อรัญรัชฎ์การบัญชี

อรัญรัชฎ์การบัญชี

ตำแหน่งใกล้เคียง ทันตแพทย์

Saensuk Dental Clinic หมอฟันแสนสุข
Saensuk Dental Clinic หมอฟันแสนสุข
98/2 Sukumvit Road,, Bang Saen
Dentista Dental Clinic
Dentista Dental Clinic
157/73-74 m.5 Naklue Pattaya, Cholburi
Paragon Plus Dental Clinic จัดฟัน ทำฟัน บางแสน
Paragon Plus Dental Clinic จัดฟัน ทำฟัน บางแสน
278/2 Laemtong Bangsaen shopping plaza, Bang Saen
Smile Studio Dental Clinic คลินิกทันตกรรม สไมล์สตูดิโอ บางแสน 0944633999
Smile Studio Dental Clinic คลินิกทันตกรรม สไมล์สตูดิโอ บางแสน 0944633999
9/9 ซ.สดใส ต.แสนสุข อ.เมือง, Bang Saen
U-Smile Dental Clinic Bangsaen
U-Smile Dental Clinic Bangsaen
ถ.ลงหาดบางแสน อ.เมือง จ.ชลบุรี, Bang Saen
คลินิกทันตกรรมบ้านแสนสุข
คลินิกทันตกรรมบ้านแสนสุข
110/6 ถ.มาบมะยม ต.แสนสุข, Bang Saen
หน้ามอ ทันตกรรม
หน้ามอ ทันตกรรม
352 ถนน ลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง, Bang Saen
Tooth Story Dental Clinic
Tooth Story Dental Clinic
354 ถ.ลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง, Chon Buri
เดนทัลโฮม บางแสน
เดนทัลโฮม บางแสน
340 ถ.ลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง, Bang Saen
Metro Dental Bangsaen Clinic ทำฟัน จัดฟัน คลินิกทันตกรรมเมโทรเด็นทอลบางแสน
Metro Dental Bangsaen Clinic ทำฟัน จัดฟัน คลินิกทันตกรรมเมโทรเด็นทอลบางแสน
338 ถ.ลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี, Bang Saen
คลินิกทันตกรรมเด็นท์ ฮับ Dent Hub
คลินิกทันตกรรมเด็นท์ ฮับ Dent Hub
12/12 ม.6 ถ.มิตรสัมพันธ์ ต.บ้านปึก อ.เมือง
Dentalvillabangsaen
Dentalvillabangsaen
36/8 ถนน เนตรดี ตำบล แสนสุข, Bang Saen
Dental Villa
Dental Villa
36/8 bangsaen, Bang Saen
Diamond Dental Clinic คลินิกทันตกรรมไดมอนด์เด็นทัล
Diamond Dental Clinic คลินิกทันตกรรมไดมอนด์เด็นทัล
380/8 ถนนลงหาดบางแสน ตำบลแสนสุข, Chon Buri
SmilePlus
SmilePlus
380/1 - 2 Long-hard Bangsaen Rd. Saensuk Subdistrict, Muang District,, Bang Saen

รับจดทะเบียนบริษัทฯ ห้างร้านและจัดทำบัญชีครบวงจร ให้คำปรึกษา ฟรี!!! โทร.098-252 6955 รับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน จัดทำบัญชีประจำเดือน ยื่นภาษี ประกันสังคม วางแผนภาษี ปิดงบการเงิน เข้าพบเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรแทนผู้ประกอบการ ...ตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถ เจ้าของใจดี ให้คำปรึกษา ฟรีค่ะ

download.rd.go.th

http://download.rd.go.th/fileadmin/download/insight_pasi/citizen's_Guide.pdf

download.rd.go.th http://download.rd.go.th/fileadmin/download/insight_pasi/citizen's_Guide.pdf

[04/19/16]   การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
_____________________________

