Apppresso

Apppresso

แชร์

- Business
- Build in public
- Mobile Application

26/08/2025

สร้าง Admin Dashboard มืออาชีพง่ายๆ ผ่าน Open source UI framework "Filament"
"คุณไม่สามารถสร้างบ้านโดยไม่ลงเสาเข็มได้" นี่คือสิ่งที่ผมมั่นใจว่า หลายคนถูกสอนด้วยบทเรียนเหล่านี้ แต่พอลงมือทำกลับเลือกวิธีตรงกันข้าม คือสร้าง "Product ที่ไร้ซึ่งความมั่นคง"
มันน่าเศร้าที่ผู้คนมากมาย มีความสามารถในการสร้างไอเดียดีๆ แต่กลับขาดการทำงานผ่านระบบหลังบ้านที่ดี ผมเองก็เป็น 1 ในนั้น ทำให้พลาดเรื่องสำคัญๆ ไปหลายต่อหลายครั้ง
วันนี้ เรามาดูกันครับว่า ผมจะมาสอนทุกคน "ลงเสาเข็ม สร้างหมุดหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำธุรกิจ" ผ่านการสร้างระบบหลังบ้านที่ทำได้ไม่ยาก สวยงาม และฟรีได้อย่างไร
เวลาสร้าง Project มา 1 ตัว ผมจะอธิบายง่ายๆ แบบนี้นะครับว่า มันต้องมีส่วนที่เป็น Backend ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าถนัด Framwork ใด แต่วันนี้ผมจะมาแนะนำ Open Source ที่ผมใช้คือ Filament ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่ใช้ภาษา PHP ในการเขียน (รู้หละ ว่าแก่ แต่มันก็ใช้ได้ อุอิ)
ข่าวดี !!!! ตัวอย่างที่ผมทำให้ดู ผมไม่ได้เขียน Code เลยซักบรรทัด (ย้ำว่าไม่เขียน แต่ผมก็พอเข้าใจโครงสร้างมันพอสมควร)
สำหรับมือใหม่ที่อยากสร้าง Product ฝั่งของ Backend เป็นส่วนที่จำเป็น เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือคุณสามารถสร้าง report ขึ้นมาได้ทุกรูปแบบที่คุณอยากรู้
ขั้นตอนในการทำคือการระบุไปใน Prompt ง่ายๆ ผ่าน Cursor AI หรือ Clude code ก็ได้เลย ว่า "คุณช่วยสร้างระบบ Admin Dashboard โดยโครงสร้างหลักของ Code อยากเขียนผ่าน Laravel และ UI ผมอยากใช้ Filament ครับ"
เพียงแค่นั้นครับ ระบบ Admin dashboard หน้าตาน่ารักๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมาตามตัวอย่างข้างต้น
ความสำคัญคือ เมื่อคุณต้องการที่จะเชื่อมต่อไปที่ระบบหน้าบ้านหรือ Frontend ก็เพียงแค่เขียนบอกไปว่าให้สร้าง API เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลเหล่านั้นด้วย
ความง่าย มักจะมากับความมักง่ายไปด้วยกันครับ เหตุผลเพราะมันง่ายเกินไป อาจทำให้ทุกท่านตกหล่นรายละเอียดข้างต้นไปหลายตัว อย่าลืมทดสอบระบบ ใน Localhost และทดสอบหลัง Deploy ผ่าน Vercel และ Railway ตามที่ผมเคยบอกไว้ในบทความที่แล้วนะครับ
หวังว่าทุกคนจะได้ไอเดียไปสร้าง Product เป็นของตัวเองกันต่อนะ

#มาสร้างProductกันซักที

25/08/2025

เราควรมาสร้าง Product กันจริงๆ จังๆ ได้แล้วใช่มั้ย ?

แล้วเจ้า MVP มันคืออะไรหละ ?

