Siam Trader

Siam Trader

ตำแหน่งใกล้เคียง บริษัท เงินทุน

1 ASIA Property
1 ASIA Property
Business in Thailand
Business in Thailand
C-704 Lumpiniville, Soi La Salla, Bangna
Nakayoshi Japanese Restaurant
Nakayoshi Japanese Restaurant
ซอย สุขุมวิท 105
มิตรแท้ประกันภัย mt4/32
มิตรแท้ประกันภัย mt4/32
99/343 หมู่ 1 หมู่บ้านศุภาลัยพาร์ควิว วงแหวนราชพฤกษ์ ตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
ครอบครัวประกัน.com
ครอบครัวประกัน.com
หมู่บ้านกลางเมือง ศรีนครินทร์, Ban Bang Phli Yai
Perfect Car รถมือสอง ออกง่าย คุณภาพดี
Perfect Car รถมือสอง ออกง่าย คุณภาพดี
1155 ซอยลาซาล 87 ถนนลาซาล เเขวงบางนา เขตบางนา
ตรอ ตรวจสภาพรถยนต์ ตรวจ lpg ngv ศรีนครินทร์-ลาซาล
ตรอ ตรวจสภาพรถยนต์ ตรวจ lpg ngv ศรีนครินทร์-ลาซาล
50 ถ.ศรีนครินทร์ แขวงบางนา เขตบางนา
Ph Broker รับทำ พรบรถยนต์ ประกันวินาศภัยทุกชนิด
Ph Broker รับทำ พรบรถยนต์ ประกันวินาศภัยทุกชนิด
10260
ประกันออนไลน์
ประกันออนไลน์
ศรีด่าน 24, Samut Prakan
ห้างทองอันดับ 1 จังหวัดสมุทรปราการ
ห้างทองอันดับ 1 จังหวัดสมุทรปราการ
ต.บางแก้ว, Amphoe Bang Phli
Stocklot Trading Co., Ltd - Real Estate Thailand
Stocklot Trading Co., Ltd - Real Estate Thailand
9 M.Sirinthep 8 Soi Sridan 22, Srinakarin Road,Bang Kaeo, Bang Phli, Samut Prakan
เงินติดล้อ
เงินติดล้อ
9/15,9/16 หมู่ที่ 5, ต.สำโรงเหนือ, อ.เมืองสมุทรปราการ, จ.สมุทรปราการ, Muang Samut Prakan
ตัวแทนประกันชีวิต นส.ปาริชาติ หยวกใจธรรม
ตัวแทนประกันชีวิต นส.ปาริชาติ หยวกใจธรรม
ถ.ศรีนครินทร์ เขตบางนา
Ketsirin Salon by Bank
Ketsirin Salon by Bank
ซอย ลาซาล ถ.ลาซาล บางนา
I m agent insurance of Thailand.
I m agent insurance of Thailand.
142 lasalle46 Sukumvit105 Rd Bang Na
สินค้าไทย บุกตลาดลาว
สินค้าไทย บุกตลาดลาว
ถ.บางนา-ตราด กม.6

เพจนี้มีอะไรที่มากกว่าเรื่องการลงทุน และการสร้างแรงบันดาลใจ

[06/19/20]   จุดเข้าซื้อที่ดีเป็นยังไง จากการร่วมสนุกของลูกเพจที่ผมตั้งคำถามไปเมื่อวันก่อน ผมเอาคำตอบของทุกคนจากทั้ง Facebook และ Line มาสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ครับ

-> จุดเข้าที่ดีคือจุดที่ (What is good entry?)
1. ควรเป็นจุดที่ซื้อแล้วขึ้นเลย
2. ควรเป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่ำ
3. ควรเป็นจุดเขาที่มี reward ต่อ risk อย่างน้อย 1 เท่าหรือมากกว่า

-> รูปแบบการเข้า (Entry Pattern)
1. Breakout (ทำ new high)
2. Pullback (เข้าตอนย่อตัว)

-> ลักษณะของแท่งที่จะเป็นจุดเข้า (Entry Point) ควรจะ
1. ทำแท่งเขียวหรือเป็นแท่ง Bullish
2. แท่งที่เป็นจุด Entry ต้องยก Low (Higher Low)
3. ใกล้แนวรับมาก (ห่างจากแนวรับไม่เกิน 3%)
4. ราคาปิดสูงกว่า High ของเมื่อวาน
5. มี Volume สูงใน (1.5 เท่าของค่าเฉลี่ย) ในแท่งที่เป็นจุดเข้า

-> ปัจจัยแวดล้อมเสริมอื่นๆ (Other factors)
1. ต้องไม่สวนแนวโน้มหลัก
2. ต้องเป็นหุ้นหุ้นพื้นฐานดี หุ้นเติบโต
3. Oversold ใน timeframe ย่อย
4. หุ้น relative strength สูง
5. ตลาดโดยรวมเป็นขาขึ้น
6. Breadth of market บ่งบอกว่าหุ้นส่วนใหญ่เป็นขาขึ้น

-> คำตอบอื่นๆ
1. เข้าแล้วสบายใจ
2. โอกาสและความน่าจะเป็นในสถานการณ์นั้นๆ
3. จุดที่ได้ส่วนลด
4. เข้าในจุดที่เข้าตามแผน
5. อื่นๆ

ปล. ทั้งหมดเป็นการสรุปจากหลายๆคน ไม่ได้บอกว่าเป็น Trading rules ของระบบใดๆนะครับ

[06/16/20]   ผมมีคำถามครับ ไม่มีผิดหรือถูก มาร่วมสนุกกัน
คำถาม : จุดเข้า (Entry) ที่ดีในการเทรดเป็นอย่างไร?