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้
1. ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า ฯลฯ อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็นร้อยละ 50 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
2. ปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร
จากเดิมให้หักได้เฉพาะค่าแห่งลิขสิทธิ์โดยให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของค่าแห่งลิขสิทธิ์แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ขยายเพิ่มให้ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าวแต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้
3. ปรับปรุงการหักค่าลดหย่อน ดังนี้
(1) ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
(2) ค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรสของผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
(3) ค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 30,000 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร และยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร (จากเดิมที่ให้หักลดหย่อน 2,000 บาท/คน)
(4) ในกรณีที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท
(5) กองมรดกเดิมให้หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท
(6) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เดิมให้หักลดหย่อนแก่หุ้นส่วน
คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท เป็นคนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
4. ปรับปรุงขั้นเงินได้ และบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้
บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ที่มีการปรับปรุง
เงินได้สุทธิ อัตราภาษี (ร้อยละ) เงินได้สุทธิ อัตราภาษี (ร้อยละ)
1-300,000* 5 1-300,000* 5
300,001-500,000 10 300,001-500,000 10
500,001-750,000 15 500,001-750,000 15
750,001-1,000,000 20 750,001-1,000,000 20
1,000,001-2,000,000 25 1,000,001-2,000,000 25
2,000,001-4,000,000 30 2,000,001-5,000,000 30
4,000,001 ขึ้นไป 35 5,000,001 ขึ้นไป 35
* ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกยังคงสามารถใช้ต่อไปตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551
5. ปรับปรุงเกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ดังนี้
(1) กรณีมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) เพียงประเภทเดียว
- หากผู้มีเงินได้เป็นโสด จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 50,000 บาท
เป็นต้องมีเงินได้เกิน 100,000 บาท
- หากผู้มีเงินได้มีคู่สมรส จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 100,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้รวมกันเกิน 200,000 บาท
(2) กรณีมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วย หรือกรณีมีเฉพาะเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน
- หากผู้มีเงินได้เป็นโสด จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท
เป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
- หากผู้มีเงินได้มีคู่สมรส จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้รวมกันเกิน 60,000 บาทเป็นต้องมีเงินได้รวมกันเกิน 120,000 บาท
(3) กรณีกองมรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่ง จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาทเป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
(4) กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จากเดิมต้องยื่นแบบฯ เมื่อมีเงินได้เกิน 30,000 บาท เป็นต้องมีเงินได้เกิน 60,000 บาท
6. การปรับปรุงดังกล่าวข้างต้น ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2560 เป็นต้นไป
การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะทำให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
มีความเหมาะสมเป็นธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้โดยผู้เสียภาษีที่มีเฉพาะเงินได้ประเภทเงินเดือนและหักลดหย่อนส่วนตัวโดยไม่ใช้สิทธิลดหย่อนรายการอื่น จะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินได้ 26,000 บาทต่อเดือน

______________________________________

สำนักวิชาการแผนภาษี กรมสรรพากร
โทร. 0 2272 8648
RD Call Center : 1161

สุเทพ พงษ์พิทักษ์

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1072820732768902&id=573386346045679

