Aequitas

Aequitas

ความคิดเห็น

พูดจาภาษาทนาย

โดย อาจารย์ยุทธชัย วิธีกล

อาจารย์พิเศษวิชาการแปลตัวบทประเภทกฏหมาย ศูนย์การแปลและการล่ามเฉลิมพระเกียรติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เผยแพร่ในเพจ Chalermprakiat Center of Translation and Interpretation - CCTI และ Aequitas

ตอนที่ 5: “Word of Obligation – SHALL WE?”

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปสองเดือน ยังสบายดีอยู่นะครับ ช่วงนี้ฉีดวัคซีนครบแล้วก็ยังต้องระวังโควิดกันด้วยครับ ต้องขออภัยที่ไม่ได้ลงเนื้อหาบ่อยเท่าที่ควร หวังว่ายังไม่ลืมกัน

หัวข้อวันนี้เกี่ยวกับ Word of Obligation ซึ่งเป็นเรื่องการใช้ภาษากฎหมายที่สำคัญ จะมองว่าเกือบจะที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

การเขียนภาษาเพื่อกำหนดหน้าที่ (To impose an obligation) ทั้งในบทบัญญัติทางกฎหมายและในสัญญาเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของบุคคล ผู้ที่กฎหมายหรือสัญญากำหนดให้ “มีหน้าที่” อยู่ในบังคับต้องกระทำการบางอย่าง และอาจเกิดความรับผิด หรือผลร้ายได้หากไม่ทำหน้าที่ดังกล่าว

ดังนั้น การใช้ภาษาเพื่อกำหนดหน้าที่ ผู้ใช้ต้องระมัดระวังให้ภาษาถูกต้องแม่นยำ ไม่สามารถแปลความได้หลายทาง หรือแปลความผิดไปจากเจตนารมณ์ของผู้เขียน ภาษากำหนดหน้าที่ยังเป็นคุณลักษณะเด่นที่ทำให้ภาษากฎหมายแตกต่างจากทำเนียบภาษา (Register) อื่น ๆ ตรงที่ว่าตัวภาษามี “สภาพบังคับ” น้ำเสียงของภาษามีความขึงขังจริงจังและมีลักษณะของการใช้อำนาจเหนือ (Authoritative Tone)

ตอนที่เริ่มทำงานเอกสารกฎหมายภาษาอังกฤษ ผมสนใจการใช้คำบอกภาษากำหนดหน้าที่ (Word of Obligation) คำหนึ่งมาก นั่นคือ “Shall” เห็นว่าคำนี้เป็นคำที่ทำให้เอกสารนั้น ๆ ฟังดูเป็นภาษากฎหมาย แตกต่างจากเอกสารประเภทอื่น ๆ ถ้าเราอ่านข้อความอะไรแล้วมีคำว่า Shall เราก็จะนึกไปว่า อ้อ ผู้เขียนน่าจะเป็นทนาย หรือเอกสารนั้นน่าจะเป็น หรือเกี่ยวข้องตัวบทกฎหมาย หรือสัญญาแน่ ๆ

สมัยนั้นเวลาแปลเอกสารกฎหมาย ก็จะใช้ Shall ตลอดเพราะคิดว่าคำนี้มันให้ Sense ของการบังคับบัญชา นอกจากนี้ ยังดูขึงขัง ดูเป็นทางการและศักดิ์สิทธิ์ดี ถ้าไม่ใช้คำนี้ เอกสารนั้นก็จะไม่มีค่าบังคับ หรือไม่มีความเป็นเอกสารกำหมาย ความคิดนี้ถูกต้องเพียงบางส่วนครับ

ปัจจุบัน นักกฎหมายและนักภาษาที่เชี่ยวชาญในเรื่อง Legal/ Legislative Drafting จำนวนมากเห็นตรงกันว่า คำว่า Shall นั้น เป็นคำที่มีปัญหาในการใช้งานมาก คำนี้มีความหมายหลักอย่างที่คนทั่วไปทั้งในวงการและนอกวงการเข้าใจกัน คือ เป็นคำกำหนดหน้าที่ และสั่งการบังคับบัญชา (To impose an obligation or to give command)

ถ้าในทางภาษาอังกฤษ เราก็จะเรียกคำเจ้าปัญหานี้ว่า Modal Verb หรือคำกริยาช่วย ใช้ประกอบคำกริยาหลัก เพื่อแสดง Imperative Mood หรือการทำให้เป็นประโยคคำสั่ง แต่ว่าในความเป็นจริง นอกจากความหมายหลักซึ่งเป็นการกำหนดหน้าที่แล้ว คำว่า Shall ยังใช้เพื่อบอกความหมายด้านอื่น ๆ อีก เราลองดูตัวอย่างนี้กันครับ

Party A shall notify Party B in writing, of any infringement, imitation, passing off or use of the Service Marks by any third party. Party A, as Licensee, shall have the right to decide whether or not proceedings shall be brought by Party A against any such third party.

ในประโยคนี้ เราเห็นการใช้ Shall 3 ที่ด้วยกัน คือ

1. Party A shall notify Party B in writing...
ให้ Party A แจ้งให้ Party B ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ...

2. Party A, as Licensee, shall have the right to decide…
Party A มีสิทธิพิจารณาว่า ...

3. Whether or not proceedings shall be brought by Party A against any such third party
Party A จะดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกนั้นหรือไม่

ประโยคที่ยกมานี้ชี้ให้เห็นว่า คำว่า Shall คำเดียวแต่ใช้ถึง 3 บริบท และมิได้ใช้เพื่อกำหนดหน้าที่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เราเข้าใจกัน

บริบทที่ 1 ใช้เพื่อกำหนดหน้าที่แก่ Party A ให้ต้องแจ้ง Party B ทราบ เป็นประโยคเดียวที่ใช้ Shall ได้ถูกต้อง แปลว่า Party A has a duty to notify Party B. นั่นคือ Party A “ต้อง” แจ้งให้ Party B ทราบ

บริบทที่ 2 ดูเหมือนจะกำหนดเป็นหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เนื้อความควรจะเป็น “สิทธิ” ของ Party A มากกว่า กล่าวคือ Party A มีสิทธิที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ คำว่า Shall ในประโยคนี้ ใช้ไม่ถูกต้องเนื่องจากใช้ปะปนกับ “สิทธิ”

บริบทที่ 3 เนื้อความไม่ควรเป็นหน้าที่ แต่สื่อความเชิงอนาคต (Futurity) มีความหมายว่า การดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกนั้น เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ถ้า Party A เลือกที่จะใช้สิทธินั้น)

ภาษากฎหมายต้องการความแน่นอน คำหนึ่งคำเมื่อใช้ในเอกสาร ควรมีความหมายได้เพียงอย่างเดียว คำว่า Shall เมื่อใช้ในเอกสารทางกฎหมาย ควรมีเพียงความหมายเดียว คือใช้เพื่อ “กำหนดหน้าที่” แปลว่า Someone ‘has a duty to’ do something. ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นทำให้เห็นปัญหาการใช้ Shall ว่าทำให้เกิดความกำกวมในเอกสาร บางสำนักถึงกับให้เลิกใช้คำนี้เพื่อกำหนดหน้าที่

ถ้าไม่ใช้ Shall แล้วเราจะใช้คำอะไรเพื่อกำหนดหน้าที่

ปัจจุบัน ตัวบทกฎหมายภาษาอังกฤษ รวมทั้งแนวทางการร่างกฎหมายภาษาอังกฤษแบบ Plain English กำหนดให้ใช้คำว่า Must เป็นคำกำหนดหน้าที่แทนคำว่า Shall เนื่องจาก Shall แปลความได้หลากหลายมากกว่าการกำหนดหน้าที่ ในขณะที่ Must แปลความหมายได้เพียงอย่างเดียวคือเป็นหน้าที่

นอกจากนี้ Shall ยังทำให้ภาษามีกลิ่นรสของความโบราณ (Archaism) โดยที่ไม่จำเป็น

ถ้าเราลองพลิกดูพระราชบัญญัติในยุคหลัง ๆ ของสหราชอาณาจักร จะเห็นว่าบทบัญญัติต่าง ๆ หากมีเนื้อความกำหนด “หน้าที่” ให้บุคคล “ต้องดำเนินการ” อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะใช้คำว่า Must แทนคำว่า Shall ในทุกกรณี
ดังนั้น จะว่า Must เป็นคำบ้าน ๆ ห้วน ไม่สุภาพ และไม่เป็นทางการก็คงไม่ได้แล้วนะครับ เพราะแม้ในบทบัญญัติกฎหมายก็ใช้