[06/15/20]   การเทรดหุ้น แท้จริงแล้วเหมือนกับเราทดสอบสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์...ก่อนเราจะเทรดทุกครั้ง เราไม่ได้จะเชื่อมั่นหรือฟันธงใดๆ...เราแค่สงสัยและสังเกตว่ามันน่าจะเป็นเทรดที่ใช่หรือทำกำไรได้ภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์ต่างๆที่เป็นอยู่ขณะนั้น...ถ้าสมมติฐานนั้นเป็นจริงสิ่งที่เราจะได้รับคือกำไรภายใต้แผนวางแผนไว้แล้ว ... แต่ถ้าเราคิดผิด นั่นคือการ reject null hypothesis สิ่งที่เราต้องทำก็คือการยอมรับว่าสมมติฐานที่เราตั้งไว้นั้นผิด สิ่งที่ต้องทำคือเราก็ cut loss ออกไป...ในช่วงชีวิตของเทรดเดอร์ เขาจะต้องทดสอบสมมติฐานไปเรื่อยๆเป็นหมื่นๆครั้งหรือมากกว่า...ฉะนั้นการได้กำไรหรือขาดทุนแต่ละครั้ง มันเป็นแค่ Jigsaw 1 ชิ้น จากหมื่นชิ้น...จงอย่าเอาการขาดทุนมาเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องเสียกำลังใจ แต่จงเรียนรู้จากมันแทน เพื่อปรับตัว ปรับแผนการเทรด จงจำไว้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เราจะเข้าใจตลาดมากขึ้นและเข้าใจจังหวะของตลาดมากขึ้น เข้าใจพฤติกรรมของหุ้นมากขึ้น...การลงทุนหรือเทรดไปแล้ว ก็คือการลงเงิน...ไม่จำเป็นต้องลงใจหรือเหนื่อยใจไปกับมัน...

- Siam Trader -

[06/07/20]   ถ้าผมจะสร้าง Facebook Group ของเพจเพื่อทำ Trader Community จะสนใจเข้าร่วมกันไหมครับ?

[06/06/20]   ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณศึกษาองค์ความรู้มาถึงจุดนึงแล้ว...อย่าเสียเวลาไปนั่งอ่านมุมมองตลาดตาม Social Media นะครับ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย...มันมีคนที่มีความเห็น Bull หรือ Bear ตลอดเวลา...เรามักจะ Bias ชอบคนที่มีมุมมองตรงกับเราและเกลียดหรือหมั่นไส้คนที่คิดต่างหรือตรงข้ามกับเรา...แต่ไม่ว่ายังไง...ส่วนใหญ่มันไร้ประโยชน์ครับ...

[06/04/20]   "It can be very expensive to try to convince the markets you are right”

Ed Seykota

[05/24/20]   ลงเงินไปแล้วอย่าให้ต้องเหนื่อยใจ (Financially invest, not emotionally invest) ใครอยากฟังหัวข้อนี้บ้างครับ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง?

[05/21/20]   คุณสมบัติขั้นพื้นฐานของเทรดเดอร์ที่ดีเบื้องต้นคือ พอที่จะแยกแยะออกระหว่าง ”เมื่อไหร่ที่ไม่ควรเสี่ยง” และ “เมื่อไหร่ที่ควรจะเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่ Limit จะมีให้”
- ขอให้พอร์ตโตครับ 😀 -

[04/03/20]   เมื่อถึงเวลาเทรดหุ้นจริงๆ...สิ่งที่ต้องทำคือ ลดการคาดหวัง ลดการคาดเดา
ลดจินตนาการที่คิดไปไกลและดูความจริงที่กำลังเกิดขึ้นให้มากเข้าไว้...
- Siam Trader -

[03/28/20]   เวลาที่เราศึกษา Chart จำไว้ว่าเราศึกษาอยู่ 2 อย่าง คือ
1. ประวัติศาสตร์ 2. จิตวิทยาหมู่ของมนุษย์
- Siam Trader -

[03/11/20]   ไม่มีใครสามารถกดดันจิตใจของเราไปได้มากไปกว่า...การที่เรากดดันจิตใจตัวเอง...
- Siam Trader -

[03/07/20]   2 สิ่งที่สำคัญที่สุด...

บทความนี้สำหรับ Discretionary Trader...
2 สิ่งที่สำคัญที่สุดที่แยกระหว่างเทรดเดอร์ที่ยิ่งใหญ่กับเทรดเดอร์ที่ดีคือ
1. น้ำหนักหรือสัดส่วนในการเทรดหรือลงทุนแต่ละครั้ง (Position Sizing, Money Management, Weight)
2. การรู้หรือยอมรับว่าเมื่อไหร่ที่ตัวเองผิด

ลองมาขยายความนิดนึงนะครับ...คำว่าเทรดเดอร์ที่ดีที่ผมหมายถึงเนี่ย ในที่นี้คือเทรดเดอร์ที่สามารถทำกำไรได้ในระยะยาว แต่ไม่มากพอที่จะก้าวถึงคำว่ารวยได้หรือทำผลตอบแทนได้มหาศาล (เน้นคำว่าไม่มากพอ)

น้ำหนักการลงทุนในการเทรดแต่ละครั้ง ถ้าน้อยเกินไปมันแทบไม่ได้ส่งผลอะไรต่อพอร์ตของคุณเลย คุณอาจจะมีเรื่องไปคุยโม้ หรือสนุกกับเพื่อนว่าคุณได้กำไรจากหุ้นตัวนี้มา ...แต่มันก็เป็นแค่เรื่องคุยสนุกเท่านั้น คุณอาจจะคุยว่าคุณซื้อหุ้นตัวนั้นได้ที่จุดต่ำสุดเลย...หรือโม้ว่าขายได้ที่จุดสูงสุด...แต่ลองถามตัวเองว่าคุณเป็นเทรดเดอร์เพราะอยากแค่มีเรื่องไปโม้กับเพื่อนหรือคุณอยากประสบความสำเร็จ...จำไว้ว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จให้เน้นที่กำไรมากกว่าการคุยโว...ถ้าโอกาสมาและมั่นใจจริงอย่าหวังแค่เอากำไรเล็กน้อยๆเพื่อไปอวด