คุณ Amornpa Amornpa (21 กุมภาพันธ์ 59 เวลา 19:34 น.)
ปุจฉา: เรียน ท่านอาจารย์สุเทพที่เคารพค่ะ
ขออนุญาตสนทนากับท่านเรื่อง พ.ร.ก. ฉบับใหม่ ที่เน้นให้นิติบุคคลทำบัญชีชุดเดียว
โดยความเห็นส่วนตัวคิดว่า มาตรการนี้จะสามารถทำให้ธุรกิจทำบัญชีชุดเดียวได้จริงหรือ..เพราะองค์ประกอบที่ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องทำบัญชีมากกว่า 1 ชุด มาจากกรมสรรพากรเองก็มีส่วนอย่างยิ่ง การตรวจสอบแต่ละครั้ง มาตรฐานในการตรวจแต่ละครั้ง ล้วนหาความแน่นอนใดๆไม่ได้ งบการเงินจะปรากฏการขาดทุนไม่ได้เลย ปีนี้กำไรสัดส่วนเท่านี้ ปีหน้าต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากัน เรื่องเหล่านี้เจ้าของธุรกิจพบเจอมาไม่น้อยกว่า 30 ปี
การออกนโยบายนี้ กรมให้เวลาที่สั้นมาก เพียงแค่ 60 วัน เจ้าของธุรกิจที่ระแวงกรมสรรพากรอยู่แล้ว ก็ลังเลกันมาก ข้อมูลที่ได้จากกรมล้วนแต่เป็นข้อดี เอาแค่ข้อแรกยกเว้นการตรวจสอบก็กลับยิ่งทำให้ลังเลกันมากกว่าเดิม แถมเมื่อมีการสอบถามกับเจ้าหน้าที่กรมว่า..หลังจากเข้าร่วมนโยบายนี้แล้วต้องเจอกับอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่ก็ได้แต่บอกเหมือนกันหมดว่า...เราจะจับมือเดินไปด้วยกัน...ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาล้วนแต่วิ่งไปคนละทิศละทาง
สุดท้ายนี้ ในฐานะที่ทำบัญชีและพบปะเจ้าหน้าที่กรมมามากกว่า 30 ปี ขออนุญาตเรียนถามท่านว่า..เมื่อเข้าร่วมแล้วสิ่งที่ต้องพบเจอแน่นอนคือ..บทลงโทษที่รุนแรงและหนักหน่วงกว่าเดิมใช่หรือไม่
ได้พบเจอท่านในหลายที่ ดีใจที่กรมสรรพากรมีบุคลากรเช่นท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง เป็นที่พึ่งให้กับทั้งนักบัญชีและเจ้าของธุรกิจนะคะ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
ขอบคุณและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณ AMORNPA ในฐานะเป็นผู้ทำบัญชีและพบปะเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมามากกว่า 30 ปี ขอได้รับเกียรติในการร่วมสนทนาเกี่ยวกับ พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558
ประเด็นที่หนึ่ง โดยความเห็นส่วนตัวคุณ AMORNPA คิดว่า มาตรการนี้จะไม่สามารถทำให้ธุรกิจทำบัญชีชุดเดียวได้จริง
ต่อประเด็นนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง มาตรการนี้ไม่สามารถทำให้ผู้ประกอบการทุกรายจัดทำบัญชีชุดเดียวได้เบ็ดเสร็จครบถ้วนทุกราย แต่อย่างน้อยสำหรับรายที่รู้สึกเบื่อหน่ายเกมส์ “วิ่งไล่จับ” เสือกับวัว หรือโปลิศจับโขมย หลายท่านที่ผมได้สัมผัสก็รู้สึกว่าดีที่จะได้เลิกเล่นเกมส์ที่ไม่รู้จักจบสิ้นนี้ แค่เพียงตั้งต้นจัดทำบัญชีชุดเดียว ด้วยหลักฐานที่ครบถ้วนทั้งหมดของตน ที่ทั้งเรียกรับ (ต้นฉบับ – รายจ่าย/ทรัพย์สิน) หรือที่ต้องออกให้ลูกค้า (สำเนา – รายได้/การรับเงิน) และที่ออกเพื่อใช้ภายใน กลุ่มนี้ ก็จะกลายเป็นคนดีที่น่ายกย่องทันที แต่จะมีมากมีน้อยไม่ว่ากัน ค่อยๆ สะสมเดี๋ยวก็เพิ่มมากขึ้นเอง ด้วยการคบค้าสมาคมกับสำนักงานบัญชีที่ดีมีคุณภาพ ทั้งบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและประกอบกิจการในประเทศไทย จึงต้องสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ให้พัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นไปแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจ
แต่เท่าที่รับฟัง รัฐบาลไม่ได้มีมาตรการเดียวที่จะผลักดันให้มีการจัดทำบัญชีชุดเดียว เพียงเสกมนต์ “พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558” เพื่อยกเว้นการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากร และความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากร รวมทั้งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595) พ.ศ. 2558 เพื่อลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ SMES เท่านั้น แต่ยังจะมีมาตรการเสริม โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินการที่จำเป็น เพื่อให้สถาบันการเงินที่อยู่ในการกากับดูแล ใช้บัญชีและงบการเงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแสดงต่อกรมสรรพากรในการยื่นรายการภาษีเงินได้ เป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมทางการเงินและการขออนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร (มาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการฯ)
อีกทั้งยังกำหนดให้นำ E-PAYMENT มาใช้เสริมทัพ เพื่อการบริหารการจัดเก็บภาษีอากรให้มีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่งด้วย โดยจะกำหนดให้ใช้การจ่ายเงินผ่านระบบ E-PAYMENT สำหรับจำนวนเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปทุก TRANSACTIONS มองเห็นเหมือนเป็นแหอวนที่ล้อมรอบประเทศนี้ไว้จากผู้ที่ไม่จริงใจต่อการจัดทำบัญชีชุดเดียวได้อย่างมีมนต์คลัง เรียกว่า เจ้าหน้าที่นั่งเฉยๆ เงินภาษีก็ไหลมาเทมา เพียงแต่หาทางอุดรูรั่วหรือช่องโหว่ให้ดี ให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอากรมากขึ้น โฉมหน้าการบริหารการจัดเก็บภาษีอากรจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากมาย ชนิดคนรุ่นผมที่เกษียณอายุราชการเห็นแล้ว อึ้ง ที่ง เสียว ไปเลย
ประเด็นที่สอง คุณ AMORNPA ปรารภว่า “เพราะองค์ประกอบที่ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องทำบัญชีมากกว่า 1 ชุด มาจากกรมสรรพากรเองก็มีส่วนอย่างยิ่ง การตรวจสอบแต่ละครั้ง มาตรฐานในการตรวจแต่ละครั้ง ล้วนหาความแน่นอนใดๆไม่ได้ งบการเงินจะปรากฏการขาดทุนไม่ได้เลย ปีนี้กำไรสัดส่วนเท่านี้ ปีหน้าต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากัน เรื่องเหล่านี้เจ้าของธุรกิจพบเจอมาไม่น้อยกว่า 30 ปี”
ต่อประเด็นนี้ ไม่คล้อยตามคุณ AMORNPA แล้วนะ ในฐานะอดีตสรรพากร ที่มีอายุงาน 40 ปีเต็ม ผู้ประกอบการที่ทำบัญชีตามใจสรรพากรเสียขนาดนั้น เชื่อมั่นได้ว่า มีวาระแอบแฝงซ้อนเร้นอะไรไว้ อย่างแน่นอน (HIDDEN AGENDA) หาใช่ตั้งใจจะตามใจสรรพากรโดยตนเองไม่มีผลประโยชน์ในการทำบัญชีชุดที่สองเพื่อให้เสียภาษีอากรมากขึ้น เพื่อเอาอกเอาใจเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ “พ่อ” สักหน่อย ทำนอง “ขนม (จีน) พอสมน้ำยา” หรือ “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” (ซึ่งไม่มีให้เห็นทั้งคู่) เจ้าหน้าที่สรรพากรมีสมมติฐานว่า ตรวจ 100 ราย ก็ผิดทั้ง 200 ราย นั่นเอง จึงเรียกเอา รีดเอา ข่มขู่เอา (ดังจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางตามพระราชกำหนดฯ อย่างออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่า หากผู้ประกอบการเสียภาษีอากรถูกต้องแล้วตนเองจะไม่มีงาน (ผิดๆ) ทำ จะไม่ได้รับเงินจากการทำงาน (ผิดๆ) เออหนอดูดู๋)
ดังนั้น ตามความเชื่อผมใครมาว่าสรรพากรให้ฟ้ง ผมก็ต้องเหลียวกับไปมองคนที่ว่าสรรพากรว่า พอๆ กันหรือเปล่า เล่นกีฬาเข้าขากันดีทั้งสองฝ่าย เหมือนคู่ต่อสู้ที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้อย่างแท้จริง อาจมีเจ้าหน้าที่ประเภทต่อไปนี้อยู่ในสารบบสรรพากรได้ กล่าวคือ...
1. เป็นคนที่ไม่เข้าใจข้อกฎหมายดังกล่าว ว่า มีขึ้นเพื่อการใด มีไว้ทำไม ซึ่งหากขยับตัวสักนิดก็เป็นอันว่ารู้เรื่องแล้ว แต่ไม่ยอมทำ
2. กลัวเสียประโยชน์อันตนเคยมีรายได้จากระบบเก่าที่ผู้เสียภาษีทำไม่ถูกต้องไว้ และคิดว่าตนเองจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากการที่ผู้เสียภาษีปฏิบัติการทางภาษีอากรโดยถูกต้อง
3. ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปของสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่แคร์กับคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ดังนั้น หากทางกิจการเข้าใจข้อกฎหมายที่ออกมา ก็ได้เวลาเป็นไทแก่ตัวเองแล้ว ไม่ต้องไปขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ "ปลิง - ทาก" กลุ่มนี้กันอีกต่อไป
