HR Consulting - FDI A&A

FDI Group มีบริการด้าน HR Service ซึ่งเป็นเสมือน

22/09/2022

UPDATE: ใครไม่ได้เรื่องก็ออกไป! บริษัทใหญ่เตรียมนำการประเมินเข้มงวดกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อรอรับวิกฤตในอนาคต
เป็นเวลานานเกือบ 3 ปีแล้วนับจากจุดเริ่มต้นของโรคระบาดโควิดเมื่อช่วงปลายปี 2019 ที่เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างมากมายในทุกมิติ วันนี้เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายจนแทบจะใกล้เคียงกับชีวิต Pre-COVID และนั่นหมายถึงการทำงานในบริษัทด้วยเช่นกัน
โดยนอกจากที่บริษัทหลายแห่งจะเริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานในออฟฟิศตามปกติแล้ว อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตามองคือการที่บริษัทใหญ่หลายแห่งเตรียมที่จะนำการประเมินผลงานแบบเข้มงวดกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ผ่อนปรนด้วยความเห็นใจต่อพนักงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
เป็นการตบบ่าบอกกันแบบสุภาพว่า “ใครผลงานไม่ดี อย่าหาว่าไม่เตือน”
ตามรายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า ผู้บริหารของบริษัทใหญ่หลายแห่งได้ส่งสัญญาณไปถึงระดับผู้จัดการอย่างชัดเจนว่า “หาตัวคนที่ทำผลงานได้ต่ำกว่าเกณฑ์แล้วเชิญออกจากบริษัทไปได้เลย” ซึ่งแม้มันจะฟังดูโหดร้าย แต่สำหรับบริษัทแล้วการคัดกรองพนักงานให้เหลือเฉพาะคนที่ทำผลงานได้ดี ไม่เป็นตัวถ่วงที่คอยเอาเปรียบบริษัทและเพื่อนร่วมงาน เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในช่วงหลังจากนี้จะยิ่งวิกฤตหนักขึ้นไปอีกจากเดิมที่ยังไม่ฟื้นตัวกันเต็มที่
วิธีการประเมินผลงานแบบเข้มงวดที่ละเว้นมาหลายปีจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในบริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Meta Platform, Maher Saba ไปจนถึง Goldman Sachs Group ที่เตรียมเลย์ออฟพนักงานหลายร้อยคนในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลงานประจำปีของธนาคาร
ด้าน ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอยักษ์ใหญ่อย่าง Google ได้เคยกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า เขาต้องการให้บริษัท “มีผลงานที่ดีขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์” ซึ่งหากคิดถึงการตัดสินใจที่มีการควบรวมหลายแผนกเข้าด้วยกัน ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า Google จะ ‘รีเซ็ต’ บริษัทครั้งใหญ่ และในบันทึกถึงพนักงานฉบับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้บอกชัดเจนว่า Google จะชะลอการจ้างงานไปตลอดปีนี้
แน่นอนว่าการกลับมาของการประเมินแบบเข้มงวดย่อมไม่ถูกใจชาวออฟฟิศที่มีจำนวนไม่น้อยรู้สึกทบทวนการทำงานครั้งใหญ่ในช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้วิถีชีวิตการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ในกลุ่มพนักงานที่สร้างผลงานได้ดีที่สุดก็กังวลเกี่ยวกับวิธีการประเมิน โดยจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถจะทำผลงานที่ดีได้โดยไม่จำเป็นจะต้องเอาตัวเลขมาชี้วัด
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้บริหารโดยเฉพาะในบริษัทยักษ์ใหญ่ สิ่งที่มีผลอย่างมากคือต้นทุนของแรงงาน ซึ่งตามข้อมูลจาก Federal Data แสดงให้เห็นว่ากลุ่มงานที่ไม่มีความเสี่ยงนั้น ผลงานต่อจำนวนชั่วโมงการทำงาน ซึ่งติดตามโดยสำนักสถิติกระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา ลดลง 4.1 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 10.2 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆ คือ จ่ายเงินมากขึ้นแต่ได้ผลงานกลับมาน้อยลง
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นความกดดันสำหรับผู้บริหารที่จะต้องพยายามทำให้ผลงานของบริษัทกลับมาเป็นที่น่าพอใจ เพื่อจะตอบบรรดาผู้ถือหุ้นได้ว่าพนักงานที่จ้างมานั้นตอบแทนการทำงานอย่างคุ้มค่า ซึ่งวิธีการประเมินผลงานก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุด
โดยบริษัทที่จัดทำซอฟต์แวร์ประเมินผลงานอย่าง BambooHR เปิดเผยว่า มีบริษัทที่ขอซื้อระบบเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีกลาย และจำนวนพนักงานที่ถูกประเมินผ่านระบบนั้นเพิ่มจาก 61,000 คน เมื่อปี 2021 มาเป็นเกือบ 530,000 คนในปัจจุบัน ซึ่งระบบแบบนี้ช่วยให้การประเมินง่ายขึ้นมาก เพราะทุกอย่างถูกทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าผลงานของพนักงานเทียบกับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการเป็นอย่างไร
งานนี้คนที่รับบทหนักที่สุดคือบรรดาผู้จัดการ ที่เป็นคนกลางระหว่างผู้บริหารกับพนักงานผู้ปฏิบัติการจริง ซึ่งตามรายงานจาก WSJ ระบุว่า ผู้จัดการแผนกจะเป็นคนที่พยายามสร้างความสมดุลระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้พนักงานที่ชีวิตประจำวันก็หนักอยู่แล้วและอยู่ในภาวะใกล้เบิร์นเอาต์ ตกอยู่ในสภาพที่แย่ไปกว่านี้ ด้วยการประนีประนอมและความเห็นอกเห็นใจกัน และไม่ให้ผู้บริหารที่คาดหวังผลงานที่ดีขึ้นจากพนักงานต้องผิดหวังเพราะผลงานของพนักงาน คือความเป็นอยู่ที่ดีของบริษัทและของทุกคน
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า การนำการประเมินผลงานมาใช้เป็นสิ่งที่อาจจะมีประโยชน์ แต่ต้องระวังโทษด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหากนำผลงานมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจเลย์ออฟ ที่อาจทำให้พนักงานดีๆ บางคนโดนลูกหลงไปด้วย ดังนั้น การประเมินผลงานจำเป็นที่จะต้องทำอย่างละเอียด รอบคอบ และเข้าใจธรรมชาติการทำงานในยุคหลังโรคระบาด
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสหรัฐฯ และคาดว่าจะเป็นทุกที่ในโลกคือ การแข่งขันเพื่อความอยู่รอดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การคัดกรองตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นแม้ในที่ทำงาน และหากต้องการจะเป็นผู้ที่อยู่รอดในออฟฟิศ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตั้งใจทำงานเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปหาอย่างอื่นทำ


