สำนักงานกฎหมายธนู Thanu Law Office

สำนักงานกฎหมายธนู Thanu Law Office

ตำแหน่งใกล้เคียง การปฏิบัติตามกฎหมาย

CNRaccounting
CNRaccounting
111/226 Moo9 Chaengwattana-Pakkred 19, Bangpood, Pakkred, Nonthaburi
ทนายความไทย
ทนายความไทย
Pak Kret 11120
สำนักงานพีศิริ ทนายความ
สำนักงานพีศิริ ทนายความ
34/159 หมู่ 8, Pak Kret
ทนายคู่ใจพาไปศาล
ทนายคู่ใจพาไปศาล
Bangkok 10210
ERA Chaengwatthana รับฝากขาย เช่า บ้าน ที
ERA Chaengwatthana รับฝากขาย เช่า บ้าน ที
Bangkok 11120
โครงการห้องเรียนพิเศษ โรงเร
โครงการห้องเรียนพิเศษ โรงเร
เทศบาลปากเกร็ด, Nonthaburi
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ, Bangkok
สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงย
สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงย
สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม, Ban Song Hong
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและ
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและ
สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม, Bangkok
กระทรวงยุติธรรม Ministry Of Justice, Thailand
กระทรวงยุติธรรม Ministry Of Justice, Thailand
อาคารที่ทำการกระทรวงยุติธรรม เลขที่ 404 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขต, Bangkok
ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และปร
ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และปร
ศูนย์สอบสวนคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ 128 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห, Bangkok
สำนักงานกิจการยุติธรรม
สำนักงานกิจการยุติธรรม
สำนักงานกิจการยุติธรรม ชั้น 9 ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ, Bangkok
กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage
กรมการพัฒนาชุมชน Fanpage
อาคารรัฐประศาสนภักดี, Bangkok
กองกฎหมายและคดี สำนักงานคณะ
กองกฎหมายและคดี สำนักงานคณะ
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, Bangkok
กรมที่ดิน Fanpage
กรมที่ดิน Fanpage
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหล, Samut Sakhon

Tel 083 4248098
LINE ID : @kbv6958j Legal and Business
ทนายความ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
คดีแพ่ง อาญา แรงงาน ปกครอง ล้มละลาย เยาวชนและครอบครัว ผู้บริโภค ภาษีอากร
การค้าระหว่างประเทศ ทรัพย์สินทางปัญญา
อนุญาโตตุลาการ
อุทธรณ์ ฏีกา
บังคับคดี ยึดทรัพย์ อายัดเงิน ขายทอดตลาด
Notary Public Services ทนายความรับรองเอกสาร โนตารีปับลิก
Visa Work Permit
Trademark
ที่ปรึกษากฎหมายทางธุรกิจ จดทะเบียน ร่างสัญญา พินัยกรรม

เปิดเหมือนปกติ

26/08/2021

#ThanuLawColumn No58
สามีภริยา ยังสมรสกันอยู่ คนหนึ่งจะขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เพียงฝ่ายเดียวได้ไหม 👨‍👩‍👧

#ทนายธนูตอบให้ #ทนายคดีครอบครัว

ตอบ ได้ ✅
โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566(5) ที่ระบุไว้ว่า ให้ศาลเป็นผู้กำหนด

✳️ ปกติอำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่กับทั้งบิดาและมารดา แต่มีข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1)-(6) ที่ให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว

เฉพาะใน (5) ที่ศาลอาจสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาก็ได้ หากศาลเห็นว่าผู้ใช้อำนาจปกครองฝ่ายใดประพฤติตนไม่สมควร โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ
❗️แต่การที่ศาลได้มีคำสั่งให้ใช้อำนาจปกครองฝ่ายเดียว ไม่ถือเป็นการถอนอำนาจปกครอง(ตามป.พ.พ.1582)ของอีกฝ่าย อ้างอิง ฎ. 4146/2560

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกา ที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2537
บิดามิได้ใช้อำนาจปกครองเกี่ยวแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบหรือประพฤติชั่วร้ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 เพียงแต่ไม่สามารถปกครองดูแลผู้เยาว์ให้ได้รับความผาสุก อันอาจเป็นเหตุให้สุขภาพจิตของผู้เยาว์เสื่อมลงเท่านั้นกรณีจึงไม่มีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของบิดา แต่ตามพฤติการณ์ของคดีได้ความว่าความผูกพันทางจิตใจของมารดาที่มีต่อผู้เยาว์จะแนบแน่นมากกว่าผู้เป็นบิดา แม้มารดาได้มีโอกาสปกครองดูแลผู้เยาว์บ้างเป็นครั้งคราวชั่วระยะเวลาอันสั้น ผู้เยาว์กลับประสงค์จะอยู่กับมารดา แสดงว่าผู้เยาว์ขาดความอบอุ่นทางจิตใจขณะอยู่กับบิดาเมื่อผู้เยาว์มีความผูกพันกับมารดามากกว่าบิดา การที่ผู้เยาว์อยู่กับมารดาจะมีผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้เยาว์ จึงเห็นสมควรให้การใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์อยู่กับมารดาฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (5)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556
แม้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" แต่ก็มีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2560
เด็กชาย ป. อยู่อาศัยกับโจทก์ (มารดา) ที่ประเทศออสเตรเลียด้วยความอบอุ่นจนประสงค์จะอยู่กับโจทก์ ทั้งได้รับการศึกษาเล่าเรียน หากจะให้อยู่กับโจทก์ต่อไปย่อมได้รับการศึกษาต่อเนื่อง ดีกว่าจะอยู่กับจำเลย (บิดา) ที่คัดค้านการอยู่ในประเทศออสเตรเลียต่อไปของบุตรผู้เยาว์และประสงค์จะพาบุตรผู้เยาว์กลับมาศึกษาต่อในประเทศไทยอันจะทำให้การศึกษาขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ แม้ศาลจะให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวก็มิได้เป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยแต่อย่างใด เพราะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา” แต่ก็มีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. มาตรา 1566 บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา
อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาในกรณีดังต่อไปนี้
(5) ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา

เรียบเรียงและเขียนโดย ธนู กุลอ่อน
26 สิงหาคม 2564

#ThanuLawColumn No58
สามีภริยา ยังสมรสกันอยู่ คนหนึ่งจะขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เพียงฝ่ายเดียวได้ไหม 👨‍👩‍👧

#ทนายธนูตอบให้ #ทนายคดีครอบครัว

ตอบ ได้ ✅
โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566(5) ที่ระบุไว้ว่า ให้ศาลเป็นผู้กำหนด

✳️ ปกติอำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่กับทั้งบิดาและมารดา แต่มีข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1)-(6) ที่ให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว

เฉพาะใน (5) ที่ศาลอาจสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาก็ได้ หากศาลเห็นว่าผู้ใช้อำนาจปกครองฝ่ายใดประพฤติตนไม่สมควร โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ
❗️แต่การที่ศาลได้มีคำสั่งให้ใช้อำนาจปกครองฝ่ายเดียว ไม่ถือเป็นการถอนอำนาจปกครอง(ตามป.พ.พ.1582)ของอีกฝ่าย อ้างอิง ฎ. 4146/2560

ตัวอย่าง คำพิพากษาศาลฎีกา ที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2537
บิดามิได้ใช้อำนาจปกครองเกี่ยวแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบหรือประพฤติชั่วร้ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 เพียงแต่ไม่สามารถปกครองดูแลผู้เยาว์ให้ได้รับความผาสุก อันอาจเป็นเหตุให้สุขภาพจิตของผู้เยาว์เสื่อมลงเท่านั้นกรณีจึงไม่มีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของบิดา แต่ตามพฤติการณ์ของคดีได้ความว่าความผูกพันทางจิตใจของมารดาที่มีต่อผู้เยาว์จะแนบแน่นมากกว่าผู้เป็นบิดา แม้มารดาได้มีโอกาสปกครองดูแลผู้เยาว์บ้างเป็นครั้งคราวชั่วระยะเวลาอันสั้น ผู้เยาว์กลับประสงค์จะอยู่กับมารดา แสดงว่าผู้เยาว์ขาดความอบอุ่นทางจิตใจขณะอยู่กับบิดาเมื่อผู้เยาว์มีความผูกพันกับมารดามากกว่าบิดา การที่ผู้เยาว์อยู่กับมารดาจะมีผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้เยาว์ จึงเห็นสมควรให้การใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์อยู่กับมารดาฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (5)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2668/2556
แม้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" แต่ก็มีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2560
เด็กชาย ป. อยู่อาศัยกับโจทก์ (มารดา) ที่ประเทศออสเตรเลียด้วยความอบอุ่นจนประสงค์จะอยู่กับโจทก์ ทั้งได้รับการศึกษาเล่าเรียน หากจะให้อยู่กับโจทก์ต่อไปย่อมได้รับการศึกษาต่อเนื่อง ดีกว่าจะอยู่กับจำเลย (บิดา) ที่คัดค้านการอยู่ในประเทศออสเตรเลียต่อไปของบุตรผู้เยาว์และประสงค์จะพาบุตรผู้เยาว์กลับมาศึกษาต่อในประเทศไทยอันจะทำให้การศึกษาขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ แม้ศาลจะให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวก็มิได้เป็นการเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยแต่อย่างใด เพราะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา” แต่ก็มีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 1521 ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (5) ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวได้ หากผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควรหรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์เป็นสำคัญ โดยไม่ถือว่าเป็นการสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. มาตรา 1566 บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา
อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาในกรณีดังต่อไปนี้
(5) ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา

เรียบเรียงและเขียนโดย ธนู กุลอ่อน
26 สิงหาคม 2564

24/08/2021

#ThanuLawColumn No57

รถยนต์หายในระหว่างผ่อนไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดอยู่ไหม 🚘😭💸

#ทนายธนูตอบให้ #ทนายคดีเช่าซื้อรถยนต์

ก่อนอื่นเลยนะ แนะนำให้ไปแจ้งความต่อตำรวจ👮🏻‍♂️

☝🏻ในกรณีรถไม่มีประกันคุ้มครองรถหาย
แนะนำให้ผู้เช่าซื้อหยุดผ่อนชำระค่างวด🔴
เพราะสัญญาเช่าซื้อได้ถูกระงับไปแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 (ไม่ต้องผ่อนกุญแจแล้ว)
และรีบแจ้งเรื่องให้กับทางไฟแนนซ์ทราบ เพื่อไฟแนนซ์จะได้ดำเนินคดีติดตามเอารถคืนมา

📍สำหรับค่าเสียหาย ทางไฟแนนซ์จะมาฟ้องร้องคดีกับผู้เช่าซื้อ เพื่อให้รับผิดชอบตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ที่กำหนดไว้ให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดอยู่ แม้รถยนต์จะสูญหาย หรือเสียหายโดยเหตุสุดวิสัย
โดยศาลจะตัดสินให้จ่ายเงินส่วนที่เหลือ หักจากยอดที่ผ่อนชำระค่างวดไปแล้ว ซึ่งจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้ จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่กำหนดความเสียหายได้ตามสมควร เพราะถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ศาลมีอำนาจสั่งลดได้
🅾️ สรุป ยังต้องรับผิดอยู่ อ้างอิง ฎ. 155/2535
ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เรียกร้องไม่ได้ อ้างอิง ฎ.5819/2550

✅รถยนต์ถูกลักขโมย ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้เอง โดยไม่ต้องได้รับมอบอำนาจจากไฟแนนซ์ก่อน เพราะถือเป็นผู้เสียหาย เช่นเดียวกัน อ้างอิง ฎ. 2481/2562

✌🏽สำหรับ รถยนต์ที่มีประกันคุ้มครองรถหาย บริษัทประกันภัยจะต้องชดใช้ค่างวดที่เหลือให้แก่ไฟแนนซ์ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2550
เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อว่าในกรณีที่รถยนต์นั้นสูญหาย ผู้เช่าจะยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีนี้ไว้ด้วย อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 567 ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมดไซร้ ท่านว่าสัญญาเช่าก็ย่อมระงับไปด้วย
มาตรา 383 ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

เรียบเรียงและเขียนโดย ธนู กุลอ่อน
24 สิงหาคม 2564

#ThanuLawColumn No57

รถยนต์หายในระหว่างผ่อนไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดอยู่ไหม 🚘😭💸

#ทนายธนูตอบให้ #ทนายคดีเช่าซื้อรถยนต์

ก่อนอื่นเลยนะ แนะนำให้ไปแจ้งความต่อตำรวจ👮🏻‍♂️

☝🏻ในกรณีรถไม่มีประกันคุ้มครองรถหาย
แนะนำให้ผู้เช่าซื้อหยุดผ่อนชำระค่างวด🔴
เพราะสัญญาเช่าซื้อได้ถูกระงับไปแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 (ไม่ต้องผ่อนกุญแจแล้ว)
และรีบแจ้งเรื่องให้กับทางไฟแนนซ์ทราบ เพื่อไฟแนนซ์จะได้ดำเนินคดีติดตามเอารถคืนมา

📍สำหรับค่าเสียหาย ทางไฟแนนซ์จะมาฟ้องร้องคดีกับผู้เช่าซื้อ เพื่อให้รับผิดชอบตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ที่กำหนดไว้ให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดอยู่ แม้รถยนต์จะสูญหาย หรือเสียหายโดยเหตุสุดวิสัย
โดยศาลจะตัดสินให้จ่ายเงินส่วนที่เหลือ หักจากยอดที่ผ่อนชำระค่างวดไปแล้ว ซึ่งจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้ จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลที่กำหนดความเสียหายได้ตามสมควร เพราะถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ศาลมีอำนาจสั่งลดได้
🅾️ สรุป ยังต้องรับผิดอยู่ อ้างอิง ฎ. 155/2535
ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เรียกร้องไม่ได้ อ้างอิง ฎ.5819/2550

✅รถยนต์ถูกลักขโมย ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้เอง โดยไม่ต้องได้รับมอบอำนาจจากไฟแนนซ์ก่อน เพราะถือเป็นผู้เสียหาย เช่นเดียวกัน อ้างอิง ฎ. 2481/2562

✌🏽สำหรับ รถยนต์ที่มีประกันคุ้มครองรถหาย บริษัทประกันภัยจะต้องชดใช้ค่างวดที่เหลือให้แก่ไฟแนนซ์ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2550
เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อว่าในกรณีที่รถยนต์นั้นสูญหาย ผู้เช่าจะยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีนี้ไว้ด้วย อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 567 ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมดไซร้ ท่านว่าสัญญาเช่าก็ย่อมระงับไปด้วย
มาตรา 383 ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

เรียบเรียงและเขียนโดย ธนู กุลอ่อน
24 สิงหาคม 2564

11/08/2021

#ThanuLawColumn No56
ที่ดิน บ้าน รถยนต์ สามีภริยาช่วยกันผ่อน แบบไหนถึงจะเรียกว่าสินสมรส สินส่วนตัว 🤔
#ผัวเมียต้องรู้ #เมื่อยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน 👩‍❤️‍💋‍👨

First of all ก่อนอื่นเลย ทนายขอแนะนำให้ทำสัญญาก่อนสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1465 กันให้เรียบร้อย ให้ชัดเจนเอาไว้เลย อาจจะเสียบรรยากาศไปบ้าง แต่คนเราเรื่องแบบนี้ก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดปะ 🤷🏻‍♂️

📍หลักสำคัญที่สุดให้ดู กันที่ “วันโอนกรรมสิทธิ์” ก่อน หรือ หลัง วันจดทะเบียนสมรส

และหากสงสัยว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ (ไม่มีหลักฐานยืนยันที่มาที่ไปชัดเจน) กฎหมายให้ข้อสันนิษฐานว่าเป็น “สินสมรส” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคท้าย

🏠วิเคราะห์ ที่ดิน บ้าน ตามแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้
1 ซื้อที่ดิน และรับโอนกรรมสิทธิ์ก่อนจดทะเบียนสมรส อันนี้ถือเป็นสินส่วนตัว แน่นอน ✅

2 ซื้อที่ดิน โดยการผ่อนชำระมาก่อนจดทะเบียนสมรส แล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์หลังแต่งงาน ถือเป็นส่วนสมรส อ้างอิง ฎ.1288/2533 2353/2536

3 ผ่อนชำระค่าซื้อที่ดินครบและโอนกรรมสิทธิ์แล้วก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เพิ่งย้ายเข้าทะเบียนบ้านหลังแต่งงาน ถือเป็นสินส่วนตัว อ้างอิง ฎ.903/2536

4 สินสมรส ที่ดิน รถยนต์ จะใส่ชื่อใครก็ได้ ไม่สำคัญ ถือเป็นสินสมรส อยู่ดี อ้างอิง ฎ.3349/2559

