ศูนย์ยาประชารัก

ศูนย์ยาประชารัก

ตำแหน่งใกล้เคียง ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม

PAEWA
PAEWA
31/1ม.3ต.ท่าตลาด
บจก.ท็อปแบรนด์ รับนำเข้าสินค
บจก.ท็อปแบรนด์ รับนำเข้าสินค
159/1 หมู่ 5 ซอยไร่ขิง 18 ตำบลไร่ขิง
Medtex Thailand
Medtex Thailand
บริษัท บีซีลิงค์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) 50 หมู่ 10 ถ.พุทธมณฑล สาย 7 ต.ท่าตลาด อ.สา, Nakhon Pathom
พรอุมา คลินิกกายภาพบำบัด
พรอุมา คลินิกกายภาพบำบัด
99/2 หมู่ 2 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน, Nakhon Pathom
Yoyosocute Shop
Yoyosocute Shop
พุทธมณฑลสายสี 4, Nakhon Pathom
Bas Manufacturing
Bas Manufacturing
24/74, Nakhon Pathom
หมอเส็ง อ้อมใหญ่
หมอเส็ง อ้อมใหญ่
46/301 หมู่ 4 ตำบลอ้อมใหญ่
คลีนซิ่งดีท็อกซ์
คลีนซิ่งดีท็อกซ์
61/33 ม.13 ซ.ไร่ขิง34 ถ.พุทธมณฑลสาย5 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน, Sam Phran
Winsomegoods
Winsomegoods
89/414 ถ.บรมราชชนนี ต.บางเตย อ.สามพราน, Nakhon Pathom
ZeMe Cosmetic
ZeMe Cosmetic
Bangkok 73210
เหน่งซุปเปอร์ ไร่ขิง
เหน่งซุปเปอร์ ไร่ขิง
29หมู่ 10 ถ.ไร่ขิง-ดอนหวาย, Nakhon Pathom
ผลิตภัณฑ์ Coconut OIL
ผลิตภัณฑ์ Coconut OIL
5/217
ร้านขายยาสิริวรรณ
ร้านขายยาสิริวรรณ
เพชรเกษม, Bangkok
Sivanna Cosmetic
Sivanna Cosmetic
157 ม.7 ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา, Songkhla
แฮร์มาร์ท บิวตี้โซน
แฮร์มาร์ท บิวตี้โซน
ตลาดเก้าแสน อ้อมน้อย, Krathumban

มาตรฐานร้านยาคุณภาพ ให้คำปรึกษาเรื่องยาและสุขภาพโดยเภสัชกรตลอดเวลาทำการ

25/12/2018

echo

https://web.facebook.com/fookingecho/videos/2055271228085080/

ความเข้าใจผิดที่มีอยู่จริงในสังคมไทยปัจุบัน เปลี่ยนความเข้าใจใหม่ๆกันนะคะ

#ศูนย์ยาประชารัก #เภสัชกรให้คำปรึกษาตลอดเวลาทำการ #englishspeakingpharmacy

ผมก็เคยกินยาผิด แต่ไม่ตาย แค่ผมจะเป็นโรคตับ

มาฟังเภสัชกรเล่าว่า ปี 2018 แล้ว คนไทยยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับยาสามัญอะไรอีกบ้าง ตั้งแต่แอสไพริน ยาคุม พารา ยาเหน็บ ...ยันเจลหล่อลื่น

#echo #fookingecho

21/11/2018

"แสบร้อนกลางอก" อย่านิ่งนอนใจนะคะ

มีปัญหาเรื่องยาและสุขภาพปรึกษาแพทย์และเภสัชกร

#ศูนย์ยาประชารัก
#เภสัชกรให้คำปรึกษาตลอดเวลาทำการ

แสบร้อนกลางอก : เมื่อไหร่ต้องกังวล?!?

ภาวะกรดไหลย้อนและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาจเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะออกจากกัน

หากคุณเพิ่งรับประทานอาหารมื้อใหญ่และรู้สึกแสบร้อนในอกจากอาการกรดไหลย้อน แต่บางทีอาจเกิดอาการเจ็บหน้าอกจากการไหลเวียนของเลือดลดลงไปที่หัวใจ (angina)

แม้แพทย์ที่มีประสบการณ์ยังไม่สามารถบอกความแตกต่างได้จากประวัติทางการแพทย์และการตรวจร่างกายของคุณ นั่นเป็นเหตุผลที่ถ้าคุณไปที่ห้องฉุกเฉินเพราะอาการเจ็บหน้าอกคุณจะได้รับการทดสอบเพื่อจะใช้เครื่องมือที่ตรวจสอบโดยละเอียดเพื่อวินิจฉัยแยกโรคหัวใจ

อย่าให้การเข้าถึงยาง่ายโดยปกติวิสัยคนไทยทำให้ตายไม่รู้ตัว การหาซื้อยาในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ง่ายมาก กระทั่งยาที่ขายอย่างผิดกฎหมาย แถมหาซื้อยาที่ไหนก็ได้ ออนไลน์ก็มี ฝากซื้อผ่านออนไลน์ก็ยังได้

เพราะประเทศไทยยังไร้ระบบใบสั่งยา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องยากที่จะไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโดยละเอียด และขอรับยาโดยตรงจากแพทย์ได้ทันที

จำไว้ว่า "แสบร้อนกลางอก" ไม่ควรวินิจฉัยและจ่ายยารักษาด้วยตนเองโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้ ขอแนะนำว่า ห้ามวินิจฉัยเองสั่งยารักษาตนเองโดยเด็ดขาด
📌สูบบุหรี่
📌เป็นเบาหวาน
📌เป็นไขมันคอเลสเตอรอลสูง
📌เป็นความดันเลือดสูง
📌ชอบรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันจากสัตว์
📌ไม่ออกกำลังกาย
📌อ้วนลงพุง
📌มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแดงโคโรนารี
📌อายุ 40 ปีขึ้นไป
📌มีภาวะเครียด ใช้ร่างกาย จิตใจ สมอง อย่างหักโหม

#อย่ารอให้ป่วยค่อยหาวิธีรักษา

21/11/2018

ศูนย์ยาประชารัก's cover photo

05/09/2018

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการคัดค้าน/ต่อต้าน พรบ. ยาฉบับใหม่กันอยู่ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต แต่รู้กันหรือไม่คะว่าวิชาชีพเภสัชกรนั้น ไม่ได้อยู่แค่เคาท์เตอร์จ่ายยาในโรงพยาบาล หรือในร้านยาอย่างเดียวนะคะ เรายังอยู่ในจุดสำคัญอื่นๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบค่ะ

#ศูนย๋ยาประชารัก
#เภสัชกรให้คำปรึกษาและแนะนำตลอดเวลาทำการ
#englishspeakingpharmacist

PHARMACISTS: WHERE ARE YOU?
เภสัชกรอยู่ที่ไหนกันบ้างนะ?
แชร์ให้โลกรู้!

#ThaiYPG

04/01/2018

#ว่าด้วยเรื่องของหัวใจ

เรื่องของหัวใจ “ตีบ-ตัน-วาย”

- เห็นมีการแชร์กันประมาณนึง เกี่ยวกับวิธีการรับมือโรคเกี่ยวกับหัวใจ หลังจากที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของเราหลายคนจากไปด้วยอาการที่คาดไม่ถึง

- บางข้อความก็บอกว่าควรพกยาบางตัว (เช่น Isosorbide Dinitrate (ISBN) หรือ Aspirin เพื่อการป้องกันตัวเอง แต่หมอบางท่านก็บอกว่าที่แชร์กันอย่างนั้นมันยังไม่ใช่

- เลยขอกลับมาทบทวนตัวเอง เรื่องวิชายาเกี่ยวกับหัวใจ ได้ประเด็นที่อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แบบชาวบ้านน่าจะเข้าใจแบบนี้ครับ

โรคเกี่ยวกับหัวใจ ที่เจอๆ กันบ่อย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ปัญหาของหัวใจนั้นมันเกิดขึ้นตรงไหน ซึ่งก็แบ่งได้เป็น : ปัญหาอยู่ที่เส้นเลือด กับ ปัญหาอยู่ที่กล้ามเนื้อ

ปัญหาเกิดขึ้นที่เส้นเลือดของหัวใจ

1. “เส้นเลือดตีบ” จะเป็นภาวะ “เจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด” (Angina Pectoris) เกิดเพราะเส้นเลือดหัวใจมันตีบ อาจเพราะผนังเส้นเลือดมันหนาขึ้น อาจเพราะมันเก่า เพราะมีอะไรสักอย่างมาเกาะ .... (ย้ำว่า อันนี้คือ ตีบ แต่ยังไม่ตัน)

- การแก้ภาวะตีบ ก็โดยการทำให้มันขยาย ... ยาที่ใช้บ่อยๆ ก็มียากลุ่ม Nitrate เช่น Nitroglycerin (ออกฤทธิ์เร็ว (1-2 นาที) หมดฤทธิ์เร็ว (ครึ่งชั่วโมง) มักให้อมใต้ลิ้นหรือแปะผิวหน้ง , Isosorbide Dinitrate (ISDN) (ออกฤทธิ์ช้ากว่า แต่อยู่ได้นานกว่า มักให้แบบกลืนซะมากกว่า ซึ่งมักจะให้กรณีที่อาการค่อนข้างคงที่แล้ว

ปัญหาเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อของหัวใจ

2. “เส้นเลือดตัน เลยทำให้หัวใจตาย” ภาษาทางการเรียก “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย” (Myocardial Infarction) มันเป็นภาวะที่หัวใจขาด Oxygen และ น้ำตาลกลูโคส ลักษณะอาการคือ อยู่ๆ อะไรที่เคยเกาะเส้นเลือดหัวใจ (plague) ไว้มันก็หลุด อาการที่เกิดมันทำให้คนไข้เจ็บและเป็นกังวลมาก (ว่าฉันจะตายใช่มั๊ย) ... เพราะเส้นเลือดตันนี่แหละ มันเลยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเลยเต้นต่อไปไม่ได้ ... การช่วย CPR หรือ ช่วยปั้มหัวใจได้อย่างทันท่วงทีอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงมือหมอจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยรอดตายได้อย่างมาก

- วิธีแก้เฉพาะหน้า คือ เมื่อเส้นเลือดตันไปแล้ว ก็ต้องหาทางช่วยหลายวิธีร่วมกัน ยาที่ให้ก็จะมีหลายตัว เช่น ให้ยาละลายลิ่มเลือด (ASA (ฉีด)/heparin/Clopidogrel) เพื่อเอาสิ่งที่ตันออก การให้ Nitroglycerin เพื่อลดแรงดันของเส้นเลือด ยากลุ่ม Morphine หรือ Benzodiazepine ช่วยลดความเจ็บ/กังวล หลังจากที่อาการเริ่มคงที่แล้ว ก็จะให้ยากลุ่ม Beta-blocker ช่วยลดการใช้ Oxygen ของหัวใจและลดโอกาสเกิดหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

จะเห็นว่า ต้องใช้ยาร่วมหลายตัวมาก .... แต่ที่สำคัญ ต้องช่วยปั้มหัวใจเป็น การมีเครื่อง AED จะช่วยได้ก็เรื่องนี้เลย เพราะมันตัน ไม่มีเลือดมาเลี้ยง เดี๋ยวกล้ามเนื้อหัวใจจะไม่ทำงาน ...เราก็ต้องหากลไกมากระตุ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าแรงกลหรือแรงไฟฟ้า เพื่อช่วยให้อวัยวะอื่นๆ ยังทำงานต่อไปได้โดยไม่ต้องรอหัวใจที่หยุดไปพักหนึ่ง

- แต่ระยะยาวแล้ว คงจะต้องไปทำ Balloon, ใส่ Stent, หรือแม้แต่อาจต้องทำ by-pass หลอดเลือดหัวใจ

3. “หัวใจล้มเหลว” (หัวใจวาย) : Congesive heart failure คือ ความสามารถในการปั้มเลือดของหัวใจเสียไปแล้ว ซึ่งก็มาจากหลายสาเหตุ เช่น เป็นโรคความดันที่คุมไม่ได้มานาน หรือภาวะหัวใจอื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนไข้จะบวม เช่น บวมที่เส้นเลือดกลับไปปอด บอมที่ข้อ ตับบวม (โต) หัวใจโต.
- ทางแก้คือ ก็ต้องรักษาอย่างเป็นระบบ ให้ทั้งยากระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจให้บีบตัว เช่น Digitalis รวมทั้งยาความดันกลุ่มต่างๆ

สรุปของสรุปคือ ภาวะฉุกเฉินเกี่ยวกับหัวใจมี
1. ตีบ
2. ตัน
3. วาย

ยาที่ใช้แต่ละภาวะก็ต่างกัน ที่สำคัญ ISDN ไม่ได้ใช้กับทุกภาวะ ยิ่งถ้าเอาไปใช้โดยไม่จำเป็น อาจทำให้ดื้อยา (Nitrate tolerant) ด้วยซ้ำไป รวมทั้งอาจเกิดอาการปวดหัว ความดันตก หัวใจเต้นไม่ปกติ หรือถึงขนาดอาจทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวได้ทั้งระบบได้ด้วยซ้ำไป

เพราะการดูแลหัวใจมันต้องคอยดูแลกันนานๆ
จึงไม่แปลกอะไรเลย ที่พี่เบิร์ด ธงไชย เคยร้องเพลงทิ้งท้ายให้ว่า
“หมั่นคอยดูแล และรักษาดวงใจ เก็บเอาไว้ จนวันที่ฉันเคียงข้างเธอ (ฮิ้วว)”

เภสัชกรกลางตลาด

ขอสรุปอีกทีฮะ ....
มันเป็นเรื่องของหัวใจ “ตีบ-ตัน-วาย”

ในฐานะเภสัช...
ปัญหาเฉพาะหน้า
เราคงต้องระวังเรื่อง “ตีบ กับ ตัน”
ให้แยกกันให้ออก จะได้ใช้ยาช่วยได้เหมาะสม
จะได้ช่วยป้องกันไม่ให้ไปต่อขั้นต่อไปไม่ให้เลยเถิดไปสู่วาย

ส่วน “วาย” มันเป็นอาการที่น่าจะมี sign หลายอย่างมาก่อนแล้ว ..ก็ต้องช่วยกันดูแลกันยาวๆ ดีๆ ครับ

บุหรี่ ไขมันเลว การไม่ออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย
ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริม “ตีบ-ตัน-วาย” นะครับ
ตราบได้ที่เรายังไม่มีเทคโนโลยีเส้นเลือดหัวใจเทียมให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ... ก็โปรดจงเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้นะครับ

07/12/2017

ไวรัสซิก้า

#ไวรัสซิก้า

ตอนนี้ได้ตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิก้ากันอีกแล้วนะคะ เรามาทำความรู้จักโรคนี้และวิธีป้องกันกันดีกว่าค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองและคนที่รักนะคะ

#ศูนย์ยาประชารัก
#เภสัชกรให้คำปรึกษษตลอดเวลาทำการ
#มาตรฐาน้านยาคุณภาพ
#englishspeakingpharmacy

https://www.youtube.com/watch?v=ILSaMVl8-FI

ไวรัสซิก้า มียุงลายเป็นพาหะนำโรค มีแหล่งกำเนิดมาจากทวีปแอฟริกา และแพร่กระจายมายังเอเซียตะวันออกเฉียงใต...

[11/03/17]   #โรคไข้เลือดออก

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่มักมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกนะคะ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคไข้เลือดออกกันให้มากขึ้นดีกว่าค่ะ เพื่อระวังและป้องกันทั้งตัวเราเองและคนที่เรารักนะคะ

ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever – DHF) เป็นโรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจากไวรัสเดงกี (Dengue virus) โดยมียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค อาการของโรคนี้จะคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก (แต่มักจะไม่ค่อยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือไอมากอย่างผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด) จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงโรคไข้หวัดและทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ส่วนอาการและความรุนแรงของโรคก็มีหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต (ความรุนแรงของการติดเชื้อขึ้นอยู่กับอายุ ภาวะภูมิคุ้มกัน และความรุนแรงของเชื้อไวรัส)

เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ชนิด 1, 2, 3 และ 4 (DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4) โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ตัวเมียเป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อน (เชื้อไวรัสเดงกีในเลือดของผู้ป่วยจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุงและเชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้ตลอดอายุของยุง คือ ประมาณ 1-2 เดือน) แล้วจึงไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร ซึ่งจะเป็นการแพร่เชื้อไปให้คนอื่น ๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้เป็นยุงที่ออกหากิน (กัดคน) ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (เดิมยุงลายนิยมออกหากินในเฉพาะเวลากลางวัน แต่ในระยะหลังพบว่ายุงลายมีการออกหากินในเวลากลางคืนด้วย) และชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองตู้กับข้าว กระป๋อง ฝากะลา ยางรถยนต์เก่า ๆ หลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น

โดยทั่วไปเมื่อได้รับเชื้อเดงกีเข้าไปครั้งแรก (สามารถติดเชื้อตั้งแต่อายุได้ 6 เดือนขึ้นไป) จะมีระยะฟักตัวของโรคจนเกิดอาการประมาณ 3-15 วัน (ส่วนมากคือ 5-7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่อยู่ประมาณ 5-7 วัน และส่วนมากจะไม่มีอาการเลือดออก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีเลือดออกหรือมีอาการรุนแรง เรียกว่า “ไข้เดงกี” (Dengue fever – DF) ต่อมาถ้าผู้ป่วยได้รับเชื้อซ้ำอีก ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อเดงกีชนิดเดิมหรือคนละชนิดกับที่ได้รับครั้งแรกก็ได้ ก็จะมีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่าครั้งแรก และร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทำให้หลอดเลือดฝอยเปราะและเกล็ดเลือดต่ำ จึงทำให้พลาสมาหรือน้ำเลือดไหลซึมออกมาจากหลอดเลือด (ตรวจพบระดับฮีมาโตคริตสูง มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดและช่องท้อง) และมีเลือดออกได้ง่าย เป็นเหตุให้เกิดภาวะช็อก

ส่วนใหญ่คนที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีครั้งแรกมักจะไม่มีอาการหรืออาจมีเพียงไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก และเบื่ออาหารเท่านั้น แต่ในคนที่ติดเชื้อเป็นครั้งที่ 2 โดยเฉพาะเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะช็อกได้ และโดยทั่วไปการติดเชื้อครั้งหลัง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มักจะเกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อครั้งแรกประมาณ 6 เดือน ถึง 5 ปี ด้วยเหตุนี้ไข้เลือดออกที่มีอาการรุนแรงจึงมักพบได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

อาการของไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 (ระยะไข้สูง) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน 39-41 องศาเซลเซียส มีลักษณะเป็นไข้สูงลอยตลอดเวลา (รับประทานยาลดไข้ก็มักจะไม่ลด) หน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว กระหายน้ำ ซึม มักมีอาการเบื่ออาหารและอาเจียนร่วมด้วยเสมอ อาจคลำพบตับโตและมีอาการกดเจ็บเล็กน้อย ในบางรายอาจมีอาการปวดท้องในบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงด้านขวา หรือปวดท้องทั่วไป หรืออาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลว ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจพบอาการไข้สูงร่วมกับอาการชักได้

ระยะที่ 2 (ระยะช็อกและมีเลือดออก หรือ ระยะวิกฤติ) มักจะพบในไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเดงกีที่มีความรุนแรงขั้นที่ 3 และ 4 อาการจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของโรค ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่วิกฤติของโรค โดยอาการไข้จะเริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดหนัก มีอาการปวดท้องและอาเจียนบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น ปลายมือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว (อาจมากกว่า 120 ครั้ง/นาที) และมีความดันต่ำ ซึ่งเป็นอาการของภาวะช็อก (ภาวะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพลาสมาไหลซึมออกจากหลอดเลือด จึงทำให้ปริมาตรของเลือดลดลงมาก) ถ้าเป็นรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ค่อยรู้สึกตัว ตัวเย็นชืด ปากเขียว คลำชีพจรไม่ได้ และความดันตกจนวัดไม่ได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 1-2 วัน

ระยะที่ 3 (ระยะฟื้นตัว) ในรายที่มีภาวะช็อกไม่รุนแรง เมื่อผ่านวิกฤติช่วงระยะที่ 2 ไปแล้ว อาการก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกรุนแรง เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก็จะฟื้นตัวเข้าสู่สภาพปกติ โดยอาการที่แสดงว่าดีขึ้นนั้น คือ ผู้ป่วยจะเริ่มอยากรับประทานอาหาร แล้วอาการต่าง ๆ ก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ชีพจรเต้นช้าลง ความดันโลหิตกลับมาสู่ปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น

โรคไข้เลือดออกเป็นโรครุนแรง แต่โอกาสรักษาให้หายก็มีสูงเมื่อได้รับการตรวจรักษาตั้งแต่แรก หากไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 50% จากการเกิดภาวะแทรกซ้อน

เนื่องจากยังไม่มีการพัฒนายาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ การรักษาโรคนี้จึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นสำคัญ กล่าวคือมีการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และการป้องกันภาวะช็อก

ยาลดไข้ที่ใช้มีเพียงชนิดเดียว คือ ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ พาราเซตามอลชนิดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง โดยไม่ควรรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด (4 กรัม) ส่วนขนาดยาที่ใช้ในเด็กคือ พาราเซตามอลชนิดน้ำ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง โดยไม่ควรรับประทานเกินวันละ 5 ครั้ง หรือ 2.6 กรัม ยาพาราเซตามอลนี้เป็นยารับประทานตามอาการ ดังนั้น หากไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้ทันที

แอสไพรินและไอบูโปรเฟน เป็นยาลดไข้เช่นกัน แต่ยาทั้งสองชนิดนี้ห้ามนำมาใช้ในโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาทั้งสองชนิดนี้จะยิ่งส่งเสริมการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้

ที่มา:
1. MedThai. ไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคไข้เลือดออก 7 วิธี!!. (UPDATED: 23 กรกฎาคม 2017). Available at: https://medthai.com/ไข้เลือดออก. Accessed November 3, 2017.
2. เภสัชกรหญิง วิภารักษ์ บุญมาก. โรคไข้เลือดออก. Available at: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/102/ โรคไข้เลือดออก. Accessed November 3, 2017.
3. นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์. ไข้เลือดออกในเด็ก. Available at: https://www.bumrungrad.com/healthspot/October-2015/dengue-fever-children. Accessed November 3, 2017.

#มีปัญหาเรื่องยาและสุขภาพปรึกษาเภสัชกร
#ศูนย์ยาประชารัก
#ร้านยามาตรฐานคุณภาพ
#englishspeakingpharmacy

[10/17/17]   #โรคมือเท้าปาก

สวัสดีค่ะวันนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคยอดฮิตของเด็กๆในวัยเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเข้าเรียนกับวัยอนุบาลกันดีกว่าค่ะ หลังจากที่มีข่าวการเสียชีวิตของเด็กน้อยจากโรคมือเท้าปากแล้วถึง 3 ราย และในปัจจุบันมีการระบาดของโรคนี้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ซึ่งตอนนี้บางโรงเรียนก็มีการเปิดเรียนเทอมใหม่กันบ้างแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจมีความกังวลกับเรื่องนี้กันนะคะ

มือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth disease – HFMD*) เป็นโรคไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็ก ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อได้ง่าย มักมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ในบ้านเรามีรายงานระบุว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมือเท้าปากมากขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่จะพบได้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี จึงมักพบการระบาดได้ในโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็ก สำหรับผู้ใหญ่ก็อาจพบว่าเป็นโรคนี้ได้บ้าง แต่จะเป็นการติดเชื้อโดยที่ไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้อยู่

โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปีในแถบร้อนชื้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่อาจพบได้ในเด็กที่มีอายุมากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งจากรายงานสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย พ.ศ.2557 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคมือเท้าปาก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 64,317 ราย และมีรายงานการเสียชีวิตเพียง 2 ราย โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2547-2556) มีแนวโน้มการเกิดโรคนี้สูงขึ้นทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีรายงานผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม หลังจากนั้นจะมีจำนวนลดลง และเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลระบาดของโรคนี้อยู่แล้ว (ช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว)

สาเหตุของโรคมือเท้าปาก:
โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ (มากกว่า 100 สายพันธุ์) ได้แก่ ค็อกแซคกีเอและบี (Coxsackie A, B), ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 (Enterovirus 71 – EV71), ไวรัสเอ็คโคไวรัส (Echovirus) สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือการระบาดจากการติดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการมักจะไม่รุนแรง และผู้ป่วยมักจะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสาเหตุที่พบได้น้อยและมีอาการรุนแรง คือ การติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ (นอกจากนี้ในบางครั้งยังอาจเกิดการระบาดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และเชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีชนิด 2 และ 5 และอาจเกิดเชื้อไวรัสเอ็คโคไวรัสได้บ้าง)

การติดต่อ : โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้โดยตรงจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากจมูก ลำคอ ละอองน้ำมูกน้ำลาย หรือน้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง รวมถึงอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อโดยทางอ้อมจากการสัมผัสสิ่งของหรือของเล่น สัมผัสพื้นผิวที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูที่ไม่สะอาด เป็นต้น โดยสถานที่ที่มักพบการระบาดของโรค ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็ก

ระยะฟักตัวของโรค : เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-7 วัน ผู้ป่วยจึงจะแสดงอาการ

การเป็นซ้ำ : โรคนี้สามารถเป็นซ้ำได้อีก ถ้าเชื้อไวรัสที่ได้รับมาเป็นคนละสายพันธุ์กับที่เคยเกิด เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นของผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์หนึ่ง ๆ อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มย่อยของไวรัสเอนเทอโรเช่นเดียวกันก็ตาม

อาการของโรคมือเท้าปาก:
* เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการไข้ และอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย

* หลังจากนั้น 1-2 วัน ผู้ป่วยจะมีน้ำมูก เจ็บปาก เจ็บคอ ไม่ยอมดูดนม ไม่อยากรับประทานอาหาร ในเด็กเล็กจะมีน้ำลายยืดมากกว่าปกติ และอาจร้องไห้งอแง เมื่อตรวจดูในช่องปากจะพบว่ามีจุดนูนแดง ๆ หรือมีน้ำใสอยู่ข้างใต้ ขึ้นตามเยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก ซึ่งต่อมาจะแตกกลายเป็นแผลตื้น ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.4-0.8 เซนติเมตร ซึ่งเจ็บมาก ในขณะเดียวกันก็จะมีผื่นขึ้นที่มือและเท้า ในบางรายขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วมือ หรือแก้มก้นด้วย ซึ่งในตอนแรกจะขึ้นเป็นจุดแดงราบก่อน แล้วต่อมาจะกลายเป็นตุ่มน้ำตามมา ซึ่งจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3-0.7 เซนติเมตร

* อาการไข้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วันก็จะทุเลาลงไปเอง แผลในปากมักจะหายได้เองภายใน 7 วัน ส่วนตุ่มที่มือและเท้าจะหายได้เองภายใน 7-10 วัน และมักจะไม่ทำให้เกิดแผลเป็น (หากไม่มีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น)
ในรายที่เป็นรุนแรง (เป็นกรณีที่พบได้น้อย) อาจมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียนรุนแรง ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบ

* ผู้ใหญ่อาจติดเชื้อได้โดยไม่มีอาการแสดง แต่ยังสามารถแพร่เชื้อออกมาทางอุจจาระได้อยู่ ดังนั้น ควรป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยการล้างมือด้วยสบู่หลังถ่ายอุจจาระและก่อนการเตรียมอาหาร
การวินิจฉัยโรคมือเท้าปาก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคมือเท้าปาก:
* ในรายที่มีอาการคัน อาจเกาจนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนกลายเป็นตุ่มหนอง พุพอง
* อาจเกิดภาวะขาดน้ำเนื่องจากการเจ็บแผลในปากจนทำให้ดื่มน้ำได้น้อย
ในบางรายอาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งมักจะไม่รุนแรง และจะหายได้เองภายใน 10 วัน
* ในรายที่เป็นรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71* (พบได้น้อย) มักทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักกว่าที่เกิดจากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 โดยมักจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ระบบหัวใจ และปอดได้สูง ได้แก่ สมองอักเสบ อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก ภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) หรือเลือดออกในปอด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ซึ่งอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ (แต่การติดเชื้อจากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน คือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และภาวะช็อกได้ แต่จะพบได้น้อยกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับการติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71)

หมายเหตุ : อาการแทรกซ้อนจะไม่สัมพันธ์กับจำนวนแผลในปากหรือตุ่มที่พบตามฝ่ามือหรือฝ่าเท้า เพราะในรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอาจมีแผลเพียงไม่กี่จุดในลำคอ หรืออาจมีตุ่มขึ้นเพียงไม่กี่ตุ่มตามฝ่ามือหรือฝ่าเท้าก็ได้ พ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แม้ว่าผื่นและแผลในปากจะหายไปแล้วก็ตาม

โดยสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนที่พ่อแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที มีดังนี้:
* เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น หรือไม่อยากรับประทานอาหารหรือนม
* บ่นว่าปวดศีรษะ ปวดแบบทนไม่ไหว
* มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับมีอาการซึมลง หรือเห็นภาพแปลก ๆ
* มีอาการปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้ที่สับสน ซึมลง และอาเจียน
* เกิดอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่น ๆ แขนหรือมือสั่นบ้าง
* มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อย ๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจจะมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้

วิธีป้องกันโรคมือเท้าปาก:
เนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อกันได้โดยการรับเชื้อไวรัสจากทางเดินอาหาร น้ำมูก น้ำลาย และจากการหายใจเอาเชื้อที่แพร่จากผู้ป่วยเข้าไป (ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้) ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้:
1. เมื่อเกิดการระบาดของโรคนี้ ไม่ควรนำบุตรหลานเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือเข้าไปคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก
2. ฝึกให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดี ไม่นำนิ้วมือหรือของเล่นเข้าปาก ส่วนผู้เลี้ยงเด็กควรล้างทำความสะอาดมือก่อนหยิบจับอาหารให้เด็กรับประทาน และให้เด็กรับประทานแต่อาหารที่สุก สะอาด ปรุงใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และให้ดื่มน้ำสะอาด
3. ผู้เลี้ยงดูเด็กและเด็กควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำกับสบู่ (ทั้งหน้ามือ หลังมือ เล็บ ซอกนิ้วมือ รอบนิ้วมือ และข้อมือทั้งสองข้าง) หลังจากถ่ายอุจจาระเสร็จ หลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อม หลังจากเช็ดน้ำมูกหรือน้ำลายให้เด็ก ก่อนการเตรียมอาหาร และก่อนรับประทานอาหาร
4. รีบซักผ้าอ้อมหรือเสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระให้สะอาดโดยเร็วและทิ้งน้ำลงในโถส้วมเท่านั้น (ห้ามทิ้งลงท่อระบายน้ำ)
5.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ขวดนม แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน จาน ชาม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว รวมทั้งของเล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้ ในโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็กควรเน้นให้บุคลากรและเด็กดูแลตนเองในเบื้องต้น ตลอดจนแยกสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคนออกจากกัน อย่าให้ปะปนกัน เพราะของเล่นต่าง ๆ อาจปนเปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือสิ่งขับถ่ายของเด็กได้ และควรหมั่นทำความสะอาดด้วยสบู่หรือผงซักฟอก แล้วล้างน้ำให้สะอาดก่อนที่จะนำไปผึ่งแดดให้แห้ง
6. สำหรับการทำความสะอาดพื้นเพื่อฆ่าเชื้อโรคนั้น ควรทำความสะอาดโดยใช้สบู่หรือผงซักฟอกปกติก่อน 1 รอบ แล้วตามด้วยน้ำยาฟอกขาว คลอรอกซ์ หรือไฮเตอร์ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยเช็ดออกด้วยน้ำสะอาด เพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
7. เมื่อพบว่าบุตรหลานเป็นโรคมือเท้าปาก ควรแยกให้อยู่แต่ในบ้าน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยไปคลุกคลีกับผู้อื่นประมาณ 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าตุ่มแผลต่าง ๆ จะหายดี เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกด้วย ไม่ควรให้เด็กไปโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หรือที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดต่อไปยังเด็กอื่น
8. ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ในโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก ควรมีการสอบถามถึงประวัติอาการของเด็กที่หน้าโรงเรียนเกี่ยวกับอาการเป็นไข้และตุ่มน้ำที่ปาก มือ และเท้า หากสงสัยว่าเด็กคนไหนเป็นโรคมือเท้าปาก ควรให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองมารับพาเด็กกลับบ้านและไปพบแพทย์ทันที อย่าให้เด็กอยู่ในโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก และควรให้ความรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าวและวิธีป้องกันให้ทราบโดยทั่วกันแก่ครูพี่เลี้ยง พ่อแม่หรือผู้ปกครอง
9. หากพบว่ามีเด็กในห้องเรียนเดียวเป็นโรคมือเท้าปากตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำเป็นต้องปิดห้องเรียนหรือโรงเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน
10. ในกรณีที่มีการติดเชื้อชนิดรุนแรง (ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71) โดยเฉพาะมีการเสียชีวิต โรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันที่เข้มข้นมากขึ้น ดังนี้:
* ปิดโรงเรียนทั้งโรงเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อทำความสะอาดห้องเรียนและของเล่นต่าง ๆ เพื่อรอจนกว่าจะไม่มีเด็กคนอื่น ๆ มีอาการป่วยด้วยโรคนี้ (การปิดโรงเรียนอาจได้ผลไม่ดีนัก เพราะเมื่อมีการเปิดเรียน ถ้ายังมีเด็กที่มีเชื้อไวรัสอยู่ก็อาจนำเชื้อกลับมาแพร่กระจายให้เด็กคนอื่น ๆ ได้อีก อีกทั้งเด็กบางคนเมื่อปิดเรียนไปแล้ว แต่อาจไปทำกิจกรรมร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ ในสถานที่อื่น ๆ จึงอาจทำให้ได้รับเชื้อได้เช่นกัน บางโรงเรียนจึงใช้นโยบายปิดสลับกันไปทีละห้อง ซึ่งก็อาจจะได้ผลในการชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไม่ให้กระจายไปเร็วกว่านี้ แม้อาจจะยังไม่สามารถหยุดยั้งการเกิดโรคได้ดีนักก็ตาม)
* ต้องมีการคัดแยกเด็กที่ป่วยออกตั้งแต่เดินเข้ามาที่หน้าประตูโรงเรียน โดยมีครูคอยยืนดูว่าในลำคอเด็กคนไหนมีแผลในปากหรือไม่ ถ้ามีก็จะรีบส่งตัวกลับบ้านไม่ให้เข้าเรียน แต่ก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะเด็กหลายคนอาจมีเชื้อในลำคอและเริ่มแพร่เชื้อได้ก่อนที่ครูจะเห็นแผลในลำคอได้อย่างชัดเจน (สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่หรือผู้ปกครองจะต้องหมั่นสังเกตอาการ หากลูกมีอาการป่วยที่ผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที)
* หมั่นล้างมือให้สะอาด เช็ดถูทำความสะอาดห้องเรียน และของเล่นต่าง ๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ควรปฏิบัติ แต่ก็ช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ในระดับหนึ่งเช่นเดียวกัน
11. หากเด็กหรือผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
เมื่อผู้ป่วยมีอาการไข้สูงซึ่งต้องหาสาเหตุของไข้ เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้อง
เมื่อมีแผลที่ริมฝีปาก มือ เท้า และ/หรือร่วมกับมีอาการเบื่ออาหาร กินไม่ได้ มีไข้สูง
มีอาการซึมหรือหงุดหงิด ไม่สบาย เหนื่อย หายใจเร็ว
มีอาการเขียวคล้ำที่ตัว มือ เท้า หรือชัก ซึ่งแสดงถึงอาการที่เป็นรุนแรง

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”. (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). หน้า 1121-1123.
2. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค. “สถานการณ์โรค มือ เท้า ปาก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.boe.moph.go.th. [10 มี.ค. 2016].
3. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์. “โรคมือปากเท้าเปื่อย…สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้เพื่อลูกรัก”. (นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bumrungrad.com. [10 มี.ค. 2016].
4. โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคมือเท้าปาก 8 วิธี !! (MedThai). updated: 23 ก.ค 2017 เข้าถึงได้จาก: https://medthai.com [17 ต.ค. 2017].

#มีปัญหาเรื่องยาและสุขภาพปรึกษาเภสัชกร
#ศูนย์ยาประชารักมาตรฐานร้านยาคุณภาพ
#เภสัชกรให้คำปรึกษาตลอดเวลาทำการ
#englishspeakingpharmacy

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


51/20 หมู่ 2 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
Amphoe Sam Phran
73210

ข้อมูลทั่วไป

Open: 8.30am.-7.00pm. (close on Saturday)
Amphoe Sam Phran ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงามอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
Nuchbeauty Nuchbeauty
2/71 ม.8 กระทุ่มล้ม
Amphoe Sam Phran, 73220

จำหน่ายเครื่องสำอางค์ อาหารเสริม ของแท้ 100% Line ID : @nuchzy (มี @ ด้วยนะคะ) คลิก:https://line.me/R/ti/p/%40nuchzy

หมอเส็ง อ้อมใหญ่ หมอเส็ง อ้อมใหญ่
46/301 หมู่ 4 ตำบลอ้อมใหญ่
Amphoe Sam Phran, 73160

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

PAEWA PAEWA
31/1ม.3ต.ท่าตลาด
Amphoe Sam Phran, ึึ73110

Paewa Herbal Cosmetic.

Hataya Soap สบู่เสาวรสเพื่อผิวใส Hataya Soap สบู่เสาวรสเพื่อผิวใส
Amphoe Sam Phran, 73110

สบู่เสาวรสหัตถยา แผ่นแปะเท้าสมุนไพร 100% บรรเทาอาการปวดเมื่อย

ผลิตภัณฑ์ Coconut OIL ผลิตภัณฑ์ Coconut OIL
5/217
Amphoe Sam Phran, 73110

สมุนไพรแห่งความรัก by วีวี่ 064232 สมุนไพรแห่งความรัก by วีวี่ 064232
88/352 ม.4 ต.กระทุ่มล้ม
Amphoe Sam Phran, 73220

การดูแลสุขภาพ บำรุงร่างกาย ท่านผู้ชาย

Sugarless Sugarless
Amphoe Sam Phran, 73210

เพจแจกความสุข เสื้อผ้า รองเท้า ติดดาวเลยค่า

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ไวท์&คล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ไวท์&คล
76 หมู่ 2 ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม
Amphoe Sam Phran, 73110

จำหน่าย ปลีก-ส่ง น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น

บจก.ท็อปแบรนด์ รับนำเข้าสินค บจก.ท็อปแบรนด์ รับนำเข้าสินค
159/1 หมู่ 5 ซอยไร่ขิง 18 ตำบลไร่ขิง
Amphoe Sam Phran, 73210

รับนำเข้าผลิตภัณฑ์ความงามทุกชนิดและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครีม ออกแบบ package&logo brand (ครบวงจร)