______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

15/09/2022

SOCIETY: เราอาจจ่าย ‘เงินเดือนพนักงาน’ น้อยเกินไป และจ่าย ‘เงินเดือนผู้บริหาร’ ระดับสูง มากเกินไป หรือเปล่า?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมทุกวันนี้ตื่นตัวในประเด็น ‘ความเหลื่อมล้ำ’ กันมากขึ้น และเป็นปัญหาที่คนเริ่มใส่ใจมากกว่ายุคก่อนๆ ที่ผ่านมา และมันก็มีการพูดคุยกันมากมายหลากหลายถึงต้นตอของความเหลื่อมล้ำ
มีคนพูดอย่างหลากหลายว่ามันเกิดจากอะไร แต่สำหรับคนทำงานเองนั้น ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกล
ว่าจริงๆ แล้วหนึ่งในต้นตอของความเหลื่อมล้ำในวงกว้างก็อยู่ในบริษัทนั่นเอง
คุณรู้ไหมว่า ‘เจ้านาย’ ของคุณ ‘เงินเดือน’ เท่าไร? แน่นอนหลายคนไม่รู้ แต่พอได้รู้ขึ้นมา อาจทำให้เราช็อกได้
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สื่อใหญ่อย่าง Inc. ได้นำเสนอเกี่ยวกับประเด็นนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ เพราะในอเมริกา พวกบริษัทใหญ่ๆ เงินเดือนผู้บริหารระดับสูงสุดอย่าง CEO นั้นสูงกว่าเงินเดือนพนักงานทั่วไปโดยเฉลี่ยถึง 320 เท่า
ใช่แล้ว 320 เท่า! เขียนไม่ผิด และนี่เขาเพิ่งสำรวจมาปี 2020 ซึ่งหมายความว่า ในขณะที่พนักงานรายได้เฉลี่ยเดือนละ 200,000 บาท คนที่เป็น CEO อาจมีเงินเดือนถึงเดือนละกว่า 60,000,000 บาท
และต้องย้ำว่านี่คือ ‘เงินเดือน’ ไม่ใช่ ‘รายได้ทั้งปี’ นะ
อาจฟังดูบ้าบอ แต่มันคือ ‘เรื่องจริง’ และเห็นแบบนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมสังคมมันถึงเหลื่อมล้ำเพียงนี้ เพราะคนรายได้ต่างกันขนาดนี้ทั้งๆ ที่อยู่บริษัทเดียวกัน มันไม่ใช่แค่ต่างกันราวกับอยู่กันคนละประเทศแล้ว มันเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
หลายฝ่ายก็จะบอกว่า ทุกวันนี้ ‘ผู้บริหารมีฝีมือ’ เขา ‘คิดค่าตัวแพง’ จ้างถูกๆ เขาไม่มา ดังนั้นบริษัทก็ต้องยอมจ่าย เพราะผู้บริหารพวกนี้ก็นำพาบริษัทไปสร้างรายได้จริงๆ หรือการยอมจ่ายให้ผู้บริหารปีละหลักพันล้านบาท มัน ‘คุ้ม’ ถ้าผู้บริหารมีปัญญาจะสร้างรายได้เป็น ‘แสนล้านบาท’ ต่อปีให้กับบริษัท
ซึ่งก็นับว่าเป็นประเด็นที่เข้าใจได้ แต่ปัญหาก็คือ ช่องว่างนี้เหมือนจะถูกถ่างออกไปเรื่อยๆ
เพราะเอาจริงๆ แล้วถ้าดูในระยะยาว เราจะเห็นเลยว่าจริงๆ ‘ช่องว่าง’ ของเงินเดือนพนักงานและผู้บริหารระดับสูง ณ ปัจจุบัน มันต่างกันประมาณ 10 เท่าถ้าเทียบกับเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา
หรือพูดง่ายๆ ถ้าจะกล่าวเป็นตัวเลขในยุค 1970 พนักงานทั่วๆ ไปอาจได้เงินเดือน 100,000 บาท ผู้บริหารระดับสูงก็จะได้เงินเดือนประมาณเดือนละ 3,000,000 บาท ซึ่งถึงมันห่างกัน แต่มันก็ไม่ได้ห่างบ้าบอระดับที่พนักงานได้เงินเดือน 200,000 บาท ส่วนผู้บริหารระดับสูงได้ 60,000,000 บาทแบบทุกวันนี้
ซึ่งจะบอกว่าผู้บริหารนั้น ‘ทำงานหนัก’ ขึ้นเหรอ? ก็ไม่ใช่แน่นอน เพราะแม้แต่ฝ่ายที่เชียร์ผู้บริหารก็ยังไม่อ้างแบบนี้ และเอาจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นและทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็คือในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ‘อำนาจต่อรอง’ ของฝ่ายพนักงานมันต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นสหภาพแรงงานที่อำนาจน้อยลง ภาวะโลกาภิวัตน์ที่ทำให้บริษัทสามารถหาแรงงานราคาถูกได้ทั่วไป รวมถึงอัตราว่างงานที่สูงที่ผลักให้แรงงานยอมรับค่าจ้างต่ำลง ฯลฯ
นี่เลยทำให้ไม่มีแรงผลักดันในการขึ้นค่าแรงจากฝั่งแรงงาน และเป็นผลให้ค่าแรงเป็นสิ่งที่ขึ้นช้ากว่าราคาสินค้าและงานบริหารอื่นๆ จึงทำให้ผ่านมา 50 ปี มาถึงปัจจุบันนี้ เหล่าคนทำงานระดับล่างก็บ่นสารพัดว่าไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ กยศ. ไม่มีเงินซื้อบ้าน ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คนทำงานระดับเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกว่าแพงอะไรเลยเมื่อ 50 ปีก่อน และขนาดคนทำงานระดับล่างก็ยังสามารถซื้อบ้านได้
ดังนั้น เราจ่ายเงินให้ผู้บริหารเยอะเกินไปไหมอาจไม่สำคัญ เท่าประเด็นที่ว่า เราให้เงินกับพนักงานทั่วไปน้อยเกินไปหรือเปล่า?
และทุกวันนี้มันเริ่ม ‘สร้างปัญหา’ แล้ว เพราะการจ่ายเงินพนักงานน้อย มันหมายถึง ‘พลังบริโภค’ ในสังคมก็ค่อยๆ ลดลงในระยะยาว ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และยอดขายและรายได้ของบริษัทก็ลดลงตาม
ถามว่าจะแก้ยังไง? คำตอบก็ไม่ได้ยาก เงินเดือนของพนักงานจะต้องเพิ่มขึ้นทั้งหมดตามสัดส่วน ส่วนเงินเดือนผู้บริหารก็ต้องลดลง และเราก็ต้องตระหนักว่า การลดเงินเดือนของผู้บริหารมันไม่ได้คอขาดบาดตาย และภาวะที่ผู้บริหารมีเงินเดือนระดับทำงานแค่เดือนเดียวก็มีเงินพอใช้ไปทั้งชีวิต หรือทำงานแค่วันเดียวก็ทำรายได้มากกว่าที่พนักงานคนหนึ่งจะทำได้ทั้งปี ก็อาจจะต้องถูกตั้งคำถาม
และที่บอกว่าไม่คอขาดบาดตายก็เพราะ ถ้าไปดูแถบสแกนดิเนเวียเราก็จะเห็นเลยว่า รายได้ของพวกผู้บริหารมันน้อยกว่าฝั่งอเมริกามาก ทั้งที่ประเทศพวกนี้ทั้งค่าครองชีพสูงกว่าแถมยังเก็บภาษีเงินได้ดุเดือดกว่ามาก ดังนั้นรวมๆ รายได้ของผู้บริหารในประเทศแถบนี้ถ้าหักภาษีไปแล้ว เต็มที่ก็ได้เงินเดือนมากกว่าพนักงานทั่วๆ ไปโดยเฉลี่ยในหลัก 10 เท่า ไม่ใช่เป็น 100 เท่าแบบที่เกิดในอเมริกา
แต่ผู้บริหารระดับสูงแถบนี้ก็ยืนยันว่าชีวิตดี แฮปปี้ดี เพราะสังคมมันดี ซึ่งสังคมที่ดีที่ว่า มันก็ได้มาจากการที่เราจ่ายเงินให้พนักงานทั่วไปเยอะ เขาไม่เป็นหนี้ ไม่เครียด มีเงินซื้อสินค้าและบริการสบายๆ ส่วนคนที่ไม่สามารถทำงานได้ รัฐก็ช่วยเหลือ ทำงานไม่ไหวก็เลี้ยงดูตามความเหมาะสม ไม่ให้ไปก่ออาชญากรรมเพราะไม่มีจะกิน และก็คงจะไม่ต้องนับสวัสดิการอีกสารพัดที่สังคมจะพึงมีให้คนทุกชนชั้นอย่างเท่าเทียมอีก
ทั้งหมดเกิดจากระบบการจ่ายเงินให้กับทุกคนในสังคมอย่างเป็นธรรม รวมไปจนถึงระบบการเก็บภาษีที่เอื้อให้เกิดการกระจายรายได้ในสังคม และสร้างหลักประกันในชีวิตให้กับผู้คนในสังคมทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน
อาจจะถึงเวลาที่เราจะต้องยอมรับว่า ‘โลกทัศน์แบบอเมริกัน’ ที่ขยายเงินเดือนของผู้บริหารไปจนบ้าบอและกดเงินเดือนพนักงานเอาไว้ มันคือ ‘ปัญหา’ หรือกระทั่ง ‘ต้นตอ’ ของความเหลื่อมล้ำที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ทุกวันนี้
แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้บ้าง ผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกมีเงินเดือนสูงเกินไปจริงไหม และพนักงานทั่วไปมีเงินเดือนที่ต่ำเกินไปจริงหรือเปล่า มาแชร์กันได้เลย
อ้างอิง: Inc. CEOs Make 1,322 Percent More Now Than in 1978. This Is Why It's Hurting Your Company. https://bit.ly/3vrz6Wc
CNBC. Lower CEO Pay and Better Results in Europe? https://www.cnbc.com/id/100540655

08/09/2022

UPDATE: วอลุ่มล็อตใหญ่ Tencent โผล่กว่า 2.7 แสนล้านบาท จับตาหุ้นใหญ่เทขาย สะท้อนขาลงหุ้นเทคจีนอาจยังไม่จบ
จากข้อมูลในระบบของ Clearing and Settlement ของตลาดหุ้นฮ่องกง ปรากฏรายงานซื้อขายหุ้นของบริษัท Tencent Holdings มูลค่า 7.6 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.7 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นการขายจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท
รายงานดังกล่าวแสดงหุ้นที่ซื้อขายจำนวน 192 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 2% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ Tencent ทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งมองว่าอาจจะเป็นการขายออกมาของ Naspers Ltd. ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ Tencent ซึ่งมีรายงานการถือหุ้นล่าสุดอยู่ราว 29%
ทั้งนี้ Naspers เป็นบริษัทในเครือของ Prosus N.V. บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นนักลงทุนกลุ่มแรกๆ ที่เข้าลงทุนใน Tencent ตั้งแต่เมื่อ 2 ทศวรรษก่อน
ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Prosus กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะลดสัดส่วนการถือหุ้น Tencent เพื่อใช้เป็นเงินทุนรองรับการซื้อหุ้นคืนของบริษัทในเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ราคาหุ้นของ Tencent ล่าสุด ลดลง 2.8% ในวันนี้ ถือเป็นการปรับตัวลงกว่า 20% นับแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
Steven Leung กรรมการบริหารของ UOB Kay Hian ฮ่องกง เปิดเผยว่า ผู้คนต่างกังวลว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะยังคงขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง และยังไม่มีการระบุว่าการขายจะจบลงเมื่อใด การเปลี่ยนแปลงในระบบ Clearing มักจะนำมาซึ่งความกังวลว่าจะมีแรงขายตามมาอีกในอนาคต
สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกของ Tencent ได้แก่ Naspers Ltd. 28.8%, Pony Ma 7.4%, Vanguard Group Inc. 2.5%, BlackRock Inc. 2.1% และ FMR LLC 1.1%
นอกจากนี้ จะเห็นว่านักลงทุนระดับโลกหลายรายต่างตัดขายหุ้นเทคโนโลยีของจีนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อาทิเช่น Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ซึ่งตัดขายหุ้น BYD Co. ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ หรืออย่าง SoftBank Group Corp. ก็มีแผนจะขายหุ้น Alibaba Group Holding Ltd. ออกมาเช่นกัน
หุ้นเทคโนโลยีของจีนต่างเผชิญกับการที่นักลงทุนให้มูลค่าต่ำลง เป็นผลจากการเข้ามาคุมเข้มของรัฐบาลจีนและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ Tencent ซึ่งเผชิญกับรายได้ที่ลดลง พยายามจะลดความกังวลของนักลงทุนด้วยการลดต้นทุนและขายสินทรัพย์บางส่วน ซึ่งก็รวมถึง JD.com Inc. และ Sea Ltd. รวมทั้งออกแผนในการซื้อหุ้นคืนจากตลาด
จากข้อมูลที่เปิดเผยล่าสุดของ Tencent พบว่า Prosus ขายหุ้นออกมา 3.9 ล้านหุ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ จากจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 2,765 ล้านหุ้น และตั้งแต่ Prosus ประกาศแผนจะลดสัดส่วน ทาง Tencent ได้ซื้อหุ้นคืนไปแล้วประมาณ 25.8 ล้านหุ้น
Justin Tang หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดเอเชียของ United First Partners กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นภาวะ Overhang สำหรับหุ้น Tencent แต่ด้วยแรงขายที่ไม่ได้เป็นแบบยกล็อตก็อาจจะไม่น่ากังวลนัก ราคาหุ้นที่ลดลงในช่วงไม่กี่วันนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขายของ Naspers แต่ก็เป็นผลจากตลาดด้วย รวมทั้งแรงกดดันจากภาครัฐต่อหุ้นเทค”


