วัดเชตวัน ลำปาง

วัดเชตวัน ลำปาง

ตำแหน่งใกล้เคียง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์
1 ถนนป่าไม้, Lampang
ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลลำปาง จำ
ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลลำปาง จำ
อาคารโภชนะศาสตร์ชั้น3 โรงพยาบาลลำปาง, Lampang
มูลนิธิ น้อยลูกซัด เสาจินดาร
มูลนิธิ น้อยลูกซัด เสาจินดาร
Tipchang Road, Nakhon Lampang
สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 2
สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 2
Pa Kham 1, Lampang
สถานีสิ่งแวดล้อม
สถานีสิ่งแวดล้อม
Muang Lampang 52000
บ้านนาสัก เขต8 วังป่าบอน
บ้านนาสัก เขต8 วังป่าบอน
บ้านนาสัก, Mae Mo
ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนตำบล
ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนตำบล
หมู่ 10 บ้านทุ่งคา ตำบลแม่สุก อำเภอแจ้ห่ม, Lampang
ชุมชน คน สบปราบ
ชุมชน คน สบปราบ
261หมู่2 ต สบปราบ อ สบปราบ, Lampang
บ้านแม่ต๋อม - แมต่อคี
บ้านแม่ต๋อม - แมต่อคี
หมู่ 8 ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน จ.ลำปาง, Lampang
คลินิกหมอพรเทพ
คลินิกหมอพรเทพ
180 Boonyawat Rd, Suandok, Muang, Lampang
สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง
สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง
ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัด ถ.วชิราวุธดำเนิน ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง, Lampang
ลำปางเซรามิกแฟร์ ครั้งที่ 34
ลำปางเซรามิกแฟร์ ครั้งที่ 34
ไทวัสดุสาขาลำปาง, Lampang
บ้านเรา เรสซิเดนซ์ ลำปาง
บ้านเรา เรสซิเดนซ์ ลำปาง
85/1 ถ.ป่าขาม ต.หัวเวียง, Lampang
ฉี่ไส้เดือนบ้านครูไต่
ฉี่ไส้เดือนบ้านครูไต่
327/1 ซอย 14 ถนนสุขสวัสดิ์ 1, Lampang
มูลนิธิพิทักษ์ดวงตาลำปาง
มูลนิธิพิทักษ์ดวงตาลำปาง
128/1 ถ.สุขสวัสดิ์ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง, Lampang

ตำแหน่งใกล้เคียง church

เสื้อยืดของดีเมืองลำปาง
เสื้อยืดของดีเมืองลำปาง
Lampang 52000
ส่วนอุทยานแห่งชาติลำปาง
ส่วนอุทยานแห่งชาติลำปาง
ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 สาขาลำปาง, Lampang
ป้ายลำปาง Nutchagraphic
ป้ายลำปาง Nutchagraphic
55 ถ.พระแก้ว ต.เวียงเหนือ อ.เมือง, Lampang
ไก่ชนพม่า สายฟ้า
ไก่ชนพม่า สายฟ้า
Nakhon Lampang 52000
ไม้เมืองเหนือแก้วโป่งข่าม
ไม้เมืองเหนือแก้วโป่งข่าม
Nakhon Lampang 52000
พุทธมงคล
พุทธมงคล
103 ถ.ทิพย์วรรณ อ.เมือง, Lampang
เทวาลัยหมอนก โต๊ะเจสวรรค์เค
เทวาลัยหมอนก โต๊ะเจสวรรค์เค
117 ถนน เจริญประเทศ ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ. ลำปาง, Nakhon Lampang
ทวีสังฆภัณฑ์ ตะกรุด เครื่องร
ทวีสังฆภัณฑ์ ตะกรุด เครื่องร
118/1-3 ถ.ทิพย์วรรณ ต.สวนดอก อ.เมือง จ.ลำปาง 52000, Lampang
วัดป่าขาม จ.ลำปาง
วัดป่าขาม จ.ลำปาง
ป่าขาม, Lampang
สวิตออน-ลำปาง
สวิตออน-ลำปาง
ศูนย์ภาษาอังกฤษสวิตซ์ออน สาขาลำปาง, Lampang
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
106, Lampang
ลูกพญาลือคลาสสิค
ลูกพญาลือคลาสสิค
Lampang 52120
แผนกปฐมวัย โรงเรียนชุมชนบ้า
แผนกปฐมวัย โรงเรียนชุมชนบ้า
ม.6 ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ, Lampang
วัดบ้านทุ่ง ตำบลหัวเสือ อำเภ
วัดบ้านทุ่ง ตำบลหัวเสือ อำเภ
บ้านทุ่ง ตำบลห้วเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง, Lampang
สืบสานยันต์ล้านนาจากพระครู
สืบสานยันต์ล้านนาจากพระครู
Lampang 51000

ความคิดเห็น

บรรจง
เป็นพุทธสถานที่สวยงามครับ
คล้ายวันเกิดของท่านพระครู58ปีพรรษา38 ร่วมทอดกฐิน...

ขอเชิญสาธุชนท่านใดมีเวลาว่างมาร่วมกันทำวัตร สวดมนต์-ภาวนา
ร่วมกับคณะพระสงฆ์ ได้ที่
วัดเชตวัน ลำปาง
ทำวัตรเช้า เวลา 8:00น.
ทำวัตรเย็น เวลา 18:00น.
.........

เปิดเหมือนปกติ

29/11/2021

#นักปฏิบัติธรรมคือนักต่อสู้_ท่องเป็นคาถาไว้

ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านจะนั่งภาวนา ท่านไปหานั่งตรงที่มันเจ็บไวๆ ตรงไหน ที่นั่งแล้วเจ็บง่ายๆ เจ็บเร็วๆ ไปนั่งตรงนั้น ท่านต้องการที่จะฝึกให้จิตใจมีความอดทน พอใจในการที่จะอดทน พอใจในการที่จะได้ต่อสู้ แพ้ชนะไม่ต้องสนใจ ให้มีความพอใจ ที่จะต่อสู้มากๆ อดทนมากๆ อย่างนี้ที่ท่านก็ทำกัน

ในเมื่อการฝึกความอดทนมากเข้า มากเข้า ใจก็มีความอดทนเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น หนักเข้านั่งภาวนาหมดคืนเป็นเรื่องเล็ก ท่านนั่งได้อย่างสบาย ไม่ใช่ไม่เจ็บนี่ร่างกายอันนี้ นั่งนานๆ แล้วไม่เจ็บ มันไม่มีหรอก ยิ่งนั่งเจ็บเท่าไรยิ่งดี ยิ่งเห็นกองทุกข์มากเท่านั้น ยิ่งนั่งนานเท่าไรยิ่งเห็นกองทุกข์นานเท่านั้น มันเห็นทุกข์เมื่อไร นี่มันยิ่งสนุกในการที่จะหาช่องหาทาง การหาช่องหาทาง คือหาวิธีการว่าทำยังไงใจเราจึงจะไม่ไปยึดในทุกข์นั้น

ยึดทุกข์หรือไม่ยึดทุกข์ เราต้องอดทนลองดู ปล่อยวางทุกข์ได้หรือปล่อยวางทุกข์ไม่ได้ มันต้องลองดู ให้มันทุกข์ขนาดที่มันเหมือนไฟกำลังไหม้ทั้งตัวทั้งร่างกายนั้นล่ะ แล้วเราจะรู้ได้ว่าเรายังจะยึดหรือว่าเราจะปล่อยวางทุกข์อันนั้น ถ้ายึดล่ะ มันเป็นทุกข์จริงๆ มันร้อนจริงๆ ร้อนทั้งเนื้อทั้งตัว ร้อนทั้งจิตทั้งใจ กระสับกระส่ายร้อนรนไปหมด แต่ที่ยังไม่ยอมถอยหลังไม่ยอมเลิกนั้น ก็เพราะความสัตย์ที่คอยบังคับอยู่ ทีนี้ความที่ใจมันทุกข์มาก มันจะต้องขวนขวายหาทางแก้ ในเมื่อใจยังมีความพยายามหาทางอยู่ ในที่สุดก็จะต้องหาช่องทางแก้จนได้ ในเมื่อเห็นทางแก้แล้ว ถึงจะนั่งต่อไปก็สบาย นั่งตลอดคืนนี้สบาย คำว่า "สบาย" นี่ มันไม่ใช่ร่างกายไม่เจ็บไม่ปวด แต่เพราะใจมันปล่อยวาง

จึงให้พอใจในการต่อสู้ คนที่เขาจะมีฐานะดีร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ไม่ใช่เขาพอใจแต่ความสบายอย่างเดียว ชีวิตของเขาจะต้องต่อสู้มาอย่างโชกโชนทีเดียว เขาจึงเข้าไปถึงระดับที่เรียกว่าเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีขึ้นมาได้

โชกโชน นักปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน ต้องต่อสู้อย่างโชกโชนบ้าง

นักปฏิบัติธรรมคือนักต่อสู้ ท่องเป็นคาถาไว้ นักปฏิบัติธรรมคือนักต่อสู้ ในการปฏิบัติธรรม กิเลสมันไม่อยากให้สู้ เพราะการสนับสนุนให้ปฏิบัติธรรมก็คือการสนับสนุนเพื่อการทำลายเขานั้นเอง กิเลสมันจะไม่สนับสนุน มันมีแต่จะดึงแขนไว้ ดึงขาไว้ ดึงคอไว้ กิเลสดึงขาก็คือมันเอาขามาอ้าง อ้างกลัวจะเจ็บ กลัวจะปวด กลัวจะเป็นเหน็บชา กลัวอะไรต่อมิอะไร มันดึงขาไว้ไม่อยากให้ทำ

สรุปแล้ว มันไม่สนับสนุนนั่นเอง ใครก็ช่างจะสนับสนุนคนอื่นฆ่าเจ้าของนั้นไม่มี กิเลสมันจะสนับสนุนให้เราจริงจังในการปฏิบัติธรรมก็ไม่มี มีแต่เรานี่จะต้องสร้างความจริงจังขึ้นมาเอง การสร้างความจริงจังที่จะทวนกระแสกิเลสนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องฝืนมาก ผืนมากเท่าไร นั่นละอำนาจของธรรม กำลังของธรรมของเรายิ่งปรากฏขึ้นมากเท่านั้น

จึงว่าอย่าไปกลบเกลื่อนทุกข์ด้วยวิธีต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้ทุกข์เขาแสดง ถ้าหากว่า ทุกข์มันแสดงไม่ชัด เราก็ไม่มีโอกาสที่จะค้น เราก็ไม่มีโอกาสที่จะพิจารณาเรื่องการที่จะถอนจิตของเราให้หลุดจากกองทุกข์นั้น ถ้าหากว่าเราไปยึดกองทุกข์แล้ว เราก็ไปเห็นกองทุกข์อันนั้นน่าอยู่น่าอาศัย น่าชื่นชม น่าใคร่น่าหวงแหน ถ้าหากว่ามันทุกข์ทั้งตัว ทุกข์ทั้งก้อน ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟแล้ว มันจะไปหวงทำไม ถ้าหากว่าไม่เห็นทุกข์ชัดเพราะไม่ยอมให้ทุกข์ปรากฏขึ้นนั้น เราก็จะไม่มีโอกาสที่จะรู้ทุกข์ และจะไม่มีโอกาสที่จะถอนทุกข์ออกจากจิตของเราด้วย .." โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่แบนธนากโร (๓๐ ก.ค. ๒๙)

๏ อ่านพระธรรมเทศนาของหลวงปู่แบน ธนากโร ได้ที่ Link
https://m.facebook.com/thindham/albums/2918128608237661/?ref=bookmarks

คัดลอกจากหนังสือประวัติและพระธรรมเทศนา พระธนากโร หลวงปู่แบน ; พิมพ์เมื่อ ตุลาคม ปี ๒๕๖๐ ; หน้า ๒๓๓ - ๒๓๔