นอกจากการใช้ภาษาเพื่อกำหนดหน้าที่แล้ว หากประโยคนั้นมิได้ “กำหนดหน้าที่” แก่ใคร ก็ไม่ต้องใช้ Must หรือ Shall ให้ยุ่งยากใจ

ถ้าจะอธิบายด้วยหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ก็คงกล่าวได้ว่า ในบทบัญญัติทางกฎหมาย หรือในสัญญา ไม่ใช่ทุกประโยคที่จะต้องเป็นประโยคคำสั่ง (Imperative Mood) ซึ่งต้องใช้กริยาช่วย Must หรือ Shall
บางประโยคเป็นเพียงการแถลงข้อเท็จจริง (Declaration) หรือการวางหลักเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการใช้เอกสาร (Policy) ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวมิได้บังคับเป็นหน้าที่แก่ใครที่จะต้องดำเนินการอย่างใดเป็นการเฉพาะ ไม่เกิดความรับผิด หรือผลร้ายทางกฎหมาย ประโยคที่มีลักษณะเป็นการแถลงข้อเท็จจริง (Declaration) เกี่ยวกับหลักการ หรือหลักเกณฑ์การใช้เอกสาร (Policy) ดังกล่าว สามารถแสดงออกในภาษาอังกฤษได้โดยไม่ต้องใช้กริยาช่วย (Modal Verbs) อย่าง Must หรือ Shall แต่แสดงออกโดยใช้ Indicative Mood ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น

This section applies to a company whose shares are admitted to trading on a regulated market (Section 146 (1) UK Companies Act 2006)
แปลว่า มาตรานี้ใช้บังคับแก่บริษัทที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดที่มีการควบคุม
ประโยคนี้ คำกริยา “apply” ใช้ใน Indicative Mood หรือประโยคบอกเล่าธรรมดา ไม่ใช้กริยาช่วย Must หรือ Shall เนื่องจากมิได้กำหนด “เป็นหน้าที่” ให้ใครต้องทำอะไร

บ่อยครั้ง เราจะเห็นการใช้ Shall ในประโยคลักษณะเดียวกันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำแปลภาษาอังกฤษจากกฎหมายไทย ลองสังเกต “shall apply” ในประโยคตัวอย่างนี้

Section 15, paragraph three and paragraph four shall apply to the appointment of committee members under paragraph two mutatis mutandis.

ข้อความภาษาอังกฤษนี้ แปลมาจากภาษาไทย คือ “ให้นำมาตรา 15 วรรคสามและวรรคสี่มาใช้บังคับแก่การแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างตามวรรคสองโดยอนุโลม” (คำแปลภาษาอังกฤษพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518)

ประโยคนี้สามารถเขียนเป็น Indicative Mood ได้เลย โดยตัด Shall ออก เนื่องจากประโยคนี้ Shall ไม่สามารถแปลว่า Section 15 “has a duty to” apply to the appointment…

ผมเข้าใจว่าผู้แปลใช้คำว่า Shall เนื่องจากเห็นคำว่า “ให้” ในภาษาไทยซึ่งมีน้ำเสียงของการบังคับบัญชา จึงคิดว่ายังต้องใช้ Shall เพื่อให้มีสภาพบังคับอย่างเดียวกัน ลีลาภาษากฎหมายไทยนิยมใช้คำว่า “ให้” เพราะมาจากประโยคเต็มที่ว่า “กฎหมาย” เป็นผู้สั่งให้สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หรือสั่งให้บุคคลต่าง ๆ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากนี้ ในภาษาโบราณก็จะใช้ว่า “ท่านให้” ดังนั้น ถ้ามองอย่างนี้ คำว่า “ให้” ในภาษากฎหมายไทยจึงดูจะมีน้ำเสียง Authoritative นักแปลเมื่อพบคำดังกล่าว จึงอดไม่ได้ที่จะต้องใช้คำว่า Shall เพื่อให้ได้น้ำเสียงอย่างเดียวกัน

แต่การแสดงออกทางภาษาอังกฤษไม่เหมือนภาษาไทย

ในภาษาอังกฤษ คำต่าง ๆ ที่ปรากฏในตัวบทกฎหมาย หรือแม้แต่สัญญา ถือเป็น Speech Act ที่ตัวมันเองสร้างผลทางกฎหมาย (ผลบังคับ) ได้เอง (Self-Executing) มีคำกล่าวว่า “A document, legislation or rule is self-executing. If it says something ‘is’, it is.” ซึ่งแปลว่า เอกสาร บทบัญญัติทางกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มีสภาพบังคับในตัวของมันเอง ถ้าเอกสารนั้นบอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นอะไร สิ่งนั้นก็เป็นอย่างนั้น

การที่บทบัญญัติมาตรา 146 (1) แห่ง Companies Act 2006 ใช้ถ้อยคำว่า This section applies to a company … ข้อความนี้ก็มีสภาพบังคับอยู่ในตัว มีผลให้บริษัทใดก็ตามที่เข้าข่ายตามมาตราดังกล่าวก็จะต้องอยู่ “ภายใต้บังคับ” แห่งมาตรานั้น ไม่ว่าจะมี หรือไม่มีคำว่า Shall อันเป็นคำบังคับก็ตาม

อีกตัวอย่างหนึ่ง ประโยคที่ว่า In this section “employment” means any employment under a director’s service contract. (Section 188 (7) UK Companies Act 2006) คำว่า Means ใช้ใน Indicative Mood โดยไม่ต้องมีกริยาช่วย Shall ก็มีสภาพบังคับตามกฎหมายว่าเมื่อเราเจอคำว่า “employment” ก็ให้มีความหมายว่าการจ้างงานตามสัญญาของกรรมการ แปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ลองเปรียบเทียบคำแปลภาษาอังกฤษจากกฎหมายไทยอย่างที่นิยมแปลกันว่า shall mean

เมื่อกฎหมายหรือสัญญาบอกว่าสิ่งนี้แปลว่าสิ่งนี้ เราก็ต้องแปลความอย่างนั้น แม้ว่าจะไม่มีคำบังคับ Shall ก็ตาม

ต่อไปเวลาเขียน หรือแปลประโยคภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะใช้ Shall เปรอะไปหมดในทุกประโยค ลองถามตัวเองว่า ประโยคนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อ Impose obligation หรือกำหนดหน้าที่ให้ใครต้องทำอะไรหรือไม่ ถ้าใช่ก็ใช้ Shall ได้

หลักเกณฑ์ง่าย ๆ คือ ลองใช้สำนวน “has a duty to” ไปแทนที่ Shall แล้วลองดูว่าความหมายประหลาดหรือไม่ เช่นประโยคว่า Party A shall have the right to do something. ประโยคนี้ประหลาด เพราะเขียนปนกันระหว่าง “หน้าที่” และ “สิทธิ” ตกลงว่าจะมีสิทธิ หรือมีหน้าที่ที่จะมีสิทธิ

และอย่าลืมว่า คนที่จะมีหน้าที่ “Has the duty to” ตามหลักการธรรมชาติ ควรจะต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ที่มีความสามารถตามกฎหมายที่จะถือเอา “สิทธิ” รับ “หน้าที่” และ “ความรับผิด” ได้ สัตว์และสิ่งของ รวมทั้งนามธรรมต่าง ๆ เข้าถือเอา “สิทธิ” หรือรับ “หน้าที่” และ “ความรับผิด” ไม่ได้ สุดท้าย เมื่อใช้ Shall แล้วก็ต้องใช้ให้สม่ำเสมอตลอดทั้งเอกสารเพื่อสื่อความหมายนั้น ๆ อย่าใช้สลับไปมาระหว่าง Must และ Shall ครับ

อ้างอิง:
(1) Legal, Legislative, and Rule Drafting in Plain English, Robert J. Martineau, Michael B. Salerno
(2) Guidelines for Drafting and Editing Legislation, Bryan A. Garner
พูดจาภาษาทนาย
โดย อาจารย์ยุทธชัย วิธีกล
อาจารย์พิเศษวิชาการแปลตัวบทประเภทกฏหมาย ศูนย์การแปลและการล่ามเฉลิมพระเกียยรติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เผยแพร่ในเพจ Chalermprakiat Center of Translation and Interpretation - CCTI และ Aequitas

ตอนที่ 4: Working Words and Glue Words*

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์การเขียนภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย จะว่าไปแนวทางการเขียนภาษาอังกฤษในคอลัมน์นี้ก็ใช้ได้กับการเขียนภาษาอังกฤษทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะแต่การเขียนแนวกฎหมายเท่านั้น เนื่องจากแนวการเขียนภาษาอังกฤษในคอลัมน์นี้มุ่งให้ได้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาเขียนที่บรรลุวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่สำคัญ 4 ประการ คือ