ประเด็นที่สาม คุณ AMORNPA แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า “การออกนโยบายนี้ กรมให้เวลาที่สั้นมาก เพียงแค่ 60 วัน เจ้าของธุรกิจที่ระแวงกรมสรรพากรอยู่แล้ว ก็ลังเลกันมาก ข้อมูลที่ได้จากกรมล้วนแต่เป็นข้อดี เอาแค่ข้อแรกยกเว้นการตรวจสอบก็กลับยิ่งทำให้ลังเลกันมากกว่าเดิม แถมเมื่อมีการสอบถามกับเจ้าหน้าที่กรมว่า..หลังจากเข้าร่วมนโยบายนี้แล้วต้องเจอกับอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่ก็ได้แต่บอกเหมือนกันหมดว่า...เราจะจับมือเดินไปด้วยกัน...ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาล้วนแต่วิ่งไปคนละทิศละทาง
ผมเห็นแย้งว่า กำหนดเวลา 60 วัน ในการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการจัดทำบัญชีชุดเดียว ไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ แต่อย่าใดๆ หากผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจที่มีความหวาดระแวงแคงใจต่อกรมสรรพากรอยู่แล้ว นั้น หากใช้ดุลพินิจเพิ่มสักนิด ก็จะเห็นซึ้งถึงเจตนาของการตราพระราชกำหนดฯ ฉบับนี้
1. ไม่เคยมีรัฐบาลใดกล้ากระทำการเยี่ยงนี้มาก่อน ออกกฎหมายคุ้มครองผู้ประกอบการที่ประกอบการต่อเนื่องมาก่อนปี 2558 ให้ได้รับการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากร และความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากร สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีวันเริ่มต้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559 (หมายถึง ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มต้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559) หรือมูลค่าของฐานภาษี (หมายถึง ภาษีมูลค่าเพิ่ม) รายรับ (หมายถึง ภาษีธุรกิจเฉพาะ) หรือการกระทำตราสาร (หมายถึง อากรแสตมป์) ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559 ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนด
2. นี่ไม่ใช่คำพูดของเด็กอมมือ หากแต่เป็น “นายกขวัญใจปวงชน” ในการปฏิรูปประเทศไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ชอบธรรม ที่นักการ (กวน) เมืองกลุ่มใดๆ ก็ไม่อาจที่จะกระทำได้ จึงไม่มีวันที่จะมาเสียคำพูดโดยการตราเป็นกฎหมายเช่นนี้ โดยเด็ดขาด “ป๋าเทพการันตี”
3. ผมเคยตั้งคำถามว่า “ข้อเสียอยู่ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าร่วมจะมีระบบบัญชีที่เข้มแข็งอย่างแท้จริงหรือไม่ จะทำบัญชีที่ถูกต้อง (มีบัญชีเพียงชุดเดียว) จริงหรือไม่ เพราะจะเป็นต้นเหตุที่จะทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิการได้รับยกเว้นการตรวจสอบไต่สวนฯ จากกรมสรรพากร หากคำตอบว่าจริงว่าใช่ก็เหลือแต่เพียงข้อดีเท่านั้นครับ
ประเด็นสุดท้าย เมื่อเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว สิ่งที่ต้องพบเจอแน่นอนคือ บทลงโทษที่รุนแรงและหนักหน่วงกว่าเดิมใช่หรือไม่
ต้องขออนุญาตเรียน คุณ AMORNPA และเพื่อนใน FB ทุกท่านว่า ภาษีอากรที่กรมสรรพากรจัดเก็บ ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ล้วนแล้วแต่เป็น “ภาษีอากรประเมิน” ซึ่งประกอบด้วยการยื่นรายการประเมินตนเองของต้องต้องเสียหรือนำส่งภาษี และการประเมินความถูกต้อง และครบถ้วนของจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องเสียหรือนำส่ง และการปฎิบัติหน้าที่ทางภาษีอากร
ดังจะเห็นว่า หากผู้ต้องเสียหรือนำส่งภาษีอากรไว้ถูกต้อง ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว อำนาจเจ้าพนักงานประเมินก็จะหายวับลงไปเลย ไม่อาจกระทำกระไรต่อผู้ประกอบการรายนั้นๆ ได้เลย นอกจากบริการที่ดีที่ต้องพึงให้ด้วยความเคารพรักเท่านั้น
ดังนั้น หากผู้ประกอบการจัดทำบัญชีชุดเดียวตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีโดยถูกต้องและครบถ้วนแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจใคร (มันผู้ใด) จนตลอดทั้งสิ้นแล ลงมือทำโลดเลยพี่ครับ ผมหนับหนุน ต่อไปจะได้มีชีวิตใหม่ทางภาษีอากรให้ถูกต้องและมีความสุขกันเสียที
มาร่วมมือก้นทำให้อำนาจเจ้าพนักงานสรรพากรฝ่อ โดยกระทำในส่วนที่ถูกต้อง ตามมาตรการบัญชีชุดเดียว

dlo.co.th

เกิดอะไรขึ้นเมื่อท่านปิดอากรแสตมป์บนตราสารไม่ครบ?

เกิดอะไรขึ้นเมื่อท่านปิดอากรแสตมป์บนตราสารไม่ครบ ?
ชัชวลี ไมตรี
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด

คนส่วนใหญ่มักไม่กังวลปัญหาเรื่องอากรแสตมป์ เพราะในการทำสัญญาบางประเภท เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการซื้อขายรถยนต์ ก็ต้องถูกบังคับให้ปิดอากรแสตมป์หรือชำระค่าอากรเป็นตัวเงิน เช่น ที่กรมที่ดินหรือกรมการขนส่งทางบก ปัญหาเรื่องอากรแสตมป์ที่เกิดขึ้น มักเป็นเรื่องที่ผู้เสียภาษีไม่เห็นความสำคัญ หรือบางครั้งก็ไม่อยากเสียค่าอากรแสตมป์กันในขณะทำสัญญา และคิดว่าปิดในภายหลังก็ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจหลงลืมว่าต้องปิดอากรแสตมป์หรือชำระค่าอากร จนกระทั่งเมื่อถูกเจ้าพนักงานสรรพากรเรียกตรวจสอบเอกสารของกิจการ จึงทราบว่ายังมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน เพราะในการตรวจสอบ ผู้เสียภาษีต้องเตรียมเอกสารเกี่ยวกับกิจการให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน ใบกำกับภาษีที่นำมาใช้ในการคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ แบบแสดงภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ แบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใบรับต่างๆ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่เจ้าพนักงานสรรพากรมักตรวจพบเจอแต่แรก คือ การลืมปิดอากรแสตมป์ในสัญญา หรือไม่ได้ปิดอากรให้ครบ โดยเจ้าพนักงานสรรพากรจะสั่งให้ท่านปิดอากรหรือชำระค่าอากรให้ครบและเรียกเก็บเงินเพิ่มจากจำนวนอากรที่มิได้ชำระ

โดยปกติแล้ว ในการทำสัญญาใดๆซึ่งกระทำ1 เป็นตราสาร2 หรือเอกสารที่เป็นการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ที่ได้ระบุในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร 28 ลักษณะ ต้องปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด3 ซึ่งการเสียอากรแสตมป์ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ 1) การปิดอากรโดยท่านสามารถไปซื้ออากรแสตมป์ได้จากสำนักงานสรรพากรพื้นที่ใดๆ หรือที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น ดังเช่นกรณีสัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างต้องปิดอากรทุกจำนวน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทแห่งสินจ้างที่กำหนด หากสัญญาจ้างทำของมีมูลค่า 10,000 บาท ท่านต้องปิดอากรแสตมป์เป็นจำนวน 10 บาท และ 2) การเสียอากรเป็นตัวเงินซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้ตราสารบางประเภทต้องชำระอากรเป็นตัวเงิน โดยต้องนำตราสารหรือสัญญานั้นไปขอชำระค่าอากรต่อเจ้าพนักงานสรรพากร เช่นกรณีเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้เช่าต้องชำระค่าอากรทุกจำนวน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทแห่งค่าเช่าที่กำหนด

ดังนั้น หากไม่ปิดอากรให้ครบถ้วนแต่แรกแล้ว บางคนอาจแก้ปัญหาโดยการไปซื้ออากรมาปิดเพิ่มบนตราสารนั้นให้ครบ แต่มีข้อควรระวังว่า เจ้าพนักงานสรรพากรสามารถตรวจลายน้ำของอากรแสตมป์เพื่อตรวจสอบว่าเป็นอากรที่ผลิตขึ้นในปีใดและตรงกับปีที่กระทำตราสารหรือไม่ หากพบว่าเป็นอากรที่ซื้อมาปิดในภายหลังก็ยังคงต้องชำระเงินเพิ่มค่าอากรตามจำนวนที่กำหนดในประมวลรัษฎากรอยู่ดี ทั้งนี้ ตราสารบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระค่าอากรเป็นตัวเงิน ท่านก็ยิ่งไม่มีทางเลี่ยงชำระเงินเพิ่มอากรได้เลย

บทลงโทษจากการปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน มีดังนี้

1. กรณีตรวจพบความผิดเอง4

หากเป็นกรณียื่นตราสารที่กระทำในประเทศไทยต่อเจ้าพนักงานสรรพากรเพื่อเสียอากรภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ให้ครบถ้วน ก็เสียเพียงค่าอากรแสตมป์ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด และไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอากรอีก

แต่หากพบว่าไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนเกินกว่า 15 วัน สามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้

( ก ) กรณีตรวจพบเมื่อพ้น 15 วันนับแต่ไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่มีหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ให้ครบถ้วน ต้องเสียเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าของจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า5

ตัวอย่าง กรณีสัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปิดอากรทุกจำนวน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทแห่งสินจ้างที่กำหนดไว้เป็นค่าอากร 1 บาท หากสัญญาจ้างทำของ 10,000 ท่านต้องปิดอากร 10 บาท

- กรณีที่ปิดอากรไม่ครบ

หากท่านปิดอากรเพียง 6 บาท ท่านต้องเสียเงินเพิ่มอากร คือ (10 - 6) X 2 เท่า = 8 บาท และเมื่อรวมกับค่าอากรที่ต้องเสียให้ครบอีก 4 บาท ท่านจึงต้องเสียค่าอากรและเงินเพิ่มอากรเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4 + 8 = 12 บาท

- กรณีที่ไม่ปิดอากรเลย

หากท่านไม่ปิดอากรเลย ท่านต้องเสียอากรเงินเพิ่มอากร คือ 10 X 2 เท่า = 20 บาท และเมื่อรวมกับค่าอากรที่ต้องเสียให้ครบอีก 10 บาท ท่านจึงต้องเสียค่าอากรและเงินเพิ่มอากรเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 10 + 20 = 30 บาท

( ข ) กรณีตรวจพบเมื่อเกิน 90 วันนับแต่วันที่มีหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ให้ครบถ้วน ต้องเสียเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าของจำนวนอากร หรือเป็นเงิน 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 6

ตัวอย่าง กรณีสัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปิดอากรทุกจำนวน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทแห่งสินจ้างที่กำหนดไว้เป็นค่าอากร 1 บาท หากสัญญาจ้างทำของ 10,000 ท่านต้องปิดอากร 10 บาท

- กรณีที่ปิดอากรไม่ครบ

หากท่านปิดอากรเพียง 6 บาท ท่านต้องเสียเงินเพิ่มอากร คือ (10 - 6) X 5 เท่า = 20 บาท และเมื่อรวมกับค่าอากรที่ต้องเสียให้ครบอีก 4 บาท ท่านจึงต้องเสียค่าอากรและเงินเพิ่มอากรเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4 + 20 = 24 บาท

- กรณีที่ไม่ปิดอากรเลย

หากท่านไม่ปิดอากรเลย ท่านต้องเสียเงินเพิ่มอากร คือ 10 X 5 เท่า = 50 บาท และเมื่อรวมกับค่าอากรที่ต้องเสียให้ครบอีก 10 บาท ท่านจึงต้องเสียค่าอากรและเงินเพิ่มอากรเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 50 + 10 = 60 บาท

2. กรณีบุคคลอื่นตรวจพบความผิด7

กรณีนี้แตกต่างจากกรณีแรกตรงที่ผู้มีหน้าที่เสียอากรหรือผู้ทรงตราสารมิได้ขอเสียค่าอากรเอง แต่มีบุคคลอื่นไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานสรรพากร หรือจากการตรวจสอบโดยเจ้าพนักงานสรรพากรหรือนายตรวจเมื่อเห็นว่ามีเหตุสมควร โดยเจ้าพนักงานสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรนั้นจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสียหรือขาด หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

