมีอยู่ว่า = ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ (เช่น เช่าที่ดิน เช่าบ้าน) ทำสัญญาหลายฉบับ แต่ละฉบับมีผลใช้บังคับแตกต่างกัน เช่น

ฉบับที่1 ระบุวันที่ทำสัญญา 1 ต.ค.59 ให้มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.59 - 30 ก.ย.62

ฉบับที่2 ระบุวันที่ 1ต.ค.62 มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.62 - 30ก.ย.64

ฉบับที่3 ระบุวันที่ 1 ต.ค.64 มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.64 - 30 ก.ย.67

กรณีแบบนี้สามารถทำได้หรือไม่?

==

จากคำถาม มีความเห็นว่า

หลักของการทำสัญญาทั่วไป ถ้าไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดความสงบเรียบร้อย ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนด สัญญานั้นก็ใช้บังคับได้

#หลักการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์
ระยะเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป กฎหมายกำหนดให้ทำสัญญากันเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้รับผิด และต้องไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

เนื่องจากการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เกินกว่า 3 ปีนั้นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน หากทำเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว ไม่ไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ ผลคือจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

กรณีตามคำถาม ถ้าได้ทำสัญญาตามแบบ แต่ลงวันที่ล่วงหน้า แต่ละฉบับเช่ากันไม่เกิน 1 ปี โอกาสที่จะผิดสัญญาค่อนข้างสูง เพราะอีกฝ่ายมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ผูกพันตามสัญญาเพราะเป็นวันที่ในอนาคตได้

นอกจากนี้อาจมีประเด็นเรื่องลืมนำสัญญาไปปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย (สัญญาเช่าเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น เสียค่าอากรฯ 1 บาททุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของเงิน 1,000 บาท แห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกันตลอดอายุการเช่า ถ้าค่าเช่าเกิน 1 ล้านบาทต้องนำสัญญาไปตีตราสารภายใน 15 วัน นับจากวันลงนามในสัญญา)

ในทางปฏิบัติ การทำสัญญาแบบนี้ จะลงวันที่ปัจจุบัน และเมื่อสัญญาใกล้หมดระยะเวลาก็ทำสัญญาเช่าต่อกันอีก 3 ปีเป็นคราวๆไป เพื่อที่จะไม่ต้องนำสัญญาไปจดทะเบียนการเช่าและมีการตกลงเรื่องอัตราค่าเช่ากันใหม่ พร้อมหลักประกันการเช่าตามอัตราค่าเช่าที่เพิ่มเติมขึ้น

แต่มีข้อที่ต้องระวังว่า หากทำสัญญาเช่าต่อกันทีละหลายฉบับพร้อมกัน ฉบับละไม่เกิน 3 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ ผลคือสัญญาเช่าที่ทำต่อกันหลายฉบับนั้นสามารถบังคับใช้ได้เพียงฉบับเดียวซึ่งก็คือแค่ 3 ปี ฉบับอื่นไม่มีผลทางกฎหมาย

ในกรณีที่สัญญาเช่าได้หมดระยะเวลาตามสัญญาแล้วทั้งสองฝ่ายยังนิ่งเฉย จะถือว่าเป็นสัญญาที่ไม่กำหนดระยะเวลา ซึ่งมีผลตามกฎหมายจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญา

หากจะบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ประสงค์จะบอกเลิกสัญญา สามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในทางปฎิบัติส่วนใหญ่แล้วจะบอกกล่าวล่วงหน้าประมาน 30 วัน

รุ่งเห็นว่าคำถาม และคำตอบอาจมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องนี้ จึงนำมาแบ่งปัน

#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัญญาและการบริหารสัญญา

About Rungpiyatida

เพจนี้...รวมเรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ในการทำงานด้านสัญญา และการบริหารสัญญา ทั้งสัญญาของรัฐและเอกชน รวมถึงการ update กฎหมายใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการ

.......

เกี่ยวกับพี่รุ่ง

พี่รุ่งจบการศึกษาปริญญาตรีและปริญาโททางกฎหมายธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และจบเนติบัญฑิตไทยสมัยที่ 56

