ไททันสตีล Titan Steel โรงงานเพลาขาว

โรงงานผลิตเพลาขาว จำหน่ายเพลาดำ เพ?

14/10/2022

Generation Gap

Generation Gap เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าเราทำงานอะไรก็ต้องเจอ ไม่ใช่แค่กับการ ทำที่บ้าน ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การหนีมัน แต่คือการเข้าใจมันต่างหาก
.
คนรุ่นเก่า-คนรุ่นใหม่ หัวหน้า-ลูกน้อง เด็ก-ผู้ใหญ่ ก็มักจะมีปัญหาเกิดขึ้นจากการทำงานได้เสมอ สาเหตุหลักๆ มาจากความแตกต่างของช่วงวัย ส่งผลให้ไม่มีความสุขในการทำงานและไม่ใครคนใดคนหนึ่งก็ต้องลาออกไป
วันนี้เรามาแนะนำเทคนิคดีๆ เพื่อให้สามารถทำงานกับคนต่างวัยได้อย่างมีความสุข
.
1. ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ไม่ว่าเป็นจะเป็นเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ การให้ความเคารพและการให้เกียรติซึ่งกันและกันในการทำงาน เคารพและเชื่อมั่นในบทบาทหน้าที่ของกันและกันก็จะทำให้เราสามารถทำงานกับคนทุกวัยได้โดยไม่ต้องกังวล
.
2. พูดคุยแลกเปลี่ยน นอกเหนือจากเรื่องาน
บรรยากาศของการทำงานมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้ผลงานที่ออกมาเป็นไปตามเป้าหมาย ลองหันมาพูดคุย สอบถาม สร้างบทสนทนาใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องงานดูบ้างก็ได้ นั่นไม่ทำให้เพียงแค่เราจะเปิดใจให้กัน แต่มันยังทำให้เราเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนต่างวัยอีกด้วย
.
3. สื่อสารให้มากขึ้น
ลองหยุดการพิมพ์แชท และยกหูโทรศัพท์ หรือ เดินไปคุย ถ้าเป็นไปได้นะครับ เพราะทุกวันนี้ช่องทางการสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย แม้จะทำให้เราสามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดถึงวัตถุประสงค์ของการสื่อสารแต่ละครั้งได้ การพูดคุยกันต่อหน้าจึงมีความสำคัญ และยังจำเป็นในการสร้างความพันธ์ที่ดีและเข้าใจกันมากขึ้นด้วย
.
4. เปิดใจกว้างยอมรับความแตกต่าง
การยอมรับความแตกต่างบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเราสามารถเปิดใจยอมรับความแตกต่างได้ เราจะทำงานกับทุกคน ทุกวัย ได้อย่างไม่มีปัญหา ลองเริ่มต้นจากการมองหาข้อดีของพวกเขา มองข้ามจุดที่เราไม่ชอบ และยอมรับให้ได้ว่าไม่มีอะไรจะเหมือนกันไปซะหมด และไม่ได้ทุกคนที่จะคิดเหมือนกันกับเรา
.
5. ใช้จุดแข็งสร้างคำชม
ไม่ว่าวัยไหน เด็ก หรือ ผู้ใหญ่ ทุกคนย่อมมีจุดเด่นที่ช่วยให้งานเดินหน้าได้ ถ้าเราลองเอาจุดเด่นนั้นมาสร้างเป็นคำชมเพื่อเติมเต็มความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน ก็จะทำให้งานขององค์กรบรรลุเป้าหมายไปได้ และทุกคนก็ยังมีความสุขกับการทำงานอีกด้วย
.
ลองนำไปปรับใช้นะครับ
น่าจะทำให้คุณทำงานร่วมกับ ผู้ใหญ่ ได้ดีมากยิ่งขึ้น

12/10/2022
[ณัฐมาคุย] เราจะต้องสเกลพร้อมเพย์ไปถึงไหน? 30/09/2022

[ณัฐมาคุย] เราจะต้องสเกลพร้อมเพย์ไปถึงไหน?

หาาา!! App การเงินล่มเพราะหวย!?

[ณัฐมาคุย] เราจะต้องสเกลพร้อมเพย์ไปถึงไหน? เราจะต้องสเกลพร้อมเพย์ไปถึงไหน?

27/09/2022

กลุ่มทุนคุมญี่ปุ่น

“เคเรตสึ” กลุ่มทุนใหญ่ ที่ครอบงำ เศรษฐกิจญี่ปุ่น /โดย ลงทุนแมน
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมประเทศญี่ปุ่น ที่เคยโดนโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
จนสามารถก้าวขึ้นมา เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ 3 ของโลก

หลายคนอาจมีคำตอบในใจว่า สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ปลุกให้ญี่ปุ่นฟื้นคืนชีพ
แต่นั่นอาจเป็นข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียว ของประวัติศาสตร์เท่านั้น

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยังมี “ตัวละครลับ”
ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของญี่ปุ่น

แล้วตัวละครลับเหล่านั้นเป็นใครบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
เริ่มกันที่ “ตระกูล Mitsui” และ “ตระกูล Sumitomo”
ซึ่งปัจจุบัน ได้ควบรวมกิจการธนาคารกันแล้ว กลายเป็นธนาคาร Sumitomo Mitsui