ตัวอย่างเช่น กรณีสัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องปิดอากรทุกจำนวน 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาทแห่งสินจ้างที่กำหนดไว้เป็นค่าอากร 1 บาท หากสัญญาจ้างทำของ 10,000 ท่านต้องปิดอากร 10 บาท

- กรณีที่ปิดอากรไม่ครบ

หากท่านปิดอากรเพียง 6 บาท ท่านต้องเสียเงินเพิ่มอากร คือ (10 - 6) X 6 เท่า = 24 บาท ( แต่เนื่องจากเงินเพิ่มอากรจำนวน 25 บาทมากกว่า ท่านจึงต้องเสียเงินเพิ่มอากร 25 บาท ) และเมื่อรวมกับค่าอากรที่ต้องเสียให้ครบอีก 4 บาท ท่านจึงต้องเสียค่าอากรและเงินเพิ่มอากรเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4 + 25 = 29 บาท

- กรณีที่ไม่ปิดอากรเลย

หากท่านไม่ปิดอากรเลย ท่านต้องเสียเงินเพิ่มอากร คือ 10 X 6 เท่า = 60 บาท และเมื่อรวมกับค่าอากรที่ต้องเสียให้ครบอีก 10 บาท ท่านจึงต้องเสียค่าอากรและเงินเพิ่มอากรเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 60 + 10 = 70 บาท

เมื่อเจ้าพนักงานสรรพากรตรวจพบการปิดอากรที่ไม่ครบถ้วน ท่านต้องถูกเรียกให้ชำระค่าอากรให้ครบอยู่ดี และต้องเสียเงินเพิ่มอากรจากจำนวนที่ท่านปิดไม่ครบ ถือเป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุและสิ้นเปลืองกว่าที่ควรจะเป็น เพราะท่านสามารถเลือกปิดให้ครบได้ในตั้งแต่ขณะที่กระทำตราสารแล้ว นอกจากนี้ ผลเสียของการไม่ปิดอากรแสตมป์ให้ครบ คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท8 ทั้งยังต้องถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร และผลเสียในทางกฎหมายแพ่ง คือ ในกรณีคู่สัญญาของท่านไม่ปฏิบัติตามสัญญาและท่านประสงค์จะฟ้องร้องดำเนินคดีบังคับเอากับกับคู่สัญญา ท่านจะนำต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะเสียอากรโดยการปิดแสตมป์จนครบ9 ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรจากการปิดอากรไม่ครบ ท่านจึงควรปิดอากรให้ครบถ้วนทุกครั้งที่กระทำตราสารทันที แต่หากท่านพลั้งเผลอปิดอากรไม่ครบไปแล้วและอยากแก้ไขให้ถูกต้อง ในตอนหน้าผู้เขียนจะขอกล่าวถึงบทความต่อไปเรื่อง “ทำอย่างไร เมื่อท่านปิดอากรแสตมป์บนตราสารไม่ครบ ?” เพื่อเป็นทางออกในการขอลดเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นต่อไป


1 “กระทำ” ตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร หมายความว่า การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2 “ตราสาร” ตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากร หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดอากรแสตมป์

3 มาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร

4 ตามมาตรา 113 แห่งประมวลรัษฎากร

5 ตามมาตรา 113 2. ( ก ) แห่งประมวลรัษฎากร

6 ตามมาตรา 113 2. ( ข ) แห่งประมวลรัษฎากร

7 ตามมาตรา 114 แห่งประมวลรัษฎากร

8 ตามมาตรา 124 แห่งประมวลรัษฎากร

9 ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร

ขอบคุณที่มา : https://www.dlo.co.th/node/815

dlo.co.th เกิดอะไรขึ้นเมื่อท่านปิดอากรแสตมป์บนตราสารไม่ครบ ? ชัชวลี ไมตรี บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ทันตแพทย์ ใน Ang Sila?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


20/478 ม.5 Huaykapi
Ang Sila
20130
งานทันตกรรม อื่นๆใน Ang Sila (แสดงผลทั้งหมด)
ศูนย์ทันตกรรม เอกชล1 ศูนย์ทันตกรรม เอกชล1
ถนน พระยาสัจจา
Ang Sila, 20000