ผมทำดีลนี้ให้เกิดยังไง ? และผมทำซ้ำแล้วซ้ำอีกยังไง จาก AI Tools แค่ 3 ตัวนี้ ?
ต้องออกตัวก่อนว่า ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของ AI นะครับ ย้ำเสมอว่าไม่ใช่ !!!
ผมแค่เป็น Users ที่หาวิธีการใช้ AI ที่ลงตัวที่สุดเจอแล้ว และคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการสร้าง Project (ที่ไม่มักง่าย ที่แค่ยัดๆ Prompt ลงไปก็จบ)

ผมจะมาลงรายละเอียดกันครับ ว่าผมใช้เครื่องมือ 3 ตัวนี้ยังไงกัน
1. Claude code - เราสามารถสมัคร Claude ai ได้รายเดือนเพียงเดือนละ $20 เท่านั้น (ถ้าให้ดีไปสมัครในคอมนะครับ ถ้ากดผ่าน App โดยตรงเลยมันต้องบวก iAP เข้าไปอีก) และใช่เลยครับ นั่นคือการลงทุนเพียง 1 อย่างที่จำเป็นในการสร้าง Minimum viable product (MVP)

*** ย้ำว่าถ้าต้องการสร้าง Project ให้รวดเร็ว คุณควรใช้ Max plan มูลค่า $100 ขึ้นไปนะครับ มันช่วยให้ไม่ต้องมารอเรื่อง limited รายชั่วโมง
2. Frontend (หรือระบบหน้าบ้านในการแสดงผล) - มันขึ้นอยู่ว่าพี่ๆ อยากให้มันไปแสดงผลที่ฝั่งไหน สำหรับผมที่ง่ายที่สุดในการสร้างคือ Web base ครับ เพราะทำการทดสอบให้กับคู่ค้าของเราได้ง่ายที่สุด
เครื่องมือที่ผมเลือกใช้คือ Vercel เพราะฟรีครับ ฟรีๆๆๆๆๆ ดีที่สุด อิอิ
3. Backend (หรือระบบหลังบ้านที่นำข้อมูลออกมาแสดงให้กับระบบหน้าบ้าน และจัดการรายละเอียดต่างๆในข้อมูล Dashboard) ผมเลือกใช้ Railway เพราะฟรี และง่ายมากๆ ครับในการเชื่อมต่อข้อมูลกับ Github ของเรา
เพียง 3 เครื่องมือแค่นี้ก็สามารถสร้าง MVP หรือ Product ทดลองของเราขึ้นมาได้แล้วครับ แล้วถ้าถามว่า MVP สามารถถึงขั้นใช้จริงได้มั้ย ? แล้ว MVP มันคืออะไร ?
คำตอบคือใช้จริงได้เกือบทั้งหมด จาก Project ที่ผม Vibe coding มา ต้องยอมรับว่าทำให้ผมตกใจเหมือนกัน ถึงขีดความสามารถในการดีไซน์ และ เขียนออกมา
และ MVP คืออะไร ?
มันคือ Product ที่ใช้ในการทดลองครับ อันนี้ผมทำให้เข้าใจง่ายๆ นะ อย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ Dropbox โดยเจ้าของได้ทำแค่หน้าสมัครสมาชิก แล้วให้ผู้คนมาลงชื่อ แลกกับหน่วยความจำที่สามารถเก็บไฟล์ได้
หลังจากได้รายชื่อแล้ว จึงไปหานักลงทุน เพื่อขอเงินมาสร้าง Project จริง
วกมาที่เคสของผมนะครับ Partner ของผมได้ Request สิ่งที่เค้าอยากได้ครับ ว่าสิ่งที่อยากได้เป็นลักษณะประมาณนี้ ผมมีไอเดียที่จะเสริมมันไปต่อยังไง ทั้งด้านการตลาด และแผนการสร้าง Software ตัวนึงขึ้นมา
คำตอบที่ผมหาจะมาจากประสบการณ์ของผม + เสริมไปด้วยการวางแผนจาก Agent Ai (เจ้าไหนก็ได้นะ ถามๆ ไปเหอะ)
เราจึงจะได้ Concept ที่ดีที่สุดในการนำเสนอกับ Partner หรือ ลูกค้านั่นเอง และลูกค้าจะสามารถเห็นหน้าตาของ Project ของเราผ่านเจ้าตัว MVP ที่เราสร้างมันขึ้นมานี่หละครับ
***ส่วนรายละเอียดในการดีลต่างๆ ผมคงต้องขออุบไว้ก่อนนะครับ และ ui ที่ผมเอาให้ดูบางส่วนถูกปรับแก้จากงานหลักไปแล้ว


#มาสร้างproductกันซักที

10/08/2025

บทสนทนาในร้านกาแฟ ขณะ ที่ผมนั่งไถ Feeds หาเรื่องไร้สาระเรื่อยเปื่อยอ่าน หลังจากลากประชุมมามากกว่า 4 Projects เมื่อวานก่อนนอนสลบไป
มากกว่า 50% ทุกคนเร่ิมพูดถึงเครื่องมือใหม่ๆ ที่ใช้ AI โดยผมแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าบุคคลที่พูดเรื่องนี้ เค้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า สัปดาห์ที่แล้วเพิ่งชวนผมใช้เครื่องมืออีกอันอยู่เลย แต่สัปดาห์นี้เค้ามากับ "ชื่อใหม่" ที่ไฉไลกว่าเดิมแน่ๆ (ให้ตายเหอะ นี่ผมต้องศึกษาเรื่องใหม่อีกแล้วหรอ ? 🤣 ผมจะสรุปตอนท้ายให้คุณอ่านนะ ว่าจะพาคุณออกจากวังวนนี้ยังไง)
และใครก็ตามที่เริ่มเดินทางเข้าสู่กระดานเครื่องมือนับ 100 ที่มีการเปิดตัวใหม่ไม่พ้นแต่ละวัน พวกเค้าจะมาบอกเล่าให้ทุกคนฟังว่า เครื่องมือเหล่านั้นมันเจ๋งขนาดไหน ? แค่คุณจ่ายเงิน 700 บาทต่อเดือน ก็สามารถได้ผู้ช่วยเฉพาะทางในด้านนั้นๆ ทำงานแทนจนคุณแทบไม่ต้องทำอะไร หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เลย
ผมขอนิยามว่า นี่น่าจะเป็นเสรีภาพที่ถูกนิยามใหม่ โดยการจับมนุษย์เข้าไปอยู่ในกรงสีทองอร่าม ลองนึกถึงภาพแรกที่เราเริ่มสูญเสียเสรีภาพนี้กัน ผมเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นกับทุกๆ คน
เสียงหญิงสาวในเครื่องนำทางบอกให้ "เลี้ยวขวา 300 เมตรข้างหน้า" ขณะที่ผมขับรถผ่านถนนที่เคยวิ่งผ่านมานับพันครั้งในชีวิต แต่กลับไม่เคยจำได้ว่าซอยไหนเชื่อมไปไหน ไม่เคยสังเกตว่าตึกตรงมุมถนนคืออะไร ไม่เคยรู้ว่าถ้าไฟฟ้าดับและสัญญาณดาวเทียมหาย ผมจะกลับบ้านได้อย่างไร
นี่คือความจริงอันน่าตกใจของมนุษย์ยุคเรา: เราแลกความสามารถพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่กับความสะดวกสบายชั่วคราว เราไม่ได้แค่ลืมวิธีอ่านแผนที่ แต่ลืมวิธีการอ่านโลกหรือมองโลกนั่นเอง หลายคนลืมภาพคุณพ่อที่จอดถามทางคนในพื้นที่ไปเสียแล้ว ผมหลับตานึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมจอดรถถามทางผู้คนเหล่านั้น มันเกิดขึ้นตอนไหน ? และคุณรู้มั้ย ทุกครั้งที่เราถาม เราแทบจะไม่ลืมอีกเลยในครั้งถัดไป ซึ่งต่างกันมากๆ หากเราเปิด GPS (เว้นแต่เสียว่าเราจะเป็นโซโลในเรื่อง One piece อันนี้ก็ถือซะว่าอนุโลมให้ก็แล้วกัน)
ดินแดนจริง → แผนที่กระดาษ → ข้อมูลดิจิทัล → อัลกอริทึม → เสียงสั่งการ
นี่แค่ก้าวเล็กๆ แค่เปลี่ยนจากแผนที่กระดาษมาเป็นเสียงสั่งการเองนะ
เพราะตั้งแต่การสลักหินเป็นเครื่องมือ การวาดภาพในถ้ำ การประดิษฐ์ภาษา ไปจนถึงการสร้างสรรค์ศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี การสร้างคือสิ่งที่แยกเราออกจากสัตว์ คือการประทับตราของจิตวิญญาณบนวัตถุดิบของโลก
เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจะพาคุณออกจากกรงทองนี้ด้วย Concept ทางความคิดว่า
"The Cognitive Partnership: หุ้นส่วนทางปัญญา"
การเป็นหุ้นส่วนที่ดีต้องมีความเท่าเทียม ไม่ใช่การพึ่งพา คุณต้องไม่มองว่าคุณต้องการแค่จะสร้างรูปใหม่ๆ ห่วยๆ ใน 30 วินาที
แต่ให้มองว่า AI จะช่วยให้คุณสร้างภาพที่ตอบสนองความต้องการของผู้รับให้ดีที่สุดได้อย่างไร ? โดยไม่เอากรอบของเวลาเข้ามาบีบให้คุณสร้างงานห่วยๆ ออกมา
เพราะหากว่าคุณจ้องแต่จะให้ AI สร้างทุกอย่างขึ้นมาแทนคุณทั้งหมด ผมคงได้แค่บอกว่ายินดีต้อนรับสู่กรงทองที่คุณจะไม่สามารถเดินออกมาจากที่นั่นได้ตลอดไป
เหมือนกันกับการที่คุณจะลืมเส้นทางทุกครั้ง และเปิด GPS ไปสถานที่เดิมๆ ที่คุณเองก็เพิ่งเคยไปมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยขาดความมั่นใจในทุกก้าวย่างของคุณ
เราอยู่ที่จุดเปลี่ยนของวิวัฒนาการ ไม่ใช่ทางชีววิทยา แต่ทางจิตสำนึก และในจุดเปลี่ยนนี้ คำถามไม่ใช่เราจะเป็นอะไร แต่คือเราเลือกที่จะเป็นอะไร
เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ = ความสามารถในการเลือก
แม้ในโลกที่อัลกอริทึมพยายามเลือกแทนเราทุกวินาทีก็ตาม

08/08/2025

เมื่อคุณอยู่ในโลกของจุดตัด ระหว่าง Quantity และ Quality
เส้นทางที่เราจะเลือกเดิน จะเป็นอย่างไร? เมื่อทุกคนสามารถสร้าง Quality Product ในจำนวน (Quatity) ที่มากเกินที่จะจินตนาการ กับการเติบโตที่ไม่สิ้นสุดของ Agentic AI
ผู้คนสามารถสร้าง Project ได้มากมายในยุคที่ Agentic Ai แทบจะเข้ามามีบทบาทไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Video Project, Voice generator, Coding Agent หรือแม้กระทั่งงานศิลปะ (ที่ศิลปินยังไม่ยอมรับกันสักเท่าไหร่ก็เถอะ แม้ว่าวันนึงต้นไม้ใหญ่ต้นนี้อาจจะต้านแรงลมไม่ไหว .. จริงๆ อาจต้องเรียกว่าพายุหมุนซะมากกว่า)
ถ้าพูดจากมุมของชายในวัย 35 ย่าง 36 ก็คงต้องบอกว่า นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุด ทางด้านเทคโนโลยี ศิลปะ วัฒนธรรม ที่แทบจะหากลุ่มคนที่ได้เปรียบ กระโดดออกมาแล้วสร้างความแตกต่างอย่างเด่นชัดไม่ได้จริงๆ เพราะการเคลื่อนตัวและเติบโตของ AI นับวันยิ่งเติบโตแทบจะหาวิธีหยุดยั้งไม่ได้มากขึ้นทุกที
หากทุกท่านนึกไม่ออก ผมจะขอยกตัวอย่าง 1 บริษัทที่ก่อตั้งในปี 2003 และถูกซื้อกิจการก่อนเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่โดย Google ในปี 2007 บริษัทนั้นชื่อว่า
"Android"
ตอนนี้หากนึกถึง Android เชื่อว่าท่านผู้อ่านน่าจะนึกถึงแบรนด์โทรศัพท์อยู่ไม่กี่ยี่ห้อแล้วในปัจจุบัน แต่ถ้าหากย้อนกลับไปมองว่า แบรนด์ไหน หรือ ยี่ห้อใด เป็นเจ้าแรกของ Android นั้น ผมมั่นใจว่าจะไม่ใช่แบรนด์ที่ทุกท่านคิดถึงเป็นอย่างแน่นอน
"HTC Dream" คือจุดเริ่มต้นจุดแรกของระบบ Android ที่เราใช้กันอยู่ครับ และทำไมผมจึงต้องยกตัวอย่างนี้ขึ้นมากันหละ ?
เหตุผลเพราะ ผู้ชนะของตลาดที่ชื่อว่า Samsung Galaxy สร้างความแตกต่างและเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ทำให้ระบบ "Android" กระโดดเข้าไปคว้าเส้นชัยกับการถือส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 70% ในปี 2012
กว่าจะเจอผู้ชนะ พวกเค้าใช้เวลาไปมากกว่า 5 ปี เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นระบบปฏิบัติการที่กินส่วนแบ่งการตลาด และทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถสร้างสินค้าทางปัญญามากมายผ่าน Application มือถือ มาตลอด 2 ทศวรรษ และคู่แข่งผู้เดียวมาตลอดเส้นทางคือ iOS (ผมขออนุญาตไม่นับ Microsolf ที่ทำให้ Nokia ยุคสั้นๆ ยุคนึงนะครับ)
แต่เมื่อเราย้อนกลับมามอง AI หลังจากเปิดตัว ChatGpt ใน Model 3.5 หรือเรียกกันอีกแบบว่า การระเบิดตัวของ Generative AI พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยความเร็วระดับที่สามารถทำให้ NVIDIA เติบโตไปมากกว่า 239% ในปีเดียว นั่นคือปี 2023 และ OpenAI ไม่ใช่บริษัทเดียวที่กระโดดเข้ามาแข่งขัน แต่ยังมีบริษัทชั้นนำทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google หรือบริษัทในเครือของ Elon Musk อย่าง X ก็กระโดดเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งการตลาดในเหมืองทองคำบนอากาศนี้ (สำหรับลูกรักของผม Anthropic ขอเก็บไว้ในอ้อมอกอ้อมใจไว้ตรงนี้เลยละกันนะครับ)
ซึ่งส่งผลให้ ณ มิถุนายน 2025 NVIDIA ก้าวขึ้นไปเป็นเป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลก โดยทันที และถ้าหากเรานับว่าบุคคลทั่วไปสามารถใช้ AI ได้ เปรียบให้เท่ากับเราใช้ Android ได้เป็นครั้งแรก พวกเค้าใช้เวลาน้อยนิดเหลือเกินในการก้าวเข้ามาขย่มทุกภาคพื้นอุตสาหกรรม ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยซักครั้งในโลกนี้
คำถามคือ เราจะหาจุดตัดในโลกที่รวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร ?
และงานฝีมือทุกอย่างที่เน้น Quality จะถูก "ตีเนียนแสร้งว่าทำเหมือน" ด้วย Speed ความเร็วที่มนุษย์เราเองก็ยังคาดการณ์กันยังไม่ได้ หรือตอบอีกนัยนึงว่า "เรายังหาคำตอบของความเร็วนี้ไม่เจอ"
งานเขียนยังจะถูกสรรค์สร้างขึ้นด้วยความละเมียดละไมหรือไม่ ? ถ้าผมแค่บอกให้ prompt เขียนมันออกมาด้วย Tone แบบนี้
หรือการนำเอางานเขียนที่ตัวเองชอบไปทำการ Rag(Retrieval-Augmented Generation) แล้วเขียนออกมาจนแทบแยกไม่ออกว่า นี่มันงานเขียนของใครกันวะ ? (สมมุติผมตั้งนามปากกาว่า "นิ้วโป้ง" โดยไปก๊อปงานพี่นิ้วกลมมาซัก 5 เล่มแล้วเขียนให้เหมือนพี่เค้าไปเลย)
หนังสือที่เราจะได้อ่านหลังศตวรรษที่ 21 จะถูกเขียนโดยมนุษย์ซักกี่ % ต่อหนังสือ 1 เล่ม
หรือเราจะเปลี่ยนโครงสร้างการเรียนรู้จากการอ่านเป็นอย่างอื่น ?
จุดตัดที่สำคัญจุดนี้ อาจจะเป็นจุดแยกสำคัญของเรานะครับ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารออกไปผ่านบทความนี้
"มนุษย์จะก้าวนำ AI หนึ่งก้าวเสมอ หากเราใช้ AI เป็นผู้ช่วยให้เราเดินไปข้างหน้า"
โดยสิ่งสำคัญที่ AI ยังทำไม่ได้เอง อย่างน้อยๆ ก็ใน 5 ปีนี้คือ
พวกเค้าเดินไปหาคนที่มีปัญหาเอง ?
เสนอแนวทางการแก้ปัญหาให้เอง ?
ทำการเสนอราคาเอง ?
วาดภาพที่ผู้คนอยากเห็นและขายได้เอง ?
ยังทำไม่ได้แน่ๆ
เพราะเมื่อทุกบริษัทยังห้ำหั่นหาผู้ชนะแบบนี้ AI ยังจะเป็นได้มากที่สุดคือ "Agent" และเรากำลังจะได้ Agent หรือผู้ช่วยที่ดีที่สุด หรืออาจะดีได้มากกว่า Jarvis ในภาพยนต์เรื่อง Ironman ซะอีก
การสร้าง Product, งานเขียน, งานเพลง, งานศิลปะ, ครู หรือ ผู้ช่วยที่ไม่ต้องหลับต้องนอน ก็น่าจะเป็นห้วงเวลาที่ดีที่สุดแล้ว ณ ขณะนี้
หากคุณยังมัวอุดอู้อยู่หรือวิตกกังวลเกี่ยวกับ AI จะมาแทนคนหรือไม่ ?
เราจะตกงานเพราะ AI หรือไม่ ?
ผมกลับอยากจะกระซิบบอกคุณเหลือเกินว่า... คุณจะสามารถสร้างสรรพสิ่งที่เกินจินตนาการของคุณจะสามารถคิดได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Prompt และให้ AI เป็นผู้ช่วยให้คุณสามารถสร้างชิ้นงานคุณภาพ (Quality Product) หรือให้เรียกอีกอย่างนึงว่า "Master Piece" ได้ อย่างน้อยๆ ก็ยังอยู่ภายในช่วงอายุของเรานี่หละครับ
หากอ่านแล้วชอบ รบกวนกดไลค์กดแชร์กันได้นะครับ
บทความถัดไป ผมจะมาช่วยให้ทุกท่านแกะและแงะ การสร้าง Product ด้วย AI แบบจริงๆ จังๆ ไม่ใช่แค่มากด "สร้างรูป" , "สร้างเพลง" , "เน้นเร็ว เน้นไว" "5 นาทีจบ"

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok