วัดป่าโนนสัง

วัดป่าโนนสัง

ตำแหน่งใกล้เคียง สถานที่สักการะ

บ้านโนนผึ้ง ตำบลโนนสัง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ.
บ้านโนนผึ้ง ตำบลโนนสัง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ.
บ้านโนนผึ้ง ต.โนนสัง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ, Amphoe Kanthararom
รวมพระเครื่องและเครื่องรางเมตตามหานิยม ค้าขาย หนุนดวง
รวมพระเครื่องและเครื่องรางเมตตามหานิยม ค้าขาย หนุนดวง
148/1 หมู่ 11 ต.จาน
วัดบ้านจาน
วัดบ้านจาน
1 ต.จาน, Amphoe Kanthararom
ศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชนตำบลทาม  อ.กันทรารมย์  จ.ศรีสะเกษ
ศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชนตำบลทาม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ
Amphoe Kanthararom 33130
วัดหัวสะพาน สาขาที่63ของวัดหนองป่าพง
วัดหัวสะพาน สาขาที่63ของวัดหนองป่าพง
ต.โนนสัง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ, Srisaket
โรงเรียนบ้านหนองแวง - โสวรรณีวิทยาคม
โรงเรียนบ้านหนองแวง - โสวรรณีวิทยาคม
บ้านหนองแวง ต.หนองแวง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ, Muang Sisaket
วัดบ้านโปร่ง ตำบล บก อำเภอ โนนคูณ จังหวัด ศรีสะเกษ
วัดบ้านโปร่ง ตำบล บก อำเภอ โนนคูณ จังหวัด ศรีสะเกษ
ม.2 ต.บก อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ, Amphoe Kanthararom
ศูนย์พระเครื่องหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล วัดบ้านจาน
ศูนย์พระเครื่องหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล วัดบ้านจาน
148/1 หมู่ 11 ต.จาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ 33130
วัดป่านานาชาติ
วัดป่านานาชาติ
บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ, Ubon Ratchathani
Wat Pah Nanachat - The International Forest Monastery - WPN วัดป่านานาชาติ
Wat Pah Nanachat - The International Forest Monastery - WPN วัดป่านานาชาติ
Bahn Bung Wai, Ampher Warin, Ubon Ratchathani
Wat Pah Nanachat
Wat Pah Nanachat
Bahn Bung Wai, Warin Chamrap
พระนิเวศน์ของพระเจ้า
พระนิเวศน์ของพระเจ้า
41 ม.8 ต.สำโรง อ.สำโรง, Ubon Ratchathani
เรื่องเล่าขาน ตำนานความเชื่อ
เรื่องเล่าขาน ตำนานความเชื่อ
174/12 บ้านโนนสวรรค์ ต.สำโรง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี, Ubon Ratchathani
บ้านศรีสุธรรม-บุญงอก
บ้านศรีสุธรรม-บุญงอก
54 No. 1 Sub-district. Daeng Mo., Ban Daeng Mo
ชมรมศิษย์โรงเรียนสำโรงวิทยาคาร
ชมรมศิษย์โรงเรียนสำโรงวิทยาคาร
โรงเรียนสำโรงวิทยาคาร ต.โนนกลาง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี, Ubon Ratchathani

สถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์ในด้านการประกอบพิธีทางศาสนาของชุมชน

ท่านพ่อลี สอนว่า ....

"ธรรม เปรียบเหมือนกับแสงไฟ ปกติมันย่อมมีแสงสว่างอยู่ในตัวของมันเสมอ ดวงใจของเราเปรียบเหมือนกับโป๊ะตะเกียง แม้แสงไฟนั้นจะสว่างสังเพียงไร แต่ถ้าเรานำโป๊ะที่ขุ่นมัวเต็มไปด้วยเขม่าไม่ได้ขัดล้างไปครอบลงแล้ว ก็ทำให้แสงไฟนั้นมืดมัว ไม่สามารถส่งแสงสว่างออกมาภายนอกได้

ฉันใดดวงใจของเรา ถ้ามีความชั่วหมอกมืดปกปิดอยู่ ก็ไม่ผิดอะไรกับโป๊ะตะเกียงที่มีเขม่าจับ

บุคคลนั้นถึงจะบำเพ็ญความดีแต่ก็ไม่สะอาด เพราะดวงใจของเขายังมีมลทินติดอยู่ ก็เหมือนกับเขม่าที่จับอยู่ภายในโป๊ะตะเกียงฉันนั้น"

ใกล้ หรือไกล เราก็ อยู่ฟ้าเดียวกัน

เรื่องลือ เรื่องเล่าอ้าง เสนาะหู
มาแล้ว เห็นแล้ว พระร่วง พระรือ
สุโขทัย ศรีสัชนาลัย
เดินทางต่อ

.....กินให้อิ่มแล้วนอนหลับนะลูกแม่
แม่จะเจ็บปวดแผลสักเพียงไหน
ขอแค่ลูกกินอิ่มนอนหลับลงพักใจ
แม่เฝ้าหมายปกป้องคุ้มครองเอง
.....กินเถอะลูกกินให้อิ่มแล้วนอนพัก
เมื่อเจ้าหลับเจ้าตื่นฟื้นสดใส
อาจไม่มีแม่นี้อยู่คุ้มครองภัย
จะได้มีแรงเดินต่อไปอย่างมั่นคง
.....ขอเพียงเจ้าอย่าท้อแท้แม้สิ้นหวัง
เจ็บแค่นี้แม่ยังทนอยู่เจ้ารู้ไหม
สังขารย์นั้นไม่มั่นคงเสมอไป
ต้องพบเจอคำว่า.....พรากจากกันไปนั้นอยู่ดี

รอก่อน เดี๋ยวกลับไปสู้ ไม่ยอมแพ้หลอก
ภาษาโลกฯ เรามันขาดภูมิต้านทาน หายารักษาก็ยาก
คนป่วยต้องไปหาหมอ จะรอให้หมอมาหาไม่ใช่วิสัยของผู้ป่วย

เหนื่อยนักพักก่อน

🔥🔥จำใจจำจาก โอ้จำลา🔥🔥
ฝากดูแลตัวเองด้วยนะ ไม่มีอะไรเป็นของฝาก
คงจะมีแค่นี้ที่ติดไม้ติดมือ🔥

ไปฯ ไปต่อ ยังไม่หยุดแค่นี้หลอก
ถ้าไม่มีเพื่อนเดินไปด้วย ก็ไปผู้เดียวดีกว่า
มันจะเป็นตาย ร้ายดี อย่างไร ก็ขอได้ไปก่อน
ถ้ายังสงสัยอยู่ มันก็จะสงสัยไปตลอด ไปให้หายสงสัย
หนักกาย สะบายใจ

ผู้ที่ไม่ได้ไปอินเดียก็บ่ต้องเสียใจ
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
กราบสามครั้งระลึกถึงสถานที่พระพุทธองค์ทรงประสูติ
กราบสามครั้งระลึกสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้
กราบสามครั้งระลึกถึงสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา
กราบสามครั้งระลึกถึงสถานที่ที่พระพุทธองค์ปรินิพพาน
กราบอีกสามครั้ง กราบพุทโธ กราบธัมโม กราบสังโฆ
รวมกราบ15ครั้งเข้าใจบ่

หลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร
วัดถํ้าสหายเทพนิมิตร จ. อุดรธานี

ในเรื่องของกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น รูปอะไรก็ไม่จับใจเท่ารูปผู้หญิง ผู้หญิงรูปร่างบาดตา ก็ชวนมองอยู่แล้ว ยิ่งเดินซอกแซกๆ ก็ยิ่งมองเพลิน

เสียงอะไรจะมาจับใจเท่าเสียงผู้หญิง เป็นไม่มี มันบาดถึงหัวใจ กลิ่นก็เหมือนกัน กลิ่นอะไรก็ไม่เหมือนกลิ่นผู้หญิง ติดกลิ่นอื่นก็ไม่เท่าติดกลิ่นผู้หญิง มันเป็นอย่างนั้น

รสอะไรก็ไม่เหมือน รสข้าว รสแกง รสสารพัดก็ไม่เทียบเท่ารสผู้หญิง หลงติดเข้าไปแล้วถอนได้ยาก เพราะมันเป็นกาม โผฏฐัพพะก็เช่นกัน จับต้องอะไรก็ไม่ทำให้มึนเมาปั่นป่วน จนหัวชนกันเหมือนกับจับต้องผู้หญิง

ฉะนั้น เมื่อลูกท้าวพญาที่ไปเรียนวิชากับอาจารย์ตักศิลาจนจบแล้ว จะลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์จึงสอนว่า เวทย์มนต์กลมายาอะไรๆ ก็สอนให้บอกให้จนหมดแล้ว เมื่อกลับไปครองบ้านครองเมืองแล้ว มีอะไรมาก็ไม่ต้องกลัว จะสู้ได้หมดทั้งนั้น จะมีสัตว์ประเภทใดมาก็ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์มีฟันอยู่ในปาก หรือมีเขาอยู่บนหัว มีงวง มีงา ก็คุ้มกันได้ทั้งสิ้น แต่ไม่รับรองอยู่เฉพาะสัตว์จำพวกหนึ่ง ที่เขาไม่ได้อยู่บนหัว แต่หากไปอยู่ที่หน้าอก สัตว์ชนิดนี้ไม่มีมนต์ชนิดใดจะคุ้มกันได้ มีแต่จะต้องคุ้มกันตัวเอง รู้จักไหม สัตว์ที่มีเขาอยู่หน้าอกนั่นแหละ ท่านจึงให้รักษาตัวเอาเอง

ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจแล้ว ทำให้อยากได้เงิน อยากได้ทอง อยากได้สิ่ง อยากได้ของ ธรรมารมณ์อย่างนั้นไม่พอให้ล้มตาย แต่ถ้าเป็นธรรมารมณ์ที่ชุ่มด้วยน้ำกามเกิดขึ้นแล้ว มันทำให้ลืมพ่อลืมแม่ แม้พ่อแม่เลี้ยงมา ก็หนีจากไปได้โดยไม่คำนึงถึง พอเกิดขึ้นแล้วรั้งไม่อยู่ สอนก็ไม่ฟัง

รูปหนึ่ง เสียงหนึ่ง กลิ่นหนึ่ง รสหนึ่ง โผฏฐัพพะหนึ่ง ธรรมารมณ์หนึ่ง เป็นบ่วง เป็นบ่วงของพญามาร พญามารแปลว่าผู้ให้ร้ายต่อเรา บ่วงแปลว่าเครื่องผูกพัน บ่วงของพญามารเปรียบได้กับแร้วของนายพราน นายพรานที่เป็นเจ้าของแร้วนั่นแหละคือพญามาร เชือกเป็นบ่วงเครื่องผูกของนายพราน

สัตว์ทั้งหลายเมื่อไปติดบ่วงเข้าแล้วลำบาก มันผูกไว้ดึงไว้ รอจนเจ้าของแร้วมา เหมือนกับนกไปติดแร้วเข้า แร้วมันรัดถูกคอ ดิ้นไปไหนก็ไม่หลุดดิ้นปัดไปปัดมาอย่างนั้นแหละ มันผูกไว้คอยนายพรานเจ้าของแร้วครั้นเจ้าของมาเห็นก็จบเรื่อง นั้นแหละพญามาร นกกลัวมาก สัตว์ทั้งหลายกลัวมาก เพราะหนีไปไหนไม่พ้น

บ่วงก็เช่นกัน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นบ่วงผูกเอาไว้ เมื่อเราติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็เหมือนกันกับปลากินเบ็ด รอให้เจ้าของเบ็ดมา ดิ้นไปไหนก็ไม่หลุด อันที่จริงแล้วมันยิ่งกว่าปลากินเบ็ด ต้องเปรียบได้กับกบกินเบ็ด เพราะกบกินเบ็ดนั้น มันกินลงไปถึงไส้ถึงพุง แต่ปลากินเบ็ด ก็กินอยู่แค่ปาก

คนติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ก็เหมือนกัน แบบคนติดเหล้า ถ้าตับยังไม่แข็ง ไม่เลิก ติดตอนแรกๆ ก็ยังไม่รู้จักเรื่อง ก็หลงเพลิดเพลินไปเรื่อยๆ จนเกิดโรคร้ายขึ้นนั่นแหละเป็นทุกข์

เหมือนบุรุษผู้หนึ่งหิวน้ำจัด เพราะเดินทางมาไกล มาขอกินน้ำ เจ้าของน้ำก็บอกว่า น้ำนี้จะกินก็ได้ สีมันก็ดี กลิ่นมันก็ดี รสมันก็ดี แต่กินเข้าไปแล้ว มันเมานะ บอกให้รู้เสียก่อน เมาจนตายหรือเจ็บเจียนตายนั่นแหละ แต่บุรุษผู้หิวน้ำก็ไม่ฟัง เพราะหิวมาก เหมือนคนไข้หลังผ่าตัดที่ถูกหมอบังคับให้อดน้ำ ก็ร้องขอน้ำกิน

คนหิวในกามก็เหมือนกัน หิวในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ล้วนของเป็นพิษ พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้น มันเป็นพิษ เป็นบ่วง ก็ไม่ฟังกัน เหมือนกับบุรุษหิวน้ำผู้นั้น ที่ไม่ยอมฟังคำเตือน เพราะความหิวกระหายมันมีมาก ถึงจะต้องทุกข์ยากลำบากเพียงใด ก็ขอให้ได้กินน้ำเถอะ เมื่อได้กินได้ดื่มแล้ว มันจะเมาจนตายหรือเจียนตายก็ช่างมัน จับจอกน้ำได้ก็ดื่มเอา ดื่มเอา เหมือนกับคนหิวในกาม ก็กินรูป กินกลิ่น กินรส กินโผฏฐัพพะ กินธรรมารมณ์ รู้สึกอร่อยมาก ก็กินเอาๆ หยุดไม่ได้ กินจนตาย ตายคากาม

อย่างนี้ท่านเรียกว่าติดโลกีย์วิสัย ปัญญาโลกีย์ก็แสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ถึงปัญญาจะดีสักปานใด ก็ยังเป็นปัญญาโลกีย์อยู่นั่นเอง สุขปานใดก็แค่สุขโลกีย์ มันไม่สุขเหมือนโลกุตตระ คือมันไม่พ้นโลก

การฝึกในทางโลกุตตระ คือ ทำให้มันหมดอุปทาน ปฏิบัติให้หมดอุปทาน ให้พิจารณาร่างกายนี่แหละ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้มันเบื่อ ให้มันหน่าย จนเกิดนิพพิทา ซึ่งเกิดได้ยาก มันจึงเป็นของยาก ถ้าเรายังไม่เห็นก็ยิ่งดูมันยาก

เราทั้งหลายพากันมาบวช เรียน เขียน อ่าน มาปฏิบัติภาวนา ก็พยายามตั้งใจของตัวเอง แต่ก็ทำได้ยาก กำหนดข้อประพฤติปฏิบัติไว้อย่างนี้อย่างนั้นแล้ว ก็ทำได้เพียงวันหนึ่ง สองวัน หรือแค่สองชั่วโมง สามชั่วโมง ก็ลืมเสียแล้วพอระลึกขึ้นได้ ก็จับมันตั้งไว้อีก ก็ได้เพียงชั่วคราว

พอรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ผ่านมา ก็พังไปเสียอีกแล้ว พอนึกได้ ก็จับตั้งอีก ปฏิบัติอีก นี่ เรามักเป็นเสียอย่างนี้ เพราะสร้างทำนบไว้ไม่ดี ปฏิบัติไม่ทันเป็นไม่ทันเห็น มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มันจึงเป็นโลกุตตระไม่ได้ ถ้าเป็นโลกุตตระได้มันพ้นไปจากสิ่งทั้งหลายแล้ว มันก็สงบเท่านั้นเอง

ที่ไม่สงบทุกวันนี้ ก็เพราะของเก่ามันมากวนอยู่ไม่หยุด มันตามมาพัวพัน เพราะมันติดตัวเคยชินเสียแล้ว จะแสวงหาทางออกทางไหนมันก็คอยมาผูกไว้ดึงไว้ ไม่ให้ลืมที่เก่าของมัน เราจึงเอาของเก่ามาใช้ มาชม มาอยู่ มากินกันอยู่อย่างนี้

ผู้หญิงก็มีผู้ชายเป็นอุปสรรค ผู้ชายก็มีผู้หญิงเป็นอุปสรรค มันพอปานกัน ถ้าผู้ชายอยู่กับผู้ชายด้วยกัน มันก็ไม่มีอะไร หรือผู้หญิงอยู่กับผู้หญิงด้วยกัน มันก็อย่างนั้นแหละ แต่พอผู้ชายไปเห็นผู้หญิงเข้า หัวใจมันเต้นติ๊กตั๊กๆ ผู้หญิงเห็นผู้ชายเข้าก็เหมือนกัน หัวใจก็เต้นติ๊กตั๊กๆ เพราะมันดึงดูดซึ่งกันและกัน

นี่ก็เพราะไม่เห็นโทษของมัน หากไม่เห็นโทษแล้ว ก็ละไม่ได้ ต้องเห็นโทษในกามและเห็นประโยชน์ในการละกามแล้ว จึงจะทำได้ หากปฏิบัติยังไม่พ้น แต่พยายามอดทนปฏิบัติต่อไป ก็เรียกว่าทำได้ในเพียงระดับของศีลธรรม แต่ถ้าปฏิบัติได้เห็นชัดแล้ว จะไม่ต้องอดทนเลย ที่มันยากมันลำบากก็เพราะยังไม่เห็น

เทศนาธรรมเรื่อง"สองหน้าของสัจจธรรม"

หลวงพ่อชา สุภัทโท

#บทสนทนาจอมปราชญ์
เมื่อพระองค์กราบองค์หลวงตาเสร็จ ทรงถวายคำถามดังต่อไปนี้
(พระเจ้าอยู่หัวเรียกหลวงตาว่า "หลวงปู่" )
.
พระเจ้าอยู่หัว : หลวงปู่.. สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร
หลวงตา : พุทธภูมิ ก็เหมือน ดั่งเรานั่งรถไฟนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ หรือนั่งรถไฟไปอุดรนั่นแหละพุทธภูมิแต่ถ้าเรานั่งจักรยานมาหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนั่นแหละ..สาวกภูมิเพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการนำคนไปได้เยอะ ๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ ๑ คน หรือ ๓-๔ คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิเข้าใจไหมล่ะพ่อหลวง
.
พระเจ้าอยู่หัว : เข้าใจแล้วหลวงปู่ แล้วนิพพานเป็นอย่างไรนะหลวงปู่
หลวงตา : อ้อ พ่อหลวงเหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละรู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน อยู่บนกุฏินี่เหรอ วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะแต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมดคือวัดป่าบ้านตาดนี้แหละแต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาด นี่แหละพระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน
.
พระเจ้าอยู่หัว : ขอบารมีหลวงตาช่วยต่ออายุให้แม่หลวง (คือในตอนนั้นสมเด็จย่าทรงประชวรอยู่)
หลวงตาตอบปฏิเสธ : พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้ขอเองได้ พ่อหลวงก็สามารถจัดการได้เอง ให้พระเจ้าอยู่หัวขอเอง จัดการเองจัดการเองอาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก
.
พระเจ้าอยู่หัวได้กราบลา : ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้วท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม
.
หลวงตา : การเป็นพุทธภูมิสร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้วพระพุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ ๕ คือ ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไปตกเย็นสอนนักบวช สมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดาพอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ท่านก็จะเล็งญาณดูรีบไปโปรดก่อน พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ ๕ อย่างนี้ แต่...ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไรทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน..เอาล่ะ ๆ ...อาตมาจะให้พร
.
คัดจากหนังสือ "ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์"
ตอน จอมทัพรักษ์ศาสน์กษัตริย์

#อานาปานสติภาวนา

มีข้อเพิ่มเติมเล็กน้อยจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค
คือ ผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อจะเจริญสมาธิภาวนา
ซึ่งมีอานาปานสติเป็นอารมณ์
ควรศึกษาสิ่งที่ควรรู้ ๕ ประการ
เรียกว่า สนธิ ๕ คือ

๑. การเรียนกรรมฐาน (อุคคหะ)
๒. การสอบถามกรรมฐาน (ปริปุจฉา)
๓. การบำรุงรักษากรรมฐาน (อุปัฏฐานะ)
๔. ความแน่วแน่ของกรรมฐาน (อัปปนา)
๕. ลักษณะแห่งกรรมฐาน (ลักขณา)
คือ รู้ลักษณะตามเป็นจริงว่ากรรมฐานนี้เป็นอย่างนี้
...

ท่านกล่าวว่า ในการเรียนกรรมฐาน
สอบถาม และปฏิบัติกรรมฐานนั้น
อย่าให้ตนเองลำบาก อย่าให้อาจารย์ลำบาก

คือให้อาจารย์บอกแต่น้อย
ตนเองพยายามให้มาก
แล้วอยู่ในเสนาสนะอันสงัด
ตัดปลิโพธ (เครื่องกังวล) ต่างๆ เสีย

บริโภคอาหารแต่พอควร ให้ร่างกายโปร่ง
สบาย ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย

ต่อจากนั้นเริ่มเจริญอานาปานสติ
กำหนดลมหายใจเข้า-ออก
โดยมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

..
๑. คณนา การนับ ทีแรกให้นับช้าๆ
เป็น ๑-๑ ๒-๒ ไปจนถึง ๕-๕
แล้วกลับมาตั้ง ๑-๑ ใหม่ เขยิบขึ้นไป
ทีละจำนวนจนถึง ๑๐-๑๐

เหมือนคนตวงข้าวเปลือกด้วยทะนาน
แล้วนับต่อไปนับเร็วขึ้นเป็นทีละคู่
๑-๒ ๓-๔ จนถึง ๙-๑๐
...

๒. อนุพันธนา ติดตาม
คือ ตามลมเลิกการนับ
ส่งสติไปตามลมหายใจเข้าออกมี ๓ จุด
คือ หน้าท้องหรือสะดือ
ทรวงอกและปลายจมูก
..

๓. ผุสนา ถูกต้อง หมายความว่า
ลมถูกต้องที่ใด มีสติตามไป ณ ที่นั้น

๔. ฐปนา การหยุด คือ ยับยั้งจิตไว้ชั่วคราว
ในที่ที่ลมถูกต้องนั้น
..

๕. สัลลักขณา กำหนดนามรูป
คือ หลังจากได้ฌาน ๔ แล้ว
มีความบริสุทธิ์แห่งจิตแล้ว
ทำฌานให้แคล่วคล่องด้วยวสีทั้ง ๕
คือ การนึก การเข้า การหยุด
การออกและการพิจารณา
(อาวัชชนะ สมาปัชชนะ อธิษฐานะ
วุฏฐานะ และปัจจเวกขณะโดยลำดับ)

แล้วกำหนดนามรูป เริ่มเจริญวิปัสสนา
พิจารณาว่ากายเป็นรูป
จิตและเจตสิก
คือธรรมที่เกิดกับจิตเป็นนาม
...

๖. วิวัฏฏนา ความเปลี่ยนแปลง
หมายถึง ผู้บำเพ็ญเพียร
เมื่อกำหนดนามรูปแล้ว
ค้นหาปัจจัยแห่งนามรูป
ก็พบว่าอวิชชาเป็นต้น

เป็นปัจจัยแห่งนามรูป
ยกนามรูปขึ้นสู่ไตรลักษณ์
คือ อนิจจตา ทุกขตาและอนัตตา
ผ่านญาณต่างๆ โดยลำดับมี
อุทยัพพยาญาณ เป็นต้น
จนถึงสัจจานุโลมิกญาณ
ถึงความบริสุทธิ์หมดจดเรียกว่า ปาริสุทธิ
...

๗. ปาริสุทธิ ความหมดจดจากกิเลส
เครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

๘. ปฏิปัสสนา การได้เห็นความบริสุทธิ์นั้น
คือมรรคผลอันตนได้บรรลุแล้ว
เรียกว่าปัจจเวกขณญาณ
คือ พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว
..

อานิสงส์พิเศษของผู้เจริญอานาปานสติ
คือ สามารถกำหนดวันปรินิพพาน
และเวลานิพพานของตนได้

ผู้เจริญกรรมฐานอย่างอื่น
กำหนดได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
แต่ผู้เจริญอานาปานสติกำหนดได้
...

มีเรื่องจริงเล่ามาว่า
พระเถระรูปหนึ่งสวดปาฏิโมกข์
ในวันอุโบสถแล้ว มีภิกษุผู้เป็นบริวาร
แวดล้อมไปสู่ที่อยู่ของตน ยืนในที่จงกรม
แลดูดวงจันทร์ตรวจดูอายุสังขารของตนแล้ว
...
พูดกับภิกษุทั้งหลายว่า
ท่านเคยเห็นภิกษุทั้งหลายนิพพาน
ด้วยอิริยาบถใดบ้าง ภิกษุทั้งหลายตอบว่า
ที่นั่งบนอากาศนิพพานก็เคยเห็น
ที่นั่งคู้บัลลังก์บนอากาศนิพพานก็เคยเห็น
..
พระเถระจึงว่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะนิพพาน
ในขณะเดินจงกรมทีเดียว กำหนดหมาย
จุดที่นิพพาน แล้วเดินจงกรมจากจุดนั้น
ไปถึงที่สุดที่จงกรมอีกด้านหนึ่ง
แล้วกลับมาที่เดิม ยืนนิพพานตรงนั้นเอง
..
#คุณของอานาปานสติภาวนา
#เพื่อเสรีภาพทางจิต
#ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
#เพจอาจารย์วศิน อินทสระ

#อ่านแล้วช่วยให้ชีวิตดีขึ้น#

"คนเราที่เจอกัน... ไม่ใช่เรื่อง ""บังเอิญ""อยู่ที่ ""บุญ"" ที่เคยร่วมทำกันมา
วาสนา ...ไม่ต้องเรียกร้อง...ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา...ก็ต้องจากกันไป...รั้งอย่างไรก็ไม่อยู่ ดังนั้น.....ในตอนที่เรา...ยังไม่จากกัน เราได้กระทำดีต่อคนที่แวดล้อมเราแล้วหรือยัง... เพราะเมื่อหมด""สัญญากรรม"" แล้ว...ไม่ว่าเราจะมีเงินหรือมีอำนาจจนล้นฟ้าก็ไม่สามารถเรียกร้องกลับคืนมาได้... และไม่รู้ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ....ถึงจะได้เจอกันอีก

เรื่องที่ควรลืมทิ้งสามเรื่อง

1. ลืมอายุ
2. ลืมเรื่องที่ผ่านมา
3. ลืมเรื่องที่จะกล่าวโทษคนอื่น

สี่เรื่องที่ควรมีไว้

1. มีคนที่รักคุณด้วยความจริงใจ
2. มีเพื่อนที่รู้ใจ
3. มีงานมีการทำ
4. มีบ้านที่อบอุ่น

ห้าอย่างที่ต้องเอา(ต้องทำ)

1. ต้องร้อง
2. ต้องเต้น
3. ต้องใช้
4. ต้องหัวเราะ
5. ต้องรักษาสุขภาพ

หกอย่างที่ไม่ควรทำ

1. หิวแล้วไม่ยอมทาน
2. หิวน้ำไม่ยอมดื่ม
3. ง่วงแล้วไม่ยอมนอน
4. เหนื่อยแล้วไม่ยอมพัก
5. ไม่สบายไม่ยอมรักษา
6. แก่แล้วค่อยคิดเสียใจ ความโกรธ ทำให้หัวใจ ""ทำงานหนัก""ความรัก ทำให้หัวใจ""ทำงานดี""ความดี ทำให้หัวใจนั้น""พองโต""ความโง่ ทำให้หัวใจ""เสียหาย""ความแก่ เจ็บ ตายนั้นเป็นเรื่อง ""ธรรมดา"" บุคคลใดเข้าใจหลักศาสนา บุคคลนั้นย่อมเห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดา

สิ่งที่สูงกว่าเงิน มี 7 อย่าง

1. การได้เกิดมาเป็นคน
2. การได้ยลศาสนา
3. การมีกัลยาณมิตร
4. การมีความสุจริตเป็นนิสัย
5. การมีใจปราศจากริษยา
6. การมีเวลาให้บุคคลอันเป็นที่รัก
7. การรู้จักสะกดคำว่า พอ

คน มี 1 หนทางคือ ทางเดินของตัวเอง □

มีของมีค่าอยู่ 2 อย่าง

1. สุขภาพกาย
2. สุขภาพจิต

ทุกข์ มี 4 ทุกข์

1. มองไม่ทะลุ
2. สละไม่ลง
3. แพ้ไม่เป็น
4. ปล่อยวางไม่ได้

มี 5 คำพูด

1. ยิ่งลำบากยิ่งต้องสู้
2. ยิ่งดียิ่งถ่อมตน
3. ยิ่งแย่ยิ่งต้องเชื่อมั่น
4. ยิ่งมียิ่งประหยัด
5. ยิ่งหนาวเหน็บยิ่งมีน้ำมิตร

เครดิต ใต้ร่มธรรม

เป็นได๋ แค ไม่แกนหล่อน
แต่ก็ ติดไฟดี เด้
ระวังนะ การภาวนา

เรื่อง "ครูบาศรีวิชัย เป็นพระนิยตโพธิสัตว์"

(จากธรรมประวัติ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ)

๐ สมัยพุทธกาลนั้นใช้ชาติเป็นช้างป่าเลไลย์ ซึ่งครูบาศรีวิชัยเป็นพระนิยตโพธิสัตว์ ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว มีคติที่มั่นคงเที่ยงแท้และแน่นอน

ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม เล่าให้ฟังว่า

“ครูบาศรีวิชัยท่านเทศน์น้อย แต่รู้จักความนึกคิดของผู้คน รู้ได้ใกล้ไกล เจริญแต่คาถาอิติปิโสฯอยู่เป็นนิจ ทีแรกครูอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะสอนวิปัสสนากรรมฐานบอกอุบายธรรมให้แต่เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุปัชฌาย์ท่านให้พิจารณาจึงรู้ได้ว่า ยังไม่อาจที่จะบรรลุมรรคผลได้ แต่จักได้ด้วยตนของครูบาเจ้าเอง เป็นอิติปิโสฯ ได้เอง"

“พวกยางปะเก่อ พวกมูเซอ คนภูเขา แห่กันมาทำบุญกับครูบาศรีวิไชย เอาเงินเหรียญใส่กระบอกไม้ไผ่ไม้เฮี้ยะ เต็มกระบอกอัดปากกระบอก แล้วเอามาถวายครูบาศรีวิชัย

“พวกสูแบกอะไรมา"
“กระบอกเงิน”
“เอามาดูดู๊”

พวกเขาเปิดปากกระบอกออก
แล้วก็เทเป็นกองๆ

“เอามาถวายบูชาครูบาเจ้าตนบุญของหมู่ตูข้า สุดแท้แต่จะทำอันใด”

ครูบาศรีวิไชย เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญมาอย่างรวยอุตมลาภชาติ ชีวิตนี้ไปไหนมาไหนก็มีผู้คนแห่แหนเอาเงินเอาปัจจัยทั้ง ๔ มาทำบุญให้ทาน เพิ่นก็เอาไปสร้างวัดได้หลายร้อยวัด ทั้งบูรณะปฏิสังขรณ์และทำขึ้นมาใหม่ก่อสร้างร่างแปลน แต่เช้าจนค่ำคืน นั่งปันพรให้แก่ผู้เอาเงินมาให้ถวายทาน

เทศน์ธรรมก็บอกแต่ว่า

“ให้สวดท่องอิติปิโส”

สอนผู้คนชาวบ้านให้ถือศาสนารักษาศีล ๕ ศีล ๘ สอนคนก็สอนจี้ลงไปที่ใจ เพิ่นภาวนาเก่ง รู้ใจผู้คนหลายอย่าง ตายแล้วยังลุกขึ้นมาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง ได้แล้วเสร็จ พระภาคเหนือรังเกียจเพิ่นมาก แต่พอเพิ่นจาก ไปตุ๊คนใด๋ก็อ้างว่า

“ข้าลูกศิษย์ครูบ๋าเจ้า”
“ข้าก็ลูกศิษย์ครูบ๋าเจ้า”

ในสมัยพุทธกาลนั้นใช้ชาติเป็นช้างป่าเลไลย์ ปฏิบัติองค์พระพุทธเจ้าตลอดพรรษา ออกพรรษาแล้วพระพุทธเจ้าลาออกจากป่า ก็หัวใจสลายวายตายเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ แล้วมาเกิดเป็นครูบาศรีวิไชย เมืองลำพูน

(เครดิตจาก : Saengaroon Moongthong)

“มองดูวัว มืดมัว ในดวงจิต”
“เจ้าทำผิด สิ่งใด ให้ฉงน”
“เกิดเป็นสัตว์ เดรัจฉาน เพราะกรรมตน”
“ต้องทุกข์ทน ให้คน เขาฆ่าตาย”

“เห็นแม่วัว โดนแขวน แสนสร้อยเศร้า”
“ขอให้เจ้า จงพ้นทุกข์ มีสุขขี”
“เกิดชาติหน้า ชาติไหน ให้ไปดี”
”จงหลีกหนี ไกลกิเลส ของเศษคน”

🌼 สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม 🌼

#ธรรมะของพระอรหันต์

ทำตัวให้เหมือนนกกระทา อยู่ในกรงในตุ้มแต่ละวันๆ ตื่นมามันทำอะไรอยู่ มันเอาจงอยปากสับตากรง สับทั้งวันๆ ยกเว้นหลับ ตื่นขึ้นมาสับตากรงใหม่

สับเพื่ออะไร เพื่อหาทางออก นี่เราก็เหมือนกัน ตื่นขึ้นมาแต่ละวันพยายามสับตากรง หมายความว่า สอนใจอยู่บ่อยๆหาทางออกจากโลกนี้ให้ได้

โลกมนุษย์ที่เราอยู่เท่านี้แหล่ะ จะเกิดมาอีกร้อยครั้งพันครั้งก็แล้วแต่ ก็เท่านี้หล่ะ เกิดมาก็มาหาอยู่หากินแล้วก็ตายไป ไม่คุ้มค่าในความทุกข์เลย

ความทุกข์ความเดือดร้อนในตัวเรามีมากมหาศาล สมบัติเงินทองหามา ก็หามาเหนื่อยยากลำบากก็เอาไปไม่ได้ แล้วก็ตายไปเสีย

เกิดมาชาติไหนก็เหมือนกับชาตินี้แหล่ะ ให้เริ่มคิดใหม่ ให้เราสอนใจตัวเองอยู่บ่อยๆแต่ละวันแต่ละคืน ยืนสอน นั่งสอน นอนสอนได้ทั้งนั้น ให้เราสอนใจปฏิเสธกับทุกๆเรื่องว่าไม่มีอะไรเป็นของของเราที่แน่นอน ทุกอย่างเป็นเพียงอาศัยกันอยู่แต่ละวันๆเท่านั้น

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ
วัดป่าบ้านค้อ ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

พระอาจารย์ทูล เล่าถึงสมัยเกิดเป็นรุกขเทวดา

การไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสูง โอกาสที่จะได้สร้างบารมีนั้นยากมาก วันคืนผ่านไปๆ ไม่ได้นึกถึงบุญกุศลอย่างใด มีแต่เสพสุขในกามคุณที่เป็นทิพย์เท่านั้น มนุษย์เขาทำบุญให้ทานรักษาศีลภาวนาอย่างไรก็ไม่เคยรู้เรื่อง ถึงเมืองมนุษย์จะร้องกล่าวบทชุมนุมเทวดาให้มาร่วมบุญกุศล เทวดาขั้นสูงเขาก็ไม่ได้มาร่วมงานด้วย ที่มานั้นเป็นเทวดาชั้นต่ำๆ ที่เรียกว่า รุกขเทวดาและภุมเทวดา นั่นเอง หลวงปู่(หลวงปู่ขาว อนาลโย) พูดว่า ไหนลองเล่ามาให้ฟังซิว่าเขามากันอย่างไร จึงได้เล่าต่อไปว่า

ในสมัยหนึ่งกระผมเป็นหัวหน้าอุบาสกอุบาสิกาอยู่ในเมืองมนุษย์ ได้พาคณะศรัทธาทั้งหลายไปบำเพ็ญกุศลตามวัดต่างๆ และทำประโยชน์ในสาธารณกุศลทั่วไป มีวัดหนึ่งเป็นถ้ำใหญ่ มีพระเป็นจำนวนมาก กระผมได้พาหมู่คณะไปบำเพ็ญกุศลในวัดนี้เป็นประจำ และทำไปจนตราบเท่าอายุขัย เมื่อกระผมตายไป จงได้ไปเกิดเป็นรุกขเทพบุตร ได้ไปอาศัยตันรังใหญ่ต้นหนึ่งในป่าใหญ่แห่งนั้น กระผมสามารถเนรมิตให้ต้นรังใหญ่กลายเป็นปราสาทได้อย่างสวยงาม และได้เป็นใหญ่ในหมู่รุกขเทวดาทั้งหลาย ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ กระผมจะพาหมู่เทวดาทั้งหลายไปบำเพ็ญกุศลตามวัดต่างๆ โดยจะออกเดินทางในช่วงตี ๓-๕ ก่อนที่มนุษย์เขาจะไปถึง สำหรับพาหนะที่ใช้เดินทางนั้นไม่เหมือนกัน บางกลุ่มเขาก็เนรมิตเป็นปราสาทนั่งอยู่ในนั้น แล้วพากันลอยไปเป็นกลุ่มๆ ดูแล้วสวยงามมาก ระดับความสูงที่ลอยไปนั้น สูงกว่าปลายไม้ไปไม่กี่เมตร บางกลุ่มก็แยกไปที่ต่างๆ ตามต้องการ แต่ใครจะไปที่ไหนต้องมารายงานตัวต่อกระผมทุกครั้งไป