มามองอีกด้านคือน้ำหนักในการลงทุนก็ไม่ควรมากเกินไปจนการเทรดครั้งนั้นทำให้คุณนอนไม่หลับหรือถ้ามันผิดทางคุณจะหมดเงินวางเดิมพันไปทั้งหมด (Risk of Ruin, Bankrupt) ทุกครั้งที่เดิมพันในแต่ละเทรด ให้คิดเสมอว่าถ้าขาดทุนครั้งนี้คุณจะสูญเสียเงินเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดที่คุณมี ถ้าคำตอบที่ได้คือ ครึ่งหนึ่งหรือทั้งหมดแสดงว่าคุณเดิมพันในสัดส่วนที่สูงเกินไปมากๆ

ต่อมา...น้ำหนักลงทุนนั้น ไม่ใช่ค่าตายตัว มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์, โอกาสและความเสี่ยงด้วย...อย่างไรก็ตามค่าความขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น (Maximum Loss Potential) ได้ควรอยู่ระหว่าง 1% ถึง 5% และจำไว้ว่าบางครั้งมันอาจถึง 10% ได้ (นานๆทีจะเกิดกรณี 10%) แต่อย่าเกินนี้เด็ดขาด เพราะคุณอาจจะหมดตัวก่อนคุณจะรวย...และส่วนใหญ่ถ้าคุณจะจริงจังกับการเทรดแล้วละก็ค่านี้ก็ไม่ควรต่ำกว่า 0.5% เพราะต่อให้คุณเทรดถูกทางบ่อยๆคุณจะรวยช้ามากอยู่ดี

สุดท้ายคือการยอมรับว่าตัวเองผิดทาง อย่าดื้อดึงและใช้ Ego หลอกตัวเอง...คนที่แสดงมุมมองเก่ง มักยึดติดกับมุมมองของตัวเอง เพราะกลัวตัวเองเสียหน้า...จำไว้ว่าสำหรับเทรดเดอร์แล้ว มุมมองที่ดูดี ดูหล่อ ไม่สำคัญเท่ากับการรักษาเงินต้นและเทรดให้ได้กำไร...นักขายมุมมองส่วนใหญ่มักจะเทรดไม่ได้กำไร แต่เขาก็มักจะอวดอ้างว่าตัวเองเก่งอยู่เสมอ...เทรดเดอร์เก่งๆหลายคนมีมุมมองที่ผิดพลาดอยู่เสมอ เปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา แต่สุดท้ายเขาทำกำไรได้อย่างมหาศาล...จำไว้เสมอว่า “อย่าเอา Ego มาเป็นภาระให้ตนเอง” ถ้าผิดจงยอมรับแล้วเดินหน้าต่อ...โอกาสหน้ายังมีเสมอ....

ขอให้ประสบความสำเร็จครับ 😁

ปล. ถ้าอยากอ่านบทความเรื่อยๆ ฝากกด Like และ Share ด้วยนะครับ แล้วจะ Update บ่อยๆครับ

[03/06/20]   ไม่มีใครรู้ว่าวันหน้าจะเป็นอย่างไร...ถ้าวันนี้โอกาสมันมาแล้ว...ก็ต้องคว้าไว้...
- Siam Trader -
I’m back

[05/25/18]   คุณคิดว่า SET ผ่านจุดต่ำสุดของการปรับฐานในรอบนี้ไปหรือยัง

Timeline Photos

วันนี้ Set เปิดที่ -8จุด และกลับมาปิด ที่เหลือ-2 จุด แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของ set ที่มากกว่า ตลาดเพื่อนบ้านอย่าง ฟิลลิปิน และ อินโด และเมื่อเทียบระหว่างหุ้นในตลาด set และ mai จะเห็นได้ว่าในรอบการลงที่ผ่านมา หุ้นในตลาดใหม่ลงมากกว่ามาก จึงอาจอนุมาณได้ว่า (หากกลยุทธการเทรดหุ้นของคุณเป็นแบบตามแนวโน้ม)การเทรดหุ้นที่อยู่ในSet ในกลุ่มผู้นำตลาด อาจมีภาษีที่ดีกว่าการเทรดในกลุ่มที่อยู่ในตลาด Mai ครับ (ช่วงนี้เรื่มมีหุ้น เบรคเอ้า พอสมควร และการเบรคระดับ All time High ก้เริ่มมีมาให้เห็นเรื่อยๆลองหากันดูนะครับ )

ปล.ช่วงนี้จะพยายามกลับมาอัพเดทตลาดและทริคและ เทคนิดการเทรดต่างๆเรื่อยๆครับ (หลังจากที่ขี้เกียจมานาน5555)

Set วันนี้ลงไม่แรงมาก จากแรงหนุนของ กลุ่ม bank และหุ้นใหญ่หลายตัวที่ไม่ลงมากนั้น แต่ทางด้านตลาด mai นั้นลงกันยับเลยทีเดียว ในสถานการณ์แบบนี้หลายคนอาจกำลังหาหุ้นที่แข็งกว่าตลาด หรือ บางคนอาจกำลังหาจังหวะ Short แต่อย่าลืมนะครับว่าเรายังมีทางเลือกอีกอย่างนึงอยู่ คือ การถือเงินสดเฉยๆ wait and see อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็ได้ครับ

-วันนี้เป็นอีกวันนึงที่มีการผันผวนค่อนข้างเยอะ คือลงไปถึง -15 จุด และรีบาวกลับมา +1.8 จุด ถ้ามองจาก มุมมอง technical แท่งเทียนจะเห็นได้ว่าคอนเฟริมแนวรับสำคัญบริเวณ 1550 เมื่อดูจากภาพแรก(1) การปิดสูงและลากหางยาว รวมทั้งวอลุ่มที่สูง ทำให้มีแนวโน้มที set จะรีบาว แต่เมื่อดูในภาพ (2)จะเห็นว่า ตัวหลักๆที่นำset ขึ้นมาช่วงท้ายตลาด มีแค่ 3ตัวเท่านั้นเอง PTT SCC AOT การที่ขึ้นจะขึ้นอย่างแท้จริงได้จำนวนของหุ้นในตลาดต้องช่วยกันดันขึ้นมากกว่าที่จะมีหุ้นไม่กี่ตัวนำตลาด
-สรุปต้องรอติดตามกันต่อไป ในระยะสั้นอาจมีรีบาวได้ แต่ถ้ายังไม่มีจำนวนของหุ้นที่ช่วยกันดันขึ้นไม่เยอะพอ สุดท้ายเมื่อแรงซื้อในหุ้นพวกนั้นหายไป ตลาดก็จะมีโอกาสซึมลงเหมือนเดิมครับ
ในภาพ สุดท้าย ตลาดmai (รูป4) ลงรุนแรงมากมาจนถึงแนวรับสำคัญแรก และหุ้นในตลาดใหม่หลายตัวลงกันแบบ panic โดยเฉพาะ GL วันนี้ ลงกันได้โหดร้ายมาก แต่ถ้ามองในมุมคนเล่นตามเทรน GL สุญเสียการเป็นขาขึ้นตั้งแต่บริเวณ57-58 (รูป3)

-ตลาดวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ ทดสอบวินัยของแต่ละคนเชื่อได้ว่าอาจมีบางคนคัทลอสในวันนี้แล้วตลาดเด้งกลับ จะเกิดความสับสนในใจขึ้นมา ว่าถ้าไม่คัทลอสก็ดี เหมือนตลาดมันพยายามสอนเราแบบนั้น แต่เชื่อเถอะครับ การมีวินัยอยู่กับแผนการคือหัวใจสำคัญที่สุดในการเป็นเทรดเดอร์ครับ

-Siam Trader-

pantip.com

หุ้นอะไรที่คุณสามารถถือได้ 10 ปีโดยไม่ขายเลย รับเงินปันผลอย่างเดียว

คำถามน่าสนใจครับ คิดว่าตัวไหนกันบ้างครับ :)

https://pantip.com/topic/36169186

pantip.com คุณคิดว่า หุ้นอะไรที่คุณสามารถถือได้ 10 ปีโดยไม่ขายเลย รับเงินปันผลอย่างเดียว

หนึ่งในความยากที่สุดของการเทรดคือการอดทนรอ

หนึ่งสกิลที่สำคัญของอาชีพเทรดเดอร์คือ "รอให้เป็น"

https://www.lucid-trader.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99/

... รอจังหวะที่บอลเข้าเท้าเรา แล้วเราอยู่หน้าประตู ... ค่อยยิง!

4 รูปแบบของการเทรดกับความเข้าใจผิดของเทรดเดอร์มือใหม่
การเทรดที่กำไร การเทรดที่ขาดทุน นี้คือสองอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันมีแค่นี้ เทรดกำไรก็ดีใจกันไป ขาดทุน ก็เครียด เสียใจกันไป ไปลุ้นกันกับเทรดครั้งหน้า ซึ่งจริงๆแล้วหารู้ไม่ว่าการเทรดจริงๆมี รูปแบบคือ

1. การเทรดที่ดี (Good Trade)คือ การที่คุณทำตามแผนที่วางไว้ซึ่งมันทำให้คุณ ได้เปรียบในระยะยาว
2. การเทรดที่แย่ (Bad Trade)คือ การที่คุณทำตามแผนที่วางไว้ซึ่งมันทำให้คุณ
ได้เสียเปรียบในระยะยาว
3. การเทรดที่ชนะ (Win trade)คือ เทรดแล้วกำไร
4 การเทรดที่แพ้ (Loss trade) คือ เทรดแล้วขาดทุน

1. การเทรดที่ดี(Good Trade) คือ การเทรดที่อยุ่ใน ระบบ , แผนการที่ได้เปรียบ, และกำไรที่คาดหวังเป็นบวก เช่น ในการโยนเหรียญ ถ้าเราถูก จะได้2,000 ถ้าผิดจะเสีย 1,000
ซึ่งจะคือระบบนี้คือระบบที่สามารถทำกำไรได้ในระยะยาว

2. การเทรดที่แย่ (Bad Trade) คือ การเทรดในระบบที่ตรงข้ามกับข้างบนคือ กำไรที่คาดหวังเป็นลบ เช่น ถ้าเราโยนเหรียญแล้วถูกได้800 ถ้าผิดเสีย 1000

3. การเทรดที่ชนะ (Win Trade)คือ การเทรดที่กำไร

4. การเทรดที่แพ้ (Loss Trade)คือ เทรดแล้วขาดทุน

ส่วนใหญ่คนจะสับสนว่า (1.) Good Trade จะเป็น (3.)Win Trade และ (2.)Bad Trade จะเป็น (4.)Loss Trade เสมอไป จริงแล้วทั้งในGood Trade และ Bad Trade จะมีทั้ง Win และ loss ผสมอยู่เสมอ

แต่การจะกำไรได้ในระยะยาวต้องเทรดให้อยู่ในรูปแบบGood Trade อย่างสม่ำเสมอ คือเวลาได้ต้องได้มากกว่าตอนที่เสียไป
ความยากของมันคือ เราจะยังสามารถเทรดในแบบ Good Trade ต่อไปได้หรือไม่ เมื่อเจอ Loss Trade ติดกันอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน
เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องใช้ money management มาช่วยซึ่งจะกล่าวในตอนต่อๆไปครับ

-เทรดให้เหมือนทำธุรกิจครับ ขาดทุนคือส่วนนึงของเรื่องนี้ มันเป็นเสมือนต้นทุนการทำธุรกิจ ถ้าคุณเปิดร้านอาหารต้องจ้างเด็กเสริฟ ต้องจ้าง พ่อครัว ต้องมีค่าเช่า แต่ในระยะยาวถ้าเราคุมค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ดีพอสุดท้ายกำไรก็จะมาเองครับ

ปล. ถ้าคิดว่าโพสนี้มีประโยชน์ฝากแชร์กันด้วยนะครับบ :)

-Siam Trader -

วิเคราะห์ความอ่อนแอของตลาดด้วย ADL และหุ้น 7 ตัวที่ช่วยพยุงตลาดไว้ตอนนี้

สวัสดีครับ ผม Admin No.8, หลังจากหายไปนานวันนี้ผมมีประเด็นของสภาวะตลาดในตอนนี้มาแชร์ครับ

วันนี้ผมนำ ADL Divergence ของตลาดมาให้ดูครับ...
ADL หรือ Advanced-Decline Line ซึ่งเป็นสัญญาณวัด Market Breadth ที่ผมใช้เป็นประจำ

ในปัจจุบันตลาดแสดงความอ่อนแอตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2017 เนื่องจาก SET Index ทำ New High แต่ค่า ADL กลับไม่ทำ New High (ดูรปที่ 1) นั่นหมายความว่าหุ้นในตลาดปรับตัวขึ้นแบบไม่สม่ำเสมอหรือมีการขึ้นแบบกระจุกแค่ในหุ้นไม่กี่ตัวเท่านั้น

ซึ่งหากย้อนไปในอดีตนับตั้งแต่ปี 2004 มาจนถึงปัจจุบัน พบว่า ADL Divergence สามารถบ่งบอกความ Peak ของ SET Index ได้ค่อนข้างดี ดังนั้นเราจึงควรดู ADL Divergence เอาไว้บ้างครับ (ดูรูปที่ 2 ถึง 7)

ถึงแม้ปีนี้ (2017) ผลตอบแทนของตลาดหรือ SET Index นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) จะเป็นบวกประมาณ 1% เศษๆหรือประมาณ 26 จุด (ณ 24 ก.พ. 2017) แต่ก็พบว่าการบวกนั้นมาจากหุ้นใหญ่ 7 เพียงตัวเท่านั้น (ดูรูปที่ 8) ... หากดูจากรูปตรงคอลัมน์ที่ผมทำกรอบสีเหลี่ยนเส้นประไว้ให้จะเห็นว่าหุ้นทั้ง 7 ตัวนี้มีส่วนช่วยให้ตลาดบวกได้ถึง 33 จุด นั่นหมายถึงหุ้นอีกประมาณ 600 ตัวที่เหลืออยู่ในตลาดนั้นจริงๆแล้วผลตอบแทนโดยรวมติดลบไปเรียบร้อยแล้วครับ ทุกๆครั้งที่ SET ร่วงลงมาแนวรับจะมี 7 ตัวนี้ที่คอยดันให้ตลาด Rebound ก่อนเพื่อตัวอื่นจะได้ Rebound ตาม ถ้าเมื่อไหร่ 7 ตัวนี้เสียทรงไปจนหมดก็อาจจะได้เห็นอะไรดีๆก็ได้ครับ

จริงๆผมจะแชร์เรื่องนี้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ก่อน แต่ก็ยังไม่มีเวลาสักที...
สุดท้ายนี้ไม่ได้จะชี้นำใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ถ้าผิดทางก็แค่ Cut Loss ปรับพอร์ตกันไป...แค่อยากแนะนำว่าให้เทรดด้วยความระมัดระวังมากขึ้นเฉยๆครับ ^^

สำหรับคนที่สนในเรื่อง Market Breadth ตัวอื่นๆที่สำคัญซึ่งต้องติดตามเช่น 1.NHNL Index (%of Members with 52 Week High ลบด้วย % of Members with 52 Week Low) 2.% of Member above/below bollinger band 3.% of members with price above/below 50 SMA เป็นต้นครับ ส่วนหนังสือที่มีเนื้อหาเรื่องนี้ให้อ่านก็ดังในรูปที่ 9 ได้เลยครับ

คนที่ต้องการศึกษาเรื่อง ADL เพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ Link นี้
http://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:technical_indicators:advance_decline_indi

หลังจากนี้ผมจะพยายามโพสให้บ่อยขึ้นสักประมาณอาทิตย์ละครั้งถ้ามีเวลา...

หากชอบสิ่งที่ผมแชร์ก็ช่วยกด Like หรือแชร์ ด้วยนะครับแล้วผมจะเอาข้อมูลต่างๆและผลการทดสอบจากแบบจำลองมาแปะให้บ่อยขึ้นครับ (ซึ่งก็มีเก็บดองเอาไว้มากมายและหลายปีมากๆครับ)

ขอบคุณอีกครั้งครับ

Admin No.8

วันนี้ตอนเช้าsetบวก5จุดและกลับลงไปปิด-14จุดทำให้ได้เห้น action ของหลายคนๆ จึงอยากเขียนโพสนี้ขึ้นมาครับ

ข้อแตกต่างที่สำคัญๆ ระหว่างเทรดเดอร์มืออาชีพที่ประสบความสำเร็จ กับ เทรดเดอร์มือสมัครเล่น

มืออาชีพกำหนดความเสี่ยงและวางแผนการที่ได้เปรียบก่อนเข้า สถานะเสมอ

มืออาชีพ focusที่ตลาด focus ว่าตลาดบอกอะไรเรา ไม่ได้่focusที่ตัวเองว่าตัวเราเอง บวก หรือ ลบ เท่าไร

ตลาดมันไม่ได้รู้หรอกนะครับว่าเรามีหุ้นหรือมีสถานะอะไรอยู่ตรงไหน ไอ้ความกดดัน ความกลัว ความโลภ นั้นมันเกิดในจิตใจเราเอง

คำแนะนะคือ ทำใจให้สงบ วางแผน คุมความเสี่ยงอย่างรัดกุม และทำไปนั้น

สำหรับตลาดวันนี้ ดูจาก Set50
คือหลุดจากเทรนไลน์ขาขึ้นตั้งแต่เดือน ตุลา และมี pullback ไปแล้ว มีโอกาสปรับฐานอยู่พอสมควร

สำหรับหุ้นเล็ก ดูจากตลาด MAI ทรงไม่ดีเลย ถ้าหลุดโลวตรง 624 ก็จะเริ่มดูเป็นการปรับฐานเช่นเดียวกับ set ยังไงระมัดระวังกันด้วยนะครับ

ปล. ถ้าตลาดรวมเป็นขาลง ต่อให้หุ้นดีแค่ไหนก็ยากที่จะขึ้นได้ การอยู่เฉยๆอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

[02/20/17]   หนึ่งในสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังพยายามจะทำ คือ การพยายามขายให้ได้จุดสูงสุดและซื้อให้ได้จุดต่ำสุด

Timeline Photos

thaivi.org

โชคดีฝีมือหรือกลโกง

กว่าสิบปีที่ผ่านมาเราได้พบนักลงทุนทั้ง VI และ “รายใหญ่” แนวทางอื่น ๆ ที่ร่ำรวยมีพอร์ตเป็นสิบ ร้อยหรือพันล้านบาทจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏขึ้นบน “ยุทธภพ” ของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เรามักจะสรุปว่าพวกเขาเป็น “เซียน” ที่มีฝีมือระดับ “เทพ” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงลิบเป็นหลายสิบหรือบางทีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อปีแบบทบต้นต่อเนื่องกันหลาย ๆ ปี ผู้ประสบความสำเร็จเหล่านั้นบางคนก็เขียนหนังสือเปิดเผยหรืออธิบายถึงหลักการที่ตนเองใช้ในการเอาชนะตลาดอย่างงดงามและหลักการเหล่านั้นบ่อยครั้งก็เป็นหลักการที่เป็น “เอกลักษณ์” ของตนเองหรือประยุกต์จากหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผลงานการลงทุนที่อ้างว่ามาจาก “ฝีมือ” ของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาถ้าเป็นความจริงก็น่าจะเรียกว่าเป็น “สุดยอดนักลงทุนของโลก” เพราะผลตอบแทนที่ได้นั้นสูงกว่าของปีเตอร์ลินช์ จอร์จโซรอส และวอเร็นบัฟเฟตต์ที่มีสถิติสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นได้ปีละ 20-30 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ไม่ต้องพูดถึงจอห์นเนฟเซียน VI แนวอนุรักษ์ ที่อาจจะได้แค่ 15-18% ต่อปีซึ่ง “ไม่น่าเป็นไปได้” และนี่ก็คือเหตุผลที่ผมคิดว่าผลงานของ VI ไทยซึ่งรวมถึงตัวผมเองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น เป็นผลงานที่ส่วนใหญ่แล้วมาจาก “โชคดี” หรือปัจจัยอื่น ๆ ส่วนเรื่องของ “ฝีมือ” นั้น เป็นส่วนประกอบที่อาจจะมีผลไม่มากนัก

โชคดี หรือ ฝีมือ

บางคนอาจจะเถียงว่าถ้าเป็นเรื่องของ “โชค” จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะโชคดีติดต่อกันเป็นหลาย ๆ ปีหรือเป็นกว่าสิบปีและก็เกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อย? คำตอบของผมก็คือ เป็นไปได้! ลองมาดูว่าบางทีเรื่องของโชคก็สามารถสร้างคนให้รวยขึ้นมาได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ สมมุติว่าเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมามีคน 200,000 คน เอาเงินมาพนันด้วยเม็ดเงินเท่ากันที่คนละ 100,000 บาท ดังนั้นเงินที่เข้ามาอยู่ในวงก็เท่ากับ 20,000 ล้านบาท พอสิ้นปีแรกเราก็จับคู่คนที่เข้าแข่งและ “ปั่นแปะ” ว่าใครจะชนะ คนที่ชนะก็จะได้เงินของคนแพ้ทั้งหมดซึ่งจะต้องออกจากการแข่งขันไป ส่วนคนชนะจะมีเงิน 200,000 บาทซึ่งก็จะนำไปเล่นต่อในปีต่อไป ซึ่งก็จะเหลือคนแข่งในปีที่สองเพียง 100,000 คน พอสิ้นปีที่สอง คนชนะก็จะเหลือ 50,000 คนและแต่ละคนก็จะมีเงินคนละ 400,000 บาท เราจะทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ปี ก็จะพบว่าเหลือคนเพียงประมาณ 200 คน และแต่ละคนจะมีเงินคนละ 100 ล้านบาท หรือเงินเพิ่มขึ้น 1,000 เท่าในเวลา 10 ปี ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจาก “โชค” หรือความบังเอิญทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับฝีมืออะไรเลย ตัวอย่างที่ผมยกมานั้นก็อาจจะคล้าย ๆ กับว่ามีนักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นเข้ามาเล่นสองแสนคนซึ่งก็ใกล้เคียงกับคนเล่นหุ้นปัจจุบันซึ่งเวลาผ่านไปส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้กำไรหรือขาดทุน คนที่รวยถึง 100 ล้านบาทจำนวนประมาณ 200 คนก็อาจจะคล้าย ๆ กับจำนวน “เซียน” ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลังจากที่ลงทุนผ่านมา 10 ปี อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้บอกว่าคนที่รวยทุกวันนี้ในตลาดหุ้นได้มาเพราะโชค ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า อย่าคิดว่าทุกคนที่รวยนั้นมาจากฝีมือล้วน ๆ

การที่คนมีพอร์ตเงินลงทุนเป็นเงินจำนวนมากและเราคิดว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงและมาจากฝีมือในการลงทุนของเขาเองนั้น บางทีก็อาจจะไม่เป็นอย่างนั้น ข้อแรกก็คือ เขาอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยเพราะเราอาจจะไม่รู้ว่าเขาเริ่มนำเงินเข้ามาลงทุนเท่าไร เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะลงทุนด้วยเงิน 50 ล้านบาทและกำไรเป็นเท่าตัวหลังจากผ่านไปหลาย ๆ ปีซึ่งก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนมากนัก หรือที่อาจจะแย่กว่ามากก็คือ เขาลงทุนด้วยเงินเริ่มต้น 200 ล้านบาท แต่ตอนที่เราเห็นนั้นเหลือเพียง 100 ล้านบาท ดังนั้น ขนาดของพอร์ตจึงบอกไม่ได้ว่านักลงทุนประสบความสำเร็จในการลงทุนจริง อย่างไรก็ตาม คนที่พอร์ตมีขนาดเล็กนั้น ต่อให้พอร์ตเติบโตเร็วแค่ไหนก็ไม่มีใครยกย่อง คนมักจะให้ค่ากับคนที่รวยและพอร์ตใหญ่

ข้อที่สองก็คือ คนที่มีพอร์ตที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีขนาดใหญ่จนคนทั้งหลายเห็นและยอมรับอย่างกว้างขวางเองนั้น บางทีก็ไม่ได้มาจาก “ฝีมือ” การลงทุนแบบ “สุจริต” นั่นคือ เขาอาจจะใช้วิธีการที่ “ฉ้อฉล” เช่น “ปั่นหุ้น” หรือใช้ “ข้อมูลภายใน” ในการซื้อขายหุ้นเอาเปรียบโดยที่คนอื่นไม่รู้ นอกจากนั้น การซื้อขายหุ้นโดยใช้วิธีที่ต้องรับความเสี่ยงมหาศาล เช่น เล่นหุ้นโดยมาร์จินเต็มที่และ/หรือซื้อขายตราสารอนุพันธ์เป็นนิจสินก็ถือว่าไม่ได้เกิดจาก “ฝีมือ” ในการเลือกหุ้นลงทุนเท่าที่ควรและมีโอกาสสูงที่อาจจะพลาดและขาดทุนหนักมากได้เพียงแต่ในวันที่เห็นนั้น “หายนะ” ยังไม่เกิดขึ้น

แบบไหนเรียกว่าประสบความสำเร็จ

การที่จะดูว่าใครซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วยว่าประสบความสำเร็จแค่ไหนในช่วงที่ผ่านมาและความสำเร็จนั้นมาจากโชคหรือฝีมือหรือจาก “กลโกง” นั้น ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจว่าพอร์ตที่ยังเล็กมากนั้น มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงลิ่วโดยที่ไม่เกี่ยวกับฝีมือนั้นมีมาก สาเหตุก็คือ เราสามารถหาหุ้นลงทุนได้ง่ายและเราจะกล้าเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากเราพร้อมที่จะเสียได้มากกว่า ว่าที่จริงเราจะเสียจนหมดก็ยังได้ ดังนั้น เราจึงไม่ต้องกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นหลายตัวหรือถือหุ้นที่ปลอดภัย การวัดผลตอบแทนในช่วงแรกจึงอาจจะไม่มีความหมายมากนัก ยิ่งพอร์ตเราใหญ่มากขึ้นเท่าไร การสร้างผลตอบแทนสูงมาก ๆ ก็มักจะทำได้ยากขึ้น โอกาสที่จะทำกำไรเป็นเท่าตัวในปีเดียวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ คำถามว่าจะเริ่มวัดผลตอบแทนเมื่อไรนั้นผมคิดว่าอยู่ที่แต่ละคน หลักการก็คือ ในวันนั้นพอร์ตควรจะมีขนาดที่เราคิดว่าความเสียหายหนักๆ จะกระทบกับชีวิตตนเองอย่างแรง และสำหรับคนกินเงินเดือนและไม่มีทรัพย์สินจากพ่อแม่ พอร์ตที่จะเริ่มนับผลตอบแทนเป็นเรื่องเป็นราวควรจะมีมูลค่าอย่างน้อยเท่ากับรายได้จากแรงงานของตน 3-4 ปีขึ้นไป

ความสามารถในการลงทุนนั้น ปกติต้องเปรียบเทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเวลาเดียวกัน และเราจะต้องใช้ผลตอบแทนรวมของเงินทั้งหมดที่สามารถลงทุนได้ของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเงินที่เราสามารถนำมาลงทุนได้เท่ากับ 1 ล้านบาท เราต้องคิดว่าผลตอบแทนที่ได้ทั้งหมดเท่ากับเท่าไร ไม่ใช่คิดเฉพาะเงินลงทุนในหุ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีหุ้น 5 แสนบาท ได้ผลตอบแทน 10% เราจะได้เงิน 5 หมื่นบาท ในขณะที่เงินอีก 5 แสนบาทนั้นเราฝากออมทรัพย์ได้ 1% ต่อปีซึ่งจะทำให้เราได้ดอกเบี้ย 5,000 บาท รวมแล้วเราได้ผลตอบแทน 55,000 บาทหรือคิดเป็น 5.5% ของเงิน 1 ล้านบาทเท่านั้น กฎเกณฑ์ข้อนี้เพื่อที่จะบังคับให้เราต้องคิดถึงการเลือกลงทุนในเครื่องมือหรือตราสารการเงินที่ถูกต้องและให้ผลตอบแทนสูงและในความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ผลการลงทุนที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นจะต้องเป็นผลงานระยะยาวและคิดค่าเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น โดยสถิติระยะยาวผลตอบแทนของตลาดจะเท่ากับปีละประมาณ 10% แบบทบต้น แต่ในบางช่วงเวลา เช่น 10 ปีที่ผ่านมานั้นตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนประมาณ 11% ต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้น แต่ถ้ามองย้อนหลังไปแค่ประมาณ 8 ปี คือนับจากหลังวิกฤติตลาดหุ้นที่ดัชนีตลาดตกลงมาเหลือเพียง 400 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2551 มาถึงปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ก็ให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 21% ดังนั้น ถ้าเราเริ่มลงทุนหลังวิกฤติและเราได้ผลตอบแทนสูงมากถึง 20% ต่อปีแบบทบต้น เราก็ไม่ถือว่าทำผลงานได้ดีเลยเมื่อเทียบกับคนที่ลงทุนมา 10 ปี และได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละ 15%

นอกจากผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในระยะยาวแล้ว คนที่ทำผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดปีต่อปีก็ต้องถือว่ามีผลงานที่ดี ตัวอย่างเช่น ถ้าใน 10 ปีเราสามารถเอาชนะได้ 8 ปี แบบนี้ก็ต้องถือว่าผลงานน่าประทับใจ นอกจากนั้น ผลงานที่ผมคิดว่าสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผลตอบแทนปีต่อปีควรจะเป็นบวกมากกว่าเป็นลบมาก ๆ โดยที่ตลาดหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยแล้วมีผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 6-7 ปีในขณะที่ผลตอบแทนติดลบประมาณ 3-4 ปีในช่วงเวลา 10 ปี ถ้าผลงานของเราติดลบแค่ 1-2 ปีใน 10 ปีแบบนี้ก็ต้องถือว่าเราทำผลงานการลงทุนได้ดี

ทั้งหมดนั้นพูดถึง “ผลงาน” การลงทุนที่จะต้องวัด “ระยะยาว” อย่างต่ำน่าจะต้อง 10 ปีขึ้นไป ยิ่งยาวยิ่งดี แต่การที่จะสรุปว่าเป็นเพราะ “ฝีมือ” นั้น เราจะต้องพิจารณาอย่างไม่ลำเอียงโดยเฉพาะในกรณีที่สถิติของเรายังไม่ยาวพอ อย่างไรก็ตาม คนที่สร้างสถิติผลตอบแทนที่สูงมาก ๆ แบบเหนือกว่าผลตอบแทนตลาดระดับ 10-20% ขึ้นไปต่อปีแบบทบต้นนั้น ผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมาจากฝีมือทั้งหมด โชคน่าจะมีส่วนที่สำคัญ เช่นเดียวกับ “กลโกง” ซึ่งทั้งสองอย่างนั้น ไม่จีรัง และเราจะหวังให้เป็นอย่างนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ วอเร็นบัฟเฟตต์นั้นลงทุนมานานถึง 60 ปีซึ่งน่าจะตัดเรื่องของโชคไปได้ทั้งหมด ผลงานของบัฟเฟตต์จึงน่าจะเกิดขึ้นจากฝีมือเพียงอย่างเดียว ซึ่งสถิติก็คือ สามารถเอาชนะผลตอบแทนของตลาดได้ประมาณ 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้น และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องตระหนัก

ที่มาบทความ : http://www.thaivi.org/โชคดีฝีมือหรือกลโกง

thaivi.org กว่าสิบปีที่ผ่านมาเราได้พบนักลงทุนทั้ง VI และ “รายใหญ่” แนวทางอื่น ๆ ที่ร่ำรวยมีพอร์ตเป็นสิบ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท เงินทุน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่อยู่


Bangkok
บริการด้านการเงิน อื่นๆใน Bangkok (แสดงผลทั้งหมด)
Krungthai Care Krungthai Care
35 Sukhumvit Rd., Klongtoeynua, Wattana
Bangkok, 10110

Krungthai Care Official Facebook Fanpage

ทนายความอำเภอเสลภูมิ Lawyer at Selaphum District ทนายความอำเภอเสลภูมิ Lawyer at Selaphum District
22 K-Building, Sukhumvit 35 (Headquarters)
Bangkok, 10110

เครือข่ายทนายความ ทนายใกล้บ้าน โทร. 089-226-8899

ศูนย์รวมไฟแนนซ์ ศูนย์รวมไฟแนนซ์
ลาดพร้าว
Bangkok, 10310

ศูนย์รวมไฟแนนซ์ ลิสซิ่ง สินเชื่อรถยนต์

โรงรับจำนำแคชเอ็กซ์เพรส วัชรพล โรงรับจำนำแคชเอ็กซ์เพรส วัชรพล
126/34-35 ม.8 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
Bangkok, 10220

โรงรับจำนำแคชเอ็กซ์เพรสวัชรพล เป็นหนึ่งในเครือของโรงรับจำนำCashexpress

Finance kta Finance kta
121/7 ม.7 ต.คลอง 2 อ.คลองหลวง ปทุมธานี
Bangkok, 12120

settrade settrade
The Stock Exchange Of Thailand Building 93 Ratchadaphisek Road, Din Daeng, Din Daeng,
Bangkok, 10400

SETTRADE.COM - Leading Technology for Professional Investors www.settrade.com

สุกฤษฏิ์ อรรณพานุรักษ์ Allianz Ayudhya สุกฤษฏิ์ อรรณพานุรักษ์ Allianz Ayudhya
อาคารพหลโยธินเพลส
Bangkok, 10400

อลิอันซ์ อยุธยา เคียงข้างทุกจังหวะชีวิต We always there whenever you need us.

ธกส BAAC Thailand ธกส BAAC Thailand
Phahon Yothin
Bangkok, 10900

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

Model Life ดีไซน์ชีวิต Model Life ดีไซน์ชีวิต
ไทยประกันชีวิต สาขา อโศก
Bangkok, 10210

ออกแบบชีวิตตามสไตล์ของคุณ กับนักวางแผนชีวิตที่สร้างความสุขระดับมืออาชีพ

EasyTew ติวออนไลน์ Accounting ABAC EasyTew ติวออนไลน์ Accounting ABAC
Bangkok, 10120

คอร์สติวออนไลน์สายวิชา Accouting ABAC พบกันเร็วๆนี้ต้อนรับเปิดเทอม กับ 2 วิชา FUN ACT1, AIS

Dragon nest ขายG Dragon nest ขายG
ซอย ท่าข้าม
Bangkok, 45170

Smile Home ที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ Smile Home ที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์
14/6
Bangkok, 12150

บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ รับปรึกษา คดีความ รับขายฝาก-บ้าน-ที่ดิน-ทั่วไทย