ทั้ง 2 ตระกูลมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการเมืองของญี่ปุ่น มาตั้งแต่สมัยยุคโชกุนโทกูงาวะแล้ว
โดยตระกูล Mitsui ทำธุรกิจค้าผ้าไหม และเป็นตัวแทนเก็บภาษีอากร
ส่วนตระกูล Sumitomo ทำธุรกิจเหมือง และส่งแร่เหล็กให้รัฐบาลนำไปผลิตอาวุธ

ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น จากระบบโชกุนสู่ยุคการปฏิวัติเมจิ
ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น เพื่อให้มีความเจริญทัดเทียมกับชาติตะวันตก ตั้งแต่ระบบการศึกษาไปจนถึงระบบเศรษฐกิจ

โดยมีการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ การรถไฟ และการต่อเรือ แต่รัฐบาลไม่สามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้าย จึงต้องมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ให้เอกชนเข้ามาดูแลธุรกิจเหล่านี้แทน

เรื่องนี้กลับมีความน่าสนใจตรงที่ว่า
กลุ่มทุนของเอกชนที่มีความพร้อม ทั้งในแง่เงินทุนและประสบการณ์ ยังคงเป็น 2 ตระกูลเดิมอย่าง Mitsui และ Sumitomo ที่เคยมีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่ในอดีต

แต่จะมีอีก 2 ตระกูล เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในยุคนี้คือ “ตระกูล Mitsubishi” และ “ตระกูล Yasuda”

ซึ่ง 4 ตระกูลที่ว่านี้ ต่างก็เข้ามาซื้อกิจการที่เคยเป็นของรัฐ จนกลายเป็น 4 ตระกูลที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่ากลุ่ม “ไซบัตสึ”

แม้ว่าตระกูลเหล่านี้จะร่ำรวยมากแค่ไหน
แต่ก็ยังมีเงินทุนไม่เพียงพอ ที่จะครอบครองธุรกิจทั้งหมดได้
อีกทั้งการหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกก็ยังมีข้อจำกัด

กลุ่มไซบัตสึจึงเลือกบริหารในลักษณะพีระมิด
โดยจะมีการจัดตั้งบริษัทแม่ขึ้นมาเพื่อถือหุ้นบริษัทลูก ในสัดส่วนที่พอมีอำนาจควบคุมเท่านั้น ซึ่งจะไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทลูก 100%

ทำให้กลุ่มไซบัตสึสามารถระดมทุนได้มากขึ้น เพื่อครอบครองธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

นอกจากนี้ กลุ่มไซบัตสึยังเป็นกำลังสนับสนุนหลัก ให้กองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย
เช่น กลุ่ม Mitsubishi ก็เคยเป็นผู้ผลิตเครื่องบินรบซีโร่ เครื่องบินขับไล่ชั้นยอดของญี่ปุ่นในสมัยนั้น

ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
สหรัฐอเมริกาต้องการจำกัดอิทธิพลของกลุ่มทุน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่น
โดยการยึดทรัพย์สิน ปรับโครงสร้างองค์กร และแยกธุรกิจลูกบางแห่งออกมา

แต่ว่าสหรัฐอเมริกาสามารถจำกัดอิทธิพลของไซบัตสึได้แค่บางส่วนเท่านั้น
เพราะอีกฝั่งหนึ่ง สหรัฐอเมริกาก็ต้องต่อสู้กับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์

สหรัฐอเมริกาจึงเลือกที่จะวางหมากให้ญี่ปุ่นเป็นกำลังหลัก เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชีย
โดยการสร้างอุตสาหกรรมหนัก เพื่อพัฒนาประเทศ และสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ชาวญี่ปุ่น
ซึ่งผู้เล่นสำคัญ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก ก็เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากกลุ่มไซบัตสึ

ในเวลาต่อมา กลุ่มทุนใหม่ก็ได้เกิดขึ้น มารวมตัวกับกลุ่มทุนใหญ่ที่เหลือรอด
รวมกันเรียกว่า “เคเรตสึ”

ซึ่งประกอบไปด้วยตระกูล Mitsui, Sumitomo และ Mitsubishi
และตระกูลใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ Fuyo, Sanwa และ Dai-Ichi Kangyo

พอมายุคนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่ และบริษัทลูกได้เปลี่ยนไป
โดยบริษัทต่าง ๆ เริ่มมีการถือหุ้นระหว่างกันลดน้อยลง
แต่มีความสัมพันธ์กันแบบ การทำธุรกิจร่วมกันแทน เช่น การปล่อยเงินกู้ การรับซื้อสินค้าไปขายต่อ หรือแม้แต่การสนับสนุนเทคโนโลยีระหว่างกัน

ซึ่งการร่วมมือกันภายในกลุ่มเคเรตสึในยุคสงครามเย็น ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างรวดเร็ว
จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Japanese Economic Miracle”

ถึงตรงนี้ เรื่องราวของเคเรตสึก็นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
บางครั้งการรวมกลุ่มกันของธุรกิจจนมีขนาดใหญ่ ก็อาจทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม และการผูกขาดในบางธุรกิจ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลุ่มทุนใหญ่เหล่านี้ ก็อาจเป็นเครื่องยนต์ช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แบบที่รัฐบาลทำเองไม่ได้ เหมือนกรณี เคเรตสึ ของญี่ปุ่น นั่นเอง..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References:
- https://www.britannica.com/biography/Asano-Soichiro
- https://www.newworldencyclopedia.org/entry/Zaibatsu
- https://corporate.findlaw.com/corporate-governance/zaibatsu-and-keiretsu-
- https://www.investopedia.com/articles/economics/09/japanese-keiretsu.asp
- https://www.smithsonianmag.com/innovation/how-eight-conglomerates-dominate
-https://wkuwire.org/bitstream/20.500.12540/500/1/wku_etd001_cbpm01_000460.pdf
- https://corporatefinanceinstitute.com/resources/knowledge/strategy/keiretsu/
- https://www.academia.edu/49580304/

26/09/2022

การค้าทางบกชา
ทางทะเล ที

• รู้หรือไม่ คำว่า 'ชา' กับคำว่า 'Tea'
มีต้นกำเนิดมาจากที่จีนเหมือนกัน

-----

ทุกคนน่าจะทราบว่า คำว่า 'Tea' ในภาษาอังกฤษ แปลว่าชาหรือน้ำชา แต่คุณรู้ไหมว่า คำว่าชากับ Tea มีจุดกำเนิดจากที่เดียวกัน นั่นก็คือประเทศจีน

โดยจุดกำเนิดของคำว่าชา มาจากคำในภาษาจีนกลาง (หรือจีนแมนดาริน) คือคำว่า Chá (茶)

ขณะที่คำว่าที (Tea หรือ Te) มาจากคำในภาษาจีนสำเนียงหมินหนาน (Min Nan) ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของคนจีนแถบมณฑลฝูเจี้ยนทางตอนใต้ของจีน รวมถึงในไต้หวัน

ซึ่งทั้งสองคำนีั ก็ได้ทำให้มีการแบ่งประเทศบนโลกออกเป็น 2 กลุ่ม คือประเทศที่ใช้คำว่าชาในการเรียกชา กับประเทศที่ใช้คำว่าทีในการเรียกชา

โดยประเทศที่ใช้คำว่าชา ส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากการค้าทางบกกับจีน โดยเฉพาะกับเส้นทางสายไหม (Silk Road)

ตัวอย่างประเทศที่ใช้คำว่าชา ก็มีอาทิ เกาหลี, ญี่ปุ่น, รัสเซีย, อินเดีย (ยกเว้นตอนใต้ของอินเดีย) ตะวันออกกลาง, แอฟริกาเหนือและตะวันออก รวมไปถึงประเทศในแถบอาเซียนอย่าง เวียดนาม ลาว และไทย

ขณะที่ประเทศที่ใช้คำว่าที จะได้รับอิทธิพลจากการค้าทางทะเลกับจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาติยุโรป ที่ได้ค้าใบชาที่ท่าเรือในแถบตอนใต้ของจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลของคำว่าที มาจากชาวจีนท้องถิ่น

โดยประเทศที่ใช้คำว่าที ก็คือประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปยกเว้นโปรตุเกสและยุโรปตะวันออก ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ทั้งหมดยกเว้นบราซิล แอฟริกาตะวันตกและใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ รวมไปถึงประเทศในแถบอาเซียนอย่าง เมียนมา, กัมพูชา, มาเลเซียและอินโดนีเซีย

ส่วนสาเหตุที่ทำให้โปรตุเกสใช้คำว่าชา ซึ่งแตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในยุโรปที่ส่วนใหญ่จะใช้คำว่าที ก็เป็นเพราะโปรตุเกสทำการค้าชาที่มาเก๊า ซึ่งชาวจีนท้องถิ่นที่นั่นนิยมใช้คำว่าชามากกว่า (และเป็นเหตุผลที่ทำให้บราซิลใช้คำว่าชาตามไปด้วย)

ดังนั้นสรุปได้ว่า ประเทศที่ใช้คำว่าชา ได้รับอิทธิพลจากการค้าทางบก ส่วนประเทศที่ใช้คำว่าที ได้รับอิทธิพลจากการค้าทางทะเล

-----

*** Reference

• Quartz. Tea if by sea, cha if by land: Why the world only has two words for tea. https://bit.ly/3RbZooH
• Culture Trip. What the Word ‘Tea’ Reveals About its History. https://bit.ly/2GWHJhZ
• The Language Nerd. Tea if by sea, Cha if by land: Why the world has only two words for tea. https://bit.ly/3dFb3hX

24/09/2022

อ่านกรรมวิธีการทำแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมแพง

รู้จัก “บินโจตัน” ถ่านกิโลละ 1,000 ที่ร้านญี่ปุ่นหรูหลายแห่ง ใช้ย่างอาหาร /โดย ลงทุนเกิร์ล
เมื่อพูดถึง “ถ่าน” สำหรับมื้อปิ้งย่าง หลายคนอาจนึกถึง ถ่านที่มีราคาถุงละไม่กี่บาท
แต่สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นหรู ๆ หลายแห่ง กลับมองว่า การลงทุนใช้ถ่านดี ๆ ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ช่วยให้รสชาติอาหารดีขึ้น

ซึ่งถ่านที่ได้รับการยอมรับจากเชฟทั่วโลก ว่าเป็นถ่านที่ดีที่สุดในโลก ก็คือ “บินโจตัน” ถ่านลักชัวรี ที่อาจมีราคาสูงถึง 1,200 บาทต่อกิโลกรัม เลยทีเดียว

เรื่องราวของถ่านบินโจตัน น่าสนใจอย่างไร ?
แล้วทำไมถึงมีราคาสูง ? ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง

จุดเริ่มต้นของถ่านบินโจตัน หรือที่บางคนเรียกกันว่า ถ่านขาว
เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับในสมัยยุคเอโดะ (Edo)

โดยผู้ที่คิดค้นถ่านชนิดนี้ คือ ช่างฝีมือถ่านที่มีชื่อเสียง อย่างคุณ Binchoya Chozaemon ที่เป็นผู้พัฒนากระบวนการผลิตถ่านบินโจตันขึ้น

ด้วยการนำ “กิ่งไม้โอ๊ก อูบาเมะ” (Ubame) ชนิดแข็งพิเศษ ที่เติบโตบนเนินเขา ในป่าของจังหวัดวากายามะ มาเก็บรักษาอย่างดีหลังจากเก็บเกี่ยว ในเตาเผาชนิดพิเศษ และจะถูกนำมาเผา เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อควบคุมการไหลเวียนของออกซิเจน

จนกระทั่งควันเริ่มมีสีจางลง ซึ่งหมายความว่า สิ่งสกปรกในถ่านจะถูกเผาทิ้งไปเกือบทั้งหมด และมีคาร์บอนสูงถึง 98% ทำให้บินโจตัน มีสารระเหยตกค้างน้อย กลายเป็นถ่านที่มีความบริสุทธิ์สูงนั่นเอง

ซึ่งข้อดีของการนำถ่านบริสุทธิ์สูง ไปใช้ประกอบอาหาร คือ ช่วยลดสารพิษที่ตกค้างในอาหาร รวมถึง แทบจะไม่มีสารก่อมะเร็งต่าง ๆ

และเหตุผลที่กล่าวมา ทั้งเรื่องของแหล่งที่มา กระบวนการผลิตที่ประณีต ไปจนถึงความเป็นถ่านบริสุทธิ์ ส่งผลให้บินโจตัน พิเศษกว่าถ่านทั่วไปนั่นเอง

ซึ่งการที่ถ่านบินโจตัน ถูกเรียกว่า “ถ่านลักชัวรี” ก็คงไม่ผิดนัก
เพราะราคาของถ่านชนิดนี้ อาจสูงถึงกิโลกรัมละ 1,200 บาท

และหากลองคิดเล่น ๆ ว่า ตามร้านอาหารที่ต้องใช้ถ่านจำนวนมาก ในทุก ๆ วัน
หากซื้อถ่านบินโจตันมาใช้สัก 8 กิโลกรัม ก็แทบจะเกือบ 10,000 บาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ที่มาช่วยเสริมให้ถ่านบินโจตัน มีราคาสูงกว่าถ่านทั่ว ๆ ไป

ซึ่งความพิเศษแรก คือ “คุณภาพของถ่าน”

ถ่านบินโจตัน สามารถนำมาจุดไฟ เพื่อใช้ซ้ำได้ถึง 3 ครั้ง
และยังสามารถเผาไหม้ ได้นานสูงสุดถึง 5 ชั่วโมง
อีกทั้งยังให้ความร้อนที่สม่ำเสมอ มากกว่าถ่านทั่วไป

ซึ่งข้อดีก็คือ เราสามารถย่างอาหารได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมาจุดถ่านใหม่บ่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้ความร้อนไม่คงที่ และส่งผลให้อาหารที่ถูกนำมาย่าง ไม่ได้เนื้อสัมผัสที่ต้องการ หรือสุกไม่พอดีกันได้

ถัดมา คือ “ถ่านบินโจตัน มีส่วนช่วยให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น”

ว่ากันว่า ความแตกต่างของรสชาติอาหารประเภทย่าง เกิดจากส่วนประกอบสำคัญ อย่าง “ถ่าน” เป็นหลัก

เช่น การย่างอกไก่ ที่ปรุงรสง่าย ๆ บนถ่านทั่วไป และบนถ่านบินโจตัน จะสัมผัสได้ถึงรสชาติ และความแตกต่างของเนื้อสัมผัสได้ในทันที

เพราะถ่านบินโจตัน สามารถทำความร้อนได้มากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนระดับนี้ จะทำให้หนังของเนื้อสัตว์เกรียมกำลังพอดี แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อข้างในจะยังมีความชุ่มฉ่ำอยู่

อีกทั้งยังเป็นถ่านที่มีควันน้อย และไร้กลิ่น ทำให้อาหารที่ถูกนำไปย่าง ไม่ถูกกลิ่นควันกลบรสชาติ เหมือนถ่านทั่ว ๆ ไป

ซึ่งในประเทศไทย ก็มีหลาย ๆ ร้านโอมากาเสะ ที่มักจะใช้ถ่านบินโจตันร้อน ๆ นาบลงไปบนเนื้อปลา เพื่อเพิ่มความหอม และยังปลอดภัยกับคนทานมากกว่าการใช้ถ่านไม้ทั่ว ๆ ไปอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในแต่ละปี ประเทศญี่ปุ่นจะสามารถผลิตถ่านบินโจตัน ได้มากถึง 1,800 ตันต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั่วโลก และส่งผลให้มีถ่านบินโจตันปลอม ออกมาวางขายอยู่เรื่อย ๆ

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ วิธีการเช็กว่าแบบไหนคือถ่านบินโจตันของแท้ คือให้ลองนำถ่านมาเคาะกัน ถ้าเกิดเสียงดังกังวานเหมือนเสียงโลหะกระทบกัน แสดงว่าถ่านนั้นคือบินโจตันของแท้นั่นเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วัฒนธรรมความพิถีพิถันในการทำอาหารของชาวญี่ปุ่น ส่งผลให้เมนูอาหารญี่ปุ่นแทบทุกประเภท โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่เสมอ

แม้กระทั่ง “ถ่าน” สำหรับย่างอาหาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบธรรมดา ๆ ที่หลายคนอาจมองว่าไม่สำคัญ หรือใช้อะไรก็คงเหมือน ๆ กันนี้ ยังต้องผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดี

ซึ่งความพิถีพิถันในการเลือกสรรนี้เอง ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่น สามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ รวมถึงสร้างความไว้วางใจ ให้กับเราได้อยู่เสมอนั่นเอง..

References:
-https://www.epicurious.com/expert-advice/is-binchotan-the-best-charcoal-in-the-world
-https://defiancegehttps://www.epicurious.com/expert-advice/is-binchotan-the-best-charcoal-in-the-worldarco.com/blogs/news/the-history-and-benefits-of-activated-binchotan-charcoal
-https://wildwoodovens.com/binchotan-charcoal/
-https://saketours.com/blog/binchotan

19/09/2022

อย่างงี้นี่เอง

ห้าม ! ใช้ถ่านอัลคาไลน์ ใส่รีโมท นาฬิกา
.
แอดก็หลงใช้มาตั้งนาน คิดว่าถ่านแพงจะใช้ได้นานกว่า 😅
.
ถ่านอัลคาไลน์นั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าถ่านธรรมดาถึง 10 เท่า และถ่านอัลคาไลน์สามารถปล่อยน้ำกรดเยิ้มมาได้ ดังนั้นพวกรีโมทหรือนาฬิกาแขวนที่กินไฟน้อยมาก ๆ การใส่อัลคาไลน์ที่ทำให้ใช้นานจนลืม อาจจะเกิดน้ำกรดเยิ้มสร้างความเสียหายให้กับรีโมทหรือนาฬิกาได้
.
อีกเหตุผลคือ นาฬิกา Quartz ทำงาน โดย ใช้ วงจรสร้างความถี่ oscillator circuits ซึ่งปกติ จะมีความถี่ 32.768 kHz จากไฟ แรงดันมาตราฐาน 1.5v
.
แรงดัน ที่เกิน 1.55v ขึ้นไป จะทำให้การทำงาน ของวงจรเพี้ยนไป โดยจะได้ความถี่ที่ลดลง เป็นเหตุให้ นาฬิกา Quartz จะเดินช้ากว่าปกติ ถ้าใส่ถ่าน alkaline เพราะถ่าน alkaline มีแรงดันเริ่มต้น ประมาณ 1.58 V ซึ่ง สูงกว่า แรงดัน ของถ่าน zinc - carbon ที่มีแรงดันเริ่มต้น ที่ 1.5 v
และแน่นอน ในแรงดัน ที่ต่ำกว่า 1.2 v เวลาถ่านใกล้หมดไฟ จะทำให้วงจรให้ความถี่ ที่สูงกว่าปกติ เราจะสังเกตุได้ว่านาฬิกา จะเดินเร็วกว่า ปกติ อยู่หลายวันก่อนหยุดทำงานไปเลย
.
ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิต นาฟิกา ชั้นนำถึงแนะนำให้ใช้ battery carbon zinc ธรรมดากับ นาฬิกา quartz เพราะ ราคาถูก และ ทำให้นาฬิกาเดินได้อย่างเที่ยงตรงนั้นเอง ถ้าคุณ ไปซื้อนาฟิกา แขวนผนัง ที่มี ยี่ห้อดีๆ เช่น seiko rhythm citizen แน่นอนคุณจะพบว่า ถ่าน ที่แถมมากับเครื่อง เป็นถ่าน CARBON ZINC รุ่นดีๆ เพราะมันมีแรงดัน 1.5v พอดีทำให้นาฬิกาเดินได้อย่างเที่ยงตรงนั่นเองครับ
.
ที่นี้ก็ไม่ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้วครับ
.
ขออนุญาตใช้ภาพจาก panasonic นะครับ คนไทยคุ้นเคย
และข้อมูลจากคุณ Tigermoth @ pantip.com ด้วยครับ
.

18/09/2022

TECH: นักวิทยาศาสตร์ยิง ‘แสงเลเซอร์’ ใส่ ‘ขวดน้ำ’ และแปลงมันเป็นเพชรได้สำเร็จ
.
เรารู้กันดีว่าเพชรเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าในโลก แต่ถ้าเราพูดถึงการสร้างเพชรจากสิ่งที่เป็น ‘ขยะ’ มันก็ฟังดูเหมือนการเล่นแร่แปรธาตุมากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่มันก็เป็นไปแล้ว
เพราะนักวิทยาศาสตร์ สามารถสร้าง ‘เพชร’ ได้สำเร็จ จากการยิงแสงเลเซอร์ใส่พลาสติกแบบที่ใช้ทำ ‘ขวดน้ำ’ ในภาวะแรงดันที่สูง ซึ่งงานวิจัยนี้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ScienceAdvances ช่วงกันยายน 2022
.
แต่ก่อนจะเข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์เขาเปลี่ยนขยะเป็นเพชรได้อย่างไร ก็อยากให้เข้าใจก่อนว่าการทดลองนี้ ‘ทำไปทำไม’
.
เริ่มจากนักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่า ในชั้นบรรยากาศของดาวอย่างเนปจูนและยูเรนัสมี ‘ฝนที่ตกเป็นเพชร’ แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจนักก็คือ มันตกแบบนั้นได้ยังไง สมมติฐานต่างๆ จึงเกิดขึ้น ซึ่งถ้าจะพิสูจน์ว่าสมมติฐานถูกหรือไม่ก็ต้องทดลองตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
.
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ความร้อนและแรงดันที่สูงจะทำให้เกิดเพชร แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่แน่ใจก็คือมันต้องมีธาตุอะไรบ้างที่จะเป็นเงื่อนไขให้ความร้อนและแรงดันที่สูง โดยวิธีการที่จะทดลองก็คือ เอาสารประกอบที่มีหลายๆ ธาตุมายิ่งเลเซอร์ใส่ในห้องความดันสูง ดูว่ายิงใส่อะไรจะเกิดเพชร และเกิดที่อุณหภูมิเท่าไร และแรงดันเท่าไร
.
ความพยายามนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ลองเปลี่ยนสิ่งที่เอาเลเซอร์ยิงใส่ไปเรื่อยๆ จนมาถึงพลาสติกขวดน้ำนี่แหละ ที่ ‘ตูม’ ยิงแล้วออกมาเป็นเพชรเลย
.
ส่วนคำถามว่าต้องร้อนแค่ไหน คำตอบคือประมาณ 6,000 องศาเซลเซียสซึ่งทำให้หลายๆ วัตถุกลายเป็นไอได้ และถ้าถามว่าแรงดันแค่ไหนก็คือ ประมาณ 10 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้วขณะที่แรงดันในบรรยากาศที่เราอาศัยอยู่ ณ ระดับน้ำทะเลมีแค่ 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเท่านั้น ดังนั้น 10 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้วมันคือแรงดันอากาศที่สูงกว่าในสภาวะความเป็นอยู่ของมนุษย์เป็นล้านเท่า
.
หรือพูดอีกแบบก็คือ ในภาวะที่ร้อนและมีแรงดันสูงว่าที่มนุษย์ดำรงอยู่ระดับเกินจินตนาการ มันสามารถทำให้ขวดน้ำพลาสติกกลายเป็นเพชรได้ ซึ่งก็แน่นอน ภาวะแบบนี้ทำได้บนโลกแต่ในห้องแล็บ คงไม่มีใครคิดว่าจะลองทำเล่นที่บ้าน
.
แล้วนัยยะของการทดลองนี้มันคืออะไร? อย่างแรกคือมันทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจสภาพความร้อนและแรงดันอากาศบนดาวเนปจูนและยูเรนัสว่าว่ามันต้องโหดขนาดไหนฝนถึงตกมาเป็นเพชรได้ แต่ที่เขาเข้าใจเพิ่มก็คือในดาวพวกนี้น่าจะมีน้ำอยู่ เพราะจริงๆ ผลผลิตของการยิงเลเซอร์ใส่ ‘ขวดพลาสติก’ ไม่ใช่แค่เพชรเท่านั้น แต่มันยังเกิดน้ำออกมาด้วย
.
ที่เป็นอย่าวนี้เเพราะสิ่งที่เรียกว่าพลาสติกแบบขวดพลาสติกนั้นมันชื่อเรียกกันว่า PET และสูตรเคมีของมันคือ C10H8O4 เราจะเห็นได้ว่ามันประกอบ ไปด้วย คาร์บอน 5 ส่วน ไฮโดรเจน 2 ส่วน และออกซิเจน 1 ส่วน และถ้าส่วนของคาร์บอนมันกลายเป็นเพชรไปแล้ว เราก็จะเห็นว่าไฮโดรเจน 2 ส่วน และออกซิเจน 1 ส่วน นั้นก็พอดิบพอทีที่จะกลายเป็นน้ำ และมันก็เป็นน้ำจริงๆ เพราะยิงเลเซอร์ใส่พลาสติกแบบขวดพลาสติกภายใต้เงื่อนไขความร้อนและแรงดันสูง มันก็จะแยกออก ส่วนหนึ่งกลายเป็นเพชร อีกส่วนก็จะกลายเป็นน้ำ
.
ตรงนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า มันไม่ใช่แค่คาร์บอนเท่านั้นที่จะเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดเพชรได้ แต่มันต้องมีไฮโดรเจนและออกซิเจนในสัดส่วนที่เหมาะสมด้วย หรือถ้าจะมองอีกแบบก็คือ มัน ‘พิสูจน์’ ว่าจริงๆ ในสถาวะอันหฤโหดสุดๆ ที่ ‘ฝนตกเป็นเพชร’ มันมี ‘น้ำ’ ซ่อนอยู่ และน่าจะมีแบบเหลือเฟือเลยด้วย
.
ซึ่งนี่อาจทำให้บางคนตื่นเต้น เพราะมันหมายความว่าถ้ามนุษย์เราสามารถปรับสภาพอากาศบนดาวเหล่านี้ให้มนุษย์อยู่อาศัยได้แล้วก็หมายความว่ามันมีทั้งน้ำ และออกซิเจนบนดาวให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้
แต่ก็นั่นแหละ คำถามที่ยากยิ่ง อาจเป็นว่าเราจะแปลงดาวที่ร้อนกว่าที่มนุษย์จะดำรงอยู่ได้เป็นร้อยเท่า และมีแรงกดอากาศสูงกว่าที่มนุษย์อยู่เป็นล้านเท่าให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้ยังไงมากกว่า
.
อ้างอิง: NewScientist. Blasting plastic with powerful lasers turns it into tiny diamonds. https://bit.ly/3UmUasP
Fossbytes. Researchers Are Using X-Ray To Turn Plastic Into Diamonds. https://bit.ly/3qK9VMY
Vice. Scientists Turn Plastic Into Diamonds In Breakthrough. https://bit.ly/3Uh5u9T
Wikipedia. Orders of magnitude (pressure). https://bit.ly/3Llz2iC
.

29/08/2022

หาประตูบานนั้นให้เจอ

ไม่มีใครเกิดมาเพื่อที่จะ 'ล้มเหลว' ...เพียงแค่เขาอาจจะยังหาประตูสู่ความสำเร็จไม่เจอก็เท่านั้น

เรื่องราวของ 'แบล็คแจ๊ค' หรือ แจ๊ค ไรอัน นักบาสฝีมือฉกาจผู้ใช้โอกาสเปลืองที่สุดคนนี้ คือตัวอย่างของคนที่เคยถูกเรียกว่า 'พรสวรรค์ที่สูญเปล่า' ก่อนจะพลิกชีวิตกลับมาเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนด้วยคีย์เวิร์ดที่เจ้าตัวหาเจอ นั่นคือ Self Esteem

ในวัยเด็กแจ๊คเผชิญกับความกดดันจากพ่ออยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกบังคับให้เล่นอเมริกันฟุตบอลตั้งแต่ 8 ขวบ เพียงเพราะเป็นกีฬาที่พ่อหลงใหล หรือการไม่ซื้อจักรยานให้เพราะพ่อไม่เห็นความสำคัญ ซ้ำร้ายพ่อยังไม่เคยเข้าใจและสนับสนุนในสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ สักครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การเล่นบาสเกตบอล

ซูซาน น้องสาวของแจ๊ค บอกว่าแจ๊คมักสนุกกับการเล่นบาสในแบบที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นและตะโกนเรียกชื่อของเขา

“เวลาเดียวที่ผมเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตัวเอง คือเวลาไปสวนสาธารณะนั่นและเล่นได้ดี” แจ๊ค กล่าว

นอกจากจะจริงจังกับการซ้อมและโชว์ลีลาการเล่นบาสเกตบอลแล้ว แจ๊คยังเรียกความสนใจด้วยการทำผิวเป็นสีแทนและแต่งตัวราวกับเดินอยู่แถวชายหาด เมื่อบวกกับความสามารถที่เหนือชั้น นั่นก็ทำให้เขาได้รับโอกาสในการคัดตัวเข้าทีมบาสเกตบอลดังๆ หลายครั้ง แต่ทุกครั้งกลับจบลงด้วยการคว้าน้ำเหลว

“ผมจำได้ว่าผมมักจะขี้โมโหเพราะผมมีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ ดังนั้นการถูกบอกว่าผมทำสิ่งที่ผิดตลอดเวลา ผมจะเสียสติและทุกอย่างจะพังหมดเลย ผมมีความโกรธเหล่านี้อยู่ในตัว” แจ๊ค สารภาพ

อภิบาล ว่องวงษ์รักษ์ หยิบเรื่องราวของ แจ๊ค ไรอัน ในสารคดีชุด Losers ตอน Black Jack มาชวนมองลึกลงไปถึงปัญหา Self Esteem ที่อาจกลายเป็นจุดอ่อนและอุปสรรคในความสำเร็จของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

"ที่แจ๊คบอกว่าขี้โมโหเพราะมีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ ตรงนี้ผมมองว่า ‘มีเหตุผล’ เพราะสิ่งที่แจ๊คกลัวที่สุดคือการไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นหากใครเล่นบาสเก่งกว่าหรือกลบรัศมีความเด่นของเขา ย่อมเปรียบได้กับการราดแอลกอฮอล์ลงไปบนบาดแผล ทำให้แจ๊คต้องปกป้องตัวเอง (แบบผิดๆ) ด้วยการแสดงความเกรี้ยวกราด เพราะกลัวจะถูกคนอื่นลดทอนคุณค่าของตัวเอง"

ดังนั้น ไม่ว่าจะได้รับโอกาสสักกี่ครั้ง เขาก็ทำลายมันด้วยการขาดวินัยและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง แต่จะด้วยโชคชะตา หรือจังหวะชีวิตก็ตาม ในจุดที่ดำดิ่งที่สุดเขากลับพบว่าสิ่งที่ตัวเองหลงใหลไม่ใช่การแข่งขันภายใต้กฎกติกาอันน่าอึดอัด แต่เป็นการโชว์เพื่อเรียกรอยยิ้มและเสียงปรบมือจากผู้ชม

“ผมเหมือนอยู่จุดต่ำสุด ไปไหนไม่ได้แล้ว ผมก็เลยทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อไป เล่นบาสในลีกของสวนสาธารณะ และตอนนั้นมีโค้ชเพี้ยนๆ คนหนึ่งเห็นผมควงลูกบาสอยู่บนนิ้ว เขาบอกผมว่า ‘แจ็คกี้ อะไรเนี่ย นายทำได้ยังไง’ เขาบอกจะพาผมไปคัดตัวที่ฮาร์เล็ม วิซาร์ด ผมบอก..จริงดิ เพราะผมรู้ว่าพวกเขาคือใคร ทั้งเทคนิค-การดังก์- ตลก และทุกอย่าง โอ้แม่เจ้านี่คือเหตุผลที่ผมอยู่ที่นี่ งานนี้ผมจะไม่ทำพัง”

ซึ่งแจ๊คก็ไม่ทำพังจริงๆ เขากลายเป็นดาวเด่นของฮาร์เล็ม วิซาร์ต (ทีมบาสที่เน้นสร้างสีสันและความบันเทิง) เป็นขวัญใจของผู้ชมโดยเฉพาะเด็กๆ เขาค่อยๆ สะสมความมั่นใจจนกลายเป็นความภาคภูมิใจ เติมเต็ม Self Esteem ให้ตัวเอง

“การแสดงให้เด็กดู ผมโหยหามัน เพราะมันคือเชื้อเพลิงของผม ความภาคภูมิใจในตัวเองของผมตอนนี้พุ่งสูงไปถึงข้างบนแล้ว ผมได้ทำงานที่เจ๋งที่สุดในโลก ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กๆ ผมภูมิใจที่ค้นพบที่สิ่งที่ผมรัก เปลี่ยนมันเป็นงาน และผมไม่เคยอยากเกษียณเลย”

อ่านบทความ https://thepotential.org/playground/losers-black-jack/

บริษัท ไททัน สตีล

บริษัทเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ 2 กันยายน 2539 ทุนจดทะเบียน 90ล้าน บาท บนรากฐานอันยาวนานกว่า 30 ปี จากย่านค้าเหล็กจารุเมืองจนถึงพุทธมณฑลในปัจจุบัน ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์ และการบริการที่เอาใจใส่ ทำให้ได้รับความเชื่อถือและความประทับใจจากลูกค้ามาตลอดเวลา

โรงงานผลิตเพลาขาว จำหน่าย เพลาดำ เพลาแข็ง เกรด SS400, S20C และ S45C ซึ่งทางเราได้คัดสรรคุณภาพของวัตถุดิบทุกชิ้นที่นำมาผลิต ทั้งจากต่างประเทศและโรงงานชั้นนำในประเทศ ทุกขั้นตอนการผลิต ผ่านการตรวจสอบจากทีมงานอย่างเข้มงวด ถูกต้องตรงตามมาตรฐาน เหล็กเพลาทุกเส้นจากโรงงานจึงให้ความมั่นใจได้ในคุณภาพที่ท่านพึงพอใจ เราจำหน่ายเหล็กเพลากลม ตั้งแต่ขนาด 1/8” ถึง 6” รับผลิตขนาดต่างๆและรับตัดตามขนาดที่ลูกค้าต้องการ

นอกเหนือจากโรงงานเหล็กเพลาแล้วนั้น ทางบริษัท ยังได้ทำการค้าเหล็ก ไม่ว่าจะ เหล็กแผ่น เหล็กฉาก เหล็กรางน้ำ เหล็กตัวซี เหล็กแบน ท่อเหล็กดำ ท่อเหล็กอาบสังกะสี ท่อAPI เหล็กสี่เหลี่ยมตัน แป๊ปสี่เหลี่ยม แป๊ปแบน เหล็กไอบีม เหล็กไวด์แฟรงค์ เหล็กเส้น สแตนเลส ฯลฯ

บริษัทยังให้บริการแปรรูปเหล็กแผ่น ด้วยประสบการณ์กว่า 30ปี ด้วงยเครื่องจักรที่ทันสมัยและประสิทธิภาพสูงทุกขั้นตอนของการตัด พับ ควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ ทุกชิ้นงานจึงมีความประณีตและแม่นยำเหมาะกับการใช้งานประเภทต่างๆ เช่น เหล็กฉากขั้นบันได รางน้ำ ฝาข้างกระบะรถบรรทุก แผ่นลอนตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนประกอบเครื่องจักร อุตสาหกรรมโรงสีข้าว ซองกระพ้อ ถังไซโล ฯลฯ อีกทั้ง

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

การบริการของเรา

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


95/1 หมู่4 ถนนพุทธมณฑลสาย4
Amphoe Sam Phran
73220

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 17:00