อีกงานหนึ่งเรียกว่างานรับเชิญ นั่นคืองานบุญกุศล พวกเทพเหล่านี้จะได้ไปในงานนี้บ่อยครั้งทีเดียว เพราะมนุษย์เวลาทำบุญได้อัญเชิญเทวดา คำอัญเชิญเทวดานั้น มีความหมายแปลว่าอย่างไรก็ให้ไปถามท่านนักปราชญ์เอาเอง และมีเทวดาอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า เคหเทวดา คือ เทวดาที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนของมนุษย์ เทวดากลุ่มนี้ไม่ต้องเชิญเขาก็รู้หน้าที่กันเอง เพราะเขาถือว่าเป็นเจ้าของบ้านดูแลรักษาบ้านนั้นอยู่ เมื่อเจ้าของบ้านจะทำบุญเขาก็ส่งข่าวให้รุกขเทวดาให้มาร่วมบุญนี้เหมือนกัน บ้านที่เทวดากลุ่มนี้อยู่เจ้าของบ้านต้องมีคุณธรรม มีการบำเพ็ญกุศลอยู่เสมอ เช่น เทวดาที่อาศัยบ้านของโยมแม่ของพระโสณกุฏิกัณณะที่ร้องทำนองสรภัญญะให้พระพุทธเจ้าฟัง เมื่อร้องจบพระพุทธก็อนุโมทนาสาธุ เทวดาของโยมแม่ของพระโสณะ ก็ได้สาธุด้วยเช่นกัน ฉะนั้น รุกขเทวดา ภุมเทวดา หรือเคหเทวดา จึงได้เปรียบกว่าหมู่เทวดาชั้นสูง เพราะได้บำเพ็ญบารมีกับหมู่มนุษย์เป็นประจำ เรื่องของเทวดานั้นยาวมาก จะไม่นำมาเขียนไว้ในที่นี้ทั้งหมด

เมื่อเล่าเรื่องเทวดาทั้งหมดให้หลวงปู่(หลวงปู่ขาว อนาลโย)ฟัง หลวงปู่ก็ยอมรับว่าความจริงเป็นอย่างนั้น แล้วหลวงปู่ก็ได้อธิบายต่อไปว่า การเป็นเทวดาอยู่ในระดับต่ำนี้มีกำไร เพราะได้บำเพ็ญบุญกุศลร่วมกันกับหมู่มนุษย์มิได้ขาด ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่มนุษย์ได้ทำแล้ว การไปอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงๆ นั้นก็เหมือนอย่างที่ท่านว่านั้นแหละ ถึงจะไปอยู่ก็อยู่ได้ไม่ตลอด เมื่อบุญกุศลหมดเมื่อไรก็ต้องลงมาเกิดในเมืองมนุษย์อีก เพราะการทำบุญกุศลนั้นต้องกระทำอยู่ในเมืองมนุษย์นี้ ผู้จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระอริยเจ้าทั้งหลาย ก็ต้องมาสร้างบารมีอยู่ที่เมืองมนุษย์นี้ทั้งนั้น

ฉะนั้น เมืองมนุษย์นี้เป็นสถานที่สร้างบารมี ถ้าผู้มีความประมาทลืมตัว ก็เอาเมืองมนุษย์นี้เป็นสถานที่ทำบาปอีก น่าเสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ส่วนใหญ่จะทำเพื่อเสียประโยชน์ให้ตัวเองทั้งนั้น คำว่าเสียประโยชน์นั้น คือเราทำในสิ่งที่ไม่ดีนั่นเอง เมื่อทำไปแล้วผลที่ไม่ดีก็ต้องได้รับเอง

• พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ •
#ที่มา อัตโนประวัติ พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ
วัดป่าบ้านค้อ ตำบนเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เทวโลก ใน Kanthararom?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

วิดีโอทั้งหมด (แสดงผลทั้งหมด)

ที่อยู่


วัดป่าโนนสัง
Kanthararom
33130
Kanthararom สถานที่สักการะอื่นๆ (แสดงผลทั้งหมด)
โรงเรียนบ้านคำเนียม - คำเนียมวิทยาคาร โรงเรียนบ้านคำเนียม - คำเนียมวิทยาคาร
หมู่ 8 บ้านคำเนียม ตำบลคำเนียม
Kanthararom, 33130

วิทยาลัยอาชีวศึกษาจุลมณีศรีสะเกษ - กันทรารมณ์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาจุลมณีศรีสะเกษ - กันทรารมณ์
54/1 หมู่ที่ 11 ตำบลดูน
Kanthararom, 33130

ใช้ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมวิทยาลัย