HSC

HSC

แชร์

บริษัทที่ปรึกษาและฝึกอบรมด้านการจัดการ การดำเนินงานกับอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

18/01/2026

วัฒนธรรมของประเทศ (National culture) ส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) และส่งผลต่อการปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงาน และความปลอดภัยของระบบงาน ได้ เช่น วัฒนธรรมการตรงต่อเวลา และการลงโทษผู้ทำผิดพลาดของญี่ปุ่น ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุรถไฟตกราง ที่เมือง Amagasaki ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 25 เมษายน ปี พ.ศ. 2548 เมื่อคนขับรถไฟใช้ความเร็วเกินกำหนดในทางโค้ง ทำให้รถไฟตกราง มีผู้เสียชีวิต 107 คน เพราะคนขับ ทำเวลาช้าไป 90 วินาที จากสถานีที่ผ่านมา ทำให้ต้องชดเชยเวลาที่ช้าไป จึงขับใช้ความเร็วเกินกำหนด เราอาจสามารถพิจารณาการปฎิบัติของมนุษย์ ออกเป็น 2 มิติ คือ
1. เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) จากปัจจัยเหตุของการเกิดความเครียด ความกดดัน กลัวการลงโทษของคนขับ เพราะเคยโดนลงโทษเมื่อ 10 เดือนก่อนหน้านี้จากการจอดรถเลยสถานี ทำให้คนขับเกิดความเครียด เร่งรีบ ขาดสมาธิ ทำให้ไม่ได้ Monitor ความเร็ว ณ จุดเกิดเหตุ ที่เป็นทางโค้ง ที่ใช้ความเร็วกว่า 116 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ปกติ จำกัดความเร็วที่ 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถ้าเกินกว่า 106 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถจะตกราง)
2. เกิดจากการละเมิดกฎ (Violation) เมื่อคนขับตั้งใจและรู้ตัว ในการฝ่าฝืนกฏ ในการขับรถด้วยความเร็วเกินกว่ากำหนด เพราะเกิดจากการยอมรับการเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน (Normalization of Deviance) การเร่งความความเร็วเพื่อชดเชยเวลาที่ล่าช้า โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งได้รับการยอมรับในการปฎิบัติจนเป็นเรื่องปกติ จากบรรทัดฐานขององค์กรในการทำความเสี่ยงให้เป็นเรื่องปกติ ที่มาจากแรงกดดันของเป้าหมายที่เข้มงวดต่อการตรงต่อเวลาของรถไฟ ส่งผลทำให้คนขับสามารถละเมิดกฎได้ โดยขับด้วยความเร็วเกินกำหนดให้เป็นเรื่องปกติ โดยไม่ทักทวงหรือแก้ไขการละเมิดกฎ ดังกล่าว

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเคสนี้
1. อุบัติเหตุรถไฟตกรางที่ Amagasaki เกิดจาก
ความล้มเหลวขององค์กรและระบบ
(Organization Failure)
2. วัฒนธรรมขององค์กร (Organizational Culture)
ส่งผลต่อค่านิยม ทัศนคติและการปฎิบัติของคน
3. การลงโทษผู้ปฎิบัติงานที่ทำผิดพลาดแล้ว เขาจะ
ไม่ทำความผิดพลาดอีก เป็นแนวคิดที่ผิด
4. มีปัจจัยมากมายในระบบที่ส่งผลต่อข้อจำกัดและ
ประสิทธิภาพในการทำงานของมนุษย์ (Human
Performance Limitations) เช่น ความ
เหนื่อยล้า ความเครียด ความกดดัน การขาด
สมาธิ เป็นต้น
5. เป้าหมายขององค์กรที่ขัดแย้งกันระหว่าง
Production และ Safety เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ
การปฎิบัติของผู้ปฎิบัติงาน
6. การทำให้การเบี่ยงเบนจากมาตรฐานเป็นเรื่อง
ปกติ (Normalization of Deviance) เป็นความ
เสี่ยงขององค์กรเชิงระบบที่ต้องวิเคราะห์หาเหตุ
และแก้ไข

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Reddit

05/02/2025

70-80% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ High-Risk Industries ไม่ว่าจะเป็นด้านการบิน รถไฟฟ้า การขนส่งขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมผลิตน้ำมันและแก๊ส ปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมอื่นๆ ล้วนเกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ซึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงทั้งสิ้น เช่นเดียวกันในอุตสาหกรรมผลิตยา “ ความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error)” เป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดปัญหาด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยา ความไม่สอดคล้องของผลิตภัณฑ์ยาตามมาตรฐาน ดังนั้นการเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตยา การเรียนรู้จากความผิดพลาด (Human Error) สามารถที่จะแก้ไข ป้องกันและลดความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ การวิเคราะห์สาเหตุที่แจริง (Root Cause Analysis : RCA) จึงป็นสิ่งสำคัญขององค์กรในอุตสาหกรรมผลิตยาและเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการแก้ไขและป้องกัน (Corrective and Preventive Action :CAPA) ตามมาตรฐาน GMP ในการวิเคราะห์หาสาเหตุของความผิดพลาด (Human Error) เรียนรู้ แก้ไขและป้องกันความผิดพลาด (Human Error) ที่อาจจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ยานั้นมีคุณภาพและความปลอดภัย ลดการเบี่ยงเบนจากมาตรฐาน (Deviations) เพิ่มความสอดคล้อง (Compliance) กับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนและเสริมสร้างวัฒนธรรมการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เครื่องมือที่สำคัญที่สนับสนุนการวิเคราะห์สาเหตุที่แจริง (Root Cause Analysis : RCA) ได้แก่
- Event and Casual Factor Chart
- Five “why’s”
- Cause and effect diagram (Fishbone diagram)
- Cause Mapping,
- Change analysis
- Barrier analysis
- Failure Mode and Effect Analysis (FMEA)
- Bow Tie analysis
- Reason ‘ Swiss Cheeses’ Model

29/01/2025

วันนี้เรามาพูดถึง SPAD หรือ Signals Passed at Danger กันครับ SPAD หรือ Signals Passed at Danger คือการผ่านสัญญานในสภาวะอันตราย ตามคำนิยามอธิบายไว้ว่า “ Where a train passes without Authority signal displaying a stop indication or a stop aspect ” หรือการที่รถไฟเคลื่อนตัวผ่านสัญญาณที่แสดงเครื่องหมายให้หยุดโดยไม่ได้รับอนุญาต พูดง่ายคือ การฝ่าฝืนสัญญานไฟที่ต้องหยุดนั้นเอง การผ่านสัญญานในสภาวะอันตราย (SPAD) ที่เป็นสภาวะที่ไม่ปลอดภัยที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติกับระบบรถไฟฟ้า ได้ เช่น การเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันที่ Paddington หรือ Clapham Junction ประเทศอังกฤษ คณะกรรมการมาตรฐานและความปลอดภัยทางรถไฟ หรือ Rail Safety and Standard Board : RSSB) ของประเทศอังกฤษ ได้วิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดการผ่านสัญญานในสภาวะอันตราย (SPAD) โดยใช้โมเดลสวิสชีสของ Dr. James Reason (Reason’s Swiss cheese) วิเคราะห์ในเชิงระบบจะพบว่ามี 3 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุ SPAD ได้แก่ ปัจจัยองค์กร (Organization Factors) ปัจจัยสถานที่ปฏิบัติงาน (Workplace Factors) และปัจจัยส่วนบุคคล (Individual Factors) โดย
1. ปัจจัยองค์กร ได้แก่ กระบวนการองค์กร : กฏ ระเบียบวิธีปฏิบัติ มาตรฐาน การบริหารความเสี่ยงกระบวนการออกแบบ การบริหารทรัพยากรบุคคล การสื่อสารในองค์กร วัฒนธรรมองค์กร การคัดเลือก คัดสรร การฝึกอบรม เป้าหมายระหว่างการผลิตและความปลอดภัย ระบบ/อุปกรณ์/โครงสร้างระบบรถไฟฟ้า การบำรุงรักษา
2.ปัจจัยสถานที่ปฏิบัติงาน ได้แก่ คุณลักษณะของสัญญานไฟหรือเครื่องหมาย (เช่น ขนาด รูปร่าง ความแตกต่างระหว่างสีของวัตถุ (contrast), ความสกปรกของหลอดไฟสัญญาน, สัญญานไฟตำแหน่งที่ใกล้สลัวกว่าตำแหน่งที่ไกล) อุปกรณ์เชื่อมต่อ และการวางตำแหน่ง (layout) ของอุปกรณ์ (เช่น การออกแบบ cab , ตำแหน่ง (layout) ของ control และจอแสดงผล) โครงสร้างของระบบรถไฟฟ้า และการวางตำแหน่งราง (เช่น สะพาน อาคารสิ่งกีดขวาง ช่วงโค้งของทาง จุดตัด สิ่งบดบังการมอง อุโมงค์ อื่นๆ) สภาพแวดล้อมภายใน เช่น เสียง การสั่นสะเทือน เวลาของวัน เงื่อนไขสภาพอากาศ (หมอก ฝน ลม แสงสะท้อน)
3. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ มีสิ่งรบกวนสมาธิการทำงาน (Distraction) ขาดสมาธิ (Inattention) มีความกังวัล (Preoccupation) บกพร่องในการคงสมาธิอย่างต่อเนื่อง (Vigilance failure) ประสบการณ์ และความรู้เกี่ยวกับเส้นทาง (route knowledge) รอบรู้ในระเบียบวิธีปฏิบัติงาน ความเหนื่อยล้า ความตื่นตัวของผู้ปฏิบัติงาน ความเครียด ข้อจำกัดในการมอง (Visual limitations) การคาดการณ์ (Expectations)และความเคยชิน (habituation) แรงจูงใจ/ทัศนคติ ภาระงาน (Task workload) สุขภาพและความสมบูรณ์ของผู้ปฏิบัติงาน ผลจากการใช้ยา สารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท การดื่มแอลกอฮอล์

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Network Rail

28/01/2025

การเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ (Human Performance Improvement) นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมในทุกประเภท ไม่เพียงแต่ในแง่ของรายได้และผลกำไรในการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินงานด้วย เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ (Human Performance Improvement Tools) จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างมีคุณภาพและมีความปลอดภัย ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน (Human Error) และเหตุไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้น เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ (Human Performance Improvement Tools) เป็นชุดเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เพื่อลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อผิดพลาดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย เครื่องมือเหล่านี้ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยรูปแบบต่างๆ และได้มีการประยุกต์ใช้เครื่องมือนี้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ (Human Performance Improvement Tools) ที่สำคัญและใช้บ่อย ได้แก่
- ขั้นตอนการใช้/การปฏิบัติตาม (Procedure Use/Adherence)
- การจัดสถานที่ (Place Keeping)
- การตรวจสอบอิสระ (Independent Verification)
- การสื่อสารสามทาง (Three Way Communications)
- การสรุปงานก่อนเริ่มงาน (Pre-job Briefing)
- กฏสองนาที (Two-Minute Rule)
- การสังเกตและการฝึกสอน (Observation and Coaching)
- สรุปหลังการทำงาน (Post-Job Briefing)
- การตรวจสอบพร้อมกัน (Concurrent Verification)
- การตั้งคำถามเกี่ยวกับทัศนคติ (Questioning Attitude)
- การตรวจสอบตนเอง (Self-Checking) หรือดาว S (STAR)
- การตรวจสอบครั้งแรก (First Check)
- การตรวจสอบโดยเพื่อนร่วมงาน (Peer Checking)
- การตรวจสอบหลักจากจบงาน (Post-Job Review)
- หยุดเมื่อไม่แน่ใจ (Stop When Unsure)
- ความใส่ใจต่อรายละเอียด (Attention to Details)
- ตรวจสอบสมมุติฐาน (Validate Assumptions)

30/09/2023

วันนี้ผมจะมาพูดถึง การบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management : CRM) กันครับ การบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management : CRM) คืออะไร แล้วทำไมจึงมีความสำคัญครับ อุบัติเหตุทางการบินในอดีตที่ผ่านกว่า 70-80% เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) เป็นสาเหตุโดยตรงและในกรณีดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากผู้ปฏิบัติงานขาดทักษะหรือขาดความรู้ทางเทคนิคทางการบินเลย แต่จากหลักฐานข้อมูลในกล่องบันทึกข้อมูลการสนทนาภายในห้องนักบิน(CVR) พบว่าเกิดจากความบกพร่องในการสื่อสารและการประสานงาน ขาดภาวะผู้นำ บกพร่องในการทำงานเป็นทีม นักบินผู้ช่วยไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขาดการตระหนักรู้ในสถานการณ์ วิเคราะห์ปัญหาผิดพลาด ตัดสินใจผิด เช่น กรณีศึกษาอุบัติเหตุที่ Tenerife, Eastern Airlines 401, Avianca Flight 52 หรือ Air Florida Flight 90 เป็นต้น การบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management) หรือ CRM หมายถึงระบบการบริหารจัดการโดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อันได้แก่ คน อุปกรณ์และระเบียบวิธีปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิผลเพื่อให้การปฏิบัติการด้านการบินนั้นเกิดความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน หรือ CRM จึงเป็นแนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุทางการบินโดยพยายามเพิ่มสมรรถนะการปฏิบัติงานของลูกเรือ ลดความผิดพลาด (Human Error) โดยเน้นการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธผลในการติดต่อสื่อสารและประสานงาน การทำงานเป็นทีมและอาศัยองค์ความรู้ทางด้านมนุษย์ปัจจัย (Human factors) การบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management) ที่มีประสิทธิผล เช่น การสื่อสารและการประสานงานที่มีประสิทธิผลและการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่ดี ภาวะผู้นำและผู้ตามที่ดี จะเป็นมาตรการป้องกัน (Defences) ที่มีประสิทธิผลในการตรวจจับและการแก้ไขความผิดพลาด (Error Detection and Recovery) เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นของสายการบิน United Airlines เที่ยวบินที่ 232 ลูกเรือได้มีการจัดฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management) มาก่อน ดังนั้นลูกเรือในสายการบินนี้จึงได้นำความรู้การบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management) มาประยุกต์ใช้แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ได้เป็นอย่างดี ลูกเรือมีการวิเคราะห์สถานการณ์ มีการวางแผนเตรียมการเป็นอย่างดีในการเลือกลงสนามบินสำรองที่จะลงฉุกเฉิน มีการทำงานเป็นทีมที่ดี มีการสื่อสารและประสานงาน การเตรียมลูกเรือและผู้โดยสาร การจัดแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน จัดลำดับความสำคัญของงานเป็นอย่างดี สามารถแก้ไขสถานการณ์ สามารถลดความสูญเสียและความเสียหายของเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดีสามารถช่วยเหลือผู้โดยสารได้ถึง 184 คน
ทักษะที่จำเป็นในการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management : CRM) ได้แก่ การสื่อสาร (Communication) การตระหนักถึงบุคลิกภาพ (Personality awareness) ทัศนคติ (attitudes) พฤติกรรม (behaviors) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Relationship) ภาวะผู้นำ (Leadership)และการทำงานเป็นทีม (Teamwork) การตระหนักรู้ในสถานการณ์ (Situation awareness : SA) การตัดสินใจ (Decision making) การจัดการภาระงาน (Workload management) เป็นต้น
ในปัจจุบัน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้ผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศต้องดำเนินการตามข้อกำหนดทั่วไปและข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยในเรื่องผู้ประจำหน้าที่ในอากาศ (Flight Crew) และพนักงานต้อนรับในอากาศยาน โดยผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศต้องจัดให้ผู้ประจำหน้าที่ในอากาศ (Flight Crew) และพนักงานต้อนรับในอากาศยานของตนอบรมในหลักสูตรการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านการบิน (Crew Resource Management : CRM)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก aopa.org

25/09/2022

การจัดการความเสี่ยงโดยพื้นฐานแล้ว แบ่งออกได้เป็น 4 แนวทางดังนี้
1. การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) เป็นความเสี่ยงที่เราไม่ยอมรับมาควบคุมเนื่องจากเป็นความเสี่ยงในระดับสูงหรือเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้หรือเป็นความเสี่ยงที่มีความเสียหายมาก เราอาจหลีกเลี่ยงหนทางที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งโอกาสและความเสียหายที่จะเกิด เช่น การเปลี่ยนเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ของการดำเนินงานที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงนั้น หรือยกเลิกภารกิจ (Go No/ Go Decision)
2. การถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) เป็นความเสี่ยงที่เรายอมรับแต่ต้องทำการจัดการ ทำได้โดยการถ่ายโอนความเสี่ยงบางส่วนให้ผู้อื่นเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแทนเราในบางส่วนของระบบ เช่น การจ้างผู้รับเหมาช่วง (Outsource) หรือการทำประกัน
3. การคงความเสี่ยง (Risk Acceptance/Retention) เป็นความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ไม่ต้องทำการควบคุมเพิ่มเติมเป็นการคงความเสี่ยงไว้ให้อยู่ในระดับปัจจุบันและรู้ว่าอาจจะเกิดผลกระทบจากความเสี่ยงนั้นตามมา แต่ก็ยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นจากความเสี่ยงนั้น (ความเสียหายต่ำ) โดยใช้วิธีการเดิมต่อไปในการดำเนินงานหรืออาจเตรียมแผนฉุกเฉิน (Contingency) หากเกิดความเสียหายขึ้นมาจากความเสี่ยงนั้น
4. การลดความเสี่ยง (Risk Reduction) เป็นความเสี่ยงที่เราพอจะยอมรับได้ (Tolerable) แต่ต้องกำหนดวิธีการ เพื่อควบคุมความเสี่ยงโดยลดระดับของความน่าจะเป็นที่จะเกิด (Probability ) หรือลดความรุนแรง (Severity) ของความเสี่ยงนั้นให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างสมเหตุสมผล (as low as reasonable practicable)

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Invest Opedia

01/01/2022

Happy New Year 2022

09/09/2021

การอุบัติเหตุของกระสวยอวกาศ Challerger เป็นตัวอย่างของการเกิดอุบัติเหตุกับระบบงานที่มีความน่าเชื่อถือได้สูง (High-Reliability Organization) สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุนั้นมีความซับซ้อน ปัจจัยของอุบัติเหตุเกิดขึ้นในหลายระดับขององค์กร โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุมีน้อยมาก แต่ผลกระทบของอุบัติเหตุนั้นมีความรุนแรงมาก ปัจจัยของอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดจาก
-การตัดสินใจของผู้บริหาร NASA ในการยอมรับความเสี่ยงของการปล่อยกระสวยอวกาศภายใต้ความกดดันสูง
-ขาดการบ่งชี้ข้อขัดข้องของแหวนซีลหุ้มรอบลำตัวกระสวยอวกาศ(O-ring) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยง
-ขาดการสื่อสารข้อมูลด้านความปลอดภัย

02/05/2021

อดีตผู้นำสิงค์โปร์ ลี กวน ยู ได้เคยกล่าวไว้ว่า " สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด คือ ความชะล่าใจ เมื่อทุกคน ทุกส่วนงาน รู้สึกว่าผลงานที่ทำนั่นดีอยู่แล้ว เราก็ย่อมที่จะไม่ทุ่มเท ทำงานหนักเพื่อให้งานนั้นดีขึ้นกว่าเดิม " คำพูดนี้เป็นกลายเป็นค่านิยมร่วมของคนสิงค์โปร์ไปแล้ว พิสูจน์ได้จากประเทศสิงค์โปร์ มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็พัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากสนามบินชางฮี ที่เคยได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกแล้ว ก็ไม่หยุดนิ่ง แต่ก็ยังพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่และทำให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนได้รางวัลที่ 1 สนามบินที่ดีที่สุดในโลกติดต่อกันถึง 8 ปี จนถึงปัจจุบัน DNA ของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อยู่ในสายเลือดของคนสิงค์โปร์แล้ว ซึ่งเป็น best practices ที่น่าเรียนรู้ แนวคิดของการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจึงควรเป็นค่านิยมร่วมของทุกคนในหน่วยงานและเป็นวัฒนธรรมองค์กรเพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมการบินของประเทศเราให้เติบโตและก้าวไกล

Photo Credit : Changi Airport

Singapore is now the best place to be during the pandemic, bumping New Zealand from the top spot for the first time 27/04/2021

สิงค์โปร์ เป็นประเทศที่ดีที่สุด ได้ที่ 1 ของ Top Covid Resillience หมายถึงประเทศที่เคยล้มจากวิกฤติการณ์โควิด แล้วลุกขึ้นมาใหม่ ปรับเปลี่ยน แก้ไขจนสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้วิธีการบริหาร จัดการภาวะวิกฤติของสิงค์โปร์ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้ ซึ่งองค์กรยุคใหม่ต้องเป็น Organizational Resillience เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรวดเร็ว องค์กรต้องมีการปรับตัว ยืดหยุ่นเพื่อไม่ให้ล้ม หากล้มแล้วต้อง speed up ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียนรู้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันองค์กรให้แข็งแรง

Singapore is now the best place to be during the pandemic, bumping New Zealand from the top spot for the first time The Bloomberg ranking notes Singapore has virtually zero COVID-19 cases in the community and about 20% of the population has been vaccinated.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่

Pracharat Sai 1 Road Bangsue
Bangkok
18000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 18:00
อังคาร 08:00 - 18:00
พุธ 08:00 - 18:00
พฤหัสบดี 08:00 - 18:00
ศุกร์ 08:00 - 18:00
เสาร์ 08:00 - 12:00