5 ร่วมกันซื้อที่ดิน ในตอนสมรส แล้วแอบมารับโอนกรรมสิทธิ์หลังหย่า ถือเป็นสินสมรส อยู่ดี แต่ต้องแบ่งในฐานะกรรมสิทธิ์ร่วม เพราะหย่ากันแล้ว

6 ร่วมกันซื้อทาวน์เฮ้าส์และรับโอนกรรมสิทธิ์ มาก่อนจดทะเบียนสมรส แม้คู่สมรสจะร่วมกันผ่อนชำระหนี้ แล้วไถ่ถอนจำนองภายหลังจดทะเบียนสมรส ก็ถือเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย อ้างอิง ฎ. 1776/2558
🤔วิเคราะห์ ฎ. 1776/2558 เพิ่มเติม
หมายความว่า ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเรื่องซื้อที่ดินและรับโอนกรรมสิทธิ์มาเพียงคนเดียวก่อนแต่งงาน แล้วจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร แม้การชำระค่างวดจะมาจากเงินสินสมรส ก็ยังเป็นสินส่วนตัว อยู่ เพราะเป็นเพียงการช่วยชำระหนี้เงินกู้ให้เท่านั้น

7 ซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน โดยเงินส่วนตัว แม้จะทำในระหว่างสมรส ถือเป็นสินส่วนตัว อ้างอิง ฎ.145/2563

8 ร่วมกันปลูกสร้างบ้าน บนที่ดินสินส่วนตัว บ้านถือเป็นสินสมรส ไม่ใช่หลักส่วนควบ ตามหลัก ป.พ.พ.146 อ้างอิง ฎ. 3953/2561

9 นำที่ดินส่วนตัวไปแลกเปลี่ยนที่ดินในระหว่างสมรส ที่ดินใหม่ถือเป็นสินส่วนตัว เพราะเป็นการได้ที่ดินมาแทนทรัพย์เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง อ้างอิง ฎ.3786/2546

10 นำเงินส่วนตัวไปดาวน์บ้านก่อนแต่งงาน รวมกับสินสมรสภายหลังแต่งงานด้วย แยกกันไม่ได้ เข้าข้อสันนิษฐาน ตาม ป.พ.พ. 1474 วรรคท้าย เป็นสินสมรส

🚘วิเคราะห์ รถยนต์ ตามแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาดังนี้
1 นำเงินไปดาวน์รถยนต์ในระหว่างสมรส แล้วมารับโอนกรรมสิทธิ์หลังหย่า รถยนต์ยังเป็นสินสมรสอยู่ อ้างอิง ฎ.3786/2546

2 นำเงินเก็บบางส่วนที่มีก่อนสมรส รวบรวมกับเงินกู้สหกรณ์ มาซื้อรถยนต์ เงินกู้ที่ได้มาถือเป็นสินสมรส รถยนต์ถือเป็นสินสมรส อ้างอิง ฎ. 1596/2554

วิธีการแบ่งรถยนต์สินสมรส ต้องแบ่งส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 ซึ่งถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่หากไม่สามารถนำรถยนต์สินสมรสมาแบ่งกันได้ก็ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้คืนมูลค่าค่าเช่าซื้อที่ชำระไปครึ่งหนึ่ง

3 เซ่าซื้อรถยนต์ (ยังผ่อนไม่หมด) กรรมสิทธิ์จึงยังไม่โอน สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นสินสมรส อ้างอิง ฎ.6244/2550

4 ซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส นำเงินที่ซื้อมาจากจากการกู้ยืมเงินจากธนาคารและสหกรณ์ ซึ่งค่าผ่อนชำระหนี้ มาจากเงินเดือนของภริยาทั้งสิ้น เงินเดือนเป็นสินสมรส ที่ดินและรถยนต์ จึงเป็นสินสมรส อ้างอิง ฎ.9570/2551

5 ซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน โดยเงินส่วนตัว แม้จะทำในระหว่างสมรส ถือเป็นสินส่วนตัว อ้างอิง ฎ.145/2563

คําพิพากษาฎีกาที่ 3953/2561
การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทก่อนที่ ผู้ร้องกับจําเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรส และเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471(1) ส่วนการที่ต่อมาผู้ร้องน้ําที่ดินพิพาท ที่ซื้อได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของไปจดทะเบียนจํานองประกันหนี้เงินกู้ก็เป็นสิทธิที่ผู้ร้องสามารถทําได้ และการที่จําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจะร่วมผ่อนชําระด้วยก็เป็นเพียงการช่วยชําระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ร้อง เท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่าจําเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้องในที่ดินพิพาทเมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทอันเป็นสินส่วนตัว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้คือที่ดินพิพาทได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 3)
บ้านพิพาทบนที่ดินพิพาทเป็นบ้านตึกสองชั้นที่ก่อสร้างขึ้นใหม่แทนบ้านหลังเดิมที่เป็น บ้านตึกชั้นเดียว แต่ยังคงใช้เลขที่บ้านตามเดิม และด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสของผู้ร้องกับ จําเลยที่ 1 และผู้ร้องกับจําเลยที่ 1 ใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์แสดง ให้เห็นว่าบ้านพิพาทก่อสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมและอยู่ในความรู้เห็นของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าเข้าข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธิปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 และไม่ถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบของที่ดินอันตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของผู้ร้องแต่ผู้เดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 หากแต่บ้านพิพาทเป็นสินสมรสไม่ใช่สินส่วนตัว จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องเมื่อจําเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในบ้านพิพาทด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ในส่วนบ้านพิพาทได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1776/2558
การที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้ธนาคารเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิม แต่การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายกับจำเลยคนละครึ่ง ดังนั้น เมื่อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับจำเลยมีอยู่ก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยฝ่ายละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินในการซื้อตอนแรกก่อนสมรส โดยนำที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันหนี้ แล้วมีการผ่อนชำระหนี้เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ตายกับจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยมาก่อนสมรสต้องกลายเป็นสินสมรส ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง

เรียบเรียงและเขียนโดย ธนู กุลอ่อน

#ThanuLawColumn No56
ที่ดิน บ้าน รถยนต์ สามีภริยาช่วยกันผ่อน แบบไหนถึงจะเรียกว่าสินสมรส สินส่วนตัว 🤔
#ผัวเมียต้องรู้ #เมื่อยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน 👩‍❤️‍💋‍👨

First of all ก่อนอื่นเลย ทนายขอแนะนำให้ทำสัญญาก่อนสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1465 กันให้เรียบร้อย ให้ชัดเจนเอาไว้เลย อาจจะเสียบรรยากาศไปบ้าง แต่คนเราเรื่องแบบนี้ก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดปะ 🤷🏻‍♂️

📍หลักสำคัญที่สุดให้ดู กันที่ “วันโอนกรรมสิทธิ์” ก่อน หรือ หลัง วันจดทะเบียนสมรส

และหากสงสัยว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ (ไม่มีหลักฐานยืนยันที่มาที่ไปชัดเจน) กฎหมายให้ข้อสันนิษฐานว่าเป็น “สินสมรส” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคท้าย

🏠วิเคราะห์ ที่ดิน บ้าน ตามแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้
1 ซื้อที่ดิน และรับโอนกรรมสิทธิ์ก่อนจดทะเบียนสมรส อันนี้ถือเป็นสินส่วนตัว แน่นอน ✅

2 ซื้อที่ดิน โดยการผ่อนชำระมาก่อนจดทะเบียนสมรส แล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์หลังแต่งงาน ถือเป็นส่วนสมรส อ้างอิง ฎ.1288/2533 2353/2536

3 ผ่อนชำระค่าซื้อที่ดินครบและโอนกรรมสิทธิ์แล้วก่อนจดทะเบียนสมรส แต่เพิ่งย้ายเข้าทะเบียนบ้านหลังแต่งงาน ถือเป็นสินส่วนตัว อ้างอิง ฎ.903/2536

4 สินสมรส ที่ดิน รถยนต์ จะใส่ชื่อใครก็ได้ ไม่สำคัญ ถือเป็นสินสมรส อยู่ดี อ้างอิง ฎ.3349/2559

5 ร่วมกันซื้อที่ดิน ในตอนสมรส แล้วแอบมารับโอนกรรมสิทธิ์หลังหย่า ถือเป็นสินสมรส อยู่ดี แต่ต้องแบ่งในฐานะกรรมสิทธิ์ร่วม เพราะหย่ากันแล้ว

6 ร่วมกันซื้อทาวน์เฮ้าส์และรับโอนกรรมสิทธิ์ มาก่อนจดทะเบียนสมรส แม้คู่สมรสจะร่วมกันผ่อนชำระหนี้ แล้วไถ่ถอนจำนองภายหลังจดทะเบียนสมรส ก็ถือเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย อ้างอิง ฎ. 1776/2558
🤔วิเคราะห์ ฎ. 1776/2558 เพิ่มเติม
หมายความว่า ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเรื่องซื้อที่ดินและรับโอนกรรมสิทธิ์มาเพียงคนเดียวก่อนแต่งงาน แล้วจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร แม้การชำระค่างวดจะมาจากเงินสินสมรส ก็ยังเป็นสินส่วนตัว อยู่ เพราะเป็นเพียงการช่วยชำระหนี้เงินกู้ให้เท่านั้น

7 ซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน โดยเงินส่วนตัว แม้จะทำในระหว่างสมรส ถือเป็นสินส่วนตัว อ้างอิง ฎ.145/2563

8 ร่วมกันปลูกสร้างบ้าน บนที่ดินสินส่วนตัว บ้านถือเป็นสินสมรส ไม่ใช่หลักส่วนควบ ตามหลัก ป.พ.พ.146 อ้างอิง ฎ. 3953/2561

9 นำที่ดินส่วนตัวไปแลกเปลี่ยนที่ดินในระหว่างสมรส ที่ดินใหม่ถือเป็นสินส่วนตัว เพราะเป็นการได้ที่ดินมาแทนทรัพย์เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง อ้างอิง ฎ.3786/2546

10 นำเงินส่วนตัวไปดาวน์บ้านก่อนแต่งงาน รวมกับสินสมรสภายหลังแต่งงานด้วย แยกกันไม่ได้ เข้าข้อสันนิษฐาน ตาม ป.พ.พ. 1474 วรรคท้าย เป็นสินสมรส

🚘วิเคราะห์ รถยนต์ ตามแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาดังนี้
1 นำเงินไปดาวน์รถยนต์ในระหว่างสมรส แล้วมารับโอนกรรมสิทธิ์หลังหย่า รถยนต์ยังเป็นสินสมรสอยู่ อ้างอิง ฎ.3786/2546

2 นำเงินเก็บบางส่วนที่มีก่อนสมรส รวบรวมกับเงินกู้สหกรณ์ มาซื้อรถยนต์ เงินกู้ที่ได้มาถือเป็นสินสมรส รถยนต์ถือเป็นสินสมรส อ้างอิง ฎ. 1596/2554

วิธีการแบ่งรถยนต์สินสมรส ต้องแบ่งส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 ซึ่งถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่หากไม่สามารถนำรถยนต์สินสมรสมาแบ่งกันได้ก็ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้คืนมูลค่าค่าเช่าซื้อที่ชำระไปครึ่งหนึ่ง

3 เซ่าซื้อรถยนต์ (ยังผ่อนไม่หมด) กรรมสิทธิ์จึงยังไม่โอน สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นสินสมรส อ้างอิง ฎ.6244/2550

4 ซื้อที่ดินและรถยนต์ในระหว่างสมรส นำเงินที่ซื้อมาจากจากการกู้ยืมเงินจากธนาคารและสหกรณ์ ซึ่งค่าผ่อนชำระหนี้ มาจากเงินเดือนของภริยาทั้งสิ้น เงินเดือนเป็นสินสมรส ที่ดินและรถยนต์ จึงเป็นสินสมรส อ้างอิง ฎ.9570/2551

5 ซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน โดยเงินส่วนตัว แม้จะทำในระหว่างสมรส ถือเป็นสินส่วนตัว อ้างอิง ฎ.145/2563