1. ความชัดเจน (Clarity)
2. ความกระชับรัดกุม (Conciseness)
3. ความเที่ยงตรงแม่นยำตรงกับความหมายที่ต้องการสื่อสาร (Precision) และ
4. อ่านง่าย (Readability)

ที่ว่าน่าจะเหมาะกับนักกฎหมายเป็นพิเศษคงเป็นเพราะทุกคนคงเห็นตรงกันว่า ภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมายนั้นอ่านยาก ประโยคยาว ใช้คำซับซ้อน มีภาษาเป็นของตัวเอง ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า บ่อยครั้งนักกฎหมายก็เขียนภาษาอังกฤษให้อ่านยากโดยไม่จำเป็น บางประโยคก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องเขียนให้ยาวเวิ่นเว้อถึงเพียงนั้น แม้จะเขียนภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมาย ก็เขียนให้อ่านง่ายได้ และที่สำคัญ ยังคงความหมาย (Substance) ที่สำคัญของกฎหมาย ทั้งในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดได้ครบถ้วน
วันนี้จะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการทำให้ประโยคทางกฎหมายอ่านง่ายด้วยการลดทอนคำที่ไม่จำเป็นในประโยคลงครับ ผลที่ได้ก็คือประโยคทางกฎหมายจะสั้นและกระชับ ใช้คำไม่เปลือง

ผู้อ่านไม่ต้องเจอกับประโยคยาว ๆ อย่างที่คุ้นเคยกัน การทำให้ประโยคสั้นมีผลต่อการทำความเข้าใจข้อความเนื่องจากผู้อ่านได้รับสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ในทันที กวาดตาไปรอบแรกก็เห็น “คำสำคัญ” ของประโยคว่า “ใคร” “ทำอะไร” ได้ในทันที ไม่ต้องไล่สายตาจากซ้ายไปขวาจนถึงสี่ห้ารอบ (เช่นในกรณีที่หนึ่งประโยคมีสามบรรทัด ก็ต้องกวาดสายตาซ้าย - ขวาไปสามรอบ) จึงจะจบประโยคและได้สารสำคัญนั้น

วิธีการหนึ่งที่ทำให้ประโยคภาษาอังกฤษทางกฎหมายของเราสื่อสารได้กระชับ คือการทำความรู้จักกับ Working Words และ Glue Words คำสองประเภทนี้ หลายท่านอาจคุ้นเคยแล้ว มีอีกชื่อเรียกคือ Content Words และ Function Words

ในประโยคภาษาอังกฤษแต่ละประโยค เราแบ่งประเภทของคำในประโยคนั้นออกได้เป็นประเภทหลัก ๆ สองประเภท คือ

1. Working Words หรือ Content Words
คำประเภทนี้เป็นคำที่แสดงความหมายสำคัญของประโยค บอกเล่าเรื่องราว และ action ของประโยค คำที่ถือเป็น Working Words ได้แก่ คำนาม (Noun) คำกริยา (Verb) คำคุณศัพท์ (Adjective) และคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ใช้ตอบคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ฯลฯ อย่างที่เราเรียนมาตอนเด็ก ๆ
2. Glue Words หรือ Function Words หรือจะเรียกว่า Grammatical Words ก็ได้
คำประเภทนี้ไม่ได้มีความหมาย หรือสารสำคัญในตัวเองเทียบเท่ากับ Working Words หรือ Content Words หน้าที่ของมันคือเพื่อช่วยให้ Working Words สื่อความหมายได้ดียิ่งขึ้น ต่อเนื่องกันมากขึ้น และทำให้ประโยคร้อยเรียงกันได้ตามหลักไวยากรณ์ (ทำหน้าที่คล้ายกาวของประโยค) Glue Words เช่น บุพบท (Preposition) สันธาน (Conjunction) กริยาช่วย (Auxiliary Verb) และคำนำหน้านาม (Articles) เป็นต้น
ประโยคที่ดีคือประโยคที่มีจำนวน Working Words ที่เหมาะสมที่จะสื่อความหมายที่ต้องการ และมีสัดส่วนมากกว่าคำ Glue Words ประโยคที่ไม่ดี คือประโยคที่มี Working Words น้อยกว่า Glue Words แม้ประโยคจะยาว แต่หากประโยคนั้นมีแต่ Glue Words ประโยคนั้นก็จะมีแต่น้ำ มีเนื้อไม่พอให้กินอิ่ม

ลองดูประโยคนี้กัน
In a case where the Agreement is terminated by the Parties, a notice of termination in writing must be given by the party terminating the Agreement to the other party within 30 days prior to the effective date of the termination.

ประโยคนี้เกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญา กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายที่ต้องการบอกเลิกสัญญาต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งการบอกเลิกสัญญาแก่คู่สัญญาอีกฝ่าย มีกำหนด 30 วันก่อนวันที่การบอกเลิกสัญญาจะมีผล

ประโยคนี้มีความยาว 43 คำ ประกอบด้วย Working Words เพียง 19 คำ ที่เหลือ 24 คำเป็น Glue Words สัดส่วนของ Working Words ต่อ Glue Words น่าตกใจมาก
ประโยคนี้มีปัญหาคือใช้คำเปลือง ทำให้ประโยคยาวมาก
เราสามารถพูดเรื่องเดียวกัน แต่ใช้คำน้อยกว่า และให้มี Working Words มากกว่าได้ดังนี้

If the Parties terminate the Agreement, the terminating party must provide the other party with a written termination notice at least 30 days before the termination takes effect.

ประโยคนี้ลดจำนวนลงคำเหลือเพียง 28 คำ ลดลงจากเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง ในจำนวนนี้ มีคำ Working Words 17 คำ ในขณะที่ Glue Words ลดลงเหลือเพียง 11 คำจากเดิม 24 คำ เรามาดูกันว่าอะไรหายไปบ้าง

เดิม: In a case where
ใหม่: If
เหตุผล: ความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำน้อยกว่า ให้ใช้ if แทน in a case where/ in the event that/ in a case of สำนวนพวกนี้นักกฎหมายนิยมใช้กันมาก ปัญหาคือใช้คำเยอะ ยืดยาด ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ สำนวนเหล่านี้ใช้ในความหมายเหมือนกัน คือใช้นำหน้าประโยคใจความรองเพื่อตั้งเงื่อนไข หรือพูดถึงกรณีที่จะบังคับตามประโยคหลัก

เดิม: …the Agreement is terminated by the Party
ใหม่: the Parties terminate the Agreement

เหตุผล: การเขียนประโยคในรูป Passive Voice ใช้คำเยอะกว่าประโยค Active Voice เนื่องจากต้องมี Verb to Be + Verb หลักที่อยู่ในรูป -ed และมีบุพบท By เท่ากับว่าเรามี Glue Words ที่ไม่จำเป็นถึง 2 คำ คือ Verb to Be และ By นอกจากนี้ การเขียน Active Voice ยังทำให้ประโยคตรงไปตรงมามากกว่า เรารู้ได้เลยว่าใครบอกเลิกสัญญา ลำดับความดังกล่าวเป็นลำดับความตามปกติที่คนเราจะนึกถึง หากเปรียบเทียบกับลำดับความแบบ Passive Voice ว่า “อะไรถูกทำโดยใคร”

เดิม: a notice of termination in writing
ใหม่: a written termination notice

เหตุผล: พยายามลด of-phrase เช่นในประโยคเดิมใช้ว่า “a notice ‘of termination’ ส่วนที่เป็น ‘of termination’ นี้เรียกว่า of-phrase เราปรับ of termination ให้ไปตั้งอยู่หน้า notice เพื่อทำหน้าที่ขยาย notice เลย ได้ความหมายเหมือนกัน และสามารถตัด Glue Words ‘of’ ออกไปได้ นอกจากนี้ ยังปรับวลี ‘in writing’ ให้เป็น written แล้วนำไปตั้งหน้าคำนามเพื่อทำหน้าที่ขยายคำนามได้เช่นกัน ดังนี้ ก็จะตัด Glue Word ‘in’ ออกไปได้

เดิม: No less than 30 days
ใหม่: At least 30 days

เหตุผล: No less than ใช้ 3 คำ ในขณะที่ at least ใช้เพียง 2 คำแต่สื่อความหมายได้เหมือนกัน

เดิม: Prior to
ใหม่: before

เหตุผล: เช่นกัน Prior to มีความหมายว่า before ที่ใช้เพียงแค่คำเดียว
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างการลดทอนคำ Glue Words ในประโยค และทำให้ประโยคมีสัดส่วนจำนวน Working Words มากกว่า Glue Words เพื่อให้ใช้คำน้อยลง ผลที่ได้คือประโยคกระชับหนักแน่น สื่อความหมายได้ตรงไปตรงมา หลักการคือพยายามเปลี่ยน Clauses ให้เป็น Phrases และ
เปลี่ยน Phrases ให้เป็น Single Words เท่าที่ทำได้และยังคงความหมายดั้งเดิม และประโยคยังถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

ที่น่าสนใจคือการลดรูป of-phrase ให้เหลือเป็น Single Words เช่น เปลี่ยนจาก of termination ให้เหลือเป็น termination คำเดียวแล้วนำไปตั้งไว้หน้าคำนามเพื่อทำหน้าที่คล้าย Adjective ขยายคำนามนั้น หรือการเปลี่ยน of + Noun ที่แสดงความเป็นเจ้าของ แล้วใช้เครื่องหมาย Apostrophe S แทน ก็จะทำให้ประโยคสั้นลงได้เช่นกัน เช่น

เดิม ...and must be delivered into the office of the Secretary of State
แก้เป็น ...and must be delivered to the Secretary of State’s office.

เรามาลองปรับการเขียนแบบเดิมกันดูครับ พยายามตั้งคำถามกับนิสัยการเขียนของเราว่า เราติดเขียนประโยคยาวหรือไม่ มีทางเลือกอื่นที่ใช้คำน้อยกว่า ตรงไปตรงมากว่า และกระชับกว่า แต่ยังได้ใจความเท่าเดิมหรือไม่
วลีที่ว่า In a case where หรือ In the event that อาจจะทำให้ข้อเขียนของเราอ่านดูแล้วเป็นทางการ และดูเก๋ ผู้อ่านอาจจะเดาออกว่าประโยคแบบนี้ทนายความเขียนแน่ ๆ แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าประโยคนั้นอ่านยากขึ้นและรุงรัง ลองนึกถึงว่าเราสร้างเก้าอี้ขึ้นมาสักตัวหนึ่ง Working Words คือชิ้นส่วนสำคัญของเก้าอี้ที่จะทำให้เก้าอี้นั่งได้ มีความเป็นเก้าอี้ และสวยงาม ส่วน Glue Words คือกาว หรือตะปูที่ใช้เชื่อมชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หากเก้าอี้นั้นมีแต่รอยต่อรอยเชื่อม มีตะปูและรอยต่อตามจุดต่าง ๆ เต็มไปหมด แน่นอนว่าเก้าอี้นั้นน่าจะนั่งไม่สบาย ไม่มั่นคง และดูไม่เก๋

From Plain English for Lawyers by Richard C. Wydick and Amy E. Sloan

A personal blog to share knowledge about legal English, the language of the law, and legal translati

Photos from Aequitas's post 02/06/2023

ปิดคอร์ส Plain Legal English สำหรับบุคคลภายนอก ของศูนย์การแปลและการล่ามเฉลิมพระเกียรติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วัตถุประสงค์การเรียนรู้สำหรับหลักสูตรนี้คือเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษในงานเขียนด้านกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ตามแนวทาง Plain English ที่ปัจจุบันใช้ในการยกร่างกฎหมาย (Legislative Drafting) และการร่างสัญญา (Contract Drafting) เพื่อให้การใช้ภาษาอังกฤษมีความชัดเจน (Clarity) กระชับรัดกุม (Concision) ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของผู้สื่อสาร (Precision) และอ่านเข้าใจง่าย (Readability) หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาอังกฤษแบบโบราณ (Legalese) ในการเขียนงานด้านกฎหมายเนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาการสื่อสารหลายประการ เช่น กำกวม เยิ่นเย้อ และอ่านเข้าใจยาก

ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทการสื่อสารทางกฎหมาย เช่น การอ่านทำความเข้าใจบทบัญญัติกฎหมาย และสัญญาภาษาอังกฤษ การเขียนประโยคทางกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษ ตลอดจนการแปลเอกสารกฎหมาย

หลักสูตรที่จะเปิดสอนต่อไปเป็นวิชาการแปลเอกสารกฎหมาย (Legal Translation) และภาษาอังกฤษสำหรับการร่างและการตรวจแก้ภาษาในสัญญา (English for Contract Drafting and Editing) ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์หลักสูตรได้จากเว็บไซต์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

29/11/2022

สำหรับผู้สนใจภาษาในเอกสารกฎหมายครับ

“ภาษากฎหมายทำไมเข้าใจยาก🧐”

…ภาษากฎหมายยาก และยากเกินเหตุจริงไหม? 😱
ผลของการที่เข้าใจยากคืออะไร? ทำเกิดปัญหาทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ อาทิ ภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไรในเอกสารทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวกฎหมายเอง อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ หรือว่าเอกสารทางกฎหมายอื่น ๆ เราจะมาไขข้อสงสัยเรื่องความเข้าใจภาษากฎหมายว่าทำไมต้องซับซ้อนกันทั้งในเชิงภาษาศาสตร์และเชิงนิติศาสตร์🔍⚖️

📌ช่องทาง: FB Live Nitihub และ ประชาไท Prachatai.com

📌วัน-เวลา: 14 มกราคม 2566 เวลา 20.00-21.30 น.

📌วิทยากร
1.อาจารย์ยุทธชัย วิธีกล
อาจารย์พิเศษ วิชาการแปลตัวบทประเภทกฎหมาย และ วิชาภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมาย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2.อาจารย์ นันทน อินทนนท์
ทนายความหุ้นส่วนบริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

3.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สัจจวัตน์ เรืองกาญจน์กุล
อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดำเนินรายการโดย
ภีม Nitihub

#ภาษากฎหมาย

19/07/2022

ฝากประชาสัมพันธ์สำหรับผู้ที่สนใจวิชาภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมายครับ

🌟 เปิดรับสมัครคอร์สเรียนภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมาย (Plain Legal English)

ภาษาอังกฤษที่ใช้ในบริบททางกฎหมาย (Legal Domain) มีลักษณะสำคัญเฉพาะหรือทำเนียบภาษา (Register) แตกต่างจากการใช้ภาษาอังกฤษทั่วไปทั้งในระดับคำ ระดับวลี ระดับประโยค และระดับเหนือประโยค ดังนั้น การอ่านและเขียนภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารในวิชาชีพกฎหมาย นอกจากผู้ใช้ภาษาจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษทั่วไปขั้นพื้นฐานแล้ว ยังต้องเข้าใจเกี่ยวกับทำเนียบภาษากฎหมาย (Legal Register) ของภาษาอังกฤษด้วยเพื่อให้การเขียนเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมายนั้นมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใช้ภาษายังควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการใช้ภาษาอังกฤษแบบ Plain English ซึ่งเป็นแนวทางการใช้ภาษาอังกฤษที่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลสำหรับวงวิชาชีพกฎหมาย

วิชาภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมาย (Plain Legal English) สำหรับบุคคลภายนอกนี้มุ่งเสนอศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษที่สำคัญในบริบททางกฎหมาย หลักไวยากรณ์และโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ ตลอดจนข้อควรพิจารณาที่สำคัญสำหรับการเขียนและแปลในบริบททางกฎหมายตามแนวทาง Plain English และตัวอย่างลักษณะที่สำคัญของการใช้ภาษาอังกฤษในเอกสารกฎหมายประเภทต่างๆ เช่น การแปลบทบัญญัติของกฎหมายไทยเป็นภาษาอังกฤษ การเขียนความเห็นและคำแนะนำทางกฎหมาย ตลอดจนการร่างนิติกรรมสัญญาเป็นภาษาอังกฤษ

ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 กันยายน ถึงวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2565 เวลา 13.00 - 16.00 น. รวมทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง

👨‍🏫 เรียนที่คณะอักษรศาสตร์ รับจำนวน 30 ท่าน

💸 ราคา 7,500 บาท

>> เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 22 สิงหาคม 2565
สมัครได้ที่ https://www.arts.chula.ac.th/~asc/main/
(ผู้สมัครลงทะเบียนก่อนสมัคร)

16/03/2022

พูดจาภาษาทนาย

ตอนที่ 5: “Word of Obligation – SHALL WE?”

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปสองเดือน ยังสบายดีอยู่นะครับ ช่วงนี้ฉีดวัคซีนครบแล้วก็ยังต้องระวังโควิดกันด้วยครับ ต้องขออภัยที่ไม่ได้ลงเนื้อหาบ่อยเท่าที่ควร หวังว่ายังไม่ลืมกัน

หัวข้อวันนี้เกี่ยวกับ Word of Obligation ซึ่งเป็นเรื่องการใช้ภาษากฎหมายที่สำคัญ จะมองว่าเกือบจะที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

การเขียนภาษาเพื่อกำหนดหน้าที่ (To impose an obligation) ทั้งในบทบัญญัติทางกฎหมายและในสัญญาเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของบุคคล ผู้ที่กฎหมายหรือสัญญากำหนดให้ “มีหน้าที่” อยู่ในบังคับต้องกระทำการบางอย่าง และอาจเกิดความรับผิด หรือผลร้ายได้หากไม่ทำหน้าที่ดังกล่าว

ดังนั้น การใช้ภาษาเพื่อกำหนดหน้าที่ ผู้ใช้ต้องระมัดระวังให้ภาษาถูกต้องแม่นยำ ไม่สามารถแปลความได้หลายทาง หรือแปลความผิดไปจากเจตนารมณ์ของผู้เขียน ภาษากำหนดหน้าที่ยังเป็นคุณลักษณะเด่นที่ทำให้ภาษากฎหมายแตกต่างจากทำเนียบภาษา (Register) อื่น ๆ ตรงที่ว่าตัวภาษามี “สภาพบังคับ” น้ำเสียงของภาษามีความขึงขังจริงจังและมีลักษณะของการใช้อำนาจเหนือ (Authoritative Tone)

ตอนที่เริ่มทำงานเอกสารกฎหมายภาษาอังกฤษ ผมสนใจการใช้คำบอกภาษากำหนดหน้าที่ (Word of Obligation) คำหนึ่งมาก นั่นคือ “Shall” เห็นว่าคำนี้เป็นคำที่ทำให้เอกสารนั้น ๆ ฟังดูเป็นภาษากฎหมาย แตกต่างจากเอกสารประเภทอื่น ๆ ถ้าเราอ่านข้อความอะไรแล้วมีคำว่า Shall เราก็จะนึกไปว่า อ้อ ผู้เขียนน่าจะเป็นทนาย หรือเอกสารนั้นน่าจะเป็น หรือเกี่ยวข้องตัวบทกฎหมาย หรือสัญญาแน่ ๆ

สมัยนั้นเวลาแปลเอกสารกฎหมาย ก็จะใช้ Shall ตลอดเพราะคิดว่าคำนี้มันให้ Sense ของการบังคับบัญชา นอกจากนี้ ยังดูขึงขัง ดูเป็นทางการและศักดิ์สิทธิ์ดี ถ้าไม่ใช้คำนี้ เอกสารนั้นก็จะไม่มีค่าบังคับ หรือไม่มีความเป็นเอกสารกฎหมาย ความคิดนี้ถูกต้องเพียงบางส่วนครับ

ปัจจุบัน นักกฎหมายและนักภาษาที่เชี่ยวชาญในเรื่อง Legal/ Legislative Drafting จำนวนมากเห็นตรงกันว่า คำว่า Shall นั้น เป็นคำที่มีปัญหาในการใช้งานมาก คำนี้มีความหมายหลักอย่างที่คนทั่วไปทั้งในวงการและนอกวงการเข้าใจกัน คือ เป็นคำกำหนดหน้าที่ และสั่งการบังคับบัญชา (To impose an obligation or to give command)

ถ้าในทางภาษาอังกฤษ เราก็จะเรียกคำเจ้าปัญหานี้ว่า Modal Verb หรือคำกริยาช่วย ใช้ประกอบคำกริยาหลัก เพื่อแสดง Imperative Mood หรือการทำให้เป็นประโยคคำสั่ง แต่ว่าในความเป็นจริง นอกจากความหมายหลักซึ่งเป็นการกำหนดหน้าที่แล้ว คำว่า Shall ยังใช้เพื่อบอกความหมายด้านอื่น ๆ อีก เราลองดูตัวอย่างนี้กันครับ

Party A shall notify Party B in writing, of any infringement, imitation, passing off or use of the Service Marks by any third party. Party A, as Licensee, shall have the right to decide whether or not proceedings shall be brought by Party A against any such third party.

ประโยคนี้ เราเห็นการใช้ Shall 3 ที่ด้วยกัน คือ

1. Party A shall notify Party B in writing...
ให้ Party A แจ้งให้ Party B ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ...

2. Party A, as Licensee, shall have the right to decide…
Party A มีสิทธิพิจารณาว่า ...

3. Whether or not proceedings shall be brought by Party A against any such third party
Party A จะดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกนั้นหรือไม่

ประโยคที่ยกมานี้ชี้ให้เห็นว่า คำว่า Shall คำเดียวแต่ใช้ถึง 3 บริบท และมิได้ใช้เพื่อกำหนดหน้าที่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เราเข้าใจกัน

บริบทที่ 1 ใช้เพื่อกำหนดหน้าที่แก่ Party A ให้ต้องแจ้ง Party B ทราบ เป็นประโยคเดียวที่ใช้ Shall ได้ถูกต้อง แปลว่า Party A has a duty to notify Party B. นั่นคือ Party A “ต้อง” แจ้งให้ Party B ทราบ

บริบทที่ 2 ดูเหมือนจะกำหนดเป็นหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เนื้อความควรจะเป็น “สิทธิ” ของ Party A มากกว่า กล่าวคือ Party A มีสิทธิที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ คำว่า Shall ในประโยคนี้ ใช้ไม่ถูกต้องเนื่องจากใช้ปะปนกับ “สิทธิ”

บริบทที่ 3 เนื้อความไม่ควรเป็นหน้าที่ แต่สื่อความเชิงอนาคต (Futurity) มีความหมายว่า การดำเนินคดีกับบุคคลภายนอกนั้น เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ถ้า Party A เลือกที่จะใช้สิทธินั้น)

ภาษากฎหมายต้องการความแน่นอน คำหนึ่งคำเมื่อใช้ในเอกสาร ควรมีความหมายได้เพียงอย่างเดียว คำว่า Shall เมื่อใช้ในเอกสารทางกฎหมาย ควรมีเพียงความหมายเดียว คือใช้เพื่อ “กำหนดหน้าที่” แปลว่า Someone ‘has a duty to’ do something. ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นทำให้เห็นปัญหาการใช้ Shall ว่าทำให้เกิดความกำกวมในเอกสาร บางสำนักถึงกับให้เลิกใช้คำนี้เพื่อกำหนดหน้าที่

ถ้าไม่ใช้ Shall แล้วเราจะใช้คำอะไรเพื่อกำหนดหน้าที่

ปัจจุบัน ตัวบทกฎหมายภาษาอังกฤษ รวมทั้งแนวทางการร่างกฎหมายภาษาอังกฤษแบบ Plain English กำหนดให้ใช้คำว่า Must เป็นคำกำหนดหน้าที่แทนคำว่า Shall เนื่องจาก Shall แปลความได้หลากหลายมากกว่าการกำหนดหน้าที่ ในขณะที่ Must แปลความหมายได้เพียงอย่างเดียวคือเป็นหน้าที่

นอกจากนี้ Shall ยังทำให้ภาษามีกลิ่นรสของความโบราณ (Archaism) โดยที่ไม่จำเป็น

ถ้าเราลองพลิกดูพระราชบัญญัติในยุคหลัง ๆ ของสหราชอาณาจักร จะเห็นว่าบทบัญญัติต่าง ๆ หากมีเนื้อความกำหนด “หน้าที่” ให้บุคคล “ต้องดำเนินการ” อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะใช้คำว่า Must แทนคำว่า Shall ในทุกกรณี
ดังนั้น จะว่า Must เป็นคำบ้าน ๆ ห้วน ไม่สุภาพ และไม่เป็นทางการก็คงไม่ได้แล้วนะครับ เพราะแม้ในบทบัญญัติกฎหมายก็ใช้

นอกจากการใช้ภาษาเพื่อกำหนดหน้าที่แล้ว หากประโยคนั้นมิได้ “กำหนดหน้าที่” แก่ใคร ก็ไม่ต้องใช้ Must หรือ Shall ให้ยุ่งยากใจ

ถ้าจะอธิบายด้วยหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ก็คงกล่าวได้ว่า ในบทบัญญัติทางกฎหมาย หรือในสัญญา ไม่ใช่ทุกประโยคที่จะต้องเป็นประโยคคำสั่ง (Imperative Mood) ซึ่งต้องใช้กริยาช่วย Must หรือ Shall
บางประโยคเป็นเพียงการแถลงข้อเท็จจริง (Declaration) หรือการวางหลักเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการใช้เอกสาร (Policy) ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวมิได้บังคับเป็นหน้าที่แก่ใครที่จะต้องดำเนินการอย่างใดเป็นการเฉพาะ ไม่เกิดความรับผิด หรือผลร้ายทางกฎหมาย ประโยคที่มีลักษณะเป็นการแถลงข้อเท็จจริง (Declaration) เกี่ยวกับหลักการ หรือหลักเกณฑ์การใช้เอกสาร (Policy) ดังกล่าว สามารถแสดงออกในภาษาอังกฤษได้โดยไม่ต้องใช้กริยาช่วย (Modal Verbs) อย่าง Must หรือ Shall แต่แสดงออกโดยใช้ Indicative Mood ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น

This section applies to a company whose shares are admitted to trading on a regulated market (Section 146 (1) UK Companies Act 2006)
แปลว่า มาตรานี้ใช้บังคับแก่บริษัทที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดที่มีการควบคุม
ประโยคนี้ คำกริยา “apply” ใช้ใน Indicative Mood หรือประโยคบอกเล่าธรรมดา ไม่ใช้กริยาช่วย Must หรือ Shall เนื่องจากมิได้กำหนด “เป็นหน้าที่” ให้ใครต้องทำอะไร

บ่อยครั้ง เราจะเห็นการใช้ Shall ในประโยคลักษณะเดียวกันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำแปลภาษาอังกฤษจากกฎหมายไทย ลองสังเกต “shall apply” ในประโยคตัวอย่างนี้

Section 15, paragraph three and paragraph four shall apply to the appointment of committee members under paragraph two mutatis mutandis.

ข้อความภาษาอังกฤษนี้ แปลมาจากภาษาไทย คือ “ให้นำมาตรา 15 วรรคสามและวรรคสี่มาใช้บังคับแก่การแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างตามวรรคสองโดยอนุโลม” (คำแปลภาษาอังกฤษพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518)

ประโยคนี้สามารถเขียนเป็น Indicative Mood ได้เลย โดยตัด Shall ออก เนื่องจากประโยคนี้ Shall ไม่สามารถแปลว่า Section 15 “has a duty to” apply to the appointment…

ผมเข้าใจว่าผู้แปลใช้คำว่า Shall เนื่องจากเห็นคำว่า “ให้” ในภาษาไทยซึ่งมีน้ำเสียงของการบังคับบัญชา จึงคิดว่ายังต้องใช้ Shall เพื่อให้มีสภาพบังคับอย่างเดียวกัน ลีลาภาษากฎหมายไทยนิยมใช้คำว่า “ให้” เพราะมาจากประโยคเต็มที่ว่า “กฎหมาย” เป็นผู้สั่งให้สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หรือสั่งให้บุคคลต่าง ๆ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากนี้ ในภาษาโบราณก็จะใช้ว่า “ท่านให้” ดังนั้น ถ้ามองอย่างนี้ คำว่า “ให้” ในภาษากฎหมายไทยจึงดูจะมีน้ำเสียง Authoritative นักแปลเมื่อพบคำดังกล่าว จึงอดไม่ได้ที่จะต้องใช้คำว่า Shall เพื่อให้ได้น้ำเสียงอย่างเดียวกัน

แต่การแสดงออกทางภาษาอังกฤษไม่เหมือนภาษาไทย

ในภาษาอังกฤษ คำต่าง ๆ ที่ปรากฏในตัวบทกฎหมาย หรือแม้แต่สัญญา ถือเป็น Speech Act ที่ตัวมันเองสร้างผลทางกฎหมาย (ผลบังคับ) ได้เอง (Self-Executing) มีคำกล่าวว่า “A document, legislation or rule is self-executing. If it says something ‘is’, it is.” ซึ่งแปลว่า เอกสาร บทบัญญัติทางกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มีสภาพบังคับในตัวของมันเอง ถ้าเอกสารนั้นบอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นอะไร สิ่งนั้นก็เป็นอย่างนั้น

การที่บทบัญญัติมาตรา 146 (1) แห่ง Companies Act 2006 ใช้ถ้อยคำว่า This section applies to a company … ข้อความนี้ก็มีสภาพบังคับอยู่ในตัว มีผลให้บริษัทใดก็ตามที่เข้าข่ายตามมาตราดังกล่าวก็จะต้องอยู่ “ภายใต้บังคับ” แห่งมาตรานั้น ไม่ว่าจะมี หรือไม่มีคำว่า Shall อันเป็นคำบังคับก็ตาม

อีกตัวอย่างหนึ่ง ประโยคที่ว่า In this section “employment” means any employment under a director’s service contract. (Section 188 (7) UK Companies Act 2006) คำว่า Means ใช้ใน Indicative Mood โดยไม่ต้องมีกริยาช่วย Shall ก็มีสภาพบังคับตามกฎหมายว่าเมื่อเราเจอคำว่า “employment” ก็ให้มีความหมายว่าการจ้างงานตามสัญญาของกรรมการ แปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ลองเปรียบเทียบคำแปลภาษาอังกฤษจากกฎหมายไทยอย่างที่นิยมแปลกันว่า shall mean

เมื่อกฎหมายหรือสัญญาบอกว่าสิ่งนี้แปลว่าสิ่งนี้ เราก็ต้องแปลความอย่างนั้น แม้ว่าจะไม่มีคำบังคับ Shall ก็ตาม

ต่อไปเวลาเขียน หรือแปลประโยคภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะใช้ Shall เปรอะไปหมดในทุกประโยค ลองถามตัวเองว่า ประโยคนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อ Impose obligation หรือกำหนดหน้าที่ให้ใครต้องทำอะไรหรือไม่ ถ้าใช่ก็ใช้ Shall ได้

หลักเกณฑ์ง่าย ๆ คือ ลองใช้สำนวน “has a duty to” ไปแทนที่ Shall แล้วลองดูว่าความหมายประหลาดหรือไม่ เช่นประโยคว่า Party A shall have the right to do something. ประโยคนี้ประหลาด เพราะเขียนปนกันระหว่าง “หน้าที่” และ “สิทธิ” ตกลงว่าจะมีสิทธิ หรือมีหน้าที่ที่จะมีสิทธิ

และอย่าลืมว่า คนที่จะมีหน้าที่ “Has the duty to” ตามหลักการธรรมชาติ ควรจะต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ที่มีความสามารถตามกฎหมายที่จะถือเอา “สิทธิ” รับ “หน้าที่” และ “ความรับผิด” ได้ สัตว์และสิ่งของ รวมทั้งนามธรรมต่าง ๆ เข้าถือเอา “สิทธิ” หรือรับ “หน้าที่” และ “ความรับผิด” ไม่ได้ สุดท้าย เมื่อใช้ Shall แล้วก็ต้องใช้ให้สม่ำเสมอตลอดทั้งเอกสารเพื่อสื่อความหมายนั้น ๆ อย่าใช้สลับไปมาระหว่าง Must และ Shall ครับ

อ้างอิง:
(1) Legal, Legislative, and Rule Drafting in Plain English, Robert J. Martineau, Michael B. Salerno
(2) Guidelines for Drafting and Editing Legislation, Bryan A. Garner

14/12/2021

พูดจาภาษาทนาย
ตอนที่ 4: Working Words and Glue Words*

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์การเขียนภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย จะว่าไปแนวทางการเขียนภาษาอังกฤษในคอลัมน์นี้ก็ใช้ได้กับการเขียนภาษาอังกฤษทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะแต่การเขียนแนวกฎหมายเท่านั้น เนื่องจากแนวการเขียนภาษาอังกฤษในคอลัมน์นี้มุ่งให้ได้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาเขียนที่บรรลุวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่สำคัญ 4 ประการ คือ

1. ความชัดเจน (Clarity)
2. ความกระชับรัดกุม (Conciseness)
3. ความเที่ยงตรงแม่นยำตรงกับความหมายที่ต้องการสื่อสาร (Precision) และ
4. อ่านง่าย (Readability)

ที่ว่าน่าจะเหมาะกับนักกฎหมายเป็นพิเศษคงเป็นเพราะทุกคนคงเห็นตรงกันว่า ภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมายนั้นอ่านยาก ประโยคยาว ใช้คำซับซ้อน มีภาษาเป็นของตัวเอง ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า บ่อยครั้งนักกฎหมายก็เขียนภาษาอังกฤษให้อ่านยากโดยไม่จำเป็น บางประโยคก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องเขียนให้ยาวเวิ่นเว้อถึงเพียงนั้น แม้จะเขียนภาษาอังกฤษในบริบททางกฎหมาย ก็เขียนให้อ่านง่ายได้ และที่สำคัญ ยังคงความหมาย (Substance) ที่สำคัญของกฎหมาย ทั้งในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดได้ครบถ้วน

วันนี้จะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการทำให้ประโยคทางกฎหมายอ่านง่ายด้วยการลดทอนคำที่ไม่จำเป็นในประโยคลงครับ ผลที่ได้ก็คือประโยคทางกฎหมายจะสั้นและกระชับ ใช้คำไม่เปลือง

ผู้อ่านไม่ต้องเจอกับประโยคยาว ๆ อย่างที่คุ้นเคยกัน การทำให้ประโยคสั้นมีผลต่อการทำความเข้าใจข้อความเนื่องจากผู้อ่านได้รับสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ในทันที กวาดตาไปรอบแรกก็เห็น “คำสำคัญ” ของประโยคว่า “ใคร” “ทำอะไร” ได้ในทันที ไม่ต้องไล่สายตาจากซ้ายไปขวาจนถึงสี่ห้ารอบ (เช่นในกรณีที่หนึ่งประโยคมีสามบรรทัด ก็ต้องกวาดสายตาซ้าย - ขวาไปสามรอบ) จึงจะจบประโยคและได้สารสำคัญนั้น

วิธีการหนึ่งที่ทำให้ประโยคภาษาอังกฤษทางกฎหมายของเราสื่อสารได้กระชับ คือการทำความรู้จักกับ Working Words และ Glue Words คำสองประเภทนี้ หลายท่านอาจคุ้นเคยแล้ว มีอีกชื่อเรียกคือ Content Words และ Function Words

ในประโยคภาษาอังกฤษแต่ละประโยค เราแบ่งประเภทของคำในประโยคนั้นออกได้เป็นประเภทหลัก ๆ สองประเภท คือ

1. Working Words หรือ Content Words
คำประเภทนี้เป็นคำที่แสดงความหมายสำคัญของประโยค บอกเล่าเรื่องราว และ action ของประโยค คำที่ถือเป็น Working Words ได้แก่ คำนาม (Noun) คำกริยา (Verb) คำคุณศัพท์ (Adjective) และคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ใช้ตอบคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ฯลฯ อย่างที่เราเรียนมาตอนเด็ก ๆ

2. Glue Words หรือ Function Words หรือจะเรียกว่า Grammatical Words ก็ได้
คำประเภทนี้ไม่ได้มีความหมาย หรือสารสำคัญในตัวเองเทียบเท่ากับ Working Words หรือ Content Words หน้าที่ของมันคือเพื่อช่วยให้ Working Words สื่อความหมายได้ดียิ่งขึ้น ต่อเนื่องกันมากขึ้น และทำให้ประโยคร้อยเรียงกันได้ตามหลักไวยากรณ์ (ทำหน้าที่คล้ายกาวของประโยค) Glue Words เช่น บุพบท (Preposition) สันธาน (Conjunction) กริยาช่วย (Auxiliary Verb) และคำนำหน้านาม (Articles) เป็นต้น

ประโยคที่ดีคือประโยคที่มีจำนวน Working Words ที่เหมาะสมที่จะสื่อความหมายที่ต้องการ และมีสัดส่วนมากกว่าคำ Glue Words ประโยคที่ไม่ดี คือประโยคที่มี Working Words น้อยกว่า Glue Words แม้ประโยคจะยาว แต่หากประโยคนั้นมีแต่ Glue Words ประโยคนั้นก็จะมีแต่น้ำ มีเนื้อไม่พอให้กินอิ่ม

ลองดูประโยคนี้กัน

In a case where the Agreement is terminated by the Parties, a notice of termination in writing must be given by the party terminating the Agreement to the other party within 30 days prior to the effective date of the termination.

ประโยคนี้เกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญา กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายที่ต้องการบอกเลิกสัญญาต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งการบอกเลิกสัญญาแก่คู่สัญญาอีกฝ่าย มีกำหนด 30 วันก่อนวันที่การบอกเลิกสัญญาจะมีผล

ประโยคนี้มีความยาว 43 คำ ประกอบด้วย Working Words เพียง 19 คำ ที่เหลือ 24 คำเป็น Glue Words สัดส่วนของ Working Words ต่อ Glue Words น่าตกใจมาก

ประโยคนี้มีปัญหาคือใช้คำเปลือง ทำให้ประโยคยาวมาก

เราสามารถพูดเรื่องเดียวกัน แต่ใช้คำน้อยกว่า และให้มี Working Words มากกว่าได้ดังนี้

If the Parties terminate the Agreement, the terminating party must provide the other party with a written termination notice at least 30 days before the termination takes effect.

ประโยคนี้ลดจำนวนลงคำเหลือเพียง 28 คำ ลดลงจากเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง ในจำนวนนี้ มีคำ Working Words 17 คำ ในขณะที่ Glue Words ลดลงเหลือเพียง 11 คำจากเดิม 24 คำ เรามาดูกันว่าอะไรหายไปบ้าง

เดิม: In a case where
ใหม่: If
เหตุผล: ความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำน้อยกว่า ให้ใช้ if แทน in a case where/ in the event that/ in a case of สำนวนพวกนี้นักกฎหมายนิยมใช้กันมาก ปัญหาคือใช้คำเยอะ ยืดยาด ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ สำนวนเหล่านี้ใช้ในความหมายเหมือนกัน คือใช้นำหน้าประโยคใจความรองเพื่อตั้งเงื่อนไข หรือพูดถึงกรณีที่จะบังคับตามประโยคหลัก

เดิม: …the Agreement is terminated by the Party
ใหม่: the Parties terminate the Agreement
เหตุผล: การเขียนประโยคในรูป Passive Voice ใช้คำเยอะกว่าประโยค Active Voice เนื่องจากต้องมี Verb to Be + Verb หลักที่อยู่ในรูป -ed และมีบุพบท By เท่ากับว่าเรามี Glue Words ที่ไม่จำเป็นถึง 2 คำ คือ Verb to Be และ By นอกจากนี้ การเขียน Active Voice ยังทำให้ประโยคตรงไปตรงมามากกว่า เรารู้ได้เลยว่าใครบอกเลิกสัญญา ลำดับความดังกล่าวเป็นลำดับความตามปกติที่คนเราจะนึกถึง หากเปรียบเทียบกับลำดับความแบบ Passive Voice ว่า “อะไรถูกทำโดยใคร”

เดิม: a notice of termination in writing
ใหม่: a written termination notice
เหตุผล: พยายามลด of-phrase เช่นในประโยคเดิมใช้ว่า “a notice ‘of termination’ ส่วนที่เป็น ‘of termination’ นี้เรียกว่า of-phrase เราปรับ of termination ให้ไปตั้งอยู่หน้า notice เพื่อทำหน้าที่ขยาย notice เลย ได้ความหมายเหมือนกัน และสามารถตัด Glue Words ‘of’ ออกไปได้ นอกจากนี้ ยังปรับวลี ‘in writing’ ให้เป็น written แล้วนำไปตั้งหน้าคำนามเพื่อทำหน้าที่ขยายคำนามได้เช่นกัน ดังนี้ ก็จะตัด Glue Word ‘in’ ออกไปได้

เดิม: No less than 30 days
ใหม่: At least 30 days
เหตุผล: No less than ใช้ 3 คำ ในขณะที่ at least ใช้เพียง 2 คำแต่สื่อความหมายได้เหมือนกัน

เดิม: Prior to
ใหม่: before
เหตุผล: เช่นกัน Prior to มีความหมายว่า before ที่ใช้เพียงแค่คำเดียว

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างการลดทอนคำ Glue Words ในประโยค และทำให้ประโยคมีสัดส่วนจำนวน Working Words มากกว่า Glue Words เพื่อให้ใช้คำน้อยลง ผลที่ได้คือประโยคกระชับหนักแน่น สื่อความหมายได้ตรงไปตรงมา หลักการคือพยายาม

เปลี่ยน Clauses ให้เป็น Phrases และ

เปลี่ยน Phrases ให้เป็น Single Words

เท่าที่ทำได้และยังคงความหมายดั้งเดิม และประโยคยังถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

ที่น่าสนใจคือการลดรูป of-phrase ให้เหลือเป็น Single Words เช่น เปลี่ยนจาก of termination ให้เหลือเป็น termination คำเดียวแล้วนำไปตั้งไว้หน้าคำนามเพื่อทำหน้าที่คล้าย Adjective ขยายคำนามนั้น หรือการเปลี่ยน of + Noun ที่แสดงความเป็นเจ้าของ แล้วใช้เครื่องหมาย Apostrophe S แทน ก็จะทำให้ประโยคสั้นลงได้เช่นกัน เช่น

เดิม ...and must be delivered into the office of the Secretary of State
แก้เป็น ...and must be delivered to the Secretary of State’s office.

เรามาลองปรับการเขียนแบบเดิมกันดูครับ พยายามตั้งคำถามกับนิสัยการเขียนของเราว่า เราติดเขียนประโยคยาวหรือไม่ มีทางเลือกอื่นที่ใช้คำน้อยกว่า ตรงไปตรงมากว่า และกระชับกว่า แต่ยังได้ใจความเท่าเดิมหรือไม่

วลีที่ว่า In a case where หรือ In the event that อาจจะทำให้ข้อเขียนของเราอ่านดูแล้วเป็นทางการ และดูเก๋ ผู้อ่านอาจจะเดาออกว่าประโยคแบบนี้ทนายความเขียนแน่ ๆ แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าประโยคนั้นอ่านยากขึ้นและรุงรัง ลองนึกถึงว่าเราสร้างเก้าอี้ขึ้นมาสักตัวหนึ่ง Working Words คือชิ้นส่วนสำคัญของเก้าอี้ที่จะทำให้เก้าอี้นั่งได้ มีความเป็นเก้าอี้ และสวยงาม ส่วน Glue Words คือกาว หรือตะปูที่ใช้เชื่อมชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หากเก้าอี้นั้นมีแต่รอยต่อรอยเชื่อม มีตะปูและรอยต่อตามจุดต่าง ๆ เต็มไปหมด แน่นอนว่าเก้าอี้นั้นน่าจะนั่งไม่สบาย ไม่มั่นคง และดูไม่เก๋

From Plain English for Lawyers by Richard C. Wydick and Amy E. Sloan

07/10/2021

วันนี้กลับมาหลังจากหายไปนาน สารภาพว่างานยุ่งมากจริง ๆ ครับ

เนื้อหาวันนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับคราวที่แล้วตามที่สัญญาไว้ แต่เนื่องจากเพิ่งสอนเรื่องนี้ไป เลยคิดว่าเอามาแปะไว้ในนี้น่าจะดี รอบหน้าจึงจะเป็นเนื้อหาที่ค้างไว้จากคราวที่แล้วครับ รอบนี้เรียกว่าเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ละกันครับ

การใช้คำศัพท์ to deem (v) ให้ถูกต้อง

ในเอกสารกฎหมาย หรือเอกสารที่ใช้ภาษาอังกฤษในระดับทางการ มีคนจำนวนมากยังใช้คำว่า deem ไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริง โดยใช้เป็น synonym ของคำว่า consider และเข้าใจไปว่า เป็นคำที่เป็นทางการกว่า หรือเพราะกว่าคำว่า see หรือ think หรือ consider เช่นในประโยคดังต่อไปนี้

The Board of Directors deems it appropriate to propose a capital increase for shareholders' approval.

คณะกรรมการบริษัทพิจารณาเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเพิ่มทุน
อย่างไรก็ตาม การใช้คำศัพท์ deem ประโยคข้างต้นเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากความหมายที่แท้จริงของคำว่า Deem นั้น คือใช้เพื่อ create legal fiction เพื่อสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้มีขึ้น แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ คือใช้เพื่อบอกว่า "ให้ถือเสมือนว่า" สิ่งใดส่ิงหนึ่งเกิดขึ้น หรือมีขึ้นนั่นเอง เช่น

A person who has received an offer of compensation is deemed to have accepted the offer unless the person sends an objection in writing to the Commissioner within 14 days of receiving the offer.
บุคคลที่ได้รับข้อเสนอค่าชดเชยนั้นถือว่าได้ยอมรับข้อเสนอแล้วเว้นแต่จะได้ส่งคำคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่คณะกรรมการภายใน 14 วันนับแต่วันที่ได้รับข้อเสนอ-- การใช้ deem ในกรณีนี้ หมายความว่า "(กฎหมาย) ถือเสมือนว่า" บุคคลได้รับข้อเสนอ

For the purposes of this Act, a company having more than 25 shareholders is deemed not to be a company.
เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นมากกว่า 25 ราย ไม่ถือว่าเป็นบริษัท--การใช้ deem ในประโยคนี้ หมายความว่า "(กฎหมาย) ให้ถือว่า" บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นมากกว่า 25 ราย ไม่เป็นบริษัท

A notice that is given to a managing director is deemed to have been given to the company.
คำบอกกล่าวที่ยื่นให้แก่กรรมการผู้จัดการนั้น ให้ถือว่าได้ยื่นให้แก่บริษัทแล้ว-- เช่นกัน ในกรณีนี้ กฎหมาย "ให้ถือเสมือนว่า" คำบอกกล่าวที่ยื่นให้แก่กรรมการผู้จัดการ เป็นคำบอกกล่าวที่ได้ยื่นแก่บริษัท

ให้ใช้ deem เฉพาะเมื่อต้องการสื่อความหมายว่า "ถือเสมือนว่า"

อย่าใช้โดยเข้าใจว่าเป็นคำที่เพราะกว่าของคำว่า consider หรือ think หากจะพูดว่า ตามที่.... จะพิจารณาเห็นสมควร กรณีนี้ ให้ใช้ think หรือ see หรือ consider เช่น

Before making an order under paragraph (4) the Court may require notice to be given to any insurer of the deceased who has an interest in the proceedings and to such (if any) of the persons having an interest in the estate as it thinks fit.
ก่อนมีคำสั่งตามวรรค (4) ศาลอาจกำหนดให้ส่งคำบอกกล่าวแก่ผู้ประกันภัยของผู้วายชนม์ซึ่งมีส่วนได้เสียในกระบวนพิจารณา และส่งให้แก่ผู้ประกันภัยของบุคคลที่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก (หากมี) ทั้งนี้ ตามที่ศาลจะพิจารณาเห็นสมควร

ประโยคข้างต้น กฎหมายใช้คำว่า "think" ไม่ใช่ "deem"

think fit ไม่ใช่ deem fit
see fit ไม่ใช่ deem fit
consider necessary ไม่ใช่ deem necessary
consider appropriate ไม่ใช่ deem appropriate

Deem ใช้ในรูป participle -ed เพื่อใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายคำนามได้เช่นกัน เช่น A deemed offer

เมื่อลองพิจารณาที่ใช้ของคำนี้ในบทบัญญัติทางกฎหมาย พบว่าส่วนมาก (กว่าร้อยละ 99) ใช้อยู่ในรูป passive voice นะครับ เข้าใจว่าเนื่องจากคำนี้มีความหมายว่า “ถือว่า” “ถือเสมือนว่า” ประธานของกริยา คือ “กฎหมาย” ดังนั้น จึงมักใช้ในรูป passive voice เพื่อละประธาน “กฎหมาย”

เช่น The subscribers of a company’s memorandum are deemed to have agreed to
become members of the company
(ให้ถือว่าผู้มีชื่อปรากฏในหนังสือบริคณห์สนธิได้ตกลงเป็นสมาชิก หรือ ผู้ถือหุ้นของบริษัท)
ประโยคนี้ ประธานของกริยา deem คือ กฎหมาย ถ้าเขียนในรูป active voice น่าจะได้ประมาณนี้

The law deems that the subscribers of a company’s memorandum have agreed to
become members of the company. ซึ่งฟังดู awkward กว่าเขียนเป็น passive voice

Passive voice ใช้เพื่อเลี่ยงการกล่าวถึงประธานของประโยคในกรณีที่ไม่จำเป็น

อ้างอิง: Thornton's Legislative Drafting (5th Edition). Bloomsbury, Professor Helen Xanthaki

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง การปฏิบัติตามกฎหมาย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok

Legal อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
CJ Matter Co.,Ltd CJ Matter Co.,Ltd
Bangkok, 10230

ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและอสังหาริม?

FindmyLawyer FindmyLawyer
เวนิส ดิ ไอริส ชอย 2/7, ท่าแร้ง, บางเขน, กรุงเทพมหานคร
Bangkok, 10220

ให้ความรู้ทางกฎหมาย และให้บริการให

Hagaklgj Hagaklgj
Ksajdijgal Ajgsoiaklghjlah
Bangkok, 63521

klajgioagkhal

มุมกาแฟ คนสอบ Tax Auditor-TA BY AJ.Artit มุมกาแฟ คนสอบ Tax Auditor-TA BY AJ.Artit
วิภาวดี-รังสิต
Bangkok, 10210

บริการทางวิชาการ ความรู้ด้านการสอบ

Memo law by whan whan Memo law by whan whan
Bangkok

บันทึกการเดินทางลอร์

Myanmar work permit Myanmar work permit
Saphanmai
Bangkok

Do Do Do Do
Chaimai Street
Bangkok, 221590

ทนายวินัย รับทำคดีปกครองและวินัยข้าราชการ ทนายวินัย รับทำคดีปกครองและวินัยข้าราชการ
Bangkok

รับปรึกษาคดีวินัยที่ไม่เป็นธรรมขอ?

สถานีกฎหมายอวกาศ - Space Law Station สถานีกฎหมายอวกาศ - Space Law Station
Bangkok

Platform แลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้ปฏิ?

Zero to Hero Zero to Hero
ถ. พหลโยธิน แขวง สามเสนใน เขตพ
Bangkok, 10400

แนะนำความรู้เรื่องการเงินเเละการล?