#นักปฏิบัติธรรมคือนักต่อสู้_ท่องเป็นคาถาไว้

ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านจะนั่งภาวนา ท่านไปหานั่งตรงที่มันเจ็บไวๆ ตรงไหน ที่นั่งแล้วเจ็บง่ายๆ เจ็บเร็วๆ ไปนั่งตรงนั้น ท่านต้องการที่จะฝึกให้จิตใจมีความอดทน พอใจในการที่จะอดทน พอใจในการที่จะได้ต่อสู้ แพ้ชนะไม่ต้องสนใจ ให้มีความพอใจ ที่จะต่อสู้มากๆ อดทนมากๆ อย่างนี้ที่ท่านก็ทำกัน

ในเมื่อการฝึกความอดทนมากเข้า มากเข้า ใจก็มีความอดทนเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น หนักเข้านั่งภาวนาหมดคืนเป็นเรื่องเล็ก ท่านนั่งได้อย่างสบาย ไม่ใช่ไม่เจ็บนี่ร่างกายอันนี้ นั่งนานๆ แล้วไม่เจ็บ มันไม่มีหรอก ยิ่งนั่งเจ็บเท่าไรยิ่งดี ยิ่งเห็นกองทุกข์มากเท่านั้น ยิ่งนั่งนานเท่าไรยิ่งเห็นกองทุกข์นานเท่านั้น มันเห็นทุกข์เมื่อไร นี่มันยิ่งสนุกในการที่จะหาช่องหาทาง การหาช่องหาทาง คือหาวิธีการว่าทำยังไงใจเราจึงจะไม่ไปยึดในทุกข์นั้น

ยึดทุกข์หรือไม่ยึดทุกข์ เราต้องอดทนลองดู ปล่อยวางทุกข์ได้หรือปล่อยวางทุกข์ไม่ได้ มันต้องลองดู ให้มันทุกข์ขนาดที่มันเหมือนไฟกำลังไหม้ทั้งตัวทั้งร่างกายนั้นล่ะ แล้วเราจะรู้ได้ว่าเรายังจะยึดหรือว่าเราจะปล่อยวางทุกข์อันนั้น ถ้ายึดล่ะ มันเป็นทุกข์จริงๆ มันร้อนจริงๆ ร้อนทั้งเนื้อทั้งตัว ร้อนทั้งจิตทั้งใจ กระสับกระส่ายร้อนรนไปหมด แต่ที่ยังไม่ยอมถอยหลังไม่ยอมเลิกนั้น ก็เพราะความสัตย์ที่คอยบังคับอยู่ ทีนี้ความที่ใจมันทุกข์มาก มันจะต้องขวนขวายหาทางแก้ ในเมื่อใจยังมีความพยายามหาทางอยู่ ในที่สุดก็จะต้องหาช่องทางแก้จนได้ ในเมื่อเห็นทางแก้แล้ว ถึงจะนั่งต่อไปก็สบาย นั่งตลอดคืนนี้สบาย คำว่า "สบาย" นี่ มันไม่ใช่ร่างกายไม่เจ็บไม่ปวด แต่เพราะใจมันปล่อยวาง

จึงให้พอใจในการต่อสู้ คนที่เขาจะมีฐานะดีร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ไม่ใช่เขาพอใจแต่ความสบายอย่างเดียว ชีวิตของเขาจะต้องต่อสู้มาอย่างโชกโชนทีเดียว เขาจึงเข้าไปถึงระดับที่เรียกว่าเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีขึ้นมาได้

โชกโชน นักปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน ต้องต่อสู้อย่างโชกโชนบ้าง

นักปฏิบัติธรรมคือนักต่อสู้ ท่องเป็นคาถาไว้ นักปฏิบัติธรรมคือนักต่อสู้ ในการปฏิบัติธรรม กิเลสมันไม่อยากให้สู้ เพราะการสนับสนุนให้ปฏิบัติธรรมก็คือการสนับสนุนเพื่อการทำลายเขานั้นเอง กิเลสมันจะไม่สนับสนุน มันมีแต่จะดึงแขนไว้ ดึงขาไว้ ดึงคอไว้ กิเลสดึงขาก็คือมันเอาขามาอ้าง อ้างกลัวจะเจ็บ กลัวจะปวด กลัวจะเป็นเหน็บชา กลัวอะไรต่อมิอะไร มันดึงขาไว้ไม่อยากให้ทำ

สรุปแล้ว มันไม่สนับสนุนนั่นเอง ใครก็ช่างจะสนับสนุนคนอื่นฆ่าเจ้าของนั้นไม่มี กิเลสมันจะสนับสนุนให้เราจริงจังในการปฏิบัติธรรมก็ไม่มี มีแต่เรานี่จะต้องสร้างความจริงจังขึ้นมาเอง การสร้างความจริงจังที่จะทวนกระแสกิเลสนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องฝืนมาก ผืนมากเท่าไร นั่นละอำนาจของธรรม กำลังของธรรมของเรายิ่งปรากฏขึ้นมากเท่านั้น

จึงว่าอย่าไปกลบเกลื่อนทุกข์ด้วยวิธีต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้ทุกข์เขาแสดง ถ้าหากว่า ทุกข์มันแสดงไม่ชัด เราก็ไม่มีโอกาสที่จะค้น เราก็ไม่มีโอกาสที่จะพิจารณาเรื่องการที่จะถอนจิตของเราให้หลุดจากกองทุกข์นั้น ถ้าหากว่าเราไปยึดกองทุกข์แล้ว เราก็ไปเห็นกองทุกข์อันนั้นน่าอยู่น่าอาศัย น่าชื่นชม น่าใคร่น่าหวงแหน ถ้าหากว่ามันทุกข์ทั้งตัว ทุกข์ทั้งก้อน ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟแล้ว มันจะไปหวงทำไม ถ้าหากว่าไม่เห็นทุกข์ชัดเพราะไม่ยอมให้ทุกข์ปรากฏขึ้นนั้น เราก็จะไม่มีโอกาสที่จะรู้ทุกข์ และจะไม่มีโอกาสที่จะถอนทุกข์ออกจากจิตของเราด้วย .." โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่แบนธนากโร (๓๐ ก.ค. ๒๙)

๏ อ่านพระธรรมเทศนาของหลวงปู่แบน ธนากโร ได้ที่ Link
https://m.facebook.com/thindham/albums/2918128608237661/?ref=bookmarks

คัดลอกจากหนังสือประวัติและพระธรรมเทศนา พระธนากโร หลวงปู่แบน ; พิมพ์เมื่อ ตุลาคม ปี ๒๕๖๐ ; หน้า ๒๓๓ - ๒๓๔

23/11/2021

นิมิตเห็นหลวงปู่มั่นชี้ให้ดูผู้หลงในฌาน

ในคืนหนึ่ง เมื่อทำสมาธิได้ที่แล้ว นิมิตเห็นหลวงปู่มั่นมาถามปริศนาธรรม หลวงปู่มั่นมาให้เห็นทางนิมิตนี้บ่อยมาก ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป มาทีไร หลวงปู่มั่นก็แสดงวิสาสะเป็นกันเองทุกครั้ง เหมือนพ่ออยู่กับลูก มีอะไรก็พูดคุยหัวเราะร่าเริง ในคืนนั้นมีเหตุการณ์สองเรื่องด้วยกัน ในขณะนั้นมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นทางทิศตะวันออก เป็นวงกลมขนาดใหญ่ วัดผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑ กิโลเมตร มีความสว่างอยู่ในวงกลมนั้นในบางจุด ในบางจุดมีความสว่างน้อย ในบางจุดมีความมืดดำ แต่ละจุดแบ่งเป็นล็อคเอาไว้ แล้วหมุนรอบเวียนอยู่ตลอดเวลาและหมุนเร็วพอสมควร

ในขณะนั้นหลวงปู่มั่นเอามือขวาตบไหล่ข้าพเจ้า ท่านใช้มือซ้ายชี้ไปในจุดวงกลมแล้วพูดว่า ทูล นั่นคืออะไร ตอบว่า ขอโอกาสหลวงปู่ นั่นเป็นวัฏจักรที่สัตว์โลกทั้งหลายพากันหมุนเวียนไปตามกระแสของภพทั้งสาม หลวงปู่ถามต่อไปว่า อะไรพาให้หมุนเวียนในภพทั้งสาม ตอบ ขอโอกาสหลวงปู่ ที่พาสัตว์โลกหมุนเวียนไปมาในภพทั้งสามนั้นคือตัณหา ความอยากในกามคุณทั้งหลาย เป็นผู้หลงติดในรสนิยมของโลก หลวงปู่ถามว่า ตัณหามีกี่ระดับ ตอบ ขอโอกาส ตัณหามีอยู่สองระดับ
๑) ตัณหาฝ่ายต่ำ คือความอยากในกามคุณ
๒) ตัณหาฝ่ายสูง หมายถึงความอยากในบุญกุศล

หลวงปู่ถามว่า บุญกุศลเป็นตัณหาได้อย่างไร ตอบ ขอโอกาสหลวงปู่ บุญกุศลนั้นเป็นความอยากในทางที่ดี บุญกุศลทั้งหมดเกิดขึ้นจากตัณหาคือความอยากทั้งสิ้น แม้แต่ผู้หลงติดอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็นับเข้าเป็นตัณหาคือความอยากขั้นละเอียด เมื่อหลงติดอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน อยู่เมื่อไร ก็ต้องหมุนไปมา เกิดตายในโลกนี้อีกต่อไป เพราะบุญกุศลเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสุข อำนวยความสะดวกของชีวิต เพียงบรรเทาทุกข์ไปได้นิดเดียวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะต้องมารับความทุกข์ในโลกนี้ทั้งนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายไม่รู้ตัวเอง แต่ไปหลงติดอยู่ในสุขของตัณหา คือความรักใคร่พอใจในกามคุณ หารู้ไม่ว่าความสุขของกามคุณเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ในขณะที่สนทนาธรรมะกับหลวงปู่มั่นอยู่นั้น มองไปเห็นพระมหาเถระองค์หนึ่ง นอนหงายหน้าหลับสนิทอยู่อีกด้านหนึ่ง หลวงปู่ชี้มือให้ข้าพเจ้าดู พร้อมทั้งพูดว่า ดูซิ ทูล พระที่หลงอยู่ในอรูปฌาน ข้าพเจ้าเห็นแล้วก็รู้ทั้งหมดว่าหลงอย่างไร จากนั้นจิตก็ได้ถอนออกจากสมาธิมา แล้วยกเอาเรื่องของพระเถระองค์นั้นมาพิจารณาว่าหลงอยู่ในฌานนั้นหลงอย่างไร พระมหาเถระองค์นั้น ในยุคนี้มีคณะลูกศิษย์ได้ยกท่านขึ้นเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ในเมื่อลูกศิษย์พยากรณ์ให้ครูอาจารย์ของตัวเองเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ให้เป็นเรื่องของลูกศิษย์ของท่านไป ไม่ควรพูดอะไรให้เกิดความแตกแยกกัน เพราะในยุคนี้นั้นพระอรหันต์ที่เกิดจากลูกศิษย์มีอยู่มากทีเดียว ถึงจะรู้อยู่เต็มใจ ก็ไม่ควรพูดทำลายในความเชื่อของคนอื่น มองอีกมุมหนึ่งก็ยังเป็นผลดี ยังมีคนให้ความสนใจว่า ในยุคนี้สมัยนี้ ยังมีความเชื่อว่ามีพระอรหันต์อยู่ ส่วนจะเป็นองค์จริงหรือองค์ปลอมนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในยุคนี้ การสอนภาวนาปฏิบัติก็สอนกันอย่างนี้และพากันปฏิบัติกันอย่างนี้ นั่นคือสอนในวิธีทำสมาธิกันมากเกินไป หนำซ้ำยังสอนต่อไปว่า ทำสมาธิไปเถอะ เมื่อจิตมีความสงบดีแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้น หารู้ไม่ว่า การทำสมาธิมากไปจะกลายเป็นฌาน และหลงติดอยู่ในฌานนั้นๆ หาทางออกไม่ได้เลย

พระมหาเถระองค์นั้น ตามประวัติความเป็นมาก็เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอีกองค์หนึ่ง แต่ท่านเป็นนิสัย เจโตวิมุติ ชอบทำความสงบในสมาธิ ทำให้จิตมีความสงบในสมาธิต่อเนื่องกันมายาวนาน ในครั้งแรก ท่านก็คงคิดว่าปัญญาจะเกิดขึ้นนั่นเอง จึงได้ทำสมาธิต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ในที่สุดจิตก็จมดิ่งสู่ฌานแล้วมีอภิญญาเกิดขึ้น มีการแสดงอภินิหารไปได้หลายอย่าง มีผู้ศรัทธาให้ความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างมาก ผลสุดท้ายก็มรณะไปอยู่ในอรูปฌาน ได้ไปเกิดเป็นอรูปพรหม จึงเป็นผู้หลับไม่ตื่นจนถึงปัจจุบัน เมื่อยุคพระพุทธศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย ท่านองค์นั้นก็ยังจะหลงอยู่ในอรูปฌานนี้ต่อไปอีกนาน เพราะอายุของอรูปพรหมนั้นมีความยาวนานมาก ถ้าหากใครทำสมาธิถลำลงสู่อรูปฌานแล้ว ในยุคนี้จะแก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ต้องปล่อยกันให้หลงติดอยู่ในอรูปฌานต่อไป

เรื่องรูปฌาน อรูปฌาน นี้ ไม่ได้จำกัดศาสนา ใครจะนับถือศาสนาอะไรก็ทำฌานได้ แม้แต่ผู้ไม่นับถือศาสนาอะไรก็ทำฌานได้ และมีอภิญญาเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพราะเรื่องการทำสมาธิ เรื่องการบำเพ็ญฌาน นี้เป็นหลักสากล มีพวกดาบสฤๅษีทำกันมาก่อน เมื่อพระพุทธศาสนายังไม่ได้เกิดขึ้นในโลก ก็มีคนทำสมาธิทำฌานกันอยู่แล้ว ในขณะที่เขาบำเพ็ญฌานอยู่นั้น ไม่รู้ตัวเลยว่าในเมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดในที่ไหน นี่เรียกว่าทำสมาธิทำฌานด้วยความหลง จึงเป็นโมหสมาธิโดยไม่รู้ตัว พวกเราเป็นชาวพุทธ ควรศึกษาให้ดีในเรื่องนี้

ผู้จะแก้คนหลงติดอยู่ในฌานได้มีอยู่ ๓ เหตุการณ์
๑) พระพุทธเจ้า
๒) ผู้มีนิสัยเคยทรมานกันมา
๓) ผู้มีปัญญาที่ดี

ถ้านอกจากสามเหตุการณ์นี้แล้ว จะแก้ความหลงผิดในฌานนี้ไม่ได้เลย การสอนให้คนทำสมาธิบำเพ็ญฌานนั้นสอนได้ ถ้าผู้มีนิสัยเจโตวิมุติก็ทำความสงบเป็นสมาธิเป็นฌานได้ ถ้าหากบำเพ็ญได้แล้ว ใครจะเป็นคนแก้ ในยุคนี้พระพุทธเจ้าก็ไม่มี ปัญญาเรามีพร้อมหรือยังที่จะแก้ตัวเองได้ หรือผู้ที่เคยทรมานเรามาเป็นใคร เพราะพวกที่หลงอยู่ในความสงบ หลงอยู่ในฌาน และหลงอยู่ในอภิญญา นี้มิใช่ธรรมดา เป็นผู้มีทิฏฐิมานะ อัตตาสูงมาก ไม่ยอมลงคนได้ง่าย จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใครจะพูดอย่างไร ถ้าไม่เป็นไปเหมือนที่ตัวเองเป็นอยู่ จะไม่ยอมรับฟังจากใครๆ ทั้งสิ้น ส่วนมากที่สอนกันให้ทำอย่างนี้อยู่ จะเป็นปุถุชนด้วยกัน ฉะนั้น การทำสมาธิ ต้องทำให้ถูกกับนิสัยของตนเอง ถ้านิสัยตัวเราเป็นปัญญาวิมุติ จะบังคับตัวเองไปทำสมาธิความสงบ บำเพ็ญฌานให้เกิดขึ้น จะทำไม่ได้อยู่แล้ว เราต้องทำสมาธิความตั้งใจมั่นให้ถูกกับนิสัยตัวเองจึงจะทำได้

☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️
หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ
วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี
หนังสือ "อัตโนประวัติหลวงพ่อทูล ภาค 2"
ดาวน์โหลดหนังสือที่ ได้
https://bit.ly/3EmFD8N

นิมิตเห็นหลวงปู่มั่นชี้ให้ดูผู้หลงในฌาน

ในคืนหนึ่ง เมื่อทำสมาธิได้ที่แล้ว นิมิตเห็นหลวงปู่มั่นมาถามปริศนาธรรม หลวงปู่มั่นมาให้เห็นทางนิมิตนี้บ่อยมาก ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป มาทีไร หลวงปู่มั่นก็แสดงวิสาสะเป็นกันเองทุกครั้ง เหมือนพ่ออยู่กับลูก มีอะไรก็พูดคุยหัวเราะร่าเริง ในคืนนั้นมีเหตุการณ์สองเรื่องด้วยกัน ในขณะนั้นมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นทางทิศตะวันออก เป็นวงกลมขนาดใหญ่ วัดผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑ กิโลเมตร มีความสว่างอยู่ในวงกลมนั้นในบางจุด ในบางจุดมีความสว่างน้อย ในบางจุดมีความมืดดำ แต่ละจุดแบ่งเป็นล็อคเอาไว้ แล้วหมุนรอบเวียนอยู่ตลอดเวลาและหมุนเร็วพอสมควร

ในขณะนั้นหลวงปู่มั่นเอามือขวาตบไหล่ข้าพเจ้า ท่านใช้มือซ้ายชี้ไปในจุดวงกลมแล้วพูดว่า ทูล นั่นคืออะไร ตอบว่า ขอโอกาสหลวงปู่ นั่นเป็นวัฏจักรที่สัตว์โลกทั้งหลายพากันหมุนเวียนไปตามกระแสของภพทั้งสาม หลวงปู่ถามต่อไปว่า อะไรพาให้หมุนเวียนในภพทั้งสาม ตอบ ขอโอกาสหลวงปู่ ที่พาสัตว์โลกหมุนเวียนไปมาในภพทั้งสามนั้นคือตัณหา ความอยากในกามคุณทั้งหลาย เป็นผู้หลงติดในรสนิยมของโลก หลวงปู่ถามว่า ตัณหามีกี่ระดับ ตอบ ขอโอกาส ตัณหามีอยู่สองระดับ
๑) ตัณหาฝ่ายต่ำ คือความอยากในกามคุณ
๒) ตัณหาฝ่ายสูง หมายถึงความอยากในบุญกุศล

หลวงปู่ถามว่า บุญกุศลเป็นตัณหาได้อย่างไร ตอบ ขอโอกาสหลวงปู่ บุญกุศลนั้นเป็นความอยากในทางที่ดี บุญกุศลทั้งหมดเกิดขึ้นจากตัณหาคือความอยากทั้งสิ้น แม้แต่ผู้หลงติดอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน ก็นับเข้าเป็นตัณหาคือความอยากขั้นละเอียด เมื่อหลงติดอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน อยู่เมื่อไร ก็ต้องหมุนไปมา เกิดตายในโลกนี้อีกต่อไป เพราะบุญกุศลเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสุข อำนวยความสะดวกของชีวิต เพียงบรรเทาทุกข์ไปได้นิดเดียวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะต้องมารับความทุกข์ในโลกนี้ทั้งนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายไม่รู้ตัวเอง แต่ไปหลงติดอยู่ในสุขของตัณหา คือความรักใคร่พอใจในกามคุณ หารู้ไม่ว่าความสุขของกามคุณเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ในขณะที่สนทนาธรรมะกับหลวงปู่มั่นอยู่นั้น มองไปเห็นพระมหาเถระองค์หนึ่ง นอนหงายหน้าหลับสนิทอยู่อีกด้านหนึ่ง หลวงปู่ชี้มือให้ข้าพเจ้าดู พร้อมทั้งพูดว่า ดูซิ ทูล พระที่หลงอยู่ในอรูปฌาน ข้าพเจ้าเห็นแล้วก็รู้ทั้งหมดว่าหลงอย่างไร จากนั้นจิตก็ได้ถอนออกจากสมาธิมา แล้วยกเอาเรื่องของพระเถระองค์นั้นมาพิจารณาว่าหลงอยู่ในฌานนั้นหลงอย่างไร พระมหาเถระองค์นั้น ในยุคนี้มีคณะลูกศิษย์ได้ยกท่านขึ้นเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ในเมื่อลูกศิษย์พยากรณ์ให้ครูอาจารย์ของตัวเองเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ให้เป็นเรื่องของลูกศิษย์ของท่านไป ไม่ควรพูดอะไรให้เกิดความแตกแยกกัน เพราะในยุคนี้นั้นพระอรหันต์ที่เกิดจากลูกศิษย์มีอยู่มากทีเดียว ถึงจะรู้อยู่เต็มใจ ก็ไม่ควรพูดทำลายในความเชื่อของคนอื่น มองอีกมุมหนึ่งก็ยังเป็นผลดี ยังมีคนให้ความสนใจว่า ในยุคนี้สมัยนี้ ยังมีความเชื่อว่ามีพระอรหันต์อยู่ ส่วนจะเป็นองค์จริงหรือองค์ปลอมนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในยุคนี้ การสอนภาวนาปฏิบัติก็สอนกันอย่างนี้และพากันปฏิบัติกันอย่างนี้ นั่นคือสอนในวิธีทำสมาธิกันมากเกินไป หนำซ้ำยังสอนต่อไปว่า ทำสมาธิไปเถอะ เมื่อจิตมีความสงบดีแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้น หารู้ไม่ว่า การทำสมาธิมากไปจะกลายเป็นฌาน และหลงติดอยู่ในฌานนั้นๆ หาทางออกไม่ได้เลย

พระมหาเถระองค์นั้น ตามประวัติความเป็นมาก็เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอีกองค์หนึ่ง แต่ท่านเป็นนิสัย เจโตวิมุติ ชอบทำความสงบในสมาธิ ทำให้จิตมีความสงบในสมาธิต่อเนื่องกันมายาวนาน ในครั้งแรก ท่านก็คงคิดว่าปัญญาจะเกิดขึ้นนั่นเอง จึงได้ทำสมาธิต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ในที่สุดจิตก็จมดิ่งสู่ฌานแล้วมีอภิญญาเกิดขึ้น มีการแสดงอภินิหารไปได้หลายอย่าง มีผู้ศรัทธาให้ความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างมาก ผลสุดท้ายก็มรณะไปอยู่ในอรูปฌาน ได้ไปเกิดเป็นอรูปพรหม จึงเป็นผู้หลับไม่ตื่นจนถึงปัจจุบัน เมื่อยุคพระพุทธศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย ท่านองค์นั้นก็ยังจะหลงอยู่ในอรูปฌานนี้ต่อไปอีกนาน เพราะอายุของอรูปพรหมนั้นมีความยาวนานมาก ถ้าหากใครทำสมาธิถลำลงสู่อรูปฌานแล้ว ในยุคนี้จะแก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ต้องปล่อยกันให้หลงติดอยู่ในอรูปฌานต่อไป

เรื่องรูปฌาน อรูปฌาน นี้ ไม่ได้จำกัดศาสนา ใครจะนับถือศาสนาอะไรก็ทำฌานได้ แม้แต่ผู้ไม่นับถือศาสนาอะไรก็ทำฌานได้ และมีอภิญญาเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพราะเรื่องการทำสมาธิ เรื่องการบำเพ็ญฌาน นี้เป็นหลักสากล มีพวกดาบสฤๅษีทำกันมาก่อน เมื่อพระพุทธศาสนายังไม่ได้เกิดขึ้นในโลก ก็มีคนทำสมาธิทำฌานกันอยู่แล้ว ในขณะที่เขาบำเพ็ญฌานอยู่นั้น ไม่รู้ตัวเลยว่าในเมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดในที่ไหน นี่เรียกว่าทำสมาธิทำฌานด้วยความหลง จึงเป็นโมหสมาธิโดยไม่รู้ตัว พวกเราเป็นชาวพุทธ ควรศึกษาให้ดีในเรื่องนี้

ผู้จะแก้คนหลงติดอยู่ในฌานได้มีอยู่ ๓ เหตุการณ์
๑) พระพุทธเจ้า
๒) ผู้มีนิสัยเคยทรมานกันมา
๓) ผู้มีปัญญาที่ดี

ถ้านอกจากสามเหตุการณ์นี้แล้ว จะแก้ความหลงผิดในฌานนี้ไม่ได้เลย การสอนให้คนทำสมาธิบำเพ็ญฌานนั้นสอนได้ ถ้าผู้มีนิสัยเจโตวิมุติก็ทำความสงบเป็นสมาธิเป็นฌานได้ ถ้าหากบำเพ็ญได้แล้ว ใครจะเป็นคนแก้ ในยุคนี้พระพุทธเจ้าก็ไม่มี ปัญญาเรามีพร้อมหรือยังที่จะแก้ตัวเองได้ หรือผู้ที่เคยทรมานเรามาเป็นใคร เพราะพวกที่หลงอยู่ในความสงบ หลงอยู่ในฌาน และหลงอยู่ในอภิญญา นี้มิใช่ธรรมดา เป็นผู้มีทิฏฐิมานะ อัตตาสูงมาก ไม่ยอมลงคนได้ง่าย จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใครจะพูดอย่างไร ถ้าไม่เป็นไปเหมือนที่ตัวเองเป็นอยู่ จะไม่ยอมรับฟังจากใครๆ ทั้งสิ้น ส่วนมากที่สอนกันให้ทำอย่างนี้อยู่ จะเป็นปุถุชนด้วยกัน ฉะนั้น การทำสมาธิ ต้องทำให้ถูกกับนิสัยของตนเอง ถ้านิสัยตัวเราเป็นปัญญาวิมุติ จะบังคับตัวเองไปทำสมาธิความสงบ บำเพ็ญฌานให้เกิดขึ้น จะทำไม่ได้อยู่แล้ว เราต้องทำสมาธิความตั้งใจมั่นให้ถูกกับนิสัยตัวเองจึงจะทำได้

☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️☘️
หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ
วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี
หนังสือ "อัตโนประวัติหลวงพ่อทูล ภาค 2"
ดาวน์โหลดหนังสือที่ ได้
https://bit.ly/3EmFD8N

23/11/2021

@ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญโดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ

บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "รูป" โดยความว่าง ๑ โดยความเปล่า ๑ โดยความสูญ ๑ โดยไม่ใช่ตน ๑ โดยไม่เป็นแก่นสาร ๑ โดยเป็นดังผู้ฆ่า ๑ โดยความเสื่อม ๑ โดยเป็นมูลแห่งทุกข์ ๑ โดยมีอาสวะ ๑ โดยความเป็นขันธ์อันปัจจัยปรุงแต่ง ๑.

บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" โดยความว่าง ... โดยความเป็นขันธ์อันปัจจัยปรุงแต่ง.

บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "โลก"
โดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๑๐ อย่างนี้.

อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "โลก"
โดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๑๒ อย่าง คือ ย่อมพิจารณาเห็นว่า รูปไม่ใช่สัตว์ ๑ ไม่ใช่ชีวิต ๑ ไม่ใช่บุรุษ ๑ ไม่ใช่คน ๑ ไม่ใช่มาณพ ๑ ไม่ใช่หญิง ๑ ไม่ใช่ชาย ๑ ไม่ใช่ตน ๑ ไม่ใช่ของที่เนื่องกับตน ๑ ไม่ใช่เรา ๑ ไม่ใช่ของเรา ๑ ไม่มีใครๆ ๑.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็นว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่สัตว์ ... ไม่มีใครๆ.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญโดยอาการ ๑๒ อย่างนี้.

และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งอะไรเล่าไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "รูป"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ"รูป"นั้นเสีย "รูป"นั้น อันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "เวทนา"
ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ...
"สัญญา"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ...
"สังขาร"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "วิญญาณ"
ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ"วิญญาณ"นั้นเสีย "วิญญาณ"นั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? หญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ใด ที่มีอยู่ในเชตวันวิหารนี้ ชนพึงนำหญ้า ไม้ กิ่งไม้และใบไม้นั้นไปเสีย เผาเสีย หรือพึงทำตามควรแก่เหตุ. ท่านทั้งหลายพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ชนนำเราทั้งหลายไปเสีย เผาเสีย หรือทำตามควรแก่เหตุบ้างหรือหนอ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร?
เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตนหรือสิ่งที่เนื่องกับตนของข้าพระองค์ทั้งหลาย อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ฉันนั้นเหมือนกันแล สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย. สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "รูป"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ"รูป"นั้นเสีย "รูป"นั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "โลก"
โดยความเป็นของสูญแม้อย่างนี้.

ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ เพราะสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน ฉะนั้น จึงกล่าวว่า โลกสูญ.

ดูกรอานนท์ สิ่งอะไรเล่าสูญจากตน หรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน?
จักษุสูญ รูปสูญ จักษุวิญญาณสูญ จักษุสัมผัสสูญ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็สูญจากตนหรือสิ่งที่เนื่องกับตน.
หูสูญ เสียงสูญ จมูกสูญ กลิ่นสูญ ลิ้นสูญ รสสูญ กายสูญ โผฏฐัพพะสูญ ใจสูญ ธรรมารมณ์สูญ มโนวิญญาณสูญ มโนสัมผัสสูญ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็สูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน.
ดูกรอานนท์ เพราะสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตนนั่นแล ฉะนั้น จึงกล่าวว่าโลกสูญ.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็น"โลก"
โดยความเป็นของสูญแม้อย่างนี้.

- ไทย(ฉบับหลวง)
๓๐/๑๙๖/๕๐๕

@ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญโดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ

บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "รูป" โดยความว่าง ๑ โดยความเปล่า ๑ โดยความสูญ ๑ โดยไม่ใช่ตน ๑ โดยไม่เป็นแก่นสาร ๑ โดยเป็นดังผู้ฆ่า ๑ โดยความเสื่อม ๑ โดยเป็นมูลแห่งทุกข์ ๑ โดยมีอาสวะ ๑ โดยความเป็นขันธ์อันปัจจัยปรุงแต่ง ๑.

บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" โดยความว่าง ... โดยความเป็นขันธ์อันปัจจัยปรุงแต่ง.

บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "โลก"
โดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๑๐ อย่างนี้.

อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "โลก"
โดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๑๒ อย่าง คือ ย่อมพิจารณาเห็นว่า รูปไม่ใช่สัตว์ ๑ ไม่ใช่ชีวิต ๑ ไม่ใช่บุรุษ ๑ ไม่ใช่คน ๑ ไม่ใช่มาณพ ๑ ไม่ใช่หญิง ๑ ไม่ใช่ชาย ๑ ไม่ใช่ตน ๑ ไม่ใช่ของที่เนื่องกับตน ๑ ไม่ใช่เรา ๑ ไม่ใช่ของเรา ๑ ไม่มีใครๆ ๑.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็นว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่สัตว์ ... ไม่มีใครๆ.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญโดยอาการ ๑๒ อย่างนี้.

และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งอะไรเล่าไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "รูป"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ"รูป"นั้นเสีย "รูป"นั้น อันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "เวทนา"
ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ...
"สัญญา"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ...
"สังขาร"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "วิญญาณ"
ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ"วิญญาณ"นั้นเสีย "วิญญาณ"นั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? หญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ใด ที่มีอยู่ในเชตวันวิหารนี้ ชนพึงนำหญ้า ไม้ กิ่งไม้และใบไม้นั้นไปเสีย เผาเสีย หรือพึงทำตามควรแก่เหตุ. ท่านทั้งหลายพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ชนนำเราทั้งหลายไปเสีย เผาเสีย หรือทำตามควรแก่เหตุบ้างหรือหนอ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร?
เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตนหรือสิ่งที่เนื่องกับตนของข้าพระองค์ทั้งหลาย อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ฉันนั้นเหมือนกันแล สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย. สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "รูป"ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ"รูป"นั้นเสีย "รูป"นั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! "เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็น "โลก"
โดยความเป็นของสูญแม้อย่างนี้.

ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ เพราะสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน ฉะนั้น จึงกล่าวว่า โลกสูญ.

ดูกรอานนท์ สิ่งอะไรเล่าสูญจากตน หรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน?
จักษุสูญ รูปสูญ จักษุวิญญาณสูญ จักษุสัมผัสสูญ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็สูญจากตนหรือสิ่งที่เนื่องกับตน.
หูสูญ เสียงสูญ จมูกสูญ กลิ่นสูญ ลิ้นสูญ รสสูญ กายสูญ โผฏฐัพพะสูญ ใจสูญ ธรรมารมณ์สูญ มโนวิญญาณสูญ มโนสัมผัสสูญ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็สูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน.
ดูกรอานนท์ เพราะสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตนนั่นแล ฉะนั้น จึงกล่าวว่าโลกสูญ.
บุคคลย่อมพิจารณาเห็น"โลก"
โดยความเป็นของสูญแม้อย่างนี้.

- ไทย(ฉบับหลวง)
๓๐/๑๙๖/๕๐๕

กิจกรรมทางวัด

ทางวัดเชตวันมีการทำวัดสวดมนต์เป็นประจำทุกวันหากท่านสาธุชนมีเวลาว่างก็เชิญร่วมได้

-เช้าเวลา 8:00น.

-เย็นเวลา 18:00น.

ทุกๆวันวันพระขึ้น 8 ค่ำ และ 15 ค่ำ ทางวัดจะมีการทำบุญและฟังพระธรรมเทศนาเป็นประจำ

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

บูรณะพระยืน
6 โมงเย็น ณ วัดเช
แสดงอรรถคาถาที 4
ฟังพระปาฏิโมกข์ มีพระสงฆ์ร่วม29 รูป 7/07/17
ฟังธรรมภาคเช้าในวันพระแรม 15 ค่ำ 7/7/17
ฟังธรรมภาคเช้าในวันพระแรม8 ค่ำ 31/06/60

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


ถ.บุญวาทย์
Amphoe Muang Lampang
52000

เวลาทำการ

จันทร์ 06:00 - 21:00
อังคาร 06:00 - 21:00
พุธ 06:00 - 21:00
พฤหัสบดี 06:00 - 21:00
ศุกร์ 06:00 - 21:00
เสาร์ 06:00 - 21:00
อาทิตย์ 06:00 - 21:00
Amphoe Muang Lampang องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
น้ำเต้าหู้&นมสด ฟองโต สะพานขาว วค.ลำปาง น้ำเต้าหู้&นมสด ฟองโต สะพานขาว วค.ลำปาง
361 ถนน ลำปาง-แม่ทะ ตำบล ชมพู อำเภอเมืองลำปาง
Amphoe Muang Lampang, 52100

น้ำเต้าหู้ นมสด แท้ 100% ปาท่องโก๋ ใส้นม สังขยา ขนมปัง เต้าฮวยนมสด

สบเฟือง ซิตี้ - Subfuang City สบเฟือง ซิตี้ - Subfuang City
ิฺBan Auem
Amphoe Muang Lampang, 52100

P'Bie Racing Team P'Bie Racing Team
Amphoe Muang Lampang, 52100

P'B้ee TAKEGAWA Lampang Racing Team

บ้านท่าส้มป่อย บ้านท่าส้มป่อย
ซอย 4
Amphoe Muang Lampang, 52000

บ้านท่าส้มป่อย หมู่ที่ 1 ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง

เถินธวัชยนต์ลำปาง อำเภอเมือ เถินธวัชยนต์ลำปาง อำเภอเมือ
378 ถนนฉัตรไชย ตำบลสบตุ๋ย
Amphoe Muang Lampang, 52100

เถินธวัชยนต์ลำปาง อำเภอเมืองลำปาง โทร.054-228601