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

ความเสียหายอันเกิดจากพฤติการณ์พิเศษ
ข้อแตกต่างของค่าปรับและค่าเสียหายตามสัญญา
สัญญาจ้างเหมา
สัญญาจ้าง outsource มีกี่รูปแบบ คลิปนี้มีคำตอบปล. ในคลิป "call" ที่แปลว่าเรียกนะคะ ไม่ใช่ "คอ" 😅#คลิป4/100#กฎหมายเพื่อผู...
4 ข้อที่ต้องรู้เกี่ยวกับ #ค่าปรับตามสัญญาเพื่อนๆ ที่สงสัยว่าค่าปรับตามสัญญากำหนดกันยังไง คลิปนี้มีคำตอบค่ะ#คลิปที่3/100#...
5 ข้อที่ต้องรู้ เมื่อมีการ #บอกเลิกสัญญา หวังว่าข้อมูลวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นะคะ คลิป 2/100#พี่รุ่ง #กฎมายเพื่อ...
วันนี้มีเพื่อนๆ สอบถามมาว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ครบกำหนดส่งมอบแล้ว ยังให้ผู้จ้างทำงานต่อ ต่อมาผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญา ผ...
#ผูู้รับจ้างช่วงส่งของล่าช้า เป็นเหตุให้ถูกลูกค้าปรับตามสัญญา ต้องดำเนินการอย่างไร#กฎหมายเพื่อผู้ประกอบการ #รู้ทันสัญญา
#การของดลดค่าปรับตามสัญญาเนืี่องจากเหตุสุดวิสัยเหตุสุดวิสัยคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง คลิบนี้มีคำตอบ#กฎหมายเพื่อผู้ประ...
#ข้อสังเกตเกี่ยวกับการคิดค่าปรับ #การของดและลดค่าปรับในช่วงระยะเวลาการตรวจรับงานฏีกาที่อ้างอิงในคลิบคือ ฎีกาที่ 5303/254...
#เหตุในการของดหรือลดค่าปรับ หรือ #ขอขยายเวลาส่งมอบงาน ใน #สัญญาของรัฐวันนี้ทดลองเปลี่ยนการนำเสนอใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้เพ...

ผลิตภัณฑ์

ที่ปรึกษากฎหมาย

ที่อยู่


10220, กรุงเทพมหานคร, Thailand
Bangkok
10220
Bangkok การปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
Easy Law Firm Easy Law Firm
57 ซอยนวมินทร์ 74 แยก 3-8-9 แขวงรามอินทรา เขตนวมินทร์
Bangkok, 10230

เพจที่จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดทำเอกสารทางกฎหมายให้กับคุณ ในราคาสบายกระเป๋า

AVSS Chidlom AVSS Chidlom
No. 25 Chidlom, Ploenchit Rd., Lumpini, Pathumwan
Bangkok, 10330

Australian Visa & Student Services

ทนายความอำเภอบันนังสตา Lawyer at Ban ทนายความอำเภอบันนังสตา Lawyer at Ban
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ ทนายใกล้บ้าน โทร. 089-226-8899 ไลน์ ไอดี. @homelawyer

Osamu Travel Osamu Travel
Bangkok, 10220

บริษัท จัดนำเที่ยวทัวร์ต่างประเทศ สัมมนา ดูงาน กรุ้ปส่วนตัว โทร.090 3366 963

Ayumi Shop Ayumi Shop
Ladprao
Bangkok, 10900

ร้านรับ Pre-Order สินค้าต่างๆจาก taobao และ tmall

Legal Mind Counsellors Ltd. Legal Mind Counsellors Ltd.
431/4-5, Sathorn Place Condominium, Krungthonburi Road, Klong Ton Sai, Klong Sarn
Bangkok, 10600

บริการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย และ รับว่าความคดีทั่วราชอาณาจักร

V Studio by Vault82 V Studio by Vault82
Bangkok, 10260

สตูดิโอถ่ายภาพพร้อมอุปกรณ์คุณภาพในราคาถูก ย่านสุขุมวิท V Studio provides standard quality photography service with client-based budget in mind.

Divorce Thailand Divorce Thailand
Interchange 21 Building, 23rd Floor, 399 Sukhumvit Road, North Klongtoey, Wattana
Bangkok, 10110

Divorce in Bangkok, Pattaya, Hua Hin, Samui, Phuket & Chiang Mai.

FACT: FTI ASEAN Center Thailand FACT: FTI ASEAN Center Thailand
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
Bangkok, 10110

ศูนย์บริการข้อมูลอาเซียนเพื่อภาคอุตสาหกรรม

บริษัทไทยทำ โลจิสติกส์จำกัด บริษัทไทยทำ โลจิสติกส์จำกัด
ลาดกระบัง
Bangkok, 10520

ให้บริการงานขนส่งสินค้าทั่วประเทศและรับรถร่วมบริการทุกประเภท

สอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ สอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
Bangkok, 10240

เตรียมสอบใบอนุญาตทนายความ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และ ฝึกหัดงานในสำนักงาน 1 ปี

Lex Prime International Law Firm Lex Prime International Law Firm
Chartered Square Building, 30 Floor, Unit TT-04, Room 30-01,152 North Sathorn, Silom, Bangrak
Bangkok, 10500

Lex Prime is an international law firm based in Bangkok and provides a full range of legal services. Specializing in litigation, corporate, criminal, property, and immigration law. Our team speaks English, Russian, Spanish, and Tagalog.