คําพิพากษาฎีกาที่ 3953/2561
การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทก่อนที่ ผู้ร้องกับจําเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรส และเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471(1) ส่วนการที่ต่อมาผู้ร้องน้ําที่ดินพิพาท ที่ซื้อได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของไปจดทะเบียนจํานองประกันหนี้เงินกู้ก็เป็นสิทธิที่ผู้ร้องสามารถทําได้ และการที่จําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจะร่วมผ่อนชําระด้วยก็เป็นเพียงการช่วยชําระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ร้อง เท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่าจําเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้องในที่ดินพิพาทเมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาทอันเป็นสินส่วนตัว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้คือที่ดินพิพาทได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 3)
บ้านพิพาทบนที่ดินพิพาทเป็นบ้านตึกสองชั้นที่ก่อสร้างขึ้นใหม่แทนบ้านหลังเดิมที่เป็น บ้านตึกชั้นเดียว แต่ยังคงใช้เลขที่บ้านตามเดิม และด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสของผู้ร้องกับ จําเลยที่ 1 และผู้ร้องกับจําเลยที่ 1 ใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์แสดง ให้เห็นว่าบ้านพิพาทก่อสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมและอยู่ในความรู้เห็นของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของ ที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าเข้าข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธิปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 และไม่ถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบของที่ดินอันตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของผู้ร้องแต่ผู้เดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 หากแต่บ้านพิพาทเป็นสินสมรสไม่ใช่สินส่วนตัว จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องเมื่อจําเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในบ้านพิพาทด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ในส่วนบ้านพิพาทได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1776/2558
การที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้เงินซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ ก่อนจดทะเบียนสมรสและช่วยกันผ่อนชำระหนี้ธนาคารเข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกันมาแต่เดิม แต่การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการถือกรรมสิทธิ์รวมของผู้ตายกับจำเลยคนละครึ่ง ดังนั้น เมื่อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับจำเลยมีอยู่ก่อนสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยฝ่ายละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ผู้ตายกับจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินในการซื้อตอนแรกก่อนสมรส โดยนำที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันหนี้ แล้วมีการผ่อนชำระหนี้เรื่อยมาจนมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองมาเป็นชื่อผู้ตายกับจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสนั้น เป็นเพียงขั้นตอนการชำระหนี้ของผู้ตายกับจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกับจำเลยมาก่อนสมรสต้องกลายเป็นสินสมรส ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่ง

เรียบเรียงและเขียนโดย ธนู กุลอ่อน

บริการทางกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายธนู

เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ปี 2012 เพื่อบริการให้คำปรึกษากฎหมายเบื้องต้นฟรี รับว่าความทั่วประเทศ

คดีแพ่ง อาญา แรงงาน ปกครอง ล้มละลาย เยาวชนและครอบครัว ภาษีอากร ลิขสิทธิ์ การค้าระหว่างประเทศ อนุญาโตตุลาการ

อุทธรณ์ ฏีกาคำพิพากษา

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

วิธีนับอายุความคดีบัตรเครดิต
เดี่ยวจะเล่าให้ฟัง
เช้านี้ ที่ปากน้ำ⛴⚓️ #ThanuLawAndTravel
#ThanuLawColumn No27 🐈 #ทนายคดีฟ้องหย่าประเด็นคำถาม : สามีภริยา👩‍❤️‍👨 ร่วมกันทำธุรกิจฟาร์มแมว โดยสามีเป็นเจ้าของพ่อแม่แม...
คำร้องขอจดทะเบียนและบันทึกทะเบียนครอบครัว (คร1)
อนุญาโตตุลาการ TAI Small Claims
ประกาศขายแมว คู่ละ 0 บาทครับ
ข้อต่อสู้คดีกู้ยืม
โทรฟรีผ่านlineoa
วิธีคำนวณสัดส่วนร้อยละที่เพิ่มขึ้น
Thanu contact 2020
☝️เพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง เพื่อให้เราใกล้กัน ในยุค WFHZoomAdd contact ผ่านอีเมลthanuneomai@gmail.com☝️Add More ways to cont...

ผลิตภัณฑ์

Legal and Business Services
Notary Public Services
Litigate Services
Civil case, criminal, labor court, bankruptcy, juvenile and family
Arbitration
Appeal to the sentence
Legal ex*****on Services

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bond Street
Ban Pak Kret
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 18:00
อังคาร 07:00 - 18:00
พุธ 07:00 - 18:00
พฤหัสบดี 07:00 - 18:00
ศุกร์ 07:00 - 18:00
เสาร์ 07:00 - 18:00
อาทิตย์ 07:00 - 18:00