______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

08/09/2022

มาไทยแล้ว! BYD เตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในระยอง หวังเป็นแหล่งผลิตในอาเซียน รัฐบาลไทยหนุน
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย (BoI) ระบุว่า บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน BYD จะเข้ามาลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดระยองด้วยเงินมูลค่า 17.9 พันล้านบาท โดยซื้อที่ดิน 700 ไร่จากนิคมอุตสาหกรรม WHA ในประเทศไทย ซึ่ง BYD หวังจะให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
BoI ได้อนุมัติการลงทุนของ BYD แล้วดังนั้นการลงทุนจะต้องเริ่มขึ้นภายใน 3 ปี ส่วนการแถลงข่าวของ WHA และ Liu Xeuliang ผู้จัดการฝั่งเอเชียแปซิฟิกของ BYD จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้
BYD เพิ่งร่วมมือกับบริษัทไทย Rever Automotive เป็นตัวแทนเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากจีน และมีแผนขายรถยนต์รุ่น Dolphin ในไทยภายในสิ้นปีนี้
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเงินอุดหนุนการผลิตจากรัฐบาลซึ่งอาจมากถึง 150,000 ต่อคันซึ่งจะทำให้บริษัทตั้งราคาได้ถูกลง และเนื่องจาก BYD เป็นบริษัทสัญชาติจีนก็จะได้ประโยชน์จากข้อตกลงอาเซียน-จีน ตั้งแต่ปี 2005 ทำให้สามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่เสียภาษี
ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือ 2% เพื่อให้ผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ไทยกลายเป็นแหล่งรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน รวมถึงมีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าถึง 30% จากยานพาหนะที่ขายได้ทั้งหมดในประเทศภายในปี 2030
ที่มา - https://asia.nikkei.com/Business/Automobiles/Top-China-EV-producer-BYD-to-build-cars-in-Thailand

08/09/2022

ปีนี้เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นจีนเผชิญมรสุมข่าวร้ายต่างๆ ที่พัดกระหน่ำไม่ยั้ง ล่าสุดประเทศจีนเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 150 ปี ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าภายในประเทศ ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดที่ยังไม่จบสิ้นง่ายๆ ล่าสุดมีหลายเมืองที่ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ทั้งที่เศรษฐกิจเพิ่งกลับมาฟื้นตัวได้ไม่กี่เดือน หลังรัฐบาลจีนประกาศคลายล็อกดาวน์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
แล้วเศรษฐกิจจีนหลังจากนี้จะไปต่ออย่างไร ขยายตัวได้มากน้อยแค่ไหน เราควรใส่เงินลงทุนอย่างไรดี บทความนี้มีคำตอบ
อ่านต่อ https://thestandard.co/chinese-economy-measure/


______________________________________

📌 The Secret Sauce Strategy Forum 2022 CODE RED Strategy กลยุทธ์คว้าโอกาสจากวิกฤตโลก 🚩 ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-secret-sauce-strategy-forum-2022.html

07/09/2022

UPDATE: ‘Quiet Quitting’ อาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญแนะ ทำ 3 สิ่งนี้เป็นอันดับแรก
เทรนด์ ‘Quiet Quitting’ ยังคงได้รับความสนใจจากพนักงานบริษัททั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การลาออกอย่างเงียบๆ นี้อาจช่วยบรรเทาภาวะหมดไฟ (Burnout) ในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาบางคนกลับเสนอว่า วิธีนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว พร้อมทั้งแนะนำให้เจ้านายควรเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย
ทั้งนี้ คำว่า ‘Quiet Quitting’ กำลังได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังจาก Zaid Khan วิศวกรจากนิวยอร์กวัย 24 ปี เผยแพร่เทรนด์นี้บน TikTok เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผ่านบัญชีที่มีชื่อว่า โดย Khan ได้อธิบายความหมายของ Quiet Quitting ในคลิปวิดีโอว่า คือการทำงานและทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนเดิม แต่จะไม่มีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมคลั่งงาน (Hustle Culture) และไม่คิดว่างานคือชีวิตอีกต่อไป
▪ Quiet Quitting กำลังเกิดขึ้นจริง?
ตามข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกายังระบุว่า ผลิตภาพของคนงานในสหรัฐฯ (U.S. Worker Productivity) ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ลดลงหนักสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบเป็นรายปี หรือตั้งแต่ปี 1948 ที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เริ่มรวบรวมข้อมูล ขณะที่การเติบโตของต้นทุนแรงงานต่อหน่วยกลับเร่งตัวขึ้น บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านค่าจ้างที่แข็งแกร่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ จากการสำรวจ Resume Builder เมื่อเดือนสิงหาคมระบุว่า พนักงาน 1 ใน 10 คนกล่าวว่า พวกเขากำลังใช้ความพยายามน้อยลงจากเมื่อ 6 เดือนก่อน ขณะที่ 5% จาก 1,000 คนที่ตอบแบบสำรวจยังระบุว่า พวกเขาทำงานน้อยลงกว่าที่บริษัทต้องการ
การสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ชาว Quiet Quitters ปฏิเสธที่จะทำอะไรมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาไม่ได้รับการชดเชยสำหรับความพยายามพิเศษเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะพวกเขาคิดว่ามันจะกระทบต่อสุขภาพจิตและความสมดุลระหว่างงานและชีวิต (Work-Life Balance)
▪ ผู้เชี่ยวชาญแนะ 3 ทางออกในระยะยาว
แม้ว่า Quiet Quitting อาจช่วยบรรเทาภาวะหมดไฟ (Burnout) ในระยะสั้นได้ แต่บางฝ่ายก็มองว่าวิธีนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว โดย CNBC Make It ได้รวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญถึงสิ่งที่ชาว Quiet Quitters สามารถเลือกทำได้ ดังนี้
1. จงทำงานให้มีประสิทธิภาพ
การมีความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ Michael Timmes ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลอาวุโสของ Insperity เน้นย้ำว่า แม้คุณได้รับเอาแนวคิด Quiet Quitting มาใช้ แต่ในชั่วโมงทำงาน คุณควรทำงานอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด
“และด้วยวิธีนี้ คุณจะได้เติบโตและได้พัฒนาทักษะ ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องสำรวจความคิดสร้างสรรค์และความสนใจที่อาจทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นด้วย” Timmes กล่าว
ด้าน Maggie Perkins วัย 30 ปี ผู้ที่นำแนวคิด Quiet Quitting มาใช้ในงานสอนชี้ให้เห็นว่า คุณไม่สามารถกลายเป็นคนคิดลบในที่ทำงานได้ และต้องเป็นผู้มอบทัศนคติเชิงบวก พร้อมมองว่าคุณต้องทำงานตามค่าจ้างที่ได้รับ
2. มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท
Kelsey Wat โค้ชด้านอาชีพยังสังเกตเห็นว่าชาว Quiet Quitters จะขมขื่นและขุ่นเคืองต่อนายจ้างของตน ขณะที่ Dr. Natalie Baumgartner นักจิตวิทยาในที่ทำงานและผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม กล่าวว่า Quiet Quitting นั้นเกิดจาก ‘ความเจ็บปวด’ อันเป็นผลมาจากการทำงานที่หนักเกินไปและไม่ได้รับการชื่นชม
Jaya Dass กรรมการผู้จัดการบริษัท Randstad ในสิงคโปร์และมาเลเซียจึงเสนอว่า หนึ่งในทางออกคือพนักงานควรมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัทด้วย เพื่อการเติบโตของตนเอง และหาคำตอบว่าทำไมพวกเขาถึงรู้สึกหมดไฟ หรือทำไมพวกเขาถึงต้องออกอย่างเงียบๆ
3. คุยกับเจ้านายก่อนระบายบนโซเซียล
ขณะที่พนักงานบางคนใช้โซเชียลมีเดียเพื่ออธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงลาออกอย่างเงียบๆ ผู้เชี่ยวชาญบางคนจึงแนะนำว่าพวกเขาควรพูดกับเจ้านายแทน
“สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ Quiet Quitting ก็คือคนในที่ทำงานไม่รู้เรื่องนี้ แต่ผู้ที่ไม่อยู่ในที่ทำงานกลับรู้เรื่องนี้” Dass กล่าว
Wat กล่าวเสริมว่า ถือเป็นเรื่องไม่มีความรับผิดชอบที่จะลาออกโดยไม่พูดคุยกับนายจ้างเกี่ยวกับความต้องการและความท้าทายในงานปัจจุบันของคุณ
ดังนั้น หากคุณรู้สึกไม่เห็นคุณค่าในงานที่ทำ นักจิตวิทยาจึงแนะนำให้คุณพูดคุยกับเจ้านายเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่สบายใจก็ตาม
▪ เจ้านายควรรับผิดชอบปัญหานี้ร่วมกัน
ในการจัดการกับปัญหา Quiet Quitting และภาวะหมดไฟของพนักงาน ผู้บริหารก็ควรรับผิดชอบต่อปัญหานี้เช่นกัน และควรต้องเป็นผู้ฟังที่ดี
“พวกเขาจำเป็นต้องรับทราบข้อเท็จจริงว่า สถานที่ทำงานจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่อีกต่อไป เนื่องจากคนมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นที่ทำงานต้องตามให้ทัน” Wat กล่าว
Baumgartner ระบุอีกว่า บทบาทของผู้นำคือการสอบถามพนักงาน แทนที่จะตั้งสมมติฐานหรือการใช้กำปั้นเหล็ก พร้อมทั้งมองว่า Quiet Quitting คือการส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากพนักงาน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเหล่าผู้จัดการต้องใส่ใจกับความคิดเห็น และดำเนินมาตรการที่มีความหมาย
อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างไม่ยอมรับความคิดเห็นของพนักงาน Dass เสนอว่าเหล่าพนักงานควรทบทวนการสนทนาอีกครั้ง และให้เวลาเจ้านายในการประมวลผลข้อมูลก่อน
.

07/09/2022

UPDATE: ‘เงินเยน’ อ่อนค่าแตะ 143 เยนต่อดอลลาร์ ทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 24 ปี ผลกระทบ Fed ขึ้นดอกเบี้ยทำคนแห่ซื้อดอลลาร์
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงสู่โซนระดับ 141 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (7 กันยายน) เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อสกุลเงินสหรัฐฯ ด้วยความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
โดยค่าเงินเยนญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ (6 กันยายน) ปรับตัวลง 0.2% แตะระดับต่ำสุดที่ 141.73 เยนต่อดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 1998 และล่าสุดเช้าวันนี้ (7 กันยายน) ค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องแตะระดับ 143.18 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินเยนร่วงลงแล้วกว่า 18% ใกล้เคียงกับการปรับตัวลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 1979 ที่ 19.2%
ขณะที่เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ เช่น ยูโร กับปอนด์สเตอร์ลิง ค่าเงินเยนยังถือว่าอ่อนค่าอย่างมากเช่นกัน
Yuji Saito หัวหน้าแผนกแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่ Credit Agricole Corporate & Investment Bank ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า เงินเยนยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง หลังมีปัจจัยเพิ่มเข้ามาอย่างการที่ธนาคารกลางจีนได้ดำเนินการกระตุ้นการซื้อหยวนจีน
ความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเป็นไปตามการคาดการณ์ของสถาบันการเงินหลายสำนัก ทั้ง Goldman Sachs, HSBC, Mizuho Securities ที่วิเคราะห์ตรงกันว่า ผลกระทบจากการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และการยึดมั่นต่อนโยบายผ่อนคลายการเงินเป็นพิเศษของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง

Timeline photos 06/09/2022

https://www.facebook.com/thestandardwealth/photos/a.183297416759288/632804425141916/

UPDATE: ‘เศรษฐพุฒิ’ ย้ำ นโยบายการเงินไทยไม่ได้ Behind the Curve มองโอกาสเกิด Wage Price Spiral ต่ำ
ธปท. มองเงินเฟ้อไทยถึงจุดพีคในไตรมาส 3 ก่อนทยอยปรับลดลงสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปีหน้า ย้ำนโยบายการเงินไม่ได้ Behind the Curve โอกาสเกิดวงจรอุบาทว์เงินเฟ้อยังต่ำ
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2565 โดยพูดถึงสถานการณ์เงินเฟ้อของไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้ ธปท. ยังมองว่าเงินเฟ้อจะเข้าสู่จุดสูงสุดภายในไตรมาสที่ 3 ก่อนที่จะทยอยลดระดับลงจนเข้าสู่กรอบเป้าหมายคือต่ำกว่า 3% ได้ในช่วงกลางปี 2566
โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ธปท. เชื่อว่าเงินเฟ้อไทยจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในกลางปีหน้า ประกอบด้วย
1. เงินเฟ้อไทยมาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก เช่น ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งแตกต่างจากบริบทของเงินเฟ้อในต่างประเทศที่เงินเฟ้อมีแรงขับเคลื่อนมาจากฝั่งอุปสงค์ตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง มีปัญหาแรงงานไม่พอจนค่าแรงวิ่งสูงขึ้น
2. โดยโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยทำให้มีโอกาสเกิดวงจรอุบาทว์ของเงินเฟ้อที่เรียกว่า Wage Price Spiral ต่ำกว่าประเทศอื่น เห็นได้จากการที่เกือบ 50% ของแรงงานไทยประกอบอาชีพอิสระ ไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ 1 ใน 3 ของแรงงานไทยก็อยู่ในภาคเกษตร นอกจากนี้สัดส่วนของค่าจ้างในต้นทุนการผลิตของธุรกิจไทยยังอยู่ที่เพียง 15% ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงในการผลิตสูง
3. การเรียกร้องขอขึ้นค่าจ้างของสหภาพแรงงานไทยมีความแตกต่างจากในประเทศอย่างสหรัฐฯ ที่จะเรียกร้องให้ค่าจ้างต้องปรับเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ
4. ตลาดแรงงานไทยยังฟื้นตัวไม่ร้อนแรง โดยตัวเลขคนว่างงานและเสมือนว่างงานแม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่มีนัยต่อเศรษฐกิจอยู่
5. การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่อาจมีผลต่อเงินเฟ้อในฝั่งอุปสงค์ แม้ว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นแต่ก็ยังห่างไกลจากระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด โดย ธปท. คาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ราว 8 ล้านคน
เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า การที่เงินเฟ้อไทยทรงตัวอยู่ในระดับสูงแถวๆ 7% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สาเหตุหลักเกิดมาจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นโยบายการเงินไม่สามารถไปทำอะไรได้ ดังนั้นตัวชี้วัดที่ ธปท. จะให้ความสำคัญและจับตาดูมากกว่าคือเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักเอาราคาพลังงานและอาหารสดออกจากการคำนวณแล้ว
ซึ่งจากการติดตามของ ธปท. พบว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยมีการเติบโตขึ้นในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่สูงมาก แต่ก็สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เครื่องยนต์เงินเฟ้อจะถูกจุดติด ทำให้ ธปท. ตัดสินใจปรับนโยบายการเงินให้เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น
“เราไม่ต้องการให้เครื่องยนต์เงินเฟ้อจุดติด ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวก็ต้องไม่หลุดออกจากกรอบ 3% ทำให้เราต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามบริบททางเศรษฐกิจในเวลานั้นๆ” เศรษฐพุฒิกล่าว
ผู้ว่า ธปท. กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีนักวิเคราะห์บางส่วนวิจารณ์ว่าไทยขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป หรือ Behind the Curve ซึ่งในเรื่องนี้ขอยืนยันว่าไม่จริง เพราะ
1. ประเทศอื่นๆ ที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนไทยล้วนเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจของเขาฟื้นตัวพ้นจากระดับก่อนโควิดแล้วทั้งสิ้น ในขณะที่ไทยเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นกลับสู่ช่วงก่อนโควิดเลยด้วยซ้ำ จึงควรบอกว่าไทย Ahead the Curve มากกว่า
2. เงินเฟ้อไทยมาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย โดยการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วและแรงเกินไปอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะไทยยังมีกลุ่มเปราะบางที่ฟื้นตัวได้ไม่เท่าเทียมกัน เช่น กลุ่มธุรกิจ SMEs และครัวเรือนที่มีปัญหาหนี้สินและรายได้ยังไม่กลับมาเต็มที่
“ถ้าถามว่าสิ่งที่ ธปท. กังวลที่สุดคืออะไร คงต้องบอกว่าการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว เพราะนโยบายการเงินต่างๆ เป็นแค่การประคอง แต่ตัวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้จริงๆ คือท่องเที่ยว จึงต้องหวังให้ไม่มีการกลายพันธุ์อะไรที่รุนแรงจนทำให้ท่องเที่ยวซบอีก” เศรษฐพุฒิกล่าว

Timeline photos 06/09/2022

https://www.facebook.com/blognone/photos/a.10150302877481716/10158603401296716/

บริษัทสตาร์ทอัพอินเดียพัฒนาหมวกกันน็อคกรองมลพิษ พร้อมกันฝุ่น PM 2.5 ได้มากถึง 99% เชื่อมแอปในสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธได้
Shellios Technolabs บริษัทสตาร์ทอัพในกรุงเดลี ประเทศอินเดียผลิตหมวกนิรภัยสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ (หมวกกันน็อค) ที่สามารถฟอกอากาศเพื่อป้องกันมลพิษโดยใช้ชื่อว่า PUROS
หมวกนิรภัยมีระบบกรองอากาศอยู่ที่ด้านท้ายหมวก ประกอบด้วยพัดลมมอเตอร์บัสเลส BLDC รวมถึงตัวกรองอนุภาคที่มีประสิทธิภาพสูง (HEPA) และวงจรไฟฟ้าที่จะดึงอากาศจากภายนอกเข้าสู่ระบบกรองก่อนที่จะเข้าถึงตัวผู้ขับขี่ วัสดุภายนอกทำจากไฟเบอร์กลาสทำให้มีความทนทานเป็นพิเศษ
ทางบริษัทอ้างว่าหมวกนิรภัยสามารถป้องกันมลพิษตามมาตรฐานได้ถึง 80% อ้างอิงจากผลทดลองของ NABL (National Accreditation Board for Testing and Calibration Laboratories) และมีประสิทธิภาพป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 99% นอกจากนี้ยังมีพอร์ตชาร์จ micro-USB และแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับบลูทูธเพื่อแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรทำความสะอาดหมวก
หมวกนิรภัยได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรแล้วและวางขายแล้วในอินเดียในราคาราว 2,050 บาท
ที่มา - https://indianexpress.com/article/business/business-others/a-bike-helmet-that-protects-from-air-pollution-as-well-8106384/

Timeline photos 05/09/2022

https://www.facebook.com/thestandardwealth/photos/a.183297416759288/632108068544885

UPDATE: ไม่ได้ ‘ล้มเหลว’ แต่ก็ไม่ ‘ประสบความสำเร็จ’ มองเอลซัลวาดอร์กับ 1 ปีที่ประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินถูกกฎหมาย
1 ปีผ่านไปกับการที่ นายิบ บูเคเล ประธานาธิบดีเอลซัลวาดอร์ได้ประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินถูกกฎหมาย เป็นประเทศแรกของโลก ท่ามกลางเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
Bloomberg เผยว่า ตอนนี้การยอมรับใน Bitcoin เป็นไปอย่างช้าๆ ในขณะที่ราคาร่วงลงต่ำอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ประกาศ ทำให้ Bitcoin ไม่ได้เข้ามาแทนที่สกุลเงินของเอลซัลวาดอร์ และยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกันก็ไม่ได้ทำให้เกิดความหายนะทางการเงินอย่างที่บางคนเตือนเช่นกัน
“ไม่มีใครพูดถึง Bitcoin ที่นี่อีกต่อไปแล้ว มันถูกลืมไปแล้ว” คาร์ลอส อาเซเบโด (Carlos Acevedo) อดีตหัวหน้าธนาคารกลางเอลซัลวาดอร์กล่าว “ผมไม่รู้ว่าคุณจะเรียกสิ่งนั้นว่าความล้มเหลวหรือไม่ แต่มันไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”
บูเคเลทำให้โลกตะลึงในปีที่แล้วเมื่อเขาประกาศให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ควบคู่ไปกับดอลลาร์ ทำให้เกิดกระแสความนิยมในชุมชนสกุลเงินดิจิทัล ในขณะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คลางแคลงใจ ซึ่งรวมถึงผู้ค้าตราสารหนี้และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
ส่วนหนึ่งของการเปิดตัว ชาวซัลวาดอร์ได้รับกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ทางการออกให้ ซึ่งบรรจุ Bitcoin มูลค่า 30 ดอลลาร์ไว้ล่วงหน้าสำหรับใช้จ่ายในร้านค้าต่างๆ Bitcoin สามารถชำระภาษี และร้านค้าต่างๆ ควรยอมรับเช่นกัน
แต่ความผันผวนของ Bitcoin ทำให้ผู้ใช้หวาดกลัว และสกุลเงินดิจิทัลก็ถูกมองว่าได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในประเทศที่มีเครือข่ายการชำระเงินไม่ดี หรือมีการควบคุมสกุลเงินที่เข้มงวด เช่น อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา และคิวบา แต่สำหรับ “เอลซัลวาดอร์ เรามีเครือข่ายการชำระเงินที่ดี แล้วทำไมต้องโอนเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล” อาเซเบโดกล่าว
ชาวซัลวาดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เทเงินจำนวนมากลงใน Bitcoin การสำรวจล่าสุดพบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล และมีธุรกิจเพียงไม่กี่แห่งที่ลงทะเบียนธุรกรรมใน Bitcoin ส่วนธนาคารกลางกล่าวว่า มีเพียง 2% ที่โอนเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล
กระนั้น รัฐบาลซัลวาดอร์ยังประกาศความสำเร็จในเรื่องนี้ โดย อเลฮานโดร เซลายา (Alejandro Zelaya) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า Bitcoin ดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ และเพิ่มการเข้าถึงทางการเงินแก่ประชากรที่ส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีธนาคาร
กระเป๋าเงินดิจิทัล Chivo มีผู้ใช้มากกว่า 4 ล้านคน และธนาคารกลางกล่าวว่า มีบริษัท 59 แห่งที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชน ที่มีสำนักงานจดทะเบียนในเอลซัลวาดอร์
เซลายากล่าวว่า ฝ่ายบริหารยังคงวางแผนที่จะออกพันธบัตรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Bitcoin โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน แม้ว่าราคาที่ลดลงของ Bitcoin จะกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่เขามองว่าการหนุนแผนดังกล่าวจะทำให้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับบริการทางการเงินในอนาคตของเอลซัลวาดอร์
ความต้องการของประธานาธิบดีบูเคเลมาพร้อมข้อเสีย เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ระงับการอนุมัติโครงการมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ โดยอ้างเรื่องความเสี่ยงจาก Bitcoin จำนวน 2,381 เหรียญ ซึ่งรัฐบาลซื้อด้วยกองทุนสาธารณะที่มีมูลค่า 47.2 ล้านดอลลาร์ในราคาปัจจุบัน อันเป็นราคาที่ลดลงไปมากกว่าครึ่งในตอนที่ซื้อ
“การทดลอง Bitcoin ที่สนับสนุนโดยฝ่ายบริหารของบูเคเล ได้เพิ่มการรับรู้ถึงความเสี่ยงของตลาดในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ” ฟาเบียโน บอร์ซาโต (Fabiano Borsato) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Torino Capital, LLC กล่าว “การดำเนินการนี้เกิดขึ้นในบริบทของการเงินสาธารณะที่เปราะบาง การขาดดุลทางการคลังที่สูงและต่อเนื่อง ตลอดจนความสงสัยเกี่ยวกับหลักนิติธรรมในประเทศ”
ถึงอย่างนั้น โดยรวมแล้วบูเคเลยังคงได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในหมู่ชาวซัลวาดอร์ ส่วนใหญ่เป็นเพราะการปราบปรามกลุ่มอาชญากร การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยว
แม้การหนุน Bitcoin อาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก โดยการสำรวจเดือนพฤษภาคมพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 71.1% มองว่า Bitcoin ไม่ได้เข้ามาช่วยยกระดับทางการเงินของครอบครัว นอกจากนี้ Bitcoin ยังถูกมองเป็นความล้มเหลวของนโยบายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของบูเคเลในปีที่ผ่านมา หลังอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

Timeline photos 05/09/2022

https://www.facebook.com/hrthenextgen/photos/a.934158989985383/5378458702222034/

สัปดาห์นี้ข่าวว่าฝนจะตกหนักมาก ระมัดระวังและวางแผนการเดินทางกันดี ๆ ที่สำคัญฝากถึงหัวหน้า HR และผู้บริหาร ให้แสดงน้ำใจกับคนทำงานที่อาจจะต้องฝ่าฝน ฝ่าน้ำท่วมมาทำงานทั้งขาไปขากลับกันด้วยนะครับ

เข้าเรื่อง

ซัก 2 สัปดาห์ที่ผมเจอคนนู้นคนนี้ สิ่งที่จะได้ยินบ่อย ๆ เป็นประโยคฮิตประโยคนึงคือ ช่วงนี้นอนน้อย นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง แล้วก็ทำงานกันทุกวัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผมด้วย เห็นปริมาณงานใน 4 เดือนที่เหลือแล้วนี่ก็อดกังวลไม่ได้เหมือนกัน เพราะสิ่งที่ผกผันกับปริมาณงานก็คือคุณภาพของงาน แต่วันนี้เราเบรกเรื่องคุณภาพงานไว้ก่อน แต่สิ่งที่ผมต้องเตือนตัวเองบ่อย ๆ ในช่วงนี้คือ

อย่าหลงชื่นชมและคุณค่ากับการใช้เวลาในการทำงานเยอะ ๆ นาน ๆ จนเกินไป

ที่บอกอย่างนี้ เพราะสมัยนึงผมก็เป็น รู้สึกฟินและอยากอวดคนนู้นคนนี้มากเลยว่า ผมนอนวันละแค่ 3 - 4 ชั่วโมงเองนะ ที่เหลือผมทำงานตลอดเลย แล้วก็ทำมัน 7 วันเลย ที่อวดเพราะช่วงนั้นรู้สึกว่าความภูมิใจที่ได้ทำงานหนักมันล้นออกมา จนอยากเล่าให้คนนู้นคนนี้ฟัง

การทำงานหนักคือตัวชี้วัดความสำเร็จหรือเปล่า

อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้

ยิ่งถ้าการทำงานหนัก ใช้เวลาเยอะ ๆ ทำโอทีกันวันละหลาย ๆ ชั่วโมง แต่ไม่เห็นเลยว่า ผลลัพธ์ของงานออกมาแบบไหน นั่นเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจจริง ๆ หรือเปล่า

ถ้าทำงานหนักเพราะงานเราเยอะมาก ๆ แต่ทุกชั่วโมงที่มีผลลัพธ์ของงานออกมา ทั้ง Work Hard และ Work Smart ไปด้วยกัน ผมเชื่อมาก ๆ ว่าไม่ใช่แค่เราที่ภูมิใจ บริษัทก็จะภูมิใจแน่ ๆ ทีนี้ก็อยู่ที่ว่า บริษัทเองแค่ภูมิใจเฉย ๆ หรือเห็นคุณค่าในตัวเราจริง ๆ และให้ผลตอบแทนสมกับสิ่งที่เราทุ่มเท

แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ใช้เวลาไปเยอะมาก แต่กลับไม่มีผลลัพธ์ของงาน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราต้องตั้งข้อสงสัยกับตัวเองก่อนที่คนอื่นจะสงสัยนะ Input ไปเยอะขนาดนี้ แต่ Output แทบไม่มีเลย ใส่ความทุ่มเทไปเต็มที่จนไม่เหลือเวลาให้กับอะไร แต่ไม่ได้งานอะไรออกมา การทำงานของเรามี Productivity ที่ดีอยู่มั้ย

ที่ต้องให้มองที่ตัวเองก่อน ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ดีว่า การที่งานไม่ออกมันมีหลายปัจจัย และไม่น้อยเลยที่ปัจจัยเหล่านั้นเราควบคุมไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด เราต้องจัดการกับสิ่งที่เราควบคุมได้

ผมเองก็เคยมีปัญหาแบบนี้ แล้ววิเคราะห์ตัวเองได้อย่างนึงว่า สมาธิผมสั้นมาก เลือกที่จะทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กัน ทำเรื่องนั้นได้แป๊บเดียว แว้บไปทำอีกเรื่องนึง สุดท้ายไม่มีงานไหนที่เสร็จเลย ผมต้องควบคุมตัวเองให้ทำงานตาม To Do List ให้ได้ นั่นคือทางแก้ในตอนนั้น

คนที่ทำงานหนัก อยู่ดึกทุกวัน แต่แทบไม่มีผลลัพธ์ของงานให้เห็นเลย กับอีกคนที่กลับบ้านตรงเวลาเกือบ ๆ ทุกวัน แทบจะไม่มีวันไหนที่อยู่ดึกเพื่อทำโอทีเลย แต่กลับมีงานส่งได้ตลอด

เราอยากเป็นคนแบบไหน แล้วคิดว่าองค์กรอยากได้คนแบบไหน คงหาคำตอบกันไม่ยากแน่ ๆ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ หัวหน้า HR และผู้บริหาร อย่าให้ความสำคัญผิดจุดนะครับ เลิกได้ก็เลิกนะ ประเภทที่ว่าใครกลับก่อนหัวหน้าเป็นเรื่องผิด ใครมาทีหลังหัวหน้ายิ่งผิดหนัก

ผมนี่แทบจะมาเปิดออฟฟิศทุกเช้าเลย แต่ผมกลับก่อนทุกคนนะ 5555

แล้วถ้าลูกน้องของใครก็ตามที่ทำงานหนัก นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง แถมยังมีผลลัพธ์ของงานมาให้เห็นอยู่ตลอด หัวหน้าดีใจได้ครับ แต่อย่าเอาแต่ดีใจ เข้าไปดูและช่วยเค้าด้วย บางคนอาจจะบ้างานและชอบจริง ๆ ที่ได้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าหัวหน้ายังอยากให้เค้าทำงานได้นาน ๆ แล้วได้งานที่มีคุณภาพ หัวหน้าต้องรู้จักที่จะเบรกแล้วทำให้เค้าเห็นความสำคัญของการพักและรักษาสมดุลของเวลาไว้ให้ได้

แล้วถ้าลูกน้องคนไหน ที่จริง ๆ เค้าไม่ได้บ้างาน แต่เค้ามีความรับผิดชอบ ซึ่งตอนนี้ความรับผิดชอบมันเกินกว่ากำลังที่คนคนนึงจะทำไหว ยิ่งต้องรีบเข้าไปช่วย ทั้งช่วยแบ่งมาทำ ทั้งช่วยจัดลำดับความสำคัญ และช่วยหาคนมาเพิ่ม

ไม่อย่างนั้น เค้าอาจจะเลือกไปทำงานสบาย ๆ ที่อื่น แล้วเราเองนั่นแหละที่จะลำบาก

อย่าปล่อยเรื่องแบบนี้ให้นานจนแก้ไม่ทัน เตือนแล้วนะ


#มนุษย์เงินเดือน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ผู้รับเหมา ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

An evaluation system for cloud service - FDI HR Consulting
บริการจัดทำระบบประเมินผลการปฎิบัติงานของบุคลากรภายในองค์กร

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


16F Times Square Building, 246 Sukhumvit Road , Klong Toei Bangkok Thailand 11000 Tel. 02-6265999 กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

ผู้รับจ้าง อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
Teerasuwat Photographer Teerasuwat Photographer
นวมินทร์ 74
Bangkok, 10800

บริการถ่ายภาพ Wedding , Pre-Wedding , PhotoBook โดยช่างภ?

Subtamdee Subtamdee
พหลโยธิน 21
Bangkok, 10900

รับผลิต ติดตั้ง ออกแบบ ที่ปรึกษา งานโครงสร้างทุกรูปแบบ ทั้ง บูธ อีเว้นท์ คอนเสิร์ต ช้อป และอื่นๆ

Modern Design and Construction Modern Design and Construction
11/188
Bangkok, 10220

บริการรับออกแบบและสร้างบ้าน โดยทีมงานสถาปนิกและช่างที่มีคุณภาพมากประสบการณ์ ราคายุติธรรม

Whale Me Interior Whale Me Interior
ถนน เจริญนคร, คลองสาน, คลองสาน, กรุงเทพมหานคร
Bangkok, 10600

•Interior design •Decoration •Renovation รับออกแบบ-ตกแต่งภ

JA Colour Rich พื้นโรงงาน พื้น EPOXY PU กันซึม JA Colour Rich พื้นโรงงาน พื้น EPOXY PU กันซึม
100/98 ถนนประชาทร แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง
Bangkok, 10520

JA COLOUR RICH รับติดตั้งพื้นโรงงาน พื้น EPOXY พื้น PU พื้นกันซึม พื้นสนามกีฬา

Wabi mobi Wabi mobi
Nawamin
Bangkok, 10240

wabi mobi ... living essentials

Am.tect Am.tect
907 ถนนแบนชะโด แขวงทรายกองดินใต้ เขตคลองสามวา
Bangkok, 10510

Architect : Architectural,Interior,Lighting Design, Landscape ออกแบบภายใน ร?

Tonsak Landscape Tonsak Landscape
Bangkok

รับตกแต่งงานภูมิทัศน์ งานก่อสร้างง

And property limited., And property limited.,
Bangkok

รับออกแบบตกแต่งภายใน #ออกแบบ 3D #turnkey

ป้ายโฆษณา inkjetทุกชนิด by.oscarsign ป้ายโฆษณา inkjetทุกชนิด by.oscarsign
83 ซอยศรีนครินทร์42 สวนหลาง กทม
Bangkok

บริการผลิตและติดตั้งงานป้ายทุกชนิ?

Artics อาทิตย์ Design & Renovation Artics อาทิตย์ Design & Renovation
37th Floor, 98 North S Sathon Road, Silom, Bang Rak
Bangkok, 10500

ARTICS, One-Stop (Turnkey) Renovation Service ปรับปรุงและตกแต่ง

Mytek Construction Mytek Construction
78/256 หมู่บ้านสรานน ซอย 31 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี
Bangkok, 11120

We are Mytek construction